| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
นักแต่งนิยายชีวิตจริง (๓)
นักแต่งนิยายชีวิตจริง
โดย..พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ
ตอนที่ผ่านมา
ชีวิตของแต่ละตนมีค่า กว่าจะเติบโตมาถึงปัจจุบันต้องผ่านการเลี้ยงดูเอาใจใส่ จากมารดา-บิดา ตลอดจนผู้มีอุปการะ ด้วยความเหนื่อยยากมาสักเท่าใด
ยังมีผู้ที่รักห่วงใย และพร้อมที่จะยื่นมือมาประคับประคองให้ความช่วยเหลือแก่เรา ยามชีวิตทุกข์ท้อสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็น แม่-พ่อ ญาติพี่น้องตลอดจนกัลยาณมิตร ซึ่งรักและปรารถนาดีต่อเราอย่างจริงใจ อย่าปล่อยให้คน ๆ หนึ่งซึ่งเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ มามีความสำคัญต่อชีวิตของเราจนถึงกับเราต้องทำร้ายทำลายตนเองเลย
อย่าทำตัวเป็นเด็กขี้แย เมื่อถูกแย่งของเล่นที่ตนรักไป ก็ร้องไห้โยเยจะเอาของ ๆ ตนคืนมาให้ได้ มิใยจะมีผู้มาปลอบบอกว่าช่างมันเถอะ จะซื้อของเล่นอันใหม่มาให้ ดีกว่าของเก่าด้วย ก็ไม่ยอมฟัง ยังคงร้องไห้คร่ำควญจะเอาของเล่นชิ้นนั้นให้ได้ ทั้งๆ ที่เล่นมาพอสมควรแล้ว ของก็เก่าแล้ว สกปรกแล้ว
ตัดใจลืมคนใจร้ายนั้นเสียเถิด เขาไม่มีค่าสำหรับเราอีกแล้ว
ชีวิตยังมีสิ่งมีค่า และมีความสำคัญกว่านี้อีกมากมาย ที่เราจะต้องทำ จงยืนหยัดสู้อย่าเป็นคนอ่อนแอแพ้เกมชีวิต ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ผ่านเรื่องนี้มาแล้ว จะมองดูอดีตซึ่งครั้งหนึ่งเคยทุกข์ระทมขมขื่น ด้วยความรู้สึกที่เฉยๆ เหมือนบาดแผลที่หายสนิทแล้วอาจจะมีริ้วรอยของแผลเป็นหรือไม่ก็ตาม เมื่อเอามือไปสัมผัสดูก็รู้สึกเฉย ๆ ไม่เจ็บปวด ต่างไปจากในช่วงที่แผลยังไม่หาย ระบบอักเสบอยู่ทุกวัน ยิ่งเอามือไปโดน ไปแกะ ไปเกา ก็ยิ่งอักเสบ ยิ่งเจ็บ หากไปแกะไปเกาอยู่บ่อย ๆ แทนที่แผลจะหายเร็ว กลับเป็นแผลเรื้อรัง นำความทุกข์มาให้ตน
กรณีดังกล่าวก็เช่นกัน เป็นบาดแผลทางใจ การเฝ้าคิดคนึงห่วงหาอาลัย เอาอดีตที่เคยพึงใจมาผูกเป็นเรื่อง หวังว่าเขาจะกลับมาหรือเอาความคับแค้นใจมาสร้างเรื่องโกรธแค้น เหล่านี้ เหมือนกับการเอามือไปแคะแกะเกาแผล แผลก็จะอักเสบเรื้อรัง ไม่หายสักที
ด้วยเหตุนี้จงหยุดคร่ำครวญหวนหาว่าเขาจะกลับคืนมา และหยุดโกรธแค้นขุ่นเคืองเสีย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานรับผิดชอบในภารกิจที่มีอยู่ให้ดี ไม่ช้าเวลาจะเป็นยารักษาใจได้อย่างดีโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 07:45:59 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 1เหตุที่ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างยาว และพยายามหาแง่คิดมุมมองต่างๆ มาให้พิจารณา ก็เพราะว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมากในยุคปัจจุบัน เพียง ๘-๙ เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับรู้เรื่องทำนองนี้ถึง ๖ ราย บางรายโทรศัพท์มาปรึกษาราวกับว่าผู้เขียนเป็น ศิราณี (นามปากกาผู้ตอบปัญหาหัวใจในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งยุคหนึ่งมีผู้อ่านคอลัมน์นี้กันมาก)
บางรายตัดใจได้เด็ดขาดในเวลารวดเร็ว บางรายมัวแต่ห่วงเกาแผลให้อักเสบเรื้อรังนั่นแหละ แม้จะให้ยารักษาโรคใจไปแล้วก็ยังไม่ใช้
น่าสังเกตว่าผู้มีปัญหาดังกล่าวใน ๖ รายนี้ มี ๕ รายจบปริญญาตรี , โท หลายรายที่อุตส่าห์เรียนมามากมาย แต่ไม่สามารถเอาความรู้ที่มีอยู่มาแก้ทุกข์ใจของตนได้เลย ความรู้ทางโลกเรียนไปหากไม่ได้ใช้ก็ลืม แต่ธรรมะคือความจริงของชีวิต เป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะรู้และฝึกใจให้คิดถึงความจริงยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
ผู้เขียนเห็นว่าการสอนธรรมะในสถานศึกษา ควรสอนในเชิงประยุกต์ ให้เข้ากับการดำเนินชีวิต และควรให้เวลาการสอนมากกว่านี้ เพราะเป็นวิชาที่สามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันจนตาย
นอกจากเรื่องสามีภรรยาที่เป็นปัญหาบ้านแตกแล้ว ยังมีเรื่องลูกที่สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่บางคนมีลูกติดยาเสพติด ชอบเล่นการพนัน หมกมุ่นกับการเล่นเกม เอาแต่เที่ยวเตร่ประพฤติตัวเหลวไหลหรือสำส่อนทางเพศ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หากใช้หลักการมองในแง่ดีดังกล่าวควรจะมองอย่างไร
ให้คิดเสียว่าก็ดีเหมือนกันลูกจะได้บทเรียนด้วยตัวเอง เพราะเวลาพ่อแม่สอนก็ไม่เชื่อฟัง ให้รู้ว่าการทำผิดเช่นนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองอย่างไร จะได้สำนึกไม่ทำเช่นนั้นอีก หากลูกรู้สำนึกเช่นนี้พ่อแม่ก็คงจะพอใจได้ แต่นี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก ไม่สำนึก ไม่กลับตัว จะทำอย่างไร
ความจริงแล้วอาจจะยังไม่ถึงเวลากลับตัวของเขาก็ได้ บางเรื่องต้องให้เวลา จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมทันอกทันใจอย่างที่พ่อแม่ต้องการไม่ได้โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 07:51:21 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 2พ่อแม่ต้องคิดถึงหลักความเป็นจริงของวัยรุ่น ว่าเป็นวัยที่ดื้อรั้น ชอบลอง ชอบท้าทาย ขาดวุฒิภาวะที่จะพิจารณาเหตุผล ขาดความยับยั้งชั่งใจ เอาอารมณ์เป็นใหญ่ จึงทำผิดได้ง่าย
การทำผิดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทุกคนต่างก็เคยทำผิดมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น แม้กระทั่งขณะนี้ผู้ใหญ่บางคนยังทำผิดอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีก็ยังทำอยู่ เป็นเรื่องอะไรบ้างลองนึกดูเอาเองก็แล้วกัน
อนึ่ง การที่ลูกทำผิดประพฤติตนเหลวไหล จะไปโทษลูกฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ด้วยที่เลี้ยงลูกไม่ดี วัยที่ควรสอน ควรอบรมบ่มเพาะนิสัยกลับไม่สอน แต่วัยที่ไม่ควรสอนกลับจ้ำจี้จ้ำไชสอน
เด็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จากการสะกดจิตคนไข้ให้ระลึกถึงอดีตชาติของ ดร.ไบรอัน แอล.ไวส์ ปรากฏว่ามีคนไข้รายหนึ่งชื่อ มารี เล่าถึงความทรงจำของเธอสมัยอยู่ในครรภ์มารดา เธอเห็นตัวเองนอนอยู่ในมดลูก เห็นแม่นั่งคุยกับน้าที่อพาร์ทเม้นท์ ดื่มชารับประทานคุกกี้ที่น้าซื้อมาฝาก ช่วงนั้นใกล้คริสต์มาส แม่บอกกับน้าว่าฉันกำลังจะตาย คงไม่มีโอกาสเลี้ยงลูกในท้อง หลังแม่คลอดมารีได้ไม่กี่วัน แม่ตายด้วยโรคนิวมอร์เนียจริงๆ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม
มารีถามเรื่องที่เธอจำได้กับน้า น้ายอมรับว่าเป็นความจริง น้าแปลกใจว่ามารีรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และบรรยายภาพอพาร์ทเม้นได้อย่างถูกต้อง ทั้งๆ ที่มารีไม่เคยอยู่ที่นั่น
กรณีดังกล่าวแสดงว่าคนเราเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา เพียงแต่ไม่สามารถจำเหตุการณ์ต่างๆได้ นอกจากจะได้รับสะกดจิตให้ย้อนเข้าสู่ความจำในอดีตหรือผู้ที่ได้ทิพยจักขุญาณ
มีผู้ปฏิบัติธรรมรายหนึ่งมาถามผู้เขียน ปรึกษาว่าเธอจะทำอย่างไรดีกับลูกสาว ซึ่งโตจนอายุ ๓๐ ปีเศษแล้ว แต่มีความก้าวร้าวกับเธอตั้งแต่เด็กๆ นอกจากไม่เชื่อฟังแล้วยังด่าแม่ ไม่รักแม่ ไม่เคารพยำเกรงแม่ ชอบดื่มเหล้าเมา อาละวาดทