มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อัณฑชกำเนิด และการกระทำกรรมต่างๆ




ในปฏิสนธิกาล ปฏิสนธิจิตนั้นเกิดพร้อมกับรูป 3 กลาปเล็กๆ คือ หทยรูป กายปสาทรูป และภาวรูป จึงถือว่ามีชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่มีชีวิตแล้ว ถ้าเป็นชลาพุชกำเนิดก็ อาศัยครรภ์มารดานั้นเจริญเติบโตต่อไปจนกว่าจะคลอดออกมาเป็นตัว ส่วนอัณฑชกำเนิด ซึ่งก็เป็นคัพภเสยยกกำเนิดเช่นเดียวกับชลาพุชกำเนิด แต่จะมีเปลือกไข่ห่อหุ้มไว้ก่อน แล้วคลอดออกมาเป็นฟองไข่ จากนั้นจึงฟักออกมาเป็นตัวอีกทีหนึ่ง อยากเรียนถามว่า

1. ในปฏิสนธิกาลของอัณฑชกำเนิดนั้น ถือว่ามีปฏิสนธิจิตและรูป 3 กลาป ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นฟองไข่ที่อยู่ในครรภ์ใช่หรือไม่ครับ (ไม่ต้องรอให้คลอดไข่นั้นออกมาก่อน หรือรอให้มีจุดดำๆ เกิดขึ้นที่ไข่แดง)

2. ถ้าใช่ แสดงว่าถ้าเราเอาไข่ที่ได้รับการผสม (ไม่ใช่ไข่ลม) นั้นมาตอกแล้วนำไปเจียวหรือต้ม หรือปรุงเป็นอาหารต่างๆ เพื่อกิน โดยที่เราก็รู้ว่าเป็นไข่ที่ผสมแล้ว เป็นสิ่งมีชีวิตแล้ว ก็เป็นปานาติบาต ได้ชื่อว่าทำลายสิ่งมีชีวิต ใช่หรือไม่ครับ (ส่วนกำลังของ
ปานาติบาตนั้นจะมากหรือน้อยนั่นก็อีกเรื่องนึง อยู่ที่สภาพจิตขณะนั้น)

3. แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าไข่นั้นเป็นไข่ผสม แล้วเรานำเอาไข่นั้นมาตอกเพื่อทำอาหาร เช่นนี้ ไม่เป็นปานาติบาต เพราะขาดเจตนาที่ตั้งขึ้นในการฆ่า หากแต่ว่าการที่มีเจตนาจงใจกระทำต่อวัตถุนั้นให้ทำลายไปนั้นเอง (ไม่ได้มีจิตคิดร้าย) แต่ว่ากระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย่อมเป็นกตัตตากรรม คือกรรมที่มีเจตนาอ่อน ไม่ชัดเจน เป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน ใช่หรือไม่ครับ

4. ส่วนการที่เราเดินไปหยิบของ หรือเดินทางไปไหนๆ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีมดอยู่ที่พื้นบ้าง แล้วเราก็อาจจะมีการเหยียบมดนั้นตาย โดยที่ไม่ได้รู้แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น เพราะเจตนาขณะนั้นคือเจตนาหยิบของ หรือเดินทาง ซึ่งต่างจากกรณีที่ตอกไข่ดังในข้อ 3 ซึ่งมีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น (โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์) กรณีของการเดินไปเหยียบมดนี้ ไม่เป็นปานาติบาต และไม่เป็นกตัตตากรรมแต่อย่างใด ใช่หรือไม่ครับ

5. การกระทำอันประมาทเลินเล่อ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่นได้ แต่ก็มิได้ระมัดระวัง เช่น การขุดบ่อน้ำไว้กินใช้ มิใช่ตั้งใจขุดไว้ดักล่อสัตว์ให้ตกไปตาย หากแต่รู้อยู่แก่ใจว่าบ่อน้ำนั้นมีคนผ่านไปผ่านมามาก ซึ่งดูแล้วอาจจะมีคนพลักตกลงไปได้ง่าย แต่ก็เฉยเมยละเลยไม่กระทำรั้วป้องกันไว้ แล้วเผอิญมีคนตกไปตาย เช่นนี้ยังไม่เป็นปานาติบาต เพราะมิได้มีเจตนาตั้งขึ้นในการประทุษร้าย หากแต่เป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่อ หรือการขว้างก้อนหินเล่นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าบริเวณนั้นมีคนผ่านไปผ่านมามาก แต่ด้วยความคะนองก็ขว้างออกไปเล่นๆ มิได้เจตนาให้โดนใคร แต่เผอิญก็ไปโดนคนทำให้ถึงแก่ชีวิต ทั้งสองตัวอย่างนี้ ย่อมเป็นกตัตตากรรม แต่ยังไม่เป็นปานาติบาตเพราะขาดเจตนาที่ตั้งขึ้นในการฆ่า ใช่หรือไม่ครับ

ขอบคุณครับ

โดย เรียนถามดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 พ.ค. 2551 , 10:45:39 น.] ( IP = 58.136.127.45 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ค่ะ

๑. ตอบว่าใช่ค่ะ เพราะต้องอาศัยเกิดในครรภ์มารดา เพียงแต่เกิดออกมาเป็นฟองไข่ก่อน แล้วจึงออกเป็นตัวในภายหลัง และเกิดได้เฉพาะในกามภูมิเท่านั้น ซึ่งในปฏิสนธิกาลมีรูปเกิดได้ ๓ กลาปดังที่กล่าวมานั่นแหละค่ะ

