มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๒)









วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๒)


ตอนที่ผ่านมา

และอย่าลืมว่า ไม่ว่ากายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม ..มันลงคำว่า กรรม ทั้งสิ้น และกรรมเฉพาะตน เราทำอะไรก็แล้วแต่ต้องพยายาม "รู้รัก" แยกออกมาเลย แล้วก็ "รู้สามัคคี"

"รู้รัก" ว่าอะไรเป็นของดี รักความดี รักชีวิตที่มันจะต้องเดินทางเถอะลูก เพราะประมาทไม่ได้วันนี้เรามีความเป็นอยู่อย่างนี้ ฐานะอย่างนี้ พี่น้องวงศ์ตระกูลแบบนี้ แต่ชาติหน้าจะมีอย่างนี้ไหม? ไม่แน่ วันนี้เราพร้อมแล้ว แน่ที่สุดแล้ว แต่ชาติหน้าจะเป็นอย่างนี้ไหม? ไม่แน่ ฉะนั้น รักตนเองเถอะ เมื่อได้ดีมาแล้วก็สร้างความดีต่อ ไม่ใช่ได้ดีมาแล้วใช้ดีให้หมด .. ก็จะหมดดี

"รู้สามัคคี" ต้องสร้างสรรค์ความเจริญ พร้อมเผชิญอุปสรรค หาญหักศัตรู อยู่ด้วยความผาสุก

ทำอย่างนี้ไม่ว่าที่ไหนก็จะอยู่ได้ เพราะอยู่แล้วต้องคิดสร้างสรรค์ความเจริญ แล้วก็พร้อมเผชิญอุปสรรคร่วมกัน หาญหักศัตรูทั้งภายในภายนอก แล้วอยู่ด้วยความผาสุกด้วยเมตตาธรรม น้ำคำและน้ำใจ แล้วให้อภัยได้เสมอ ชีวิตก็จะอยู่ได้

ปัญหาที่มีกันทั้งปัญหาในครอบครัว ปัญหาในสังคม ปัญหาในหมู่คณะ ปัญหาในมูลนิธิ ปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาของโลก ก็เพราะว่าไม่ได้ใช้หลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสอน คือ รู้รักสามัคคี

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [22 พ.ค. 2551 , 14:13:56 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1



จงพยายามนึกเถอะว่า ทางข้างหน้านั้นเรายังไม่เห็น ฉะนั้นต้องเตรียมเสบียง เตรียมไฟฉายไว้ ..ไหนข้างหน้าของใครสว่างแล้ว รู้ว่าชาติหน้าฉันไปเกิดปิ๊งอยู่บนเทวภูมิพร้อมจะรำ ฉันจะขึ้นดาวดึงส์เทวโลก ฉันจะไปดุสิตละ ...ยังกับจะไปได้ด้วยรถเมล์แน่ะ

เรารู้หรือยังว่าเราจะไปไหน? ยัง เพราะ อนิมิต มันยังเหมือนความมืดอยู่เลย ลองหลับตาดูซิลูก เห็นอะไรไหม?..ไม่เห็น แค่หลับตาตรงนี้เราก็ยังไม่เห็นเลยว่ามีอะไร แล้วหลับตาเห็นภพหน้าหรือยัง? ยัง มันยังมืดสนิท

เมื่อมันมืดอยู่อย่างนี้วันนี้แหละเป็นวันที่จะต้องซื้อถ่านตุนเอาไว้ แล้วทำตนเองเป็นกระบอกไฟฉายที่ดี เพราะมีถ่านดีแต่กระบอกไม่ดีใส่ถ่านไปก็แย่ มันจึงต้องสมดุลกัน ..มีธรรมะรอบรู้มากก็เหมือนมีถ่านตุน แต่กระบอกไม่ดีก็ฉายไฟไม่ออก บางคนก็กระบอกดี แต่ไม่มีถ่าน...ไม่เอาถ่านนั่นเอง นอกจากไม่เอาถ่านแล้วยังไปชอบเอาแก๊สที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างไวไฟมาไว้ในตัว

เมื่อเราเห็นความมืดอย่างนั้นแล้วก็ต้องเตรียมถ่าน ต้องเตรียมพร้อมการเดินทาง เพราะในที่มืดต้องมีไฟ ..ไฟฉายทาง ไฟฉายใจ ต้องบรรจุไว้ทั้งความรู้และความสามารถที่จะพยายามเดินข้ามอุปสรรคให้ได้ และอุปสรรคที่ตามมาในแต่ละชาตินั้นไม่เหมือนกัน ที่เรานึกว่าอุปสรรคของเราคือ ไม่มีเงิน หรือร่างกายไม่สมประกอบ แก่แล้วนั้น มันก็เป็นเพียงแค่อุปสรรคในชาตินี้

แต่อุปสรรคที่คอยทิ่มตำอยู่ทุกชาติ ที่ทำให้ไม่ถึงพระนิพพานก็คือกิเลส จึงต้องพยายามลิดความแหลมของกิเลสออกไปเสีย ฉะนั้น ในที่ๆ เราจะต้องอยู่รวมกันนั้นเราต้องรักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้อง แล้วการรักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้องนี้ก็มีคนหนึ่งพูดว่า ความรักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้องนี้เขาไม่ฆ่ากันหรอก แต่อีกท่านหนึ่งก็บอกว่า เขาไม่ฆ่ากันหรอกแต่แทงกันลับหลัง ก็ไปจากตรงนั้นดีกว่า เพราะแทงบ่อยๆ มันเจ็บ แต่ตายไม่เจ็บ

คนที่ถูกแทงเขายังมีอารมณ์เจ็บ พออารมณ์เจ็บแล้วก็ทำให้อารมณ์เสีย แล้วอยู่อย่างเสียอารมณ์ ..ซึ่งเป็นเรื่องของโทสะทั้งนั้นซึ่งให้ผลไม่ดีเลย ฉะนั้น ทางชีวิตต้องคิดให้ถูก ทางที่ผูกต้องแก้ให้เป็น พวกที่คิดไม่ถูกแก้ไม่เป็นก็จะไปกับระลอกกรรมในวัฏฏสงสารนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:14:49 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม การกล่าวคำขอกรรมฐานหรือการกล่าวคำแผ่ส่วนกุศล หรือแม้แต่การสวดมนต์นั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเปล่งเสียงออกมาเพื่อจะให้เจ้ากรรมนายเวรหรือผู้ที่เราจะแผ่กุศลให้นั้นได้ยิน หรือเราไม่ต้องเปล่งเสียงแต่แค่เราอธิษฐานอยู่ในใจนี้จะส่งถึงกันไหม?

ตอบ เป็นคำถามที่แยกออกมาสองข้อคือ สวดมนต์หรือแผ่เมตตาควรออกเสียงหรือไม่? กับคำสวดมนต์หรือแผ่เมตตาทั้งออกเสียงและไม่มีเสียงนั้นจะถึงผู้อื่นที่เราต้องการให้หรือไม่?

ก่อนจะตั้งทำถามให้ว่า ทำไมเวลาที่มีพระมาสวดมนต์ตามบ้านหรือมีพิธีทำบุญทำไมต้องต้องอาราธนาศีลกันเสียก่อน เคยสังเกตกันไหม? รู้อยู่แล้วว่าไม่รู้กันหรอก เพราะมีชีวิตกับประเพณีกัน แต่ศาสนพิธีนั้นบางอย่างเราก็ต้องรู้กันนะ

ทำไมเขาต้องอาราธนาศีลก่อน ไม่อาราธนาศีลแล้วพระจะสวดเลยไม่ได้หรือ? จริงๆ ก็ได้ ไม่มีข้อห้าม แต่มีข้อแม้คือก่อนที่จะฟังของประเสริฐนั้น ผู้ฟังจะต้อง "คลีน" เสียก่อน เมื่อจะรับของดีผู้รับจะต้องสะอาด จึงเป็นอุดมวิธีการว่า ก่อนที่จะฟังพระสวด ดช่น บทพุทธมงคลคาถาที่พูดถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์แปดทิศนั้นเราสะอาดพอที่จะเห็นของสูงไหม?

หรืออย่างการเข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดารามฯ เขายังมีการ "คลีน"เลย พวกน้องแตะที่หนีบๆ นั้นเขายังไม่ให้เข้าไปเลย เขาให้เข้าแต่พวกพี่หุ้ม น้องแตะห้ามเข้า เพื่อความสวยงามสะอาด หรือพวกน้องสั้นเขาก็ไม่ให้เข้า เขาให้น้องยาวเข้าได้ จึงต้องแต่งตัวสุภาพคือ คลีนเสียชั้นหนึ่งก่อน

ฉะนั้นการที่พระมาถึงแล้วต้องมีการอาราธนาศีลก็เพื่อตั้งใจที่จะรักษาความสะอาดกาย สะอาดวาจา แล้วจะได้นำพาของดีๆ เข้ามาบรรจุได้ การรับศีลก็เหมือนการทำความสะอาดทำบรรจุภัณฑ์คือตนเองให้ดี แล้วเมื่อเราจะรับของดีเราก็จะต้อง"เคลียร์" อะไรไม่ควรใช้ก็ปิดเสียเช่น เครื่องมือสื่อสาร เพราะจะได้รับอย่างเต็มที่ เวลามีมันก็จะมีได้มาก แต่ถ้ารับไม่เต็มที่ก็จะมีได้ไม่มาก ..นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธดำเนินกันอยู่อย่างรู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็เลยมาบอกให้รู้เสีย

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:15:06 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 3



ก็กลับมาที่คำถามว่า การที่เราจะให้คือแผ่ส่วนกุศลไปนั้น เครื่องรับกับเครื่องส่งต้องจูนตรงกัน อย่างพระเทศน์ไปเราคุยกันไปจะได้ประโยชน์ไหม? ผู้คุยไม่ได้ประโยชน์ แต่พระท่านก็จำได้แม่นขึ้น บาลีท่านก็ไม่ผิด นี่คือคือการตั้งเครื่องรับไม่ดี ผู้ฟังไม่ได้ใส่ใจ เช่นเดียวกับการแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย

เช่น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ครูอาจารย์ ญาติพี่น้องสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนโอปปาติกะที่ปฏิสนธิอยู่ในภูมิต่างๆ ผู้ซึ่งมีกรรมชักนำให้เป็นไป มีกรรมนำให้เวียนเกิดเวียนตายได้ความทุกข์ และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขอให้ท่านทั้งหลาย จงได้รับผลของกุศล ...ตรงนี้ เวลาจะเน้นต้องเน้นให้ถูกที่ คือ จงได้รับผลของกุศล โดยมีน้ำใสสะอาดดื่ม มีอาหารบริโภคสมบูรณ์ มีที่อยู่อาศัยที่ถูกใจ มีเสื้อผ้าและเครื่องใช้สอยครบทุกอย่าง ขอให้มีดวงจิตแจ่มใส ไม่ใช่ มาเสียงดังตรงดวงจิตแจ่มใส่ .มันต้องเน้นตรง ให้กับตรงมี ต้องเน้นตรงที่ควรเน้น

เมื่อเราแผ่เมตตาทั้งในใจและนอกใจนั้น ถ้าหากเครื่องรับเขาตั้งเรด้าดีคือมีบุญของเขาส่งผลมาให้ได้รับ จะแผ่ในใจหรือนอกใจก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าหากเรด้าไม่ดี คือเครื่องรับไม่ดี ถ่านหมด ต่อให้ไปตะโกนข้างหูก็เหมือนพูดให้คนหูหนวกฟังก็ไม่ได้ยินฉันนั้น..นี่คือการอุปมาอุปไมย

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ว่า ทำแบบเสียงดังหรือค่อยดี ..ก็แล้วแต่เรา ถ้าหากเราเป็นผู้สงบง่าย พอตั้งใจทำอะไรก็รวบรวมจิตได้เลย อย่างนี้ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้ เพราะทุกอย่างสำเร็จที่ใจ แต่ถ้าหากเราเป็นผู้ที่เมื่อสำรวมเมื่อไหร่ ก็สัปหงกทันที อย่างนี้ควรออกเสียง จึงต้องรู้ว่าเราเป็นพวกไหน แต่ส่วนมากนั้นถ้าหากไม่ฝีกก็จะชอบเคารพผู้อื่นตอนไม่มีคน พอนั่งสมาธิก็คำนับกันเป็นแถว แต่ต่อหน้าคนไม่เคารพเพราะคุยมาก

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:15:26 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 4



ฉะนั้น ต้องหันหน้าเข้าหาบุญ เมื่อเรารู้จักหัดใช้ชีวิตไปในบุญแล้วก็ต้องหาความรู้ เหมือนรู้ว่าบุญมีกี่ชนิด ก็เพิ่มระดับบุญขึ้นมาให้เป็นบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา คือต้องการความรู้ เมื่อรู้ว่าบุญมีสองชนิดแล้วแต่นอนคิดนอนพิจารณาไม่เอามาทำก็แย่ เหมือนวันนี้รู้แล้วว่า การเจริญมรณานุสตินั้นทำไปเพื่ออะไร? เป็นการทำลายความกลัวเผชิญความกล้าเป็นการประกาศใจตนเองให้ไม่ประมาท ..ก็นำไปทำ

นำไปปฏิบัติแล้วสร้างอุปนิสัยตนเองไปพร้อมกับบุญที่มีความรู้อยู่ที่ตนเอง แต่เมื่อใดที่มีบุญอย่างเดียวแต่ไม่มีความรู้ที่จะพาตนเองออกนอกวงจรอุบาทว์ แล้วก็ไม่ได้นำคุณประโยชน์ในพระพุทธศาสนาไปปฏิบัติ ชีวิตก็จะไม่ก้าวหน้า ไม่นำพาไปสู่ประโยชน์อันสุงสุด เราต้องพยายามพาตนเองไปสู่ประโยชน์อันสูงสุดให้ได้ เพราะนับวันนับเดือนนับปีก็จะมีแต่ความน่ากลัวยิ่งนัก

ตอนนี้เราจึงต้องเอาตนเองให้รอดจากอารมณ์ร้ายๆ ที่มากระทบ เพราะต่อจากนี้ไปอำนาจโดยรวมของประชากรโลกคืออำนาจแห่งวิบากอกุศลกำลังจะกรูเข้ามาทั่วโลก วันนี้เราอาจจะเป็นผู้มองเหตุการณ์ แต่วันหนึ่งเราอาจต้องเป็นผู้ที่รู้สึก จึงอย่าไปหวังอะไรมากกับชีวิต หวังสร้างจิตให้มีปัญญาก็พอแล้ว เมื่อเรามีปัญญาหายนะมาก็รู้ว่าเป็นวิบาก แต่ถ้าหากจิตไม่มีปัญญาถึงวิบากกุศลมาก็หลงและเหลิง

ไม่มีใครดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้ และถ้าหากดลบันดาลได้ก็จะไม่ดลบันดาลช่วยอย่างอื่นเลย แต่จะช่วยอย่างเดียวคือช่วยให้กิเลสของทุกคนหมดไป หรือจะขยายความก็คือ ช่วยให้เลิกพูดมาก เลิกคิดมาก เลิกปากมาก เลิกเรื่องมาก เลิกเจ้ากี้เจ้าการมาก เพื่อที่จะได้อยู่อย่างสงบกัน แต่พ่อก็ไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้เพราะแม้กระทั่งสิ่งประเสริฐอย่างธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เข้าไปอยู่ในใจของลูกยังดลบันดาลให้ไม่ได้เลย

รู้หมดว่าอกุศลกุศลให้ผลเป็นวิบาก อันนี้เป็นผลโดยตรง อันนั้นเป็นผลโดยอ้อม อันนี้ภวังค์หน้าภวังค์หลัง อันนั้นชวนะ อันนี้มีกี่ปัจจัย....รู้หมด แต่รู้แบบกางมุ้งกันยุง คือรู้ชั่วคราว พยายามเถอะลูก..รู้แล้วต้องเอาไปหลอมให้ตัวเองเป็นพระ แต่รู้แล้วไม่หลอมตัวเองก็ยังเป็นมารอยู่ดีน่ะแหละ

ฉะนั้น จงชนะมาร พระปางชนะมารเพราะท่านเอาสิ่งประเสริฐหลอมอยู่ในใจจนสิ่งแวดล้อมไม่มีโอกาสเข้ามาทำร้ายท่านคือพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:15:47 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 5



จึงอย่าไปห่วงไปกังวลอะไรมากนักเลยลูกในเรื่องอนาคต แต่ให้ห่วงว่าเรากำลังสอนเขา ปั้นเขาให้หนีภัยทางใจได้เป็นหรือยัง อย่าลืมว่าคนที่เก่งกว่าเรายังมีอีกเป็นล้านๆ คน เราและของๆ เราไม่ใช่เก่งเสมอ เก่งของเราไม่ใช่เก่งของเขา ดีของเราก็ไม่ใช่ดีของเขา..จึงอย่าคิดว่าเที่ยง

เมื่อเรารับฟังอะไรมาว่า "เออ..ตรงนี้ดีแล้วนะ " นั่นก็คือดีเฉพาะเรา แต่ไม่ได้ดีเฉพาะเขาก็ได้ เราก็จะวางใจได้ในความเป็นเช่นนั้นเพราะรู้ว่า วิบากไม่เหมือนกัน

ใครก็แล้วแต่ที่ได้รับเรื่องราวไม่พอใจ ไม่สุขใจ ไม่ปลื้มใจ..ถามว่าคืออะไร? คือวิบากอกุศล ทำไมสิ่งต่างๆ ทุกเรื่องทั้งตัวเราของๆ เรามันสมใจนึกและทรงสมัย ..ต้องพูดทั้งสองชื่อจะได้ไม่หาว่าเป็นสปอนเซอร์ที่เดียว แล้วทำไมเรากับเขาเป็นอย่างนี้ เพราะวิบากกุศลส่งผล

ในโลกนี้เมื่อโดยธรรมแล้วก็ไม่มีอะไร..มีวิบาก ที่นั่งอยู่นี่คือวิบากขันธ์ ที่ได้รับทางตาหูจมูกลิ้นกายใจคือวิบากกุศลวิบากอกุศล แล้วเราเรียนกันมากี่รอบแล้ว ต้องคิดให้รอบคอบทำชีวิตให้รอบรู้แล้วก็จะอยู่อย่างสบายใจได้ ..เขาเรียกว่า รู้จริง จึงปลงได้จริง

เมื่อปลงได้มันก็หยุดปรุง แต่ถ้าหากปลงไม่ได้มันก็ยังปรุงต่อไปว่าเป็นเรา เป็นของๆเรา เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ธรรมะจึงมีไว้ให้รู้ แล้วเอามาปลงกับชีวิต เพื่อหยุดความปรุงแต่งที่เป็นไปด้วยความไม่รู้คืออวิชชานั่นเอง

การที่มองในแง่ดีหรือคิดในแง่ดีนั้นก็จะสบายใจ การทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีกว่าการทำไม่ได้เลย และบางครั้งถ้าทำไม่ได้ก็คุยกับผู้ที่เขาทำได้บ้าง ไม่ใช่คุยกับผู้ที่เขาทำไม่ได้เลย ก็เลยพากันไม่ได้เรื่องอะไรเลย เมื่อไม่ได้เรื่องดีชีวิตก็มีวัฏฏะสงสารไม่มีที่สิ้นสุด

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:16:04 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 6



สิ่งที่ทำได้นี้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นต้องสามารถทำลายกิเลสได้ พระธรรมวินัยและข้อปฏิบัติทั้งหลาย ถ้าหากทำได้ก็จะพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลศักดิ์สิทธิ์เพราะกำจัดกิเลสอย่างหยาบได้ สมาธิศักดิ์สิทธิ์เพราะกำจัดความฟุ้งได้และยังพยุงวิริยะได้อีกด้วย ปัญญายิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหญ่เพราะทำลายมานะและตัดกิเลสได้

และเมื่อใดที่ให้ใจกับผู้หนึ่งที่เราเคารพสูงสุดแล้วยอมเป็นทาสท่านผู้นั้น คือเป็นทาสพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ความหวั่นไหวในความรักเกลียดชอบชังจากคนอื่นก็จะไม่มีเลย ก็จะไม่ต้องการความรักจากใครเลย และไม่สนใจความเกลียดจากใครเลย เพราะไม่มีใครในดวงใจเลย แต่บรรจุไว้ด้วยความเมตตาปรารถนาดีเท่านั้น จึงไม่ต้องช้ำ

แล้วก็ไม่ได้มาสอนให้ใครเชื่อในตัวเอง แต่สอนหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมาแล้วก็มีผู้ปฏิบัติมีสักขียืนยันว่า พ้นทุกข์ได้จริง มีพระโสดาบันเจ้าเป็นต้นที่ท่านสำเร็จมรรคผลนิพพานมากมาย

และในกาลเหล่านั้นตั้งแต่อดีตกาล ถามว่า พวกเราเกิดอยู่หรือเปล่า? เกิด

ในขณะที่พระสารีบุตรนั่งถวายงานอยู่ที่เขาคิชฌกูฏก็ดี ถวายงานอยู่ที่กรุงพาราณสีก็ดี ในขณะที่พระโมคคัลลานะถวายงานหรือรับฟังธรรม ถามว่า พวกเราเกิดอยู่หรือเปล่า? เกิด

ชีวิตของท่านเหล่านั้นมีพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระโกณฑัญญะ พระราหุล เป็นต้น ท่านเป็นคนไม่ว่าดื้อ เป็นผู้ว่าง่ายแล้วพร้อมทั้งมีอุปนิสัยที่เคยปฏิบัติตามความดี มีชีวิตเพื่อเพียรรู้ อยู่เพื่อสร้างบุญมาจนครบ ท่านเหล่านั้นจึงอยู่ในอุ้งมือพุทธ แต่พวกเราหลุดจากมือพุทธมาอยู่ในมือมารคือกิเลสมาเท่านั้นเอง

แต่ ณ วันนี้ เวลานี้ ท่านเหล่านั้นก็ดับขันธปรินิพพานไปมากแล้ว และพระพุทธศาสนาก็ยืดยาวมาถึงวันนี้เรียกได้ว่าเป็นเวลานานแล้วซึ่งกำลังอยู่ในขาลง แต่ก็ยังโชคดีที่เรายังอยู่ในช่วงที่ยังมีพระพุทธศาสนา ดีกว่าจะไปนึกได้ก็ต่อเมื่อไม่มีศาสนาแล้ว ยังดีที่มาตอนที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังปรากฏ และยังมีผู้เมตตากรุณาปรารถนาดีแล้วเห็นคุณค่าของพระธรรมมีการนำมาเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ยังมีคำสั่งสอน ยังมีครูบาอาจารย์สืบทอดมาให้เราได้ฟัง ได้คิด ได้พินิจ ได้ทำ

ฉะนั้นก็ยังเป็นโชคดี และอย่าปล่อยโชคนี้ให้หมดไป จงอาศัยวันและเวลาให้มีค่า ..เวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบไปด้วยปัญญา ..เพราะปัญญาพาพ้นทุกข์ แต่เวลาไม่มีค่า เวลานั้นประกอบด้ยู่ด้วยปัญหา และปัญญาที่กล่าวนี้ต้องอาศัยการเรียนรู้ดูจำและทำได้ แล้วก็อย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย ทำบ่อยๆ เวรกรรมตามอุดหนุน

อย่าลืมว่า ชีวิตน่ากลัว และวันนี้ขอใช้คำว่า ชีวิตเรามีพร้อม ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่แล้วก็ดี เป็นเจ้าของกิจการก็ดี เป็นตำแหน่งสูงๆ ในที่ทำงานก็ดี แต่ชาติหน้าไม่รู้ว่าเป็นอะไร ..มันไม่เที่ยงหรอกลูก เพราะน้ำขึ้นยังมีน้ำลง น้ำลงก็ต้องมีน้ำขึ้น แต่ทั้งน้ำขึ้นและน้ำลงมันเป็นสัญลักษณ์ขอน้ำที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏะนั่นเอง แต่ถ้าขึ้นแล้วไม่ลง ก็ไม่ต้องมาวนกลับไปอยู่ที่เดิม

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:16:22 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 7



วันนี้เราเหมือนจะมีความพร้อมหน้า หันไปก็มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เหลียวไปก็มีทรัพย์สินข้าวของเงินทอง แต่เห็นไหมว่าที่สหภาพพม่าเพียงชั่วพริบตาเรียกได้ว่าหายไปหมดสิ้นแม้กระทั่งคนรัก ไม่ว่าแม่ พ่อ ลูก หรือสมบัติก็หาย ..นี่คือตัวอย่างเป็นๆ

แล้วเราเองก็ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยว่า กรรมเช่นนั้นเราเคยทำเอาไว้หรือเปล่า เช่น เอาสัตว์ไปแช่น้ำ เอาสัตว์เปิดก๊อกให้น้ำไหลไป อย่างนี้ต้องระวังอุทกภัยถึงชีวิต และเราก็ไม่รู้ว่าเราทำมาหรือเปล่า แล้วทำไว้หรือเปล่า ฉะนั้นประมาทไม่ได้เรื่องเวรกรรม อย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย ทำบ่อยๆ เวรกรรมตามอุดหนุน

พระพุทธองค์จึงสั่งเหลือเกินว่า งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ เพราะสิ่งเหล่านี้มันตามให้ผล เมื่อฆ่าสัตว์แล้วเบียดเบียนสัตว์แล้วความทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชากำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตนเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร และอายุสั้น ผลมันมีตั้ง ๙ ประการ

เราไม่สามารถกลับไปเห็นอดีตได้ว่าเราทำบาปกรรมชั่วช้าลามกไว้ขนาดไหน ฉะนั้น เมื่อไม่รู้ก็ประมาทกับเวรกรรมที่จะมาให้ผลไม่ได้ ต้องรีบตั้งตนไว้ให้ชอบโดยดี เหมือนกับว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มีอยู่ทางเดียวที่ทำได้คือ เกาะหลักไว้ให้แน่น คือเป็นคนมีหลักธรรมให้แน่นนั่นเอง เพราะวิ่งไปข้างหน้านั้นประมาท ..กรรมมันไล่ทัน จึงมีอยู่ทางเดียวคือมีหลักคุณธรรมประจำชีวิตไว้

รีบทำดี หนีความชั่ว ก็เหมือนกับมีหลักยึด ไม่ใช่พอน้ำมาปุ๊บก็ถูกซัดไปกระแทกซุง จากนั้นชีวิตก็ตาย หากมีหลักเกาะไว้ก็ยังดีที่ยังไม่จมน้ำ ยังโผล่ขึ้นมาร้องขอให้คนช่วยได้ คือมีกรรมดีมาอุดหนุนทัน มาตัดรอนทัน มาเบียดเบียนทันก็เป็นไปได้ หากไม่มีหลักคุณธรรมประจำชีวิตแล้ว อดีตที่เราก็ไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรมา ปัจจุบันก็อยู่อย่างไร้สติ อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย จะถึงตัวได้อย่างง่ายๆ

คนในโลกนี้ที่ตายไปแล้ว ...มีน้อยเหลือเกินที่ได้ใช้เงินที่ตนเองทำมาอย่างเต็มที่ ทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ทั้งเกื้อกูลตนเกื้อกูลท่าน เพราะอะไร? เพราะโดยส่วนมากมันคือ มรดกตกทอด

ก็ดูที่เรานี่แหละ ถ้าหากเรามีมรดกมา..ก็คือเงินของพ่อของแม่ ทรัพย์ของพ่อของแม่ แล้วทำไมพ่อแม่ไม่ได้ใช่ล่ะ.. เพราะตายไปแล้ว อีกหน่อยลูกเราก็บอกว่า... เงินของพ่อของแม่ แล้วลูกของลูกก็ถามว่า ทำไมพ่อแม่ไม่ได้ใช่ล่ะ.. เพราะตายไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าแม่ของเราจะใช้เงินก็ช่างท่านเถอะนะ ท่านจะเอาไปทำบุญหรือทำอะไรก็ช่าง เพราะท่านก็ยังได้ใช้ ดีกว่าเหลือเป็นมรดกมาถึงเราแล้วเราเอาไปใช้อย่างไม่เป็นประโยชน์ก็ได้ แทนที่จะเอาไปทำบุญสร้างโน่นสร้างนี่ แต่เอาไปซื้อหินซื้อผ้ามานั่งดู ซื้อระฆังมาแกว่ง เป็นต้น จงภูมิใจและดีใจกับแม่ของเราเถอะที่ท่านได้ทำบุญ ดีกว่าพ่อแม่ไปเป็นเทวดามองมาแล้วก็ร้องว่า โถ..ไม่น่าเหลือไว้ให้ เพราะเอาไปซื้อหินหมด

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:16:40 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 8



ถาม มีลูกอยู่คนหนึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอย ก็พยายามเอาธรรมะไปสอนให้เขายอมรับ ไม่ทราบว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เขาสนใจธรรมะ

ตอบ เป็นเรื่องที่ยากในการกระทำ รู้จักไม้ดัดไหม? ไม้ที่เขานำมาดัดกับลวดนั้นยังต้องเลือกพันธุ์ไม้ ไม้ทุกต้นนำมาดัดไม่ได้ ที่นำมาดัดได้นั้นต้องกิ่งอ่อน ก้านอ่อน จึงจะพันลวดไปได้ ลองเอามะม่วงไปเลื้อยสิ..มันก็เป็นไปไม่ได้ นี่เปรียบให้ฟัง

ฉะนั้น การที่เราจะดัดใครสักคนหนึ่งนั้นต้องมีกรรมวิธีหลายๆ ประการประกอบ ต้องมีเหตุอดีตมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากพ่อมีลูก ..ซึ่งตั้งใจไว้เลยว่าเมื่อใดหมดบุญแห่งการที่ได้อยู่ตรงนี้ อำนาจกรรมที่เคยตั้งจิตอธิษฐานไว้ขอเกิดเป็นมนุษย์ ขอมีลูกแปดคนเป็นบุรุษเพศ และเป็นลูกที่เคยอบรมสั่งสอนกันมาด้วย พอย่างวัยห้าขวบขอให้มีอุปนิสัยรักบวชรักเรียนพระศาสนา..ตั้งใจไว้อย่างนี้

