มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๑)









วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๑)


ความเพียรทำให้เกิดความสำเร็จได้ เราจึงต้องมีกำลังใจอยู่เสมอ ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แยกแล้วก็คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ดังที่ได้เรียนกันมาตรงนี้คือพระอภิธรรมที่บางคนเพิ่งได้มาเรียน บางคนก็เรียนไปแล้วหลายรอบ

ถ้าถามว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร? พระพุทธศาสนาคือคำสอนที่เกิดขึ้นจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

"การตรัสรู้" ต่างกับ "รู้" อย่างไร ? การตรัสรู้คือการรู้แจ้งและเห็นจริง ส่วนการเรียนก็คือการ "รู้ตาม" ดังนั้นการสอนของครูบาอาจารย์ที่เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านั้นก็คือ รู้ตามพระองค์แล้วได้นำมาเผยแพร่บอกกล่าวให้เกิดแนวทางแห่งการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

แต่ธรรมะที่มีเกิดขึ้นเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนานี้เกิดขึ้นจากการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณขององค์พระตถาคตเจ้าที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีธรรมต่างๆ มาเป็นอสงไขยๆ เพื่อสะสมบารมีธรรมต่างๆ โดยเฉพาะปัญญาบารมี เมื่อปัญญาบารมีของพระองค์นั้นสุกงอมเหมือนผลไม้ที่เหลืองเต็มที่พร้อมจะร่วงหล่น ฉันใดก็ฉันนั้น บารมีธรรมที่พระองค์สะสมมานั้นเมื่อถึงกาลสมัยพระองค์ก็ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นโพธิ์เป็นการรู้แจ้งแทงตลอดออกไป

รู้อะไร? คือรู้เรื่องราวของชีวิต เป็นการรู้ที่วิเศษที่สุด เพราะความรู้อื่นหมื่นแสนไม่ว่าจะเป็นแขนงใดในโลกหล้า ..ความรู้เหล่านั้นผิดพลาดได้ เช่นการพยากรณ์ทางธรณีวิทยา หรือเรื่องอุทกศาสตร์ต่างๆ ก็ไปไม่ถึงความจริง เรื่องราวของแผ่นดินไหวหรือพายุร้ายต่างๆ นั้นเป็นการเก็บสถิติหรือทำไปตามทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาเป็นหลักการ แต่หลักการเหล่านั้นย่อมผันแปรออกไปได้เพราะไม่ได้ประกอบไว้ด้วยหลักกรรม แต่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้เรื่องราวของชีวิตที่เกิดขึ้นเพราะกรรมและเป็นไปเพราะกรรม

ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นพระองค์ได้ใช้เวลาสั่งสอนเพื่อให้ทุกคนได้รู้ตามพระองค์ ..รู้อะไร? รู้เรื่องราวของชีวิต

ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นเมื่อนำมาประมวลขยำรวมกันแล้วก็เหลืออยู่เพียงคำเดียว คือ พระองค์ทรงสั่งสอนให้รู้จักความไม่ประมาทเรียกว่า อัปปมาทธรรม

อัปปมาทธรรมหรือความไม่ประมาทนี้เป็นคำที่ยาวไปเพราะเมื่อนำมาขยำอีกก็คือ สติ เป็นการสอนให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทขาดสติ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 พ.ค. 2551 , 15:04:44 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1



เมื่อพูดถึงสติแล้วก็อย่าคิดว่า "สติ" นั้นด้อยค่าเหลือเกิน เพราะเมื่อเราพูดถึงไฟเมื่อใดก็ต้องมีความร้อนอยู่กับไฟด้วยด้วย เมื่อพูดถึงสติตรงนี้ก็ต้องมีความร้อนคือสัมปชัญญะด้วย ...จึงรวมความว่า พระองค์ให้ดำรงชีวิตอยู่ในสติสัมปชัญญะ ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร พระวินัย หรือพระอภิธรรมล้วนไหลรวมบรรจบลงมาที่อัปปมาทธรรมคือความไม่ประมาท ดังที่พระองค์ตรัสสั่งสอนว่า "สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา" สติควรมีความปรารถนาให้มีทุกเมื่อทั้งก่อนและหลัง

ในวันนี้ก็จะพูดถึงเรื่องสติให้ฟังสักนิดว่า สติที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้นควรให้มีทั้งก่อนและหลังซึ่งแยกออกเป็นสองข้อ คือ

ก่อนจะพูด ก่อนจะทำอะไรให้มีสติระลึกรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่าควรหรือไม่ควร เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ก็เหมือนกับการขับรถ..ก่อนที่จะเลื่อนรถออกไป เราควรตรวจเครื่องยนต์ให้ดีว่า เพลา ล้อ คลัช เบรคสมบูรณ์ดีหรือเปล่า มีน้ำมันหรือยัง เป็นการตรวจเสียก่อนที่จะเคลื่อนรถออกไป ก็อุปมาเหมือนสติที่ก่อนคิด ก่อนพูด ก่อนทำ คือระลึกเสียก่อน เมื่อเราตรวจสภาพรถดูดีแล้วและเคลื่อนรถออกไป ก็เรียกว่าประมาทน้อยแล้ว โอกาสที่จะพลาดหรือผิดก็น้อย ..นี่คือก่อน