๒. ใช่ค่ะ

๓. การวินิจฉัยว่าการกระทำใดผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาองค์ปาณาติบาตทั้ง ๕ ประการ อันได้แก่ สัตว์นั้นมีชีวิต รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตที่คิดจะฆ่า มีความพยายามที่จะฆ่า และสัตว์นั้นตายด้วยความพยายาม ซึ่งการกระทำใดครบทั้งองค์ ๕ ถือว่าการกระทำนั้นเป็นปาณาติบาต แต่ถ้าการกระทำใดไม่ครบองค์ปาณาติบาต ๕ ประการ ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นปาณาติบาต หรือไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต

ถ้าเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไข่นั้นมีชีวิตเพราะเป็นไข่ผสม และก็มีเพียงความตั้งใจว่าจะนำมาทำอาหารเท่านั้น เจตนาในการฆ่าก็ไม่สำเร็จครบองค์เพราะไม่รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต และไม่มีจิตคิดจะฆ่าที่เป็นโทสมูลจิต (ปาณาติบาต มีมูล ๒ คือ โทสมูล โมหมูล )

แต่จิตในขณะนั้นก็มีเจตนาอื่นที่เป็นอกุศลเช่นมีความอยากรับประทานอย่างรุนแรง หรือติดใจในอาหารชนิดนี้เป็นพิเศษด้วยโลภะ หรืออยากได้สิ่งตอบแทนอื่นที่นอกเหนือจากนี้ เช่นเดียวกับการใช้คำหยาบของบางบุคคลที่ดูเหมือจะเป็นวจีทุจริต แต่เมื่อพิจารณาถึงเจตนาของการพูดนั้นก็เพื่อทักทายมิตรสหายด้วยความรักใคร่ เช่น ไอ้ลิง ไอ้หมา ไอ้อ้วน ไอ้หมู ..ก็มิได้จัดเป็นผรุสวาจาเพราะไม่มีมูลเหตุที่มาจากโทสะ อย่างนี้เป็นต้น

จึงสรุปไม่ได้หรอกค่ะว่าจะเป็นกตัตตากรรมได้หรือไม่ หากจะมองว่าเป็นกตัตตากรรมในเรื่องการฆ่าก็อาจเป็นไปได้เพราะขาดเจตนา แต่ถ้ามองในแง่ของความโลภแล้วก็ต้องดูถึงความเข้มข้นของเจตนาในขณะกำลังกระทำนั้นด้วย ต้องพิจารณาถึงเรื่องจริงๆ กันเลยค่ะว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่หรือต้องการทำเพราะอะไรกันแน่

๔. สำหรับฆราวาสธรรมดาในเมื่อบอกว่ามีเพียงเจตนาที่เดินไปหยิบของหรือเดินไปไหนๆ ก็ไม่มีเจตนาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่านี่คะ แต่เป็นการเดินไปอย่างขาดสติไม่มีการสำรวมระวังอินทรีย์ (อินทรียสังวร)

แต่ที่มารู้ว่าเป็นมดหรือเป็นอะไรนั้นก็เพิ่งมารู้ในภายหลังซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว ความกังวลใจที่เกิดขึ้นว่าฆ่าหรือไม่ฆ่านี่ก็เป็นเรื่องของกุกกุจจะคือกังวลว่าทำให้เกิดการเหยียบมดตายขึ้นมาอันเนื่อ'มาจากการขาดสติในการเดิน

๕. บ่อน้ำที่ขุด..มิได้มีเจตนาทำไว้เป็นหลุมพรางดักสัตว์เพื่อจะทำลายให้ถึงแก่ชีวิต อาจเป็นการกระทำกุศลสาธารณะด้วยซ้ำสำหรับชุมชนนั้น แต่ผู้ใดที่บังเอิญตกลงไปตายก็เป็นกรรมส่วนตนที่ไม่มีอนิมิตมาแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจขุดไว้ให้ใครตกลงมาตาย จึงไม่ถือว่าเป็นอาวุธ หรือถาวรประโยคแต่อย่างใด

ส่วนการโยนก้อนหินนั้นถ้าสามารถคาดการณ์ได้ว่า น่าจะไปทำร้ายคนหรือสัตว์ได้และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ด้วยถ้ารู้ถึงกำลังแรงที่ขว้างออกไป ..ถ้ารู้แล้วยังขืนขว้างออกไปอีกก็เท่ากับมีความตั้งใจที่จะฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นไปโดยปริยายด้วย แต่ถ้าคิดได้เพียงว่าถ้าถูกใครก็คงหัวแตก..ก็เพียงแค่ทำร้ายร่างกายคนอื่นเท่านั้น

แต่ถ้าขว้างเล่นๆ แบบไม่ได้คิดอะไรก็มีเจตนาที่เป็นความโลภที่ไม่ต้องการประทุษร้ายชีวิตหรือทำร้ายร่างกายใครเลย แม้จะมีความตายหรือความบาดเจ็บเกิดขึ้นตามมาก็ตาม เหตุผลก็เป็นเช่นเดียวกับข้อ ๓ ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 พ.ค. 2551 , 17:50:08 น.] ( IP = 58.9.107.34 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณมากครับ
ขออนุญาตเรียนถามเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน

จากความเห็นในข้อ 3 มีความเห็นว่า
3.1 หากมีเจตนาที่ตั้งขึ้นในการฆ่า และกระทำสำเร็จ คือครบองค์อกุศลกรรมบถที่เป็นไปในปานาติบาต ก็ย่อมเป็นการล่วงอกุศลกรรมบถโดยสมบูรณ์ และศีลข้อ 1 ก็คือขาด ดังนี้มีกำลังให้ผลในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาล ใช่หรือไม่ครับ
3.2 แต่หากมีเจตนาตั้งขึ้นในการฆ่า สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต มีจิตคิดฆ่า ลงมือกระทำ แต่ว่าไม่สำเร็จ ตามความเข้าใจคือ เป็นอกุศลกรรมบถที่เป็นไปในปานาติบาต แต่ไม่ครบองค์ มีกำลังให้ผลในปวัตติกาล (ไม่มีกำลังให้ผลในปฏิสนธิกาล) และศีลข้อ 1 ถือว่าด่างพร้อยยังไม่ขาด ที่เข้าใจตามนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
3.3 กรณีที่ไม่รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ไม่ได้มีจิตคิดฆ่า (โทสมูลจิต) อย่างกรณีที่เราไม่รู้ว่าไข่นั้นเป็นไข่ผสม แล้วเราก็เอามาตอกทำอาหารกิน (โลภมูลจิต) จึงมีการกระทำที่เจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น (ไข่) ให้ทำลายไป เป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สักว่าทำไป (อจิตตกะ) คือขาดเจตนาในการฆ่าก็จริง แต่ก็ถือว่าได้มีการลงมือจงใจกระทำการใดๆ ต่อวัตถุนั้นแล้ว จะอ้างว่าไม่รู้ว่าไม่บาปไม่ได้ เช่นนี้ถ้าจัดโดยประเภทของกรรมเข้าใจว่าเป็นกตัตตากรรม ถ้าโดยอกุศลกรรมบถแล้วถือว่าไม่เป็นอกุศลกรรมบถอันเป็นไปในปานาติบาต เพราะขาดองค์สำคัญคือเจตนาที่ตั้งขึ้นในการฆ่า และไม่รู้ด้วยว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ถ้านับเนื่องเข้าในศีลข้อ 1 ก็ถือว่าศีลนั้นไม่ขาด ส่วนผลของกตัตตากรรมนี้มีกำลังอ่อน จะให้ผลเป็นลำดับสุดท้าย หรืออาจไม่มีโอกาสให้ผลเลยเพราะมีกรรมอื่นที่มีกำลังย่อมให้ผลต่อเนื่องอยู่เสมอ ส่วนถ้าซื้อไข่มา หิ้วกลับบ้านแต่เกิดกระทบกระแทกข้าวของอื่นแตกไปเอง อันนี้ไม่เป็นกรรมแต่อย่างใดทั้งสิ้น เข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ

จากความเห็นในข้อ 4
การเดินไปหยิบของแล้วเหยียบมดย่อมไม่เป็นปานาติบาต ไม่เป็นอกุศลกรรมบถ และไม่เป็นกตัตตากรรมที่จะให้ผลใดๆ ทั้งนี้เพราะขาดองค์ที่สำคัญคือเจตนาในการฆ่า และยังมิได้มีเจตนาจงใจกระทำใดๆ ต่อวัตถุนั้นเลย (มด) และมิได้มีการกระทำอันประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นเจตนาตั้งขึ้นเป็นไปในการเดินไปหยิบของตามปกติธรรมดา ซึ่งต่างจากการตอกไข่ดังที่กล่าวไว้ในความเห็นที่ 3.3 เข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ

5. กรณีขุดบ่อน้ำนี้ เผอิญมีที่มาจากที่มีอธิบายไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ดังนี้ครับ

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

กรรม การกระทำ หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือทำด้วยความจงใจหรือจงใจทำ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เช่น ขุดหลุมพรางดักคนหรือสัตว์ให้ตกลงไปตาย เป็นกรรม
แต่ขุดบ่อน้ำไว้กินใช้ สัตว์ตกลงไปตายเอง ไม่เป็นกรรม
(แต่ถ้ารู้อยู่ว่าบ่อน้ำที่ตนขุดไว้อยู่ในที่ซึ่งคนจะพลัดตกได้ง่าย แล้วปล่อยปละละเลย มีคนตกลงไปตาย ก็ไม่พ้นเป็นกรรม)

