| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
นักแต่งนิยายชีวิตจริง
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
พระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมุทเทศไว้ มีหลักธรรม ๔ ประการ ซึ่งตรงกับความเป็นจริงของสัตว์โลกทุกยุคทุกสมัย ความว่า :-
โลกคือหมู่สัตว์อันชราต้อนไปอยู่ (อุปะนียะติ โลโก)
เป็นผู้ไม่ยั่งยืน (อัทธุโว)
โลกไม่มีผู้ต่อต้าน (อตาโนโลโก)
ไม่มีผู้เป็นใหญ่ (อะนะภิสสะโร)
โลกไม่มีสิ่งเป็นของๆตน (อัสสะโก โลโก)
จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งหลาย ทั้งสิ้นไป (สัพพัง ปะหายะ คะมะนียัง)
โลกยังพร่องอยู่ (อูโณโลโก)
เป็นผู้ยังไม่อิ่ม ไม่เบื่อ (อะติตโต)
จำต้องเป็นทาสแห่งตัณหา (ตัณหา ทาโส)
อนึ่ง คำว่า โลก หมายถึงสัตว์โลก คือ ผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่รวมถึงมนุษย์ด้วย พุทธพจน์บทนี้กล่าวถึงสัตว์โลกเดินทางไปสู่ความชราและความตาย ไม่มีใครต่อต้านและเป็นใหญ่เหนือความตายได้
สัตว์โลกไม่มีสมบัติเป็นของ ๆ ตน ที่มีล้วนเป็นสมบัติของโลก เมื่อตายไปต้องทิ้งสมบัติวัตถุไว้กับโลก สัตว์โลกยังพร่องอยู่ เพราะมีความต้องการไม่สิ้นสุด ไม่อิ่ม ไม่เบื่อ เป็นทาสของตัณหา
นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังทรงสอนให้พิจารณาสิ่งที่เป็นจริงทุกๆวัน ดังปรากฎในบนสวด อภิณหะปัจจะเจกขณะ ว่า
เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้(ซะราธัมโมมหิ ชะรัง อนะตีโต)
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ (พะยาธิธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต)
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ (มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต)
เราจะละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่าจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป (สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว)
เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน (กัมมัสสะโกมหิ)
มีกรรมเป็นผู้ให้ผล (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)
(กัมมะทายาโท)
มีกรรมเป็นแดนเกิด (มีกรรมนำมาเกิด)
(กัมมะโยนิ)
มีกรรมเป็นผู้ติดตาม (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)
(กัมมะพันธุ)
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
(กัมมะปฏิสะระโณ)
เราจะทำกรรมอันใดไว้
(ยัง กัมมัง กะริสสามิ)
เป็นบุญหรือเป็นบาป
(กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา)
เราจะเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป (ตัสสะทายาโท ภวิสสามิ)
เราทั้งหลายควรพิจารณาอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน เถิด
(เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวก ขิตัพพัง)โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 13:17:36 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 2
การคิดพิจารณาความเป็นจริงตามบทสวดดังกล่าวทุก ๆ วัน จะเป็นข้อเตือนใจให้บุคคลอยู่กับความจริงของชีวิต เตรียมใจที่จะรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทุกคนต้องเผชิญไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความแก่ (ความจริงแก่ลงทุกวินาที) ความเจ็บไข้ แม้ความตาย ตลอดจนความพลัดพรากจากสิ่งที่สัมผัสสัมพันธ์หรือครอบครองอยู่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม
อย่าไปคิดเพียงแต่ว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากของรัก เท่านั้น ให้คิดต่อไปให้ละเอียด เมื่อเราแก่ เราเจ็บ เราจะเป็นอย่างไร โดยดูตัวอย่างจากคนแก่ คนเจ็บ มาเป็นข้อเตือนใจ คนแก่บางคนเดินไม่ได้ หูตาฝ้าฟาง หลงลืม เลอะเลือน บางคนแก่เกินวัยเพราะไม่รักษาสุขภาพ คนเจ็บป่วย บางคนเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เกาต์ ความดัน เบาหวาน ฯลฯ เราเห็นแล้วควรหาทางป้องกัน
ความแก่นั้นเป็นไปตามวัยสังขาร แต่ถ้ารักษาสุขภาพดี ย่อมแก่อย่างมีคุณภาพ ความเจ็บก็เช่นเดียวกัน ถ้ารักษาสุขภาพให้ดี โรคร้ายแรงก็อาจจะไม่เป็น
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ตายอย่างไรไม่ขาดทุน ได้กลับมาเกิดในสุคติภูมิอีก เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเช่นกัน
ความพลัดพรากก็เป็นของธรรมดา แต่เมื่อพลัดพรากแล้วทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ นี่ก็ต้องรู้จักฝึกทำใจ การเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งหล่านี้ นอกจากจะเป็นการไม่ประมาทแล้ว ยังช่วยให้มีสติและกำลังใจตั้งมั่น เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งดังกล่าว ถึงแม้จะเสียใจบ้างตามวิสัยปุถุชน แต่ก็ตัดใจวางใจได้เร็ว ไม่ทุกข์โทมนัส ร้องไห้คร่ำครวญ ราวกับคนขาดสติ เหมือนดังผู้ที่ไม่เคยเตรียมใจรอรับสิ่งเหล่านี้ เพราะชีวิตอยู่อย่างประมาท หลงมัวเมาในสิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็นโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 13:22:50 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 3มีธรรมเนียมประเพณีของหลายชาติหลายภาษา แม้การสอนจิตวิทยาทางตะวันตกก็เช่นกัน สอนว่าไม่ควรคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางไม่ดีเป็นการแช่งตัวเอง เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ให้คิดถึงแต่สิ่งดี ๆ จะได้มีความสุข และสิ่งดี ๆ จะได้เกิดขึ้นจริงๆในชีวิต
การคิดถึงความตายหรือการเจริญมรณานุสติ มีคุณมาก มีอานิสงส์มาก
เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในเรื่องปฐมมรณัสสติสูตรว่าด้วยมรณานุสติที่มีผลมาก ในพรรษาที่ ๔๔ ก่อนดับขันธปรินิพพาน ๑ พรรษา ทรงตรัสถามสาวกรูปหนึ่งว่า เธอเจริญมรณานุสติอย่างไร
สาวกรูปนั้นตอบว่า ข้าพระพุทธองค์คิดว่า เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงคืนหนึ่ง วันหนึ่ง
พระพุทธองค์ตรัสว่า นั้นยังประมาทอยู่ ตรัสถามอีกรูปว่า เธอเจริญมรณานุสติอย่างไร
สาวกรูปนั้นตอบว่า ข้าพระพุทธองค์คิดว่า เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงฉันอาหารได้มื้อหนึ่ง
พระพุทธองค์ตรัสว่า นั้นยังประมาทอยู่ ตรัสถามสาวกอีกรูปว่า เธอเล่าเจริญมรณานุสติอย่างไร
สาวกรูปนั้นตอบว่า ข้าพระพุทธองค์คิดว่า เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะเคี้ยวข้าวคำหนึ่ง
พระพุทธองค์ตรัสว่านั่นก็ยังประมาทอยู่
คำสอนหรือความเชื่อดังกล่าว ผิดจากความเป็นจริง มีใครบ้างไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่พลัดพรากจากของรัก