เมื่อรถไปถึงที่แล้ว ก่อนที่จะเดินทิ้งรถไปก็ตวรเสียอีกทีหนึ่งก่อนว่า ล๊อคหรือยัง ใส่เบรคมือหรือยัง มันจะได้ไม่ไหลและไม่ถูกขโมย ฉันใดก็ฉันนั้น สติก็คือระลึกหลังจากการกระทำว่า ที่ทำไปแล้วนั้นดีจริงหรือไม่? ถูกต้องหรือไม่? เพื่อจะได้ไม่ประมาท จะได้ไม่ถูกตำหนิว่าเจ็บแล้วไม่จำ

เมื่อก่อนจะออกรถก็มีสติตรวจเช็ค ก่อนจะทิ้งรถก็มีสติตรวจเช็ค ..ก็คือความไม่ประมาท และเมื่ออยู่ระหว่างทางล่ะ จะทำอย่างไ? เพราะบอกว่าก่อนไปก็ต้องดู จอดแล้วก็ต้องดู

ตอนที่ขับนั้นก็ยิ่งต้องดูใหญ่ คือมีสติระลึกรู้ไปด้วยเลยว่า กำลังทำอะไร คนที่กำลังขับรถอยู่นั้นเมื่อจะเลี้ยว จะแซงซ้ายแซงขวา จะมีไฟแดงไฟเหลือง ถ้าขาดสติมันก็ชนก็โครม ..จึงต้องมีสติรอบคอบรอบรู้ทุกเรื่อง

ผู้ที่มีสติในการใช้ชีวิตอย่างก่อนทำ กำลังทำ และภายหลังกระทำ โอกาสประมาทน้อย ซึ่งเข้ากับหลักที่พระองค์เตือนว่า อัปปมาทธรรมนั่นเอง

นี่คือหัวใจ.. เพราะสติคือหัวใจของพระพุทธศาสนา สติเมื่อเป็นใหญ่แล้ว เรียกว่า สตินทรีย์ ที่จะปกครองความเป็นใหญ่จริงๆ ทำให้เราระลึกรู้ในชีวิตของตัวเองว่าควรทำหรือไม่ ที่ทำไปแล้วประมาทหรือพลาดพลั้งไปหรือไม่ เป็นการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:05:12 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 2



ในการศึกษา ในการสอน และในการฟังไม่ว่าจะเป็นในที่นี้หรือที่ไหน ที่บอกว่าเรียนรู้แล้วชอบมานี้ก็ขอจำแนกให้ฟังว่า ในการฟังธรรมนั้นมีการฟังหลายแบบ เช่นเดียวกับการนับถือพระพุทธศาสนานั้นก็มีหลายแบบมีทั้งการนับถือด้วยปาก หรือโดยการฟังตามกันมา หรือเพราะอยู่ในใบสำมะโนครัวว่าเราเป็นชาวพุทธ

แต่เมื่อเฝ้าสังเกตและมองดูจึงรู้ว่า ในการได้ฟังธรรมทั้งรู้สึกชอบและไม่ชอบนั้นประมวลแล้วมีอยู่ ๔ แบบ คือ ๑. ฟังเพื่อต้องการบุญ ๒. ฟังเพื่อต้องการความรู้ ๓. ฟังไปเพื่อนำไปประพฤติและปฏิบัติ ๔. ฟังเพื่อสร้างอุปนิสัย

๑. ฟังเพื่อต้องการบุญ อันนี้หากพูดแล้วก็จัดว่า เป็นผู้ไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นใครเทศน์ ใครพูด หรือจะพูดเรื่องพระสูตร พระอภิธรรม ก็ฟังได้เรื่อยๆ อย่างเช่นพวกโยมอุโบสถ เพราะพระรูปไหนมาเทศน์ก็ฟังได้ จะพูดพระสูตรก็ฟัง จะเทศน์มหาชาติก็ฟัง ฟังได้ไม่เลือกว่าท่านผู้นั้นจะพูดเรื่องอะไร เพราะมีเป้าหมายคือ ต้องการบุญ

๒. ฟังเพื่อต้องการความรู้ อันเป็นผู้ฟังที่มีการเลือก เช่นต้องการความรู้ว่า พระเจ้าพิมพิสารเป็นใคร ก็ต้องเลือกฟังพระสูตรแล้ว หรือต้องการความรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร? จิตประกอบไปด้วยอะไร? ต้องการอย่างนี้จะไปฟังโดยไม่เลือกไม่ได้ เพราะคนรู้เรื่องจิตนั้นไม่ได้รู้ทั้งโลก คนรู้เรื่องเจตสิกก็ไม่ได้รู้ทั้งโลกแต่รู้เฉพาะบุคคล ผู้ที่ต้องการความรู้จึงต้องเลือกผู้พูดให้รู้