จากข้อความในวงเล็บนี้เอง จึงทำให้เข้าใจว่า แม้มิได้มีเจตนาประทุษร้ายใคร แต่หากรู้อยู่แก่ใจ (เน้นว่าต้องรู้อยู่แก่ใจ) ว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นอาจเกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ แต่ก็ประมาท เลินเล่อ เพิกเฉย ไม่ใส่ใจที่จะระมัดระวังหรือป้องกันไว้ จึงเข้าใจว่าก็จัดเป็นกตัตตากรรมอย่างหนึ่ง และโดยอกุศลกรรมบถที่เนื่องด้วยปานาติบาตนั้น ถือว่าไม่เป็นอกุศลกรรมบถที่แน่นอนชัดเจน ศีลข้อ 1ไม่ขาดแต่ด่างพร้อย เพราะมิได้มีเจตนาที่แน่นอนชัดเจน หากแต่ได้มีการกระทำอันประมาททั้งที่รู้อยู่แก่ใจนั่นเอง แต่ถ้าหากว่าได้กระทำการป้องกันไว้ เช่นล้อมรั้วไว้ แล้วเกิดมีเด็กปีนรั้วเล่นพลักตกลงไปตาย เช่นนี้ไม่เป็นกรรมแต่อย่างใดทั้งสิ้น กรณีของการขว้างก้อนหินเล่นก็เช่นกัน หากขว้างเล่นหลังบ้านดูแล้วว่าโล่งหรือขว้างเล่นที่ท้องนา มิได้มีเจตนาประทุษร้ายใครแต่อย่างใดและดูดีแล้วว่าโล่ง แต่ดันเผอิญมีคนเดินผ่านมาโดยคาดไม่คิด ก็ไม่เป็นกรรมแต่อย่างใด แต่หากไม่ระมัดระวังคือรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นทางผ่านที่คนอาจสัญจรไปมา อาจมีคนเดินผ่านมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ด้วยความประมาทคิดว่าไม่เป็นไรน่า ด้วยความคึกคะนองก็ขว้างเล่นไป เช่นนี้เข้าใจว่าเป็นกตัตตากรรม แต่ไม่เป็นอกุศลกรรมบถปานาติบาตที่แน่นอนชัดเจน ศีลข้อ 1 ไม่ขาดแต่ด่างพร้อย เข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ค. 2551 , 08:49:06 น.] ( IP = 58.64.53.78 : : )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะคุณเรียนถาม มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อนะคะ

๓.๑ - ๓.๒ ใช่ค่ะ

๓.๓ - ๔ ถ้าจะพิจารณากันจริงๆ แล้ว จิตของมนุษย์ที่มิได้เป็นพระอรหันต์ในการกระทำการงานต่างๆ นั้นไม่เป็นบาปก็เป็นบุญ (ขอเว้นไม่กล่าวถึงเรื่องของวิบากจิต) ฉะนั้นถ้าไม่ได้มีเจตนาทำกุศลก็จะต้องเป็นอกุศลแน่ๆ แต่จะเป็นอกุศลอย่างไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นรากฐานของอวิชชา

ฉะนั้น ไม่ว่าจะตั้งใจทำไข่แตกหรือไม่ทำไข่แตก ชวนจิตที่ไม่มีสติเข้าร่วมทำงานนั้นก็เป็นอกุศลกรรม แต่จะมีอำนาจเจตนามากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่จะเป็นไป หากพูดโดยรวมว่าเป็นการกระทำที่เป็นอจิตตกะในปานาติบาตก็พูดได้ การกระทำที่เกิดขึ้นจะจัดเป็นกตัตตากรรมก็อาจจัดได้ถ้าหากไม่ได้ทำตอนที่ใกล้ตาย

และไม่ได้เป็นการกระทำที่ทำอยู่สม่ำเสมอ เพราะกตัตตากรรม คือ กรรมที่ได้กระทำไปแล้ว เป็นกรรมอย่างสามัญ ไม่เข้าขั้นครุกรรม อาสันนกรรม หรือ อาจิณณกรรม แต่เป็นกรรมเล็กๆ น้อยๆ เป็นการกระทำโดยมีเจตนาอ่อนหรือไม่ได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่

ซึ่งหากพูดตามตรงแล้วก็ไม่อยากจะตัดสินอะไรให้มากกว่านี้ เนื่องจากเรื่องของกรรม ๑๒ เป็นเรื่องที่เป็นหลักฐานในชั้นอรรถกถามโนรถปูรณี หรือวิสุทธิมัคค์ที่มีการรจนาขึ้น ซึ่งมีความเห็นส่วนตัวว่าคงจะเป็นการวางแนวทางไว้ให้ทราบเท่านั้นเอง คิดว่าเราน่าจะทำความเข้าใจไว้เพื่อระวังป้องกันการกระทำกรรมอย่างไม่ประมาท

ถ้าหากถามกลับไปบ้างว่า ในการเจริญสติปัฏฐานด้วยอิริยาบถต่างๆ นั้น เช่นอิริยาบถนอน แล้วเมื่อทุกข์เวทนาเกิดขึ้นจำเป็นจะต้องพลิกตัว ก็ทำการพลิกตัวไปด้วยความมีสติ ซึ่งไม่รู้เลยว่าด้านที่พลิกตัวลงไปนั้นมีมดเดินอยู่ ถามว่า ความตายของมดที่เกิดขึ้นจะเป็นปานาติบาตไหม ..ถ้าไม่ใช่ จะเป็นกตัตตากรรมหรือไม่?

ฉะนั้น หากพิจารณากันที่เจตนาแล้วก็คงต้องแยกส่วนให้ชัดว่าเจตนาในขณะกระทำนั้นคืออะไร เป็นกุศลหรืออกุศล ส่วนเรื่องลำดับการให้ผลของกรรมตามความหนักเบานั้นก็เข้าใจว่าเป็นไปตามที่ปรากฏในพระอภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๕ นั่นแหละค่ะ


๕. ได้ตอบไปครึ่งหนึ่งในเรื่องการขุดบ่อน้ำเพื่อใช้บริโภคนั้นย่อมไม่มีเจตนาเป็นปานาติบาตและยืนยันความเห็นเดิมค่ะ ..แต่เจตนาที่จะไม่ทำรั้วนั้นเป็นการกระทำอีกชนิดหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาจากขณะจิตปัจจุบันขณะนั้นว่าคิดอย่างไร เช่นเดียวกับการขว้างก้อนหินน่ะแหละค่ะ

ถ้ารู้อยู่ว่าเป็นอันตรายแน่แต่ก็สะใจที่จะปล่อยไว้ หรือประหยัดไม่มีเงิน หรือคิดเอาว่าคนที่เดินผ่านไปมาน่าจะทราบว่าเป็นบ่อน้ำเพราะมีเส้นทางที่ชัดเจนในการเข้าออกหรือเดินผ่าน และคิดว่าเปิดไว้เพื่อความสะดวกสำหรับสัตว์ที่จะมาดื่มกินน้ำและคิดว่าคนจะมีความระวังระวังได้ ..ก็คงจะเห็นว่าเจตนา ณ ปัจจุบันขณะนั้นมีสภาพธรรมที่ต่างกันไปหลายประการ

การกระทำกรรมนั้นหากศึกษาถึงเรื่องวิถีจิตก็จะทราบได้ว่า ในแต่ละวิถีที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ นั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และจบสิ้นลงไปๆ อย่างเด็ดขาด เจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตแต่ละดวงนั้นก็แสดงอย่างชัดเจนเลยว่าเป็นกุศลหรืออกุศลซึ่งเป็นเนื้อหาของเฉพาะแต่ละวิถี และในการกระทำกรรมทั้งหลายนั้นก็ใช้วิถีจิตหลายล้านวิถี

ส่วนการอธิบายไว้โดยย่อในประมวลศัพท์ ของพระธรรมปิฎกนั้นก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาความหมายเพื่อทำความเข้าใจ ท่านจึงอาจวางแนวทางไว้เช่นนั้นอย่างกว้างๆ

คำว่า " ก็ไม่พ้นเป็นกรรม" ก็เป็นสิ่งที่ท่านวินิจฉัยไว้ดีแล้ว เพราะอย่างที่กล่าวข้างบนแล้วว่า จิตของมนุษย์ที่มิได้เป็นพระอรหันต์ในการกระทำการงานต่างๆ นั้นไม่เป็นบาปก็เป็นบุญ ซึ่งก็คือ กรรมที่มิใช่กิริยาจิตนั่นเอง

กรณํ = กมมํ แปลว่า การกระทำ ชื่อว่า กรรม ..ธรรมชาติใดที่สัตว์ทั้งหลายพึงกระทำ ธรมชาตินั้นชื่อว่า “ กรรม ” ได้แก่ เจตนาเจตสิก ที่ประกอบใน อกุศลจิต ๑๒ และ โลกียกุศลจิต ๑๗ เป็นผู้กระทำ

ส่วนเจตนาที่ประกอบในโลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือมรรคจิต ๔ ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมเพราะเป็นการกระทำที่ตัดวัฏฏะ คือตัดความเวียนว่ายตายเกิด ส่วนเจตนาในวิบากจิต ๓๖ ก็ไม่ชื่อว่ากรรมเพราะเป็นผลของกรรม เจตนาในกิริยาจิต ๒๐ ก็ไม่ชื่อว่ากรรม เพราะเป็นกิริยาจิต สักแต่ว่ากระทำไม่เป็นบุญเป็นบาป ที่ก่อให้เกิดผล

แนะนำค่ะ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=10913

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ค. 2551 , 10:57:27 น.] ( IP = 58.9.237.136 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณครับ จากความเห็นที่คุณน้องกิ๊ฟที่ให้มา ขออนุญาตตอบตามความเข้าใจดังนี้ครับ

การกระทำใดๆ ของปุถุชนในขณะที่เป็นชวนจิตย่อมกระทำไปด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต การกระทำบางอย่างก็ถึงขั้นเป็นกุศลกรรม/อกุศลกรรม (โดยดูจากกรรมบถเป็นพื้นฐาน ส่วนจะครบองค์หรือไม่ก็อีกประการหนึ่ง) แต่การกระทำบางอย่างยังไม่ถึงขั้นเป็นกุศลกรรม/อกุศลกรรม แต่ว่าเป็นการกระทำด้วยกุศลจิต/อกุศลจิต เช่น รับประทานอาหาร ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ และการกระทำทั้งหลายที่ไม่นับเนื่องเข้าในกรรมบถ เป็นแต่เพียงกระทำไปด้วยโลภมูลจิตหรือโทสมูลจิต เป็นต้น ส่วนการนอนแล้วพลิกตัวไปทับมด มีความเห็นว่าไม่เป็นกตัตตากรรม ไม่เป็นปานาติบาต ไม่ล่วงศีล แต่อย่างใดครับ กรณีนี้ไม่ต่างจากการเดินไปหยิบของแล้วเหยียบมด ที่เข้าใจเช่นนี้ประเด็นอยู่ตรงที่นอกจากจะไม่ได้มีจิตคิดฆ่าแล้ว ยังไม่มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้นด้วยครับ ส่วนการตอกไข่ดังตัวอย่างนั้นเข้าใจว่าแม้ไม่มีจิตคิดฆ่าแต่เนื่องจากมีเจตนาจงใจกระทำต่อวัตถุนั้น ซึ่งเผอิญเป็นการจงใจกระทำที่ทำให้วัตถุนั้นแตกดับทำลายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเข้าใจว่าการที่มีเจตนาจงใจกระทำต่อวัตถุนี้เองจึงเป็นกตัตตากรรม

