มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นักแต่งนิยายชีวิตจริง (๒)




นักแต่งนิยายชีวิตจริง
โดย..พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ


ตอนที่ผ่านมา

การคิดถึงความเป็นจริงตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีหลักคิดอีกหลายวิธี ในที่นี้ขอเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องอนาคต ปัจจุบัน และอดีต ไว้เป็นแนวทางการพิจารณาดังนี้

๑.เรื่องอนาคตให้คิดถึงความไม่แน่นอน

หากปัจจุบันอาชีพการงานหรือความเป็นอยู่ของเราอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้เรามีความพึงพอใจ เป็นสุข อยากให้สถานะเช่นนี้ดำรงอยู่ต่อไปหรือให้ดีกว่านี้ หากคิดคาดหวังเช่นนี้ วันหน้าเกิดสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางไม่ดีเราก็ผิดหวังทุกข์ใจ

ควรคิดว่าวันข้างหน้าไม่แน่นอน การงานของเราอาจจะไม่ดีเช่นปัจจุบัน หากทำธุรกิจต้องเผื่อไว้ว่าธุรกิจจะตกลง รายได้จะลดลง หากมีอาชีพรับราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน ต้องคิดว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายไปในหน้าที่ที่เราไม่ยินดี หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้การทำงานของเรามีอุปสรรคไม่ราบรื่นเหมือนก่อน

การมองอนาคตว่าไม่แน่นอน หรือเป็นไปในทางที่ลบ เพื่อว่าเราจะได้เตรียมตัวเตรียมใจรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดขึ้นจริงก็จะหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างทันการณ์ เป็นต้นว่า

ถ้าทำธุรกิจส่วนตัว การที่จะรักษาความเจริญเติบโตของธุรกิจเอาไว้และให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น ในท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีการแข่งขันสูง ราคา น้ำมัน วัตถุดิบไม่คงที่ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเร็ว เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

เมื่อเราคิดว่าอนาคตธุรกิจจะถดถอยลง ก็มาวิเคราะห์ว่าจะมีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ธุรกิจถดถอย ถ้าเป็นเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค ควรดูว่าองค์กรของเรามีเครื่องมือในการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคหรือไม่ เป็นต้น ว่าหน่วยงานสำรวจวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค ถ้ายังไม่มีควรจะสร้างเครื่องมือนี้ขึ้นมา

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 07:52:38 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

หากเห็นว่าปัจจัยด้านบุคลากรขององค์กรยังเป็นจุดที่ไม่น่าวางใจ เพราะมีสถิติการลาออกค่อนข้างสูง ศักยภาพของพนักงานยังไม่สูงเท่าที่ควรขวัญและกำลังใจยังไม่สู้จะดีนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หันมาพัฒนาทรัพยากรบุคคล แก้ไขจุดอ่อนเสริมสร้างจุดแข็ง

หากเห็นว่าเรื่องวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อันมีสาเหตุมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เมื่อวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้นด้วย แต่เราไม่สามารถขยับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุน เพราะจะทำให้เสียลูกค้า เนื่องจากเรามีคู่แข่ง ซึ่งยังยืนราคาเดิมอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เตรียมการหาทางลดต้นทุน โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น ลดการสูญเสีย ปรับปรุงระบบงานให้คล่องตัว ลดขั้นตอนลง เพิ่มศักยภาพของพนักงาน เหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนลงได้ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าผลจากการมองอนาคตในทางลบไว้ก่อน ช่วยให้เกิดความระมัดระวัง มีการเตรียมการ สร้างมาตรการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างให้องค์กรมีความเข้มแข็ง ดีกว่ามองอะไรในแง่ดีไปหมด เช่น ที่เป็นอยู่นี้ก็ดีอยู่แล้ว องค์กรของเรายังได้รับความเชื่อถือจากลูกค้า สินค้าและบริการของเราก็เหนือกว่าคู่แข่ง เห็นอะไรก็ดี ๆ ไปหมดทำให้ชะล่าใจ ไม่มีการพัฒนาเท่ากับเป็นการหยุดอยู่กับที่ แต่โลกไม่หยุดนิ่ง คู่แข็งไม่หยุดการพัฒนา ลูกค้าไม่ชอบสิ่งจำเจซ้ำซาก การหยุดอยู่กับที่จึงเหมือนกับการถอยหลังเข้าคลอง

หากเป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล มองอนาคตว่าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตำแหน่งหน้าที่ของตน ก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจ และหาทางป้องกันแก้ไขแต่เนิ่นๆ โดยหันมาสำรวจตนอย่างไม่เข้าข้างตัวเองว่า เรามีจุดอ่อนตรงไหน จุดแข็งตรงไหน

โดยธรรมชาติทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครที่ดีไปหมดทุกอย่างแต่บุคคลมองเห็นข้อดีของตัวเองง่าย มองหาข้อเสียของตัวเองยาก ยิ่งคนที่มีความสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีตำแหน่งเงินเดือนสูงยิ่งมองแทบจะไม่เห็นข้อเสียของตน

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 07:55:17 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 2

วิธีการสำรวจตัวเองมีหลายวิธี ประเด็นที่จะประเมินผลตัวเองก็มีหลายประเด็น หรือหลายปัจจัย เป็นต้นว่าปัจจัยด้านลักษณะผู้นำ (ถ้าเราเป็นหัวหน้า) ลองพิจารณาดูว่าลักษณะของหัวหน้าที่ดี ที่ลูกน้อง ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นและองค์กรต้องการมีอะไรบ้าง เป็นต้นว่า

ด้านงานที่ทำ : มีความรอบรู้ในเรื่องงานที่ทำดี (ไม่ถึงกับตัวเองเชี่ยวชาญก็ได้ เพราะงานบางอย่างไม่ต้องลงมือทำเอง)

เป็นผู้ที่มีการวางแผน ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำก็สั่ง บางทีงานที่ยังไม่ควรทำก็สั่งให้ทำ งานที่ควรทำก่อนกลับไม่สั่งให้ทำ

มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลถึงแนวโน้มในอนาคต ที่จะมีผลต่องานและองค์กร เป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง เพราะงานที่ลูกน้องทำบางครั้งมีปัญหาเกิดขึ้น ลูกน้องแก้เองไม่ได้ หัวหน้าควรเข้าไปแก้ปัญหาให้

ด้านบุคลิกภาพ: มีความหนักแน่น ไม่หูเบา ไม่เจ้าอารมณ์ ไม่เอาแต่ใจตัว ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ จูงใจ
ไม่แสดงกิริยามารยาทที่ก้าวร้าว ข่มขู่ หยาบคาย ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ใต้บังคับบัญชา มีมนุษย์สัมพันธ์ มีท่าทีเป็นมิตรกับคนทั่วไป ให้ความร่วมมืออกับทุกฝ่าย

ด้านวินัย : เป็นคนตรงต่อเวลา ไม่มาทำงานสาย ไม่กลับก่อนเวลา มีความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์กร และควบคุมงานให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ ฯลฯ

ด้านภาวะผู้นำ : สร้างแรงจูงใจและสร้างความศรัทธาต่อลูกน้อง ทำให้ลูกน้องมีท่าทีเคารพ ศรัทธา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความเสียสละทุ่มเทให้กับงาน มีความเที่ยงธรรม ไม่เล่นพวก มีการควบคุมงาน ติดตามประเมินผล และพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:00:11 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 3

คุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวลองแจกแจงออกมาดู โดยอาจจะให้หลายๆคนช่วยกันคิดก็ได้ เมื่อได้รายละเอียดมาเป็นที่น่าพอใจแล้วคราวนี้นำมาประเมินผลตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านั้นควรให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ช่วยประเมินผลด้วยและนำผลที่ได้มาสรุป ก็จะเห็นจุดอ่อน จุดแข็งของตนได้ชัดเจนขึ้น ดีกว่าคิดเข้าข้างตัวเอง

จุดอ่อนเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข จุดแข็งต้องรักษาไว้และพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

หากมีการพัฒนาตนได้ เชื่อว่าจะช่วยให้เป็นผู้ที่มั่นคง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงานและผู้ร่วมงานในอนาคต ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม

หลักการมองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าเป็นของไม่แน่นอน อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีจากที่เป็นอยู่ดังกล่าว สามารถนำไปใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว บุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วย ชีวิตส่วนตัว สุขภาพ และอื่นๆ แม้ว่ามุมมองดังกล่าวเมื่อวันเวลา ๒-๓ ปีข้างหน้ามาถึง ไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้กลับดีขึ้นกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร ดีขึ้นก็ดีแล้ว แต่อีก ๕,๑๐,๒๐ ปีข้างหน้าเล่า จะดีอย่างนี้หรือ

สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจะดีขึ้นทุกปี ดีขึ้นเรื่อย เหมือนกราฟที่ทะยายพุ่งขึ้น โดยไม่มีวันตกหรือ เป็นไปได้อย่างไร
มีขึ้นได้ก็มีตกได้ ถ้าไม่เตรียมตัวเตรียมใจไว้ตอนกราฟชีวิตตก อย่าตกใจจนขาดสติก็แล้วกัน

ในทางตรงข้าม หากชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลเผชิญอยู่กับปัญหาอุปสรรค มีความทุกข์ การคิดถึงอนาคต ในมุมคิดที่ว่าไม่แน่นอนนั้น ให้ปรับเปลี่ยนมาคิดว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัญหา อุปสรรคและความทุกข์ ที่เผชิญอยู่ขณะนี้ วันข้างหน้าอาจจะดีขึ้น ทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ปรับเปลี่ยนพัฒนาได้

คิดเช่นนี้จะสร้างความหวังและแรงบันดาลใจ ในการต่อสู้เอาชนะปัญหาอุปสรรค ซึ่งไม่เพียงแต่คิดอย่างเดียว ต้องลงมือแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา จุดอ่อนอันเป็นสาเหตุของปัญหาและทุกข์ที่มีอยู่

ให้มีความเพียงมุ่งมั่นในการแก้ไขปรับปรุงอย่างไม่ย่อท้อ โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจ อดทนต่อความยากลำบากและการรอคอย วันข้างหน้าก็จะประสบความสำเร็จ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:04:00 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 4

๒.ปัจจุบันให้คิดในแง่ดี

ให้ยอมรับความเป็นจริงในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่กับสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริง ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการก็ตามทั้งนี้หากเราไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็น ที่สัมผัส สัมพันธ์ ก็จะทุกข์ใจ จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำตัวให้หมกไหม้อยู่กับความทุกข์

บางคนสามีหรือภรรยานอกใจไปมีคนอื่น ก็เป็นทุกข์มาก ไม่เป็นอันกินอันนอน ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมปลักอยู่กับกองทุกข์ แทบหรือถึงกับเสียคน บางคนช่างคิด ทั้งวันทั้งคืนก็คิดอยู่แต่เรื่องนี้ ยิ่งคิดยิ่งแค้น ถึงกับลงมือทำร้ายตนเอง หรือคู่กรณีอย่างขาดสติ ทำให้เสียคน เสียอนาคตไปเลยก็มี นี่เป็นเพราะอุปทาน เข้าไปยึดมั่นในความเป็นตนและของ ๆ ตนโดยแท้

ทำไมไม่คิดในทางครงข้าม มองในทางที่ดีบ้าง มีสิ่งดี ๆ ที่คู่ครองนอกใจไปมีคนอื่นอยู่ตั้งหลายอย่าง ทำไมไม่นำมาคิด เป็นต้นว่า...ดีแล้วจะได้หมดภาระ หมดเวรหมดกรรมกับคน ๆ นี้เสียที เมื่อก่อนไม่มีเขาเรามีอิสระ สบาย ไม่มีภาระ ไม่มีห่วง ตั้งแต่มีเขาเข้ามาในชีวิต ทำให้ขาดอิสระเสรี สร้างความยุ่งยากลำบากให้กับชีวิตนานัปการ เป็นต้นว่า

ต้องคอยเอาใจ จะพูดจะทำสิ่งใดก็ต้องระมัดระวัง ดูว่าจะถูกใจหรือไม่ เป็นคนที่เอาใจยาก เจ้าอารมณ์ น่าเบื่อ น่ารำคาญ

ต้องคอยดูแล จะกินจะหลับจะนอน ก็ต้องคอยหาให้ทำให้ ยังกับเป็นทาสรับใช้ กับพ่อแม่ซึ่งมีพระคุณ ยังไม่เคยทำให้ขนาดนี้เลย แม้ทำให้ด้วยความเหนื่อยยากลำบากกายลำบากใจก็ยังไม่เห็นความดีของเรา ไม่พอใจก็แสดงอารมณ์ใส่ ไปอยู่กับคนอื่นก็ดีแล้ว เราจะได้สบาย สมน้ำหน้าคนที่ (คาบ) เอาไป วันหนึ่งก็จะรู้สึก

ต้องคอยห่วงหาอาลัย เวลาออกจากบ้านไปก็เป็นห่วง กลับไม่เป็นเวลาก็ห่วง หรือเวลาเขาไปต่างจังหวัดก็เป็นห่วง ไม่รู้จะอยู่จะกินอย่างไร จะลำบากหรือไม่ จะไปกับใคร จะไปเสียผู้เสียคนที่ไหน ทำให้เราคอยเป็นห่วงสารพัด ไปก็ดีแล้วจะได้หมดห่วง

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:09:19 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 5

เขาไม่ใช่เป็นของ ๆ เรา (จริงๆ) เพราะตอนเราเกิดมา ก็ไม่เกิดติดมากับเขา ตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพิ่งมาอยู่สัมพันธ์สมมุติว่าเป็นสามี-ภรรยากันเอาตอนหลังนี่เอง เขาก็คือของเล่นอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นทางผ่านของชีวิต เล่นมานานแล้วเราก็น่าจะเบื่อเสียที เพราะมีแต่เรื่องทุกข์ใจ มีแต่สร้างปัญหาภาระให้กับเรา ไปตอนนี้ก็ดีเราจะได้เป็นอิสระเสียที

หากอยู่กันจนแก่จนเฒ่า เราจะลำบากที่ต้องดูแลเขาสักแค่ไหน ถ้าเขาแก่จนเดินไม่ไหว จำอะไรไม่ได้ ต้องคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดอุจจาระ ปัสสาวะให้ ตอนนั้นเราจะลำบากขนาดไหน ดีแล้วที่ไปตอนนี้ ต้องขอบใจคนที่รับช่วงที่โง่มารับเอาของเหลือใช้ไป เอาไปเป็นภาระเป็นทุกข์

ยังมีเรื่องที่น่านำมาคิดได้อีกมากมาย โดยเฉพาะการนำเอาข้อเสียหรือความทุกข์ของเราเมื่ออยู่กับคู่ครองมาคิด หากคิดในแง่มุมนี้ ก็จะได้ถอดถอนความคิดที่จมปลักอยู่ในความทุกข์ ความอาลัยอาวรณ์เสียที

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวมักคิดเจ็บใจ แค้นใจ เช่น ทำอย่างนี้ดูถูกเรา เห็นเราไม่มีค่าหรืออย่างไร (ไปคิดเปรียบเทียบกับคนที่มาแย่งชิงเอาคู่ครองไป) ซึ่งไม่ควรจะนำไปคิดเช่นนั้น ความจริงแล้วเรามีค่ามากกว่าคนที่เขามาแย่งชิงเอาคู่ครองของเราไป เพราะคนที่มาแย่งชิงทั้ง ๆ รู้อยู่แก่ใจนั้น ค่าของคุณธรรมของเขาขณะนั้นติดลบไปแล้ว เขาได้ทำผิดศีลข้อกาเม ซึ่งจะส่งผลวิบากกรรมที่เขาจะต้องได้รับทั้งชาตินี้และชาติหน้า คนของเราที่จากไปก็ไม่มีค่าสำหรับเราอีกแล้ว เพราะเขาก็ประพฤติผิดศีลในข้อกาเมเช่นกัน

ส่วนการที่เขาทิ้งเราไปนั้น คนที่ไม่มีค่าจะเสียดายไปทำไม เราไปบังคับเขาให้กลับคืนมาไม่ได้หรอก ถ้าบังคับได้เขาคงไม่ทิ้งเราไป

บางคู่บางกรณีไม่ถึงกับทอดทิ้งไป แต่อยู่กันอย่าง ๓ เส้า ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเอาไว้ทั้งสอง คนเก่าไม่ทิ้งคนใหม่ก็จะเอา กรณีเช่นนี้ฝ่ายภรรยาหลวงก็คงต้องทำใจคิดเสียว่า..ก็ดีเหมือนกันภาระของเราในเรื่องต่าง ๆ ที่มีต่อเขาจะได้ลดลงมีคนอาสาแบ่งไปดูแล เขาจะอยู่จะไปก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าอยู่กับเรา เราก็ทำหน้าที่ของเราให้สมควรแก่หน้าที่ วันไหนไม่อยู่กับเราเป็นวันที่ปลอดโปร่งโล่งใจ (แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอย่างนี้ คิดไปทางน้อยอกน้อยใจ เห็นคนโน้นดีกว่าเราหรืออย่างไร)