๓. ฟังไปเพื่อนำไปประพฤติและปฏิบัติ อันนี้ผู้ฟังต้องพิจารณา เพราะเมื่อเราจะปฏิบัติตามก็ต้องพิจารณาหัวข้อธรรมให้ออกว่า ทำอย่างไร? เช่นอยากจะทำสมาธิจนกระทั่งมีความเข้มข้นแก่กล้าด้วยอำนาจของสมาธิ อยากจะมีความสงบความวิเวกก็จะต้องเลือกในหลักการว่า ทำอย่างนี้ถูกกับจริตหรือไม่ เพราะสมาธิมีถึง ๔๐ บรรพ เช่น บางคนต้องใช้กสิณดิน บางคนต้องใช้กสิณไฟ บางคนต้องดูลมหายใจเข้าออก เป็นต้น จึงต้องพิจารณาให้เหมาะกับจริต

๔. ฟังเพื่อสร้างอุปนิสัย อันเป็นการฟังพอเป็นพิธี เช่น บางคนนั้นเราจะเห็นหน้าเขาบ่อยๆในงานศพ ไม่ว่าจะเป็นศพใครใช่ญาติหรือไม่ใช่ญาติก็ไปได้ พระจะสวดฟังออกหรือไม่ออกก็ไปร่วมงานได้ หรือพอบอกว่ามีเทศน์มหาชาติ มีเทศน์คาถาพันก็ไปได้ แม้จะฟังไม่ออกไม่รู้เรื่องแต่ก็ไปพอเป็นพิธีเพื่อสร้างอุปนิสัย

ทำไมจึงใช้คำนี้ ก็เพราะว่าเมื่อต้องการเป็นอุปนิสัย ก็ต้องทำบ่อยๆ เช่น เรื่องค้างคาว ๕๐๐ ตัว ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่สามารถทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในชาตินั้นได้เลย (ประโยชน์ในที่นี้คือ ทำปัญญาญาณ) เพราะต่างก็ห้อยหัวกันอยู่ในถ้ำ พระสารีบุตรเจ้าในขณะสมัยที่ยังสร้างบารมีของท่านอยู่นั้นก็ได้มานั่งสาธยายทบทวนพระอภิธรรมที่ได้รับฟังมา ค้างคาวที่อยู่ในถ้ำนั้นฟังไม่รู้เรื่องหรอกแต่ได้อุปนิสัย เพราะได้ยินเสียงสาธยายพระอภิธรรมอยู่เสมอ เมื่อค้างคาวนั้นได้ตายลงก็ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นจนะกระทั่งมาได้มนุษย์สมบัติในพุทธกาลนี้

การที่พระสารีบุตรได้ฟังพระอภิธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลครั้งนั้น ท่านก็ได้นำมากล่าวต่อมนุษย์ทั้ง ๕๐๐ คนนี้ซึ่งอดีตชาติเคยเป็นค้างคาว เพราะด้วยอุปนิสัยนั้นจึงทำให้ฟังออก รู้ง่าย เข้าใจง่าย นี่เรียกว่ามีปอุปนิสัย

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:05:31 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 3



ฉะนั้น เราและท่านล่ะอยู่ในการฟังธรรมะประเภทใด ? แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการฟังอย่างไรก็แล้วแต่ก็ยังบุญให้เกิดได้ แต่บุญมี ๒ ชนิด คือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา กับบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา

บุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา คือ บุญที่ทำตามๆ กันมา เช่นถึงเวลาเขาลากมาก็มา เขาชวนไปก็ไป เรียกว่า เป็นชีวิตที่ขาดแกนชีวิต เพราะเอนเอียงไปในทิศต่างๆ ได้ ทำไปโดยไม่ได้ระลึกรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมีคุณค่า คุณประโยชน์ มีโทษ มีผลอย่างไร ขาดวิจารณญาณ ในการกระทำ...แต่ถามว่าทำแล้วได้บุญหรือไม่? ก็ได้บุญแต่เป็นบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา

มีบุญอีกชนิดหนึ่งคือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา คือบุญที่ทำแล้วรู้ว่า จะนำตนเองเป็นไปเพื่อประโยชน์ และสร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุดนั่นได้แก่พระนิพพาน

ทำไมจึงกล่าวว่าเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะทุกคนหวังสุข สงบ ร่มเย็นด้วยกันทั้งสิ้น ที่นั่งอยู่ตรงนี้และคนในโลกทุกคนไม่มีใครสักคนเดียวที่ไม่ต้องการความสุข ความสงบ ความร่มเย็น แต่สิ่งนี้หาไม่ได้แทบทุกคน เพราะความสุขสงบที่มีอยู่นี้เป็นความสุขสงบเพียงชั่วคราว และไม่ได้มีกันทุกคน เพราะว่าเป็นความสุขสงบที่เกิดขึ้นจากการมีเหตุแห่งวิบากกุศลที่ผลักดันมาให้ได้รับเท่านั้นเอง ให้มีความสุขกายเพียงชั่วครู่ชั่วยาม