กรณีของบ่อน้ำ เมื่ออ่านจากความหมายที่ท่านได้ให้ไว้ ก็เลยทำให้เข้าใจเป็นเช่นที่เรียนให้ทราบ คือถ้ารู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังประมาทละเลย ก็เป็นกตัตตากรรม และเมื่อเทียบเคียงกับการขว้างก้อนหินด้วยความคะนอง ประมาท ก็เลยเข้าใจว่าเป็นกตัตตากรรม

ถ้าเช่นนั้น สรุปว่า
1. การที่ไม่ได้มีเจตนาคิดฆ่า แต่มีการจงใจกระทำต่อวัตถุนั้นให้มีอันแตกดับทำลายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เดินไปเหยียบมดหรือนอนทับมด คือไม่เป็นกตัตตากรรม ไม่มีผล ไม่ให้ผลอันเป็นวิบาก
ประเด็นที่ว่า มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น (ไม่ได้คิดฆ่าแต่กระทำกับวัตถุนั้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์) กับไม่มีเจตนากระทำใดๆ ในวัตถุนั้นเลย มิได้นำมาเป็นข้อชี้วัดด้วยหรือครับ

2. การกระทำอันประมาทเลินเล่อโดยรู้อยู่แก่ใจ ดังกรณีตัวอย่างบ่อน้ำหรือขว้างหิน คือไม่ได้สะใจอะไร ไม่ได้มีเจตนาตั้งขึ้นในการฆ่าหรือประทุษร้ายก็จริง แต่ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังประมาท เลินเล่อ เพิกเฉย ก็ไม่เป็นกตัตตากรรม
ทำให้คิดไปว่าเช่นนี้แล้วผู้ที่อ่านความหมายของกรรมตามที่ท่านอธิบายไว้ ซึ่งถ้าไม่ได้ศึกษาวิถีจิต ก็จะเกิดความเข้าใจผิดในสาระนั้นกันมากมายเลยทีเดียวครับ

(การส่งความเห็นเข้าเว็บบอร์ด มักจะ error บ่อยมากเลยครับ)

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ค. 2551 , 14:58:36 น.] ( IP = 58.64.94.115 : : )


  สลักธรรม 5

สวัสดีอีกครั้งค่ะคุณเรียนถาม

ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า นอกจากท่านจะมากไปด้วยความรู้แล้วยังเป็นผู้ที่ละเอียดอ่อนและช่างพินิจพิเคราะห์ในการกระทำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ ..และคงต้องขออภัยในบางคำตอบที่อาจมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะมอบแก่ท่านได้

๑. ไม่มีเจตนาฆ่า = ไม่ล่วงกรรมบถ ส่วนมีเจตนาทำลายหรือทำความแตกหักให้เกิดขึ้นเป็นการกระทำกรรมที่ไม่ล่วงกรรมบถ ก็คงเป็นกุศลจิตอกุศลจิตดังที่ท่านกล่าวไว้ในย่อหน้าแรกน่ะค่ะ

ส่วน "เจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น" ไม่นำมาพิจารณาด้วยหรือ ก็แล้วแต่ค่ะว่าเป็นภิกษุหรือฆราวาส ..เพราะในส่วนของพระวินัยธรรมนั้นต้องขอเรียนว่าไม่มีความรู้สักเท่าใด

แต่ถ้าพิจารณาจากฆราวาสก็พิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวก็คงไม่ต่างอะไรกับการผ่าฟืน ปอกผลไม้ หรือทุบก้อนหินให้มีสภาพเปลี่ยนแปลงไป ..ซึ่งเจตนาที่เกิดขึ้นเป็นกรรมนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นกุศลหรืออกุศล

๒. เมื่อไม่ล่วงกรรมบถหรือมีกำลังอ่อนไม่สมบูรณ์ในกาลทั้งสามแห่งเจตนาในขณะที่ทำนั้นแล้วก็คงเข้าข่ายกตัตตากรรมได้ เพราะถ้าพิจารณากันให้ตรงหมวดของลำดับการให้ผลของกรรมจำแนกกรรมตามความหนักเบา (ครุกรรม อาจิณกรรม อาสันนกรรม และกตัตตากรรม ) คงจะเข้าใจตรงกันง่ายขึ้น

ในเมื่อมีคำจำกัดความไว้ว่า กฏัตตากรรม คือ กรรมที่กระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นครุกรรม อสันนกรรม หรืออาจิณณกรรม โดยที่ผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างเต็มที่ คือ บกพร่องด้วยเจตนาในกาลทั้ง ๓ คือมีเจตนาอ่อน

กตัตตากรรมนี้พระอนุรุทธาจารย์ท่านแสดงว่า สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้หากไม่มีกรรมทั้ง ๓ ประการแรกมาให้ผล แต่หากมีกรรม ๓ ประการแรกมาให้ผลในปฏิสนธิกาลแล้วกตัตตากรรมก็จะให้ผลในปวัตติกาลไป

และเมื่อจัดเข้าสู่ลำดับการให้ผลของกรรมทั้ง ๔ ชนิดแล้ว ก็อาจพิจารณาได้ว่า ไม่ว่าการขุดบ่อ การตอกไข่ การโยนก้อนหินก็ดี ..ถ้าผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างเต็มที่ในขณะนั้นแต่มีความบกพร่องในเจตนาหรือมีเจตนาอ่อน ก็จะเป็นกตัตตากรรมไปโดยปริยาย