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:13:43 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 6

กรณีเช่นนี้ฝ่ายภรรยาหลวงควรหันมาพิจารณาตนเองว่า มีสิ่งใดที่เราทำหน้าที่ของภรรยาบกพร่องไป เราเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีหรือไม่ มีสิ่งไหนบ้างที่สามีเคยบ่นให้เราปรับตัว แล้วเราได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นอย่างที่เขาต้องการหรือไม่ นิสัยบางอย่างที่เขาไม่ชอบ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกใจเขา เราได้แก้ไขแล้วหรือยัง ถ้ายังนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีคนใหม่

ฝ่ายภรรยาก็จะคิดว่า ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม ให้แต่ฝ่ายหญิงแก้ไขปรับปรุงตัวตามที่ฝ่ายชายต้องการ และทำไมฝ่ายชายไม่แก้ไขข้อบกพร่องของตนตามที่ภรรยาต้องการบ้าง

อยากจะบอกว่าความยุติธรรมตามที่คนปรารถนาในโลกนี้ จะให้ได้ดังใจของแต่ละคนไม่มีหรอก มีแต่ความยุติธรรมทางธรรม ที่ว่าทำดีได้ดีที่ใจตนได้สัมผัสทันที ส่วนความยุติธรรมที่จะให้ผลเป็นที่พึงพอใจของคู่กรณีไม่มีเพราะฝ่ายที่ได้ก็ว่ายุติธรรมฝ่ายที่เสียเปรียบก็ว่าไม่ยุติธรรม ถ้าต้องการความยุติธรรมจริงๆ ในกรณีนี้ก็ต้องตัดใจทิ้งเขาไปเสีย จำหน่ายออกจากบัญชีชีวิต เพราะถือว่าเป็นของมีตำหนิ เป็นของเสีย ควรทิ้งไปได้แล้ว แต่ถ้ายังตัดใจไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความไม่ยุติธรรม ยอมอยู่กับของเสีย ทนใช้ของที่มีตำหนิต่อไป

ผู้เขียนเห็นมาหลายรายแล้วว่า กรณีเช่นนี้ หากฝ่ายภรรยาเป็นผู้มีความอดทน (มีขันติธรรม) รู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนไปตามสถานการณ์ ในยามที่สามีกำลังหน้ามืดตามัวลุ่มหลงหญิงคนใหม่ โดยยอมให้อภัยด้วยเห็นแก่ความดีที่เขาเคยมีมาก่อน หรือเห็นแก่ลูก ไม่ตัดพ้อต่อว่า ไม่ชวนทะเลาะไม่ตั้งตัวเป็นโจทก์ซักไซ้ไล่เลียงหาความผิดไม่แสดงกิริยาท่าทีก้าวร้าวไม่รุกรานสามีและหญิงคนใหม่ของสามี ไม่เอาสามีไปประจาน หรือทำลายชื่อเสียงของสามี ตรงข้ามกลับทำเสมือนไม่รู้ไม่เห็นไม่ใส่ใจ (ทั้ง ๆ ที่ใจทุกข์ระทม) ตั้งหน้าทำหน้าที่แม่บ้านของตนให้ดีไม่ให้บกพร่อง ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่สามีเคยบ่นอยากให้แก้ไข วันหนึ่งก็จะเอนใจสามีได้ ได้ของเก่าที่มีตำหนิกลับมาใช้อย่างเดิม กรณีนี้มีไม่มากนัก

ส่วนใหญ่แล้วภรรยาจะโกรธแค้น ก้าวร้าว ท้าทาย บางคนถึงกับตามไปราวีฝ่ายตรงข้าม บางคนยื่นคำขาดให้สามีเลือกเอา ระหว่างคนเก่า กับคนใหม่ นี่ยิ่งเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะสามีอยากได้ของใหม่อยู่แล้ว ที่สุดก็บ้านแตก ถูกคนใหม่ 'คาบ' เอาไปจริงๆ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:43:28 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 7

ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมมีความเข้าใจเรื่องหลักของไตรลักษณ์ อันมี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะสามารถทำใจเมื่อคู่ครองหรือคู่รักของตนเป็นอื่นได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ศึกษา เพราะเขามีความเข้าใจว่าคู่ครองของเขา ไม่ใช่เป็นของเขาจริง ๆ ตามหลัก อนัตตา หากเป็นโดยสมมุติทางโลก และเป็นชั่วคราวเท่านั้น ตามหลัก อนิจจัง เพราะวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกัน อาจจะจากทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วก็ได้ ไม่แน่นอนตามหลัก อนิจจัง และบังคับไม่ได้ ตามหลัก อนัตตา

อุปมาดั่งการเดินทางไปบนรถโดยสารคันหนึ่ง บนรถโดยสารคันนั้นมีเพศตรงข้ามนั่งที่นั่งติดกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ระหว่างทางก็สนทนาเป็นที่ถูกอกถูกใจกัน ดูราวกับว่าจะร่วมเดินทางไปด้วยกันจนถึงที่สุด

ครั้นถึงสถานีหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เขาต้องการเดินทางมาเพียงนี้ ซื้อตั๋วเดินทางมาแค่นี้ขอลงก่อน ว่าแล้วเขาก็ลงไป ฝ่ายที่ยังเดินทางต่อแม้ยังติดใจคนนั้นอยู่ แต่จะไปยื้อยุดฉุดกระชากให้เขาขึ้นมาร่วมเดินทางไปตามที่ตนต้องการได้อย่างไร ในเมื่อจุดหมดปลายทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ลักษณะการอยู่ร่วมกันของสามีภรรยาหรือคู่รักก็เข้าทำนองนี้ ยากนักที่ทั้งสองฝ่ายจะเดินไปถึงจุดหมายสถานีเดียวกัน ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งต้องลงก่อน บางคนลงก่อนเพราะไปเจอคนใหม่ บางคนลงก่อนเพราะตายก่อน มีใครบ้างที่ตายพร้อมกัน น้อยรายนัก นอกจากประสบอุบัติเหตุด้วยกันทั้งคู่ แต่ฝ่ายที่ยังพอใจอีกฝ่าย มักจะไม่ยอมให้ฝ่ายที่ตนรักลงก่อน เป็นไปได้อย่างไร

อนึ่ง ผู้ที่ศึกษาเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดก็จะทำใจได้หากเชื่อในเรื่องกรรม

การเป็นสามีภรรยาหรือคนรักกัน ไม่ใช่เกิดจากเหตุบังเอิญ หากแต่เกิดจากรรมเก่าในอดีตชาติ

แต่ละชีวิตต่างเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนในวัฏฏสงสารอันยาวนาน บางชาติบางคนเกิดเป็นหญิง บางชาติเกิดเป็นชาย บางชาติเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อาจจะป็นตัวผู้บ้าง ตัวเมียบ้าง นี่นับเฉพาะภพชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ยังไม่นับภพชาติอื่นๆ อีกซึ่งมีอยู่มาก

เมื่อเกิดมาแต่ละชาติดังกล่าว ต่างก็มีคู่ครองหรือมีคนรักในชาตินั้น ๆ หากมีความสัมพันธ์เกื้อกูลต่อกันด้วยดี ก็จะอยู่กันยาวนาน เป็นคู่สุขคู่ทุกข์กัน หากเป็นปฏิปักษ์กัน ก็อยู่ด้วยกันระยะสั้น หรือถ้าอยู่กันยาว ก็จะเบียดเบียนทำร้ายกันให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ

เมื่อเกิดในชาติต่อ ๆ ไป คนที่เคยเป็นคู่ครองหรือคนรักกัน ใช่ว่าจะเหมือนเดิมทุกชาติ บางคนชาตินี้กลับมาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เป็นพ่อ-แม่-พี่-น้องกัน

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:47:41 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 8

จากการสะกดจิตของ ดร.ไบรอัน แอล.ไวส์ นักจิตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญการสะกดจิตในยุคปัจจุบัน ได้พบว่าคนไข้ของตนที่เข้ารับการบำบัดโดยวิธีการสะกดจิตให้ระลึกถึงอดีตชาตินั้น บางรายในชาติหนึ่งเคยเป็นสามีภรรยากัน ชาติต่อไปกลับมาเป็นพ่อลูกกัน มีบางชาติ กลับเป็นพี่น้องกัน ในชาตินี้ทั้งคู่ต่างผ่านการมีคู่ครองกับชาย-หญิงอื่น แต่ก็ต้องหย่าร้างกัน กว่าจะได้พบกันเป็นคู่ครองกันอีก ก็ต้องผ่านความทุกข์ระทมด้วยกันทั้งสองฝ่าย

บางรายแยกทางกันอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไปเจอคู่ครองเก่าของตนในชาติก่อน ซึ่งเคยผูกพันรักกันมากยิ่งกว่าคู่ครองคนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกเลย ที่คนๆหนึ่งจะมีภรรยา-สามี-คนรักได้หลาย ๆ คน เพราะเป็นผลจากกรรมเก่าทั้งสิ้น

หากเป็นเช่นนี้ คนแต่ละคนมิต้องเปลี่ยนคู่ครองคู่รักกันไปเรื่อยๆหรือ หากเจอคู่เก่าที่เคยเกื้อกูลกันมา คำตอบก็คือไม่แน่ และไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

หากคู่ครองของแต่ละคนเป็นคนมี...

สัจจะ :- รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกัน

มีทมะ :- ข่มใจต่อเพศตรงข้ามที่ถูกตาต้องใจซึ่งอาจจะเป็นคู่ครองเก่าในชาติก่อน

มีขันติ :- อดทนต่อความไม่พอใจในพฤติกรรมของคู่ครอง-คู่รัก ที่ตนไม่ชอบ

มีจาคะ :- เสียสละความสุข ความต้องการของตน โดยเห็นแก่ความสงบสุขของครอบตรัว

คุณธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และ จาคะ เป็น ฆราวาสธรรม หรือธรรมของผู้ครองเรือน ที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ หากคู่ครองทั้งสองฝ่ายยึดถือธรรมะดังกล่าวก็จะครองเรือนได้ยั่งยืน จนกว่าจะตายจากกัน

มีพุทธพจน์บทหนึ่งความว่า...อยู่ร่วมกันนานเกินไป ที่เคยรักก็มักหน่าย(อะติจิรัง นิวาเสนะ ปิโย ภะวะติ อัปปิโย)....
เมื่อเขาไม่มีเยื่อใย ป่วยการที่จะอยู่กินด้วย
(อะเปตะจิต เตนะ นะ สัมภะ เชยยะ)

พระพุทธพจน์ดังกล่าวน่าจะช่วยให้บุคคลเข้าใจถึงการเบื่อหน่ายคู่ครองที่ไม่ค่อยจะถูกใจกันและน่าจะเป็นแนวทางออกของผู้ที่กำลังทุกข์ระทมขมขื่นอยู่กับคู่ครองที่มีพฤติกรรมทำร้ายจิตใจ อย่างเลือดเย็นอยู่ในขณะนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 08:54:44 น.] ( IP = 58.9.145.174 : : )


  สลักธรรม 9

การดำเนินชีวิตโดยอาศัยหลักความไม่เที่ยงแท้ ความไม่แน่นอน มีหลักธรรมแล้ว จะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ และความทุกข์ให้ลดลงได้

ขอบพระคุณคุณทับตะวันค่ะ

โดย เซิ่น [22 พ.ค. 2551 , 09:16:42 น.] ( IP = 58.8.50.8 : : )


  สลักธรรม 10

เป็นหลักการอยู่แบบชาวพุทธที่ดีเลยนะคะ ...มองอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน..และในปัจจุบันก็ให้คิดแต่ในแง่ที่ดี

มาอ่านตอนเรื่องของกรรม และความผูกพันในอดีต แหมตอนแรกก็ต๊กใจ คิดว่าจะบอกว่าการเปลี่ยนคู่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มาลงเอยว่าหากคู่ครองทั้งสองฝ่ายมีฆราวาสธรรมก็จะอยู่กันยืดยาว......ไชโย ไชโย ที่บทพระพุทธพจน์ตอนท้ายช่างช่วยอุปการะคุ้มครองใจ ผู้ที่เลือกคู่ครองไม่ได้สมใจอยาก

ขอบพระคุณคุณทับตะวันมากค่ะที่นำข้อธรรมดีๆมาฝาก...จะติดตามอ่านต่อค่ะ

โดย พี่ดา [22 พ.ค. 2551 , 10:40:49 น.] ( IP = 124.121.173.151 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org