และส่วนมากก็ไม่ค่อยมีความสุขเลยเพราะว่า ในชีวิตของคนๆ หนึ่งต้องพบ เพ้อ เพียรผูก และพลัดพราก ที่ไม่มีใครหนีได้ เขาไม่ตายจากเรา เราก็ตายจากเขา เขาไม่ไปจากเรา เราก็ไปจากเขา สมบัติที่มีอยู่ก็ครองได้เพียงสั้นๆ เมื่อตายไปก็เอาไปไม่ได้เลย บางทียังไม่ทันตายแต่สิ่งเหล่านั้นก็อันตรธานไปสิ้น ดังที่เราได้ยินข่าวและเห็นภาพอย่างในสหภาพพม่า

ดังนั้น ความหลงเพ้อหลงใหลเหล่านี้ ทำให้เกิดความยึดติด เรียกว่า อุปาทาน เมื่อมีความอุปาทานแล้ว จิตใจของเราก็ไปยึดไปผูกกับสิ่งเหล่านั้นๆ พบอะไรก็เพ้อ ว่าดี งาม สวย เที่ยง แล้วก็เพียรเอาตัวเองผูกไว้กับสิ่งนั้น คือจับจองเป็นเจ้าของ แล้วก็ยินดีกับสิ่งเหล่านั้น มั่นคงกับสิ่งเหล่านั้น ในที่สุดเมื่อหมดเหตุแห่งวิบากดีที่กำลังเกื้อหนุนหรือส่งผลนั้น มันก็ต้องเจอความพลัดพราก ดังที่กล่าวว่า เราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป เราไม่จากมันไป มันก็จากเราไป

แล้วในที่สุด แม้แต่ชีวิตเขาก็หามไปเผาไฟ ดังคำที่ให้ท่องอยู่บ่อยๆ ว่า "เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ ถึงจุดจบเกมชีวิตปิดฉากฉาย นอนในโลงใบแคบแคบโอบแนบกาย ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา "


โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:05:49 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 4



เมื่อเราเห็นความจริงหรือได้ฟังความจริงเหล่านี้ก็เกิดความรู้ขึ้นมาว่า เราควรจะวางชีวิตอย่างไร นั่นคือ การฟังที่ทำให้เกิดปัญญาที่จะสอดส่องให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเรายึดติดได้หรือไม่? จะเอาตนเองไปผูกอย่างมากมายได้หรือไม่? มีคุณหรือโทษมากขนาดใด?

ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น สำคัญตรงไหน? เพราะว่าไม่มีใครไม่รักชีวิต แต่ใช้ชีวิตไม่เป็น จึงเสมือนว่า กำลังฆ่าชีวิตของตนเองอยู่ให้หมดไปวันๆ หนึ่ง หมดไปเดือนๆ หนึ่ง หมดไปปีๆ หนึ่ง ...ไม่ต่างกับผู้ที่กำลังเดินเข้าแถวขึ้นเมรุ แล้วก็ยังรีบแซงไปข้างหน้าด้วยหวังว่าหนังสือที่จะได้รับการแจกนั้นดี

บางคนชอบหนังสืองานศพก็พยายามต่อคิวแล้วแซงเพื่อไปรับหนังสือ ซึ่งหารู้ไม่ว่า หนังสือนี้บ่งบอกถึงความตาย เมื่อมีความไม่รู้ก็เหมือนกับพวกเราที่ไม่รู้ว่า ควรวางชีวิตอย่างไรจึงจะถูกต้อง ทำอย่างไรจึงจะดี มีอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ ที่ต่างก็เร่งวันเร่งคืนหรือใช้วันเวลาไปด้วยความประมาทขาดความพิจารณา นั่นก็คือขาดความรู้ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้ยังชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เพ็ญวิสาขะที่ได้เวียนมาถึงในวันพรุ่งนี้ การตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์นั้น เป็นการประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ชีวิตเป็นทุกข์ หรือทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี คือทุกข์ใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความเกิดนั้น..ไม่มี

พระองค์ได้แจกแจงให้เห็นว่า ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า ทุกข์เสมอด้วยการเกิดนั้นไม่มี เพราะทุกคนเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วต้องมีทุกข์อยู่ ๒ ชนิด คือทุกข์ประจำ และทุกข์จร

ทุกข์ประจำคือเกิด แก่ ตาย ที่ไม่มีใครหนีพ้น นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนต้อง "ตาย" และไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ตาย ไม่มีใครสักคนเดียวที่รอดตายได้ จะตายช้า ตายก่อน ตายหลังก็ตายแหงๆ พระองค์จึงให้เจริญมรณานุสติไว้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:06:04 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 5



ทำไมจึงควรเจริญมรณานุสติ? มีตอบมาว่า เพื่อให้มีสติ อันนี้เป็นคำตอบที่ผิด

ดังนั้นจะพูดเพื่อจะให้เข้าไปสู่คำที่ว่า บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ด้วยว่าการฟังธรรมที่ฟังตามกันมาเพราะรู้ว่าได้บุญ ที่รู้อย่างนี้เป็นบุญก็จริงแต่เป็นบุญตัน