สำหรับความผิดที่บอกว่าประมาทเลินเล่อนั้น หากคิดบ่อยๆ นึกถึงซ้ำๆ ก็จะทำให้มีความถี่ของอกุศลกรรมมากขึ้นก็จะกลายสภาพไปเป็นกรรมที่มีกำลังแรงขึ้นได้ในภายหลัง ค่ะ

แต่ขอถามกลับได้ไหมคะว่า หากสมมติว่า การโยนก้อนหินนั้นเมื่อโยนแล้วไปโดนศีรษะมารดาของตนเองจนถึงแก่ความตาย ..จะเป็นกตัตตากรรมหรือไม่?

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ค. 2551 , 16:49:46 น.] ( IP = 58.9.93.135 : : )


  สลักธรรม 6

เข้ามาอ่านทีไร ก็ได้ความรู้จากบอร์ดนี้เสมอ ๆ เลยค่ะ ขออนุโมทนาท่านผู้ถาม และท่านผู้ตอบแสดงความเห็นนะคะ

กระทู้นี้เนื้อหาเยอะมาก พฤติกรรมทางทฤษฎีแน่นเอี้ยด อ่านไปอ่านมาออกอาการตาลายกับตัวหนังสือบางข้อความเล็กน้อย

แต่ก็สนุกดีค่ะ จำได้กระท่อนกระแท่นว่า เดี๋ยวก็เจตนาไข่ เดี๋ยวก็ไม่เจตนากิน, เป็นกรรมอะไร, บาป ไม่บาป, บาปชนิดไหน

จะขุดบ่อใช้สอยประโยชน์ ก็กังวลไปถึงอนาคตของคนที่ดวงไม่ดีบังเอิญมาเดินตกบ่อแถวนี้เข้า บาปจะตกแก่ใคร (คนขุด หรือคนเดิน)

หรือเดินไปเดินมา มดดันมาตายอยู่ใต้อุ้งเท้าเรา เลยกังวลว่าความซุ่มซ่ามไม่เจตนาของเรา อาจนำหายนะมาสู่เราแล้ว

พยายามยกตัวอย่างทั้งที่เป็นไปได้ และเป็นได้น้อย แต่พลิกแพลงให้เป็นไปได้ ก็ได้แง่มุมหลากหลายบานกระจายดีค่ะ

ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปไม่ได้นะคะ แต่การคิดดักหน้าดักหลังตอนนี้ก็จะกลุ้มใจไม่กล้าทำอะไรกันเลย

อ้อ ขออภัยลืมไปว่าทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติ ใช้อธิบายให้เข้ากับการคิดคำนึงทางทฤษฎีเท่านั้น (คำไหนไม่สุภาพ ให้อ่านข้ามไปนะคะ)

ก็เลยจะออกความเห็นบ้าง ตามความเข้าใจค่ะ

จากความคิดดักหน้าดักหลังนั้น แสดงถึงความพยายามรับผิดชอบการกระทำของตนเอง หลังจากที่ได้เรียนรู้ผลของบาปบุญคุณโทษทั้งหลาย ให้รู้ว่าอย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย (หรือทำมาก) ล้วนให้ผลได้ทั้งนั้น จะหนักจะเบา เจตนาหรือรู้สึกว่าไม่เจตนา ก็ต้องยอมรับผล

ปฏิเสธการทวงผลที่ไม่ตรงกับเหตุ แล้วคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่ควรต้องรับผลเพราะไม่เจตนา ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราจะไปกะเกณฑ์ได้ว่าขอรับผลแค่นั้นแค่นี้

ขอสรุปตรงที่ว่า ความไม่เกิดนั้นเป็นผลสุดยอดความดีทั้งหลาย เพราะจะไม่มีชีวิตที่ต้องมานั่งทำกรรมแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รู้สึกรำคาญเวลารับผล...

แต่ว่าคุณน้องกิ๊ฟคะ การโยนก้อนหินแล้วไปโดนศีรษะมารดา ดูจะโหดเกินไปนะคะ รับไม่ได้จริง ๆ

อ้าว,,,ลืมอีกแล้วเป็นเหตุการณ์สมมุติ
ยกตัวอย่างให้หายเครียดค่ะ

ขอขอบคุณในทุก ๆ ความเห็นเลยนะคะ

โดย herb (herbal) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ค. 2551 , 21:39:14 น.] ( IP = 202.149.24.129 : : )


  สลักธรรม 7

ถ้ายังจำกันได้ หลายเดือนก่อนมีข่าว ลูกซื้อรถมาใหม่ ยังไม่ชินกับรถนัก พอดีวันนั้นฝนตกและพื้นที่จอดรถก็ลื่น ลูกกำลังเอารถเข้าจอดในบ้าน ด้วยความไม่ชินกับรถใหม่และพื้นลื่นทำให้เสียการบังคับรถ รถเลยพุ่งเข้าไปชนผนังบ้าน ซึ่งบริเวณนั้นเป็นห้องที่ผู้เป็นพ่อกำลังนอนพักผ่อนอยู่ รถพุ่งทะลุผนังบ้านเข้าไป และทำให้พ่อเสียชีวิต กรณีนี้โดยความเข้าใจเห็นว่าไม่เป็นอนันตริยกรรมและไม่เป็นกตัตตากรรมแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นลูกมีเจตนาขับรถ ไม่ได้มีเจตนาหรือมีจิตคิดฆ่าพ่อ และมิได้มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น (พ่อ) และมิได้ประมาทเลินเล่อเพราะพยายามบังคับรถแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ชินและพื้นลื่นจึงสูญเสียการบังคับไป จึงไม่ต่างจากการเดินไปเหยียบมดหรือนอนทับมด (ส่วนความเสียใจที่เกิดขึ้นก็เป็นอกุศลจิต (โทสมูลจิต) ที่เป็นไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น)

สำหรับกรณีตัวอย่างที่คุณน้องกิ๊ฟได้กรุณายกมานั้น ตามความใจมีความเห็นว่า สมมุติแม่กำลังซักผ้าอยู่ในบ้าน แล้วลูกกำลังซ้อมความแม่นโดยการเอาก้อนหินขว้างกระป๋องที่ตั้งเรียงกันอยู่ที่หลังบ้าน แม่ซักผ้าเสร็จก็จะนำผ้ามาตากที่ราวหลังบ้านซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณที่ลูกกำลังขว้างหินอยู่ โดยที่ลูกก็ไม่เห็นว่าแม่เดินมา แม่ก็ไม่ได้สังเกตว่าลูกกำลังขว้างหินอยู่ หินเลยเผอิญไปโดนแม่ มีความเข้าใจว่ากรณีเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกรณีที่เป็นข่าวข้างต้น หรือกรณีเดินไปเหยียบมดหรือนอนทับมด ซึ่งไม่เป็นกรรมที่กระทำต่อแม่ เพราะขณะนั้นไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้าย มิได้มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้น (แม่) และมิได้ประมาทเลินเล่อเพราะอุส่าหลบมาขว้างที่หลังบ้านซึ่งไม่พลุกพล่านแล้ว

แต่ถ้าหากเหตุการณ์เปลี่ยนไป คือ แม่กำลังตากผ้าอยู่ที่ราว ลูกก็เห็นอยู่ว่าแม่ตากผ้า แต่ก็ยังคิดว่าไม่เป็นไรน่าคงไม่โดนแม่หรอก คือรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังประมาทกระทำการขว้างหินเล่น แล้วหินนั้นก็เผอิญไปโดนแม่ ถ้าเช่นนี้เข้าใจว่าเป็นกตัตตากรรม คือ มีเจตนาอ่อนหรือไม่ชัดเจน ไม่ได้ตั้งใจจะกระทำให้เกิดผลอย่างนั้น มิได้มีเจตนาจงใจกระทำในวัตถุนั้นโดยตรง หากแต่กระทำไปโดยความประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังจนทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น (ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอาจเกิดอันตรายได้แต่ก็ยังทำ) อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ไม่ถือเป็นอนันตริยกรรม เป็นแต่เพียงกตัตตากรรม

ตามความเข้าใจดังที่กล่าวมานี้ ผิดถูกอย่างไรขอน้อมรับฟังความคิดเห็นและกรุณาชี้แนะเพื่อที่จะได้พิจารณาให้ถูกต้องชัดเจนต่อไปครับ ขอบคุณครับ

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2551 , 05:42:25 น.] ( IP = 58.64.40.43 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณเรียนถาม และคุณ herb

ขอบพระคุณในความเห็นและคำวินิจฉัยของทั้งสองท่านนะคะ สำหรับคำถามที่ยกขึ้นมานั้นต้องขออภัยที่ยกตัวอย่างโหดไปหน่อย แต่ก็เป็นหินก้อนเดียวกับในข้อ ๕ ที่ถามมาตั้งแต่แรกน่ะค่ะ เป็นสถานการณ์เดียวกันกับการประมาทเลินเล่อ เพราะอยากชี้ประเด็นให้เห็นว่า ถ้าผู้เสียหายเปลี่ยนไปจะคิดอย่างไรกับการกระทำนี้ และเราไม่ทราบเลยว่า ผู้ที่กำลังขว้างนั้นคิดอะไรอยู่ ...จึงไม่สามารถไปตัดสินได้อย่างชัดเจน

แต่ถ้าหากเราเป็นผู้กระทำเอง เราก็จะทราบเลยว่า เจตนาในขณะนั้นเป็นอย่างไร(รู้อยู่แก่ใจ) ฉะนั้น คิดว่าการหาคำตอบในเรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะวินิจฉัยให้ชัดเจนได้ การมองเหตุการณ์จากผู้อื่นก็ทำได้เพียงเทียบเคียงเดาใจเขาเท่านั้นเองค่ะ ..และคงจะประมาทเกินไปถ้าจะมองเพียงแค่ผลที่ปรากฏในตอนสุดท้าย เพราะพฤติกรรมอาจดูเหมือนกัน แต่เจตนาอาจต่างกันได้

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการศึกษาในเรื่องกรรมและผลของกรรมทั้งหลาย ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เราเลือกทำกรรมใหม่อย่างไม่ประมาท เพราะไม่ว่าจะเป็นกรรมชนิดไหนก็ล้วนให้ผลได้ทั้งสิ้นตามแต่โอกาสและความสามารถจะอำนวย


โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2551 , 06:44:13 น.] ( IP = 58.9.91.225 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org