พอตั้งใจไว้นี้ก็เหมือนกับว่า เราตั้งใจจะมีลูกอย่างนี้ แล้วให้ลูกได้บวชได้เรียน พ่อก็ต้องบวชต้องเรียนคือสร้างนิสัยให้เหมือนกัน เมื่ออยากได้ลูกนิสัยแบบนี้ เราก็ต้องเป็นนิสัยแบบนี้ ต้องสามารถมาบรรจบกันให้ได้

การรักลูกให้ถูกทางนั้น ไม่ใช่ทำที่ลูก แต่ทำที่เราด้วยการเลือกทางตัวเอง อยากมีลูกเป็นพระต้องทำหัวใจเป็นพระ สร้างนิสัยเยี่ยงพระ อยู่อย่างพระ อยากให้ลูกเป็นคนดีเราก็ต้องเป็นแม่แบบที่ดีให้ตั้งแต่แรก

คนเราที่จะอยู่ด้วยกันนั้นจะต้องมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การที่เราจะไปบอกไปปั้นใครสักคนให้เห็นถูกอย่างเรามันย่อมเป็นไปได้ยาก เช่น ในห้องนี้ใครที่มาเป็นลูกศิษย์เกินยี่สิบปีแล้วให้ยืนขึ้น คนที่ไม่ถึงยี่สิบปีลองมองดูนะ แต่ก่อนอื่นขอขอบคุณมากที่อยู่นาน ...เอ้านั่งลงได้

จะบอกให้ฟังว่าที่ยืนขึ้นมานี้ไม่เหมือนพ่อเลยโดยเฉพาะเรื่องใจ เพราะว่าพ่อมีอะไรกระทบปุ๊บก็รู้ทันทีว่า วิบาก ไม่ทุรนทุราย ยอมรับว่าวิบากเราทำมาเอง ....จะมีใครค้านไหมว่า พอกระทบปุ๊บก็รู้วิบากเหมือนพ่อก็ขอให้ยืนขึ้นเลย และไหนใครที่ยี่สิบปีแล้วยังทำไม่ได้เหมือนพ่อเลย..ยืนขึ้น (ยืนขึ้นทั้งหมด)

พอสอนธรรมะตรงนี้ รู้สึกซาบซึ้ง แต่พอกลับราชบุรีธรรมะก็ราบเป็นหน้ากลองไปเลย พ่อพยายามจะปลูกต้นข้าวให้ในตอนนี้ พยายามรดน้ำต้นกล้าค่อยๆ พยุงขึ้นมาสองชั่วโมงแล้ว ต้นกล้าก็เริ่มแข็งแรงพร้อมกับคิดว่าฉันจะทำให้ได้ แต่ลองดูสิพอพ่อกลับไปแล้วและมีพายุวิบากมานิดนึงก็ล้มเอนราบไปหมดเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:17:01 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 9



อย่าว่าแต่ยี่สิบปี เพียงแค่คราวที่แล้วที่มา เพิ่งสอนไปใกล้ๆ นี่เอง พอมาถึงวันนี้ก็ โอ้โห..น้อยใจ ไหวตาม กลุ้มใจ เบื่อหน่าย สารพัด แต่ก็ยังยืนยันว่า โบราณท่านว่าไว้มันไม่ผิดหรอก ชาดจะดีไม่ต้องเอาสีไปทามันก็แดง ชาดในที่นี่คืออดีตที่ทำมาดี

อดีตมีความสำคัญมาก แต่ปัจจุบันก็มีความสำคัญด้วย ถ้าอดีตมาดีแต่ปัจจุบันเขาตั้งตนเองไว้ไม่ดี หรือได้รับการอุปถัมภ์อุปการะไม่ดี ก็เหมือนกับของที่จะงอกโผล่แล้วแต่มีทำนบมากั้น จึงจะต้องเปิดทำนบให้อดีตไหลมา ..นี่จึงเป็นเรื่องยาก

และปัจจัยสำคัญคือสังคมยุคสมัยนี้ เป็นเรื่องที่ยากเพราะปลายพุทธกาล คำว่าปลายพุทธกาลนี้รวมความหมายถึง ปลายความเจริญทางธรรม มีแต่สื่อสารส่งเสริมให้เสื่อมทรุดทางด้านจิตใจ และการที่คนจะหันหน้าเข้าวัดนั้นก็ยากถ้าหากเปรียบเทียบกับสมัยโบราณที่ไม่มีแสงเสียงเครื่องใช้แบบนี้

สถานที่พักผ่อนใจจากการทำนามาเหนื่อน ทำไร่มาหนัก เขาก็จูงลูกจูงหลานไปทำลายความเหนื่อยใจหนักใจด้วยการฟังพระ หันหน้าเข้าวัดเป็นที่บันเทิงรื่นรมย์ใจ และวัดเมื่อก่อนนี้ก็มีชื่อวัด.... นามสกุล ณ สันโดษ แทบทุกวัด คือยินดีตามมี ช่อฟ้ามีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ห้องน้ำมีเท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ล้างให้สะอาดไว้ ส่วนพระไม่ได้อยู่เฉยเท่านั้น แต่สอน สั่ง เรียน มีการคุยกับญาติโยม มีเด็กเล็กมาก็ให้ธรรมให้โอวาท

ในวันพระแต่ละคนก็เอาข้าวปลามาคนละปิ่นโตมาถวายพระ แล้วก็เหลือเป็นของโยมทานกัน ถ้าพูดอย่างชาวบ้านในสมัยนี้ก็เหมือนกับหิ้วปิ่นโตไปปิคนิคกับพระ แล้วพระก็ให้ในสิ่งที่ควรให้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น ...คนกลัววัด นับวันคนก็จะกลัวพระ เพราะพอไปแล้วก็คิดว่า วันนี้จะถูกเรี่ยไรหรือเปล่า หรือจะสร้างอะไรอีกล่ะ คือศาสนวัตถุมากเหลือเกินจนวัดใหญ่โตมาก ถ้าเปรียบว่าไปเวียนเทียนจนครบแล้วสามรอบก็หาพระไม่เจอ เพราะมีอยู่รูปเดียวเป็นทั้งลูกวัดทั้งเจ้าอาวาส

ศาสนวัตถุมีมากมายแล้วก็แข่งขันกัน การที่เข้าไปสู่วัดจึงไม่เหมือนเมื่อก่อน การให้ของพระก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี้ให้ธรรมโอวาท เดี๋ยวนี้ให้ซองผ้าป่า ซองกฐิน ..นี่คือส่วนหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเสื่อมถอย

โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:17:22 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )


  สลักธรรม 10



เมื่อก่อนนี้คนไปบวชก็บวชด้วยศรัทธาเพื่อหวังอบรมจิตสร้างนิสัย จึงมีการบวชหนึ่งเดือน หนึ่งพรรษาสองพรรษาจนกระทั่งไม่สึกเลย เพราะมีความศรัทธาว่าพระศาสนาเป็นที่พึ่งที่แท้จริง แต่เดี๋ยวนี้บวชตามประเพณี ประกอบกับว่าคนเราต้องปากกัดตีนถีบต้องช่วยกันทำมาหากิน

เมื่อก่อนนั้นบุรุษเพศทำงานคนเดียว แม่บ้านอยู่บ้าน เดี๋ยวนี้ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านทำทั้งคู่ก็ยังเป็นหนี้ทั้งคู่มากมายไปหมด เพราะทุกอย่างต้องอาศัยการแข่งขัน ภาระหน้าที่การงานมันบีบรัดจนไม่มีโอกาสที่จะลา เพราะหยุดแล้วไม่ได้เงิน จะลาสักหนึ่งพรรษาก็เลยทำไม่ได้ จึงลากันห้าวันบ้าง เจ็ดวันบ้าง สีผ้าเหลืองยังไม่ทันติดเนื้อเลยก็สึกแล้ว นุ่งห่มสบงจีวรยังไม่เป็นเลย ยังหลุดหน้าหลุดหลังก็สึกแล้ว

ฉะนั้น โอกาสที่จะป้อนความรู้จากอุปัชฌาจารย์ การให้นิสัยก็เลยให้ไม่ได้ เมื่อไม่ได้แล้วก็จะไปให้ต่อก็ไม่มี เมื่อโยมไปก็แบมือเปล่าๆ ไปขอ พระท่านก็ทำท่าห้ามญาติถามแล้วคราวนี้ ก่อนนั้นท่านทำท่าปางประทานพร ตอนนี้ทำท่าปางห้ามญาติถาม ...เพราะอาตมาก็ไม่รู้

เมื่อก่อนนี้วัดมีบทบาทในโรงเรียนมาก วิชาศีลธรรมเป็นวิชาสำคัญ ในโรงเรียนวัดไผ่สามกอเมื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ บูชาพระรัตนตรัยต้องมีทุกเช้าด้วยความเคารพนบนอบ นักเรียนก็จะเรียนวิชาศีลธรรมทั้งในต้นสัปดาห์และปลายสัปดาห์ทั้งนักเรียนทั้งครูต้องเป็นนักเรียนทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้ก็หมดสมัยไปแล้ว

การย้อมใจแบบนั้นในสมัยนี้มันไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีแล้วพอเจริญเติบโตมาก็เหมือนไม้แข็ง ลองดูเถาตำลึงที่มันไปพันนั้น มันใช้หนวดหรือยอดอ่อนไปพัน ไม่มีตำลึงต้นไหนเอาโคนเอาใบไปพันข้างนั้นข้างนี้หรอก ฉะนั้นเมื่อเป็นไม้แก่จึงดัดยาก แต่ก็ต้องค่อยๆ ตะล่อมไป แล้วที่สำคัญก็คือ วางใจ วางใจว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ให้ดีให้สูงส่งแค่ไหนก็เป็นพ่อแม่กันแค่ชาติเดียว

ฉะนั้นจึงต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย แต่ไม่ใช่ให้หมดกำลังใจหรือหมดอาลัยกับการกระทำ ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด.. สุดความสามารถ เพราะนอกนั้นเกินความสามารถไม่มีใครทำได้ ไม่มีใครบ่น เสกคนให้เป็นคนดีได้ เพราะคนจะดี ต้องดีที่ตนเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป




โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2551 , 14:17:43 น.] ( IP = 125.26.43.129 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org