บุญตัน เพราะรู้แค่ตรงนี้ว่ามีสติ แต่ถ้าบุญไม่ตันก็คือ เรารู้ว่าการเจริญมรณานุสตินั้นพระพุทธองค์ให้ทำเพื่ออะไรด้วย ที่เรียกว่ารู้จริง รู้แจ้ง ทำไมเราจึงต้องมาระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ? ก็คือการสอนใจตนเองว่า เรามีความตายเป็นของธรรมดา เมื่อเราระลึกอยู่ทุกวัน..ความกลัวก็น้อยลง

เคยเห็นเขาเขียนป้ายไว้ตามรั้วบ้านไหมว่า ระวังสุนัขดุ ที่นี่สุนัขดุ .. บ้านนี้สุนัขดุ ..ถ้าหากเราเห็นป้ายนี้เราจะมีความระวังมากขึ้นไหม? เราจะมีความระวังมากขึ้น เมื่อเราต้องผ่านบ้านหลังนี้ทุกวันความกลัวก็จะลดน้อยลงเพราะเรามีความระวัง

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการที่บ้านหลังนี้ไม่ได้ติดป้ายบอกไว้เลย เมื่อเราเข้าไปที่บ้านนี้แล้วสุนัขมันเห่ากระโชกเข้ามานี่ เราก็อาจตกใจกลัวจนขาดสติอาจทำให้ต้องเป็นลมไปเลยก็ได้ เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แต่ถ้าหากมีป้ายติดไว้ให้ระวังแล้วเราก็ต้องผ่านอยู่ทุกวัน ถึงมันจะมาเห่ากระโชกมาเราก็รู้อยู่แล้ว ความสะดุ้งกลัวก็น้อยลง ความหวาดเสียวน้อยลง แล้วแก้ไขทัน

ฉะนั้น เมื่อเจริญมรณานุสติก็คือเราบอกตนเองว่า เรามีความตายเป็นของธรรมดา บอกตัวเองให้ชินกับความตาย เมื่อเวลาใกล้ตายก็ไม่กลัวเพราะรู้อยู่แล้ว แต่ทุกคนชินไหมกับความตาย? ไม่ชิน เพราะชินกับชอบ คือชอบความวุ่นวาย จึงขาดความรับผิดชอบตนเองในสิ่งที่ควร

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:06:22 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 6




ในหลักที่เจริญมรณานุสตินี้ พระพุทธองค์ทรงสอนเพื่อให้ไม่ประมาท เมื่อมีการนึกถึงความตายอยู่ทุกวันก็จะทำให้เกิดความบันยะบันยัง จะไปในสิ่งที่ไปไม่ไหว..ก็จะไม่เอาแล้ว เพราะเราอาจตายได้ จะเดินไปในสิ่งที่ไม่ควรเดินหรือจะหาในสิ่งที่ไม่ควรหาก็จะมีความบันยะบันยัง ..เพราะเรามีความตายเป็นของธรรมดา

หรือจะใช้คำว่า เกิดความบันยะบันยัง นี้กลับไปสู่ภาษาพระว่า "สันโดษ" รู้จักพอประมาณ รู้จักพอเพียง เพราะอย่างไรก็แล้วแต่เราก็รู้ว่าในที่สุดเราต้องตาย แล้วสติสัมปชัญญะที่มีอยู่นี้ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติมาทำให้เกิดความบันยะบันยัง

ในเรื่องราวของชีวิตที่พระองค์ทรงสั่งสอนไม่ให้ประมาทนี้ก็มีการสอนให้รู้ว่า เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของธรรมดา..นี่คือทุกข์ประจำ นอกจากนี้ยังมีทุกข์จรเบ็ดเตล็ดอีก ๘ อย่าง คือ โศกะ ปริเทว ทุกข์กาย โทมนัส อุปายาส พลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก ประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา ปรารถนาสิ่งใดไม่สมความปรารถนา ซึ่งเป็นบทสลับมากับทุกข์ในระหว่างที่เกิด แก่ ตาย

ความทุกข์เหล่านี้เข้าออกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำให้เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ ดังที่กล่าวไว้บ่อยๆ ว่า ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตามีอารมณ์อะไรบ้าง มีแต่พอใจกับไม่พอใจสลับกันอยู่อย่างนี้ เห็นดี เห็นไม่ดี ได้ยินดี ได้ยินไม่ดี ได้กลิ่นดี ได้กลิ่นไม่ดี รู้รสดี รู้รสไม่ดี สัมผัสดี สัมผัสไม่ดี รู้สึกนึกคิดดี รู้สึกนึกคิดไม่ดี ซึ่งมีอยู่สองอย่างที่ภาษาพระท่านเรียกว่า โลภะ และโทสะ ซึ่งจัดว่าเป็นกิเลส

ลองนึกกันดูเอาแค่ตั้งแต่จำความได้จนมาถึงวันนี้ไม่ต้องระลึกไปจนถึงชาติที่แล้วหรอกว่า ถ้าหากมีภาชนะบรรจุกิเลสของเราได้ ภาชนะนั้นจะล้นไปกี่ใบแล้ว และถ้าหากเป็นสิ่งของมันก็จะหนักแล้วตกลงไปที่ก้นบึ้งเป็นตะกอนของหัวใจที่มีอยู่ในทุกคนคืออาสวะกิเลส

ที่พระองค์ทรงสั่งสอนมาว่า กิเลสมีทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด ทุกคนมีกิเลสเหมือนกันหมดจะมีมากน้อยก็ต่างเวลาต่างอารมณ์กัน กิเลสอย่างหยาบได้แก่กิเลสที่ออกไปทางกายและวาจา ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดมากคือพูดเพ้อเจ้อไร้สาระนั่นเอง พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ที่มีกันอยู่นี้ท่านจัดว่าเป็นกิเลสชนิดหยาบ

และกิเลสชนิดหยาบเหล่านี้มันก็มีอยู่ในตัวเราทุกคน แต่ถ้าใครมีความยับยั้งชั่งใจและปลูกฝังหิริโอตตัปปะไว้มันก็สามารถสกัดและกั้นกิเลสเหล่านี้ได้ เพราะเมื่อปลูกฝังหิริโอตตัปปะแล้วก็จะรักธรรมรักศีลกลายเป็นผู้มีศีลมีธรรมจึงสามารถระงับกิเลสเหล่านี้มิให้ลุล่วงออกมาทางกายวาจาของตนได้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:06:40 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 7



กิเลสชนิดกลางก็คือกิเลสที่คุกรุ่นอยู่ในจิตใจ เช่น คิดมาก เรื่องมาก รวมเรียกว่าฟุ้งมากนั่นเอง ถ้าหากมีศีลมีธรรมที่เป็นพื้นฐานแล้วหัดรักษาจิตของตนเองก็จะสามารถระงับบังคับให้กิเลสชนิดนี้เบาบางจากการคุกรุ่น

เหมือนฝุ่นที่ตลบก็อย่าไปเปิดพัดลมเป่า ที่ใดที่ฝุ่นก็อย่าไปเปิดพัดลม แต่ต้องหาที่กำบังแคบๆ ให้อากาศให้ลมมันน้อยที่สุดแล้วฝุ่นมันก็จะตกลงมาเพราะฝุ่นมันมีน้ำหนัก ฝุ่นก็ไม่ฟุ้ง เหมือนการทำจิตให้แคบจากอารมณ์ด้วยการทำสมาธินั่นเอง แต่ฝุ่นนั้นไม่ว่าจะเล็กขนาดไหนเมื่อตกลงมานอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

เคยสงสัยว่าก็เขาดูดทรายไปตั้งเยอะแล้วทำไมทรายยังไม่หมดไปสักที? เคยคิดกันบ้างไหมลูก ? ถ้าหากมีตาเห็นบ้างหรือเรียกว่าหูกว้างรู้มาก ก็จะเห็นปลาการ์ตูนชนิดหนึ่งอยู่ในบริเวณมหาสมุทรแถบอินโดนีเซีย จะไปกินปะการังซึ่งร่างกายก็จะดูดสารอาหารไปส่วนเนื้อปะการังที่เหลือก็จะถูกย่อยแล้วถ่ายออกมาเป็นทรายละเอียด แล้วทรายที่ละเอียดมากนี้ก็ถูกน้ำทะเลพัดพาไปอยู่รวมกันในที่หนึ่งๆ แล้วก็หนาขึ้นๆ ก็จะเห็นว่า กลางทะเลที่มีเกาะโผล่ขึ้นมาก็จะมีทรายอยู่นิดนึงๆ

วิวัฒนาการเหล่านี้เป็นวิวัฒนการของโลกที่เป็นวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่ไปศึกษาในเรื่องนี้มาก็เพราะเชื่อพระพุทธเจ้าว่า สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกมาก และไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งด้วย เพราะชีวิตที่เรามีอยู่นี้มันแคบจึงอย่าคิดว่าตัวเองรู้หมด มันต้องเรียนตลอดชีวิต

ฉะนั้น กิเลสที่มันนอนอยู่ก็เหมือนทรายละเอียดที่พร้อมจะคุกรุ่นขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุผลนี้แหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงรู้เห็นความเป็นไปแห่งชีวิตที่ผูกเงื่อนชีวิตไว้ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความตายในชาตินี้ไม่เป็นที่สิ้นสุดยุติของความทุกข์ เพราะว่าตายแล้วเกิดทันที แล้วก็ไปเกิดในแหล่งกำเนิดต่างๆ มีถึง ๔ แหล่ง เกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก เกิดเป็นโอปปาติกะโดยอำนาจกุศลและอกุศล ซึ่งอยู่บนถนนชีวิต ๗ สาย

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:06:56 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 8



ถ้าใครก็แล้วแต่ใช้ชีวิตช่ำชองอยู่ในความโลภ คือโลภะจัด มีความปรารถนาไม่สิ้นสุดและไม่สามารถหยุดความปรารถนาของตนเองได้จึงก่อทุจริตขึ้นมา ที่ไปคือเป็นเปรต

เช่นเดียวกัน ผู้ใดมากไปด้วยความโกรธริษยาอาฆาต มีอำนาจเหล่านี้คุกรุ่นอยู่ในจิตใจ ภาวนาก็โกรธ หาอภัยไม่ได้ เป็นที่ไปของสัตว์ที่น่ากลัวคือสัตว์นรก

และผู้ใดก็แล้วแต่ไม่พยายามทำความประมาทให้น้อยลงจากชีวิต มีความคิดผิดเห็นผิด ยึดผิดติดผิด ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรม มีความหลงใหลเป็นนิจ มีความคิดไม่เข้าท่า ที่ไปคือเดรัจฉานภูมิ

แต่ถ้าผู้ใดปลูกฝังศีลธรรมและคุณธรรมไว้ในจิตใจแล้วนำมาทำที่ตนให้มากก็จะได้มนุษย์สมบัติในชาติหน้า และถ้าหากผู้ใดฝึกหิริโอตตัปปะธรรมคือความเกรงความชั่วและกลัวผลบาปไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา และใจ แล้วหมั่นประกอบกิจอันเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านด้วยอำนาจจาคะ หิริโอตตัปปะ นำสู่เทวภูมิ

และผู้ใดสามารถวางใจให้สงบเพื่อสยบความฟุ้งแล้วมุ่งพยุงจิตใจให้ไกลจากความวุ่นวาย มีสายทางอันมั่นคงดำรงด้วยความมีสมาธิจนผลิออกเป็นฌาน ตายแล้วเป็นพรหม

และถ้าผู้ใดสามารถยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทได้ หยุดความประมาทขาสติปัญญา แล้วนำพาปัญญาบารมีให้เกิดสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเหนือโลกก็คือความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นในชีวิต คือนิพพาน .. นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง นั่นคือจุดสุดยอดของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:07:13 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 9



เพ็ญวิสาขะที่เวียนมาในวันพรุ่งนี้ก็เป็นการหวนระลึกถึงคำสอนของพระองค์ และน้อมสักการะบูชาพระองค์ ผู้ทรงตรัสรู้เองตรัสรู้ชอบประกอบไปด้วยคุณธรรมอันมีประโยชน์ต่อมวลสัตวโลกทั้งหลาย

และพระองค์ได้ดำเนินชีวิตเพื่อการเผยแพร่มาจนถึงวาระสุดท้าย พระองค์ยังทรงตรัสสอนด้วยว่า จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด และดับขันธปรินิพพานไป ก็เป็นวันที่ให้ชาวพุทธทั้งหลายได้รู้สึกว่า วันเวลาได้ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว พระองค์ได้ดับขันธปรินิพพานนานขึ้นไปอีกแล้ว ศาสนาก็เริ่มเสื่อมลงๆ อีกแล้ว

คำสอนของพระองค์นั้น นับวันจะแปรรูปเปลี่ยนคุณภาพ เมื่อมีการแปรรูปและเปลี่ยนคุณภาพก็ไร้คุณค่า..ไม่มีประโยชน์ เพราะประโยชน์แท้นั้นอยู่ที่การที่นำไปเพื่อปฏิบัติตน

พระองค์ไม่ได้สอนให้ใครทำอะไรเพื่อให้ได้บุญ เพราะบุญนอกพระพุทธศาสนาก็มีอยู่แล้วหรือให้แสวงหาความรู้อย่างเดียว แต่สอนว่าเมื่อจะทำบุญต้องให้บุญนั้นประกอบไปด้วยปัญญา พระองค์ไม่ได้ให้สอนใครเพื่อให้เกิดความรู้ เพราะพระองค์รู้แล้ว ได้ผ่านมาแล้วด้วยความรู้จริง แต่ทรงนำมาให้ชิมให้รับประทาน

ไหนใครพกยามาบ้างที่มีซองมีฉลากมาด้วยน่ะ ถ้ามีก็ขอยืมสักหน่อยและขอยืมยาหม่องด้วย และก็อย่าเพิ่งคิดนะว่าสอนจนต้องดมยาหม่อง ยังทนได้เพราะสู้กับกิเลสของพวกลูกมานานแล้ว และรู้แน่ว่าไม่มีวันชนะกิเลสคนอื่นได้ แต่ผู้ที่พูดธรรมะนั้นชนะกิเลสตนเอง จึงทำหน้าที่ด้วยความสดชื่น ถ้าหากเราหวังชนะกิเลสคนอื่นแล้วก็ต้องบอกว่าเข้าป่าหาความสงบดีกว่า

แต่จะบอกว่าธรรมะของพระพุทธองค์ก็เป็นแบบยาหม่องนี้ เพราะพระองค์นั้นเหนือชั้น ลำพังอย่างเราๆ ที่มีความรู้อะไรนั้นก็เพียงแค่เศษธุลี ห่างกันคนละชั้นอย่างเทียบกันไม่ได้เลย พระองค์ทรงสอนได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริง ทำได้อย่างเห็นจริง และไม่ได้หวังให้เรามุ่งไปที่ความรู้แต่ให้นำไปปฏิบัติ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:07:30 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )


  สลักธรรม 10



เพราะสิ่งที่พระองค์สอนนั้นเปรียบเสมือนยา เช่นที่ซองนี้เขียนว่า ยาแก้แพ้ หรือที่ขวดนี้เขียนว่า ยาหม่อง สรรพคุณคือ ทาถูๆ แก้แมลงสัตว์กัดต่อย น้ำร้อนลวกไฟไหม้ ไข้หัวลม ดมได้ ..เราก็รู้สรรพคุณนี้ ธรรมะของพระองค์จึงเปรียบเสมือนยาที่ใช้กินใช้แก้

เช่น ยาแก้แพ้ก็ใช้แก้แพ้อากาศ ถ้าหากเราแพ้อากาศอยู่เราก็ต้องหยิบยาแล้วใส่ปาก ยาจะออกฤทธิ์ทำให้อาการหวัดอาการแพ้ทุเลาลง แต่ถ้าหากเรามียา อ่านสลากเป็น แต่ไม่กิน ....มันก็ไม่หาย

เหมือนรู้ทุกอย่าง จิตเท่าไหร่ เจตสิกเท่าไหร่ รูปเท่าไหร่ สัมปโยคะ สังคหะก็คล่องหมด รู้ชื่อนั้นชื่อนี้ว่าเป็นวิบากเป็นอเหตุกะ ..รู้หมด แต่ไม่กิน ก็ขอโทษ ไม่มีค่า

รู้หมดว่า อนาถบิณฑกะเศรษฐีเป็นคนใจบุญทำบุญสารพัด รู้หมดว่าอย่างนี้อาบัติ อย่างนี้อาบัติทุกกฎ อย่างนี้อาบัติปาจิตตีย์ อย่างนี้อาบัติปาราชิก ..แต่ไม่ทำตาม ก็เหมือนอ่านสลากยาเป็น แต่ไม่หายไข้ หนำซ้ำยิ่งถืออ่านนานๆ ไข้ยิ่งเพิ่ม คือเพิ่มปริมาณความเครียด จนจะต้องใช้อาจารย์วิชิตให้มาบอกว่า ขี้เกียจจะเซด

ท่านให้นำไปปฏิบัติเพื่อสร้างอุปนิสัย ให้เป็นคนมักน้อยมีความสันโดษ แล้วหาประโยชน์แท้ เรื่องของจิตมากมายที่ได้จำแนกแจกแจงโดยพระอนุรุทธาจารย์ ท่านได้แยกประเภทของจิตไว้ และสิ่งที่เอามาแยกนั้นก็นำมาจากภายในชีวิตของเรานั่นเองมาแยกออกให้เห็นว่า อะไรดำ อะไรขาว อะไรควรมี อะไรควรขับไล่

เช่นดึงชีวิตของคนหนึ่งขึ้นมา แล้วก็ประจานลงไปในกระดานว่า กองชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยอกุศล ๑๒ มีโลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒ ซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นอยู่กับเราเนืองๆ และไม่ทำให้เกิดประโยชน์เลยหนำซ้ำยังมีที่ไปอย่าง ๘ ดวงแรกคือเปรต ๒ ดวงต่อมาคือ นรก เป็นต้น ๒ ดวงสุดท้ายก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในที่ต่ำ..นี่เปรียบให้ฟัง

เมื่อเรารักชีวิตก็ต้องคิดหลีกหนีจากพวกนี้คือสิ่งที่มีอยู่ในใจ ด้วยการสร้างใหม่อีก ๘ ดวงคือมหากุศลจิต แล้วก็หมั่นทำ ๔ ดวงบนคือมหากุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา แล้วก็เรียนเรื่องฌานกุศลว่ามีผลให้สงบจากความวุ่นวาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำ ต้องทำเสียบ้าง อย่าเห็นว่าเรื่องมหัคตกุศลนั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าฉิบหายแล้ว แต่ผู้ที่ไม่ทำนั่นแหละ ...(ฉิบหาย)แล้ว

แล้วก็เรียนเรื่องมรรคกุศลเป็นผลที่สามารถตัดรอนอกุศลกรรมทั้งหมด จบชีวิตลงได้อย่างมั่นคงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด แม้กระทั่งกลุ่มที่เป็นอเหตุกะ เราก็รู้เลยว่าคว่ำอย่างนั้นหงายอย่างนี้แต่ไม่มีคิดจะทำ เราก็รู้แล้วว่า จักขุ ๒ โสตะ ๒ ฆานะ ๒ ชิวหา ๒ กายะ ๒ เป็นที่ตั้งของวิบากกุศลและอกุศล ท่านก็ให้กำหนดรู้ว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม แต่ถ้าหารู้แบบความรู้แต่ไม่ได้กำหนดก็ไม่ยังประโยชน์ ที่ควรจะได้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 พ.ค. 2551 , 15:07:47 น.] ( IP = 125.26.40.54 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org