คำอวยพรที่ว่าขอให้อายุยืนหมื่นๆ ปี อย่างหนังจีนกำลังภายในที่อวยพรฮ่องเต้ ฟังดูแล้วน่าขำ อย่าว่าแต่หมื่นๆ ปีเลย เอาแค่ร้อยปีก็ไปไม่รอดอยู่แล้ว
บุคคลไม่ควรจะหลอกตัวเองไปวันๆ ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง เป็นเรื่องเพ้อฝันยิ่งกว่านิยามน้ำเน่าเสียอีก
ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราพึงอยู่ได้ชั่วขณะหายใจเข้า แล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า ภิกษุเช่นนี้กล่าวได้ว่าไม่ประมาทโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 13:31:00 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 4ชีวิตอยู่ได้ด้วยลมหายใจ หายใจเข้า แล้วไม่หายใจออกหรือหายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้า ก็ตายทันที มีผู้ตายโดยกระทันหันอยู่มากมาย บ้างหัวใจวาย บ้างได้รับอุบัติเหตุต่างๆ นานา ผู้ตายเหล่านี้ไม่มีเวลาตั้งตัวทั้งนั้นเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
เมื่อตายไป (ร่างกายแตกดับ) จิตใจก็จะออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ จะเกิดดี (สุคติภูมิ) เป็นมนุษย์ เทวดา (มี ๖ ชั้น) พรหม (มี ๒๐ ชั้น) หรือเกิดไม่ดี (ทุคติภูมิหรืออบายภูมิ) เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของจิตในวาระสุดท้าย
พระพุทธองค์ตรัสว่าถ้าจิตเศร้าหมองมีทุคติเป็นที่หมาย ถ้าจิตผ่องใสมีสุคติเป็นที่หมาย ผู้ที่ไม่ฝึกเจริญมรณานุสติ หรือคิดถึงความตายเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมจะเผชิญความตายได้ทุกขณะ ย่อมยากที่จะวางใจให้อยู่ในอารมณ์ผ่องใสได้ เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง
คนที่ไม่ได้ฝึกใจไว้เวลาตายมักจะห่วงโน่นห่วงนี่ เช่น ห่วงบุคคลที่ตนรัก ห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงหน้าที่การงาน หรือกลัวในเรื่องต่างๆ หรือเจ็บปวดกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือขุ่นเคือง โกรธ ในเรื่องต่างๆ หรือหดหู่ ซึมเซาสิ้นหวัง อารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นอารมณ์เศร้าหมอง นำพาชีวิตไปเกิดในอบายภูมิโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 13:34:33 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 5การที่จะได้มีโอกาสกลับมาเกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์อีกจึงมีน้อยมาก ดังเช่นพระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า
ผู้ที่กลับมาเกิดในสุคติภูมิ เปรียบได้กับเขาโค
ผู้ที่ไปเกิดในอบายภูมิเปรียบได้กับขนโค
ลองคิดูว่าหากเราจะตายเวลานี้เราจะทำใจอย่างไร จะห่วงหาอาลัยบุคคล ทรัพย์สมบัติ หน้าที่การงานหรือไม่ จะกลัวตายหรือไม่ จะโกรธเกลียด เคียดแค้น ใครหรือไม่ จะกลัวการเดินทางของชีวิตในขณะจิตออกจากร่างหรือไม่ จะทำอย่างไรถ้าเจ็บปวดเพราะโรคภัยไข้เจ็บ ลองสมมุติดู ลองฝึกดู
บางคนบอกว่าทำใจได้รับรองใจไม่เศร้าหมอง แต่ในชีวิตประจำวันก็ยังห่วงคนโน้นห่วงคนนี้ ห่วงทรัพย์สมบัติสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ นี่หรือที่บอกว่าทำใจได้
การฝึกต้องฝึกจากของจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ได้แม้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ให้มีสติเท่าทันตัดใจละได้ในวาระสุดท้ายที่มาถึง
ผู้ที่จะคุมจิตให้อยู่ในความผ่องใส ยามสิ้นใจ หากไม่มีนิสัยทางนี้หรือไม่ฝึกซ้อมไว้ จะหวังไปทำเอาตอนวินาทีวิกฤตของชีวิต เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่งโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 13:38:33 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 6
ผู้ที่ไม่ชอบสวดมนต์จะบอกให้สวดมนต์เพื่อให้จิตสงบเกาะอยู่กับบุญกุศล จะทำอย่างไร
ผู้ที่ไม่เคยฝึกสมาธิจะบอกให้ทำใจให้สงบ จะทำได้อย่างไร
ผู้ที่ไม่สนใจทำบุญ จะบอกให้คิดถึงบุญกุศลที่เคยทำไว้ ด้วยใจอิ่มเอิบเบิกบาน จะคิดได้อย่างไร
ผู้ที่ไม่ฝึกละวางในของรักของหวง จะบอกให้ละวางไม่ต้องห่วงสิ่งต่างๆ จะทำได้อย่างไร เหล่านี้เป็นต้น
การฝึกซ้อมหรือทำให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน จะทำให้จิตคุ้นเคย มีกำลัง มีสติรู้ตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมาก ทั้งในการดำเนินชีวิตปัจจุบัน และในวาระสุดท้ายที่ต้องละสังขารไป
ในพรรษาที่ ๑๖ ของพระพุทธองค์ ทรงจำพรรษาอยู่ที่เมืองอาฬวี วันหนึ่งทรงแสดงธรรมให้ชนทั้งหลายหมั่นเจริญมรณานุสติ มีดรุณีนางหนึ่งเธอเป็นธิดาช่างทอหูก นั่งฟังด้วยความสนใจ ซาบซึ้งในเนื้อหาธรรมรสที่พระพุทธองค์ทรงแสดง จากวันนั้นมาเธอก็หมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เป็นนิจ
ครั้นพรรษาที่ ๑๘ พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณว่า ถึงวาระที่ธิดาช่างทอหูกจะมีดวงตาเห็นธรรม จึงเสด็จกลับมายังเมืองอาฬวีเพื่อโปรดนาง เมื่อธิดาช่างทอหูกทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จมาจะแสดงธรรม วันนั้นนางรีบทำงานที่มีอยู่ให้เสร็จ หมายจะไปฟังธรรม แต่ก่อนที่นางจะออกจากบ้านบิดากลับใช้ให้นางทอหูกอีก นางจึงเร่งทอหูกให้แล้วเสร็จโดยเร็วโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 14:10:35 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 7
พระพุทธองค์ปรทับอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัทที่พากันมาฟังธรรมล้นหลาม เวลาผ่านไปพอควร พระพุทธองค์ก็ยังไม่แสดงธรรม ผู้มารอฟังธรรมต่างแปลกใจว่า เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงยังไม่แสดงธรรม จนกระทั่งธิดาช่างทอหูกเดินทางมาถึงอย่างร้อนรน เธอรีบหาที่นั่งด้านหน้า เพื่อที่จะฟังธรรมให้ได้ยินถนัดชัดเจน เมื่อเธอนั่งลงเรียบร้อย พระพุทธองค์จึงเริ่มแสดงธรรม ตรัสถามเธอว่า
ดูก่อนกุมารี เธอมาจากไหน
นางตอบว่า หม่อมฉันไม่ทราบพระเจ้าค่ะ
ตรัสถามต่อไปว่า เธอจะไปไหน
นางตอบว่า หม่อมฉันไม่ทราบพระเจ้าค่ะ
ตรัสย้ำถามว่า เธอไม่ทราบหรือ
นางตอบว่า หม่อมฉันทราบพระเจ้าค่ะ
ตรัสย้ำถามอีกว่า เธอทราบหรือ
นางกลับตอบว่า หม่อมฉันไม่ทราบพระเจ้าค่ะ
คำตอบของนางยอกย้อนทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่พอใจ เห็นว่านางไม่เคารพในพระพุทธองค์ ตอบเล่นสำนวนกวนประสาท จึงส่งเสียงพึมพำแสดงความไม่พอใจต่อนาง
พระพุทธองค์จึงตรัสกับนางอีกว่า...ดูก่อนกุมารี เหตุใดเธอจึงตอบคำถามของตถาคตเช่นนั้น
นางตอบด้วยความนอบน้อมว่า..ที่พระพุทธองค์ทรงถามหม่อมฉันว่าเธอมาจากไหน หม่อมฉันพูดตอบว่าไม่ทราบเป็นเพราะหม่อมฉันคิดว่าทรงถามถึงอดีตชาติของหม่อมฉัน ฉันว่าก่อนที่หม่อมฉันจะเกิดมาชาตินี้หม่อมฉันเป็นใคร หม่อมฉันจึงทูลตอบว่า ไม่ทราบ พระเจ้าค่ะ
ที่ทรงถามหม่อมฉันว่า เธอจะไปไหน หม่อมฉันคิดว่าทรงถามถึงอนาคตว่าเมื่อหม่อมฉันมรณะไปแล้ว หม่อมฉันจะไปเกิดที่ไหน มีชาติกำเนิดอย่างใด หม่อมฉันจึงทูลตอบว่า ไม่ทราบ พระเจ้าค่ะ
ที่ทรงถามหม่อมฉันว่า เธอไม่ทราบหรือ หม่อมฉันคิดว่าทรงถามว่าไม่ทราบความตายของชีวิตหรือ หม่อมฉันทูลตอบว่า ทราบ ด้วยเหตุว่า หม่อมฉันทราบว่าชีวิตมีความตายเป็นที่สุด วันหนึ่งหม่อมฉันก็จะต้องตายพระเจ้าค่ะ
ที่ทรงถามหม่อมฉันว่า เธอทราบหรือ หม่อมฉันคิดว่า ทรงถามว่า ทราบวันตายสถานที่ตายหรือ หม่อมฉันจึงทูลตอบว่า ไม่ทราบ พระเจ้าค่ะ
เมื่อนางกล่าวจบพระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญนางและตรัสว่า มนุษย์ในโลกน้อยคนนักที่จะเห็นแจ้ง น้อยคนนักที่จะไปสู่สวรรค์ ดุจนกติดข่าย น้อยตัวนักที่จะหลุดจากข่ายโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 14:15:32 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 8วันนั้นนางได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุอริยธรรมขั้นพระโสดาบัน นางรีบกลับบ้านนำตะกร้าทอหูกที่ถือมาด้วยไปให้บิดา บิดาโกรธที่เห็นนางมาช้าจึงเอากระสวยด้ายขว้างใส่นาง กระสวยด้ายพุ่งไปด้วยความเร็วปักท้องของนาง เป็นเหตุให้นางเสียชีวิตทันที
ด้วยใจที่จดจ่ออยู่กับการเจริญมรณานุสติ นำพาให้นางไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
กรณีของนางกุมารีธิดาช่างทอหูก เป็นกรณีที่น่าสนใจ เหตุที่นางตีความหมายคำถามของพระพุทธองค์ไปในทางเกี่ยวกับความตายทั้งหมดก็เพราะนางคิดถึงความตายอยู่เนืองๆ ด้วยเหตุนี้นางจึงตอบคำถามไปในเรื่องความตาย
จากผลที่นางฝึกพิจารณาความตายฝึกปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจึงมีใจอาจหาญไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้าความตาย ในวาระสุดท้ายของชีวิตนางจึงมีสติคุมจิตให้อยู่ในอารมณ์ที่ผ่องใสได้ เป็นผลให้นางเกิดในสุคติภูมิ
จากกุศลผลบุญที่นางได้ทำไว้ รวมถึงการได้ฟังพระสัทธรรมจากพระพุทธองค์ถึงสองครั้งด้วยความดื่มด่ำประทับใจ และเห็นจริงตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง อานิสงส์ของผลบุญจึงนำนางไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต อันเป็นสวรรคชั้นที่ ๔ ใน ๖ ชั้น นับว่านางมีคติที่ไปที่สูงส่ง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2551 , 14:17:54 น.] ( IP = 58.9.152.39 : : )
สลักธรรม 9
การเจริญมรณานุสติอยู่เนืองๆ จัดว่าเป็นการคิดถึงสิ่งที่เป็นจริงแท้แน่นอนในชีวิต เป็นการแต่งนิยายชีวิตจริง ที่ลงเอยด้วยแฮปปี้เอ็นดิ้ง เช่นชีวิตของนางกุมารีธิดาช่างทอหูก
ขอบพระคุณคุณทับตะวันมากค่ะสำหรับเรื่องดีๆที่นำมาฝาก...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [20 พ.ค. 2551 , 15:09:18 น.] ( IP = 124.121.178.132 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณมากค่ะ รออ่านเทคนิคการเจริญมรณานุสติในตอนต่อไปค่ะ
โดย herb [20 พ.ค. 2551 , 19:53:30 น.] ( IP = 202.28.181.200 : : 10.7.160.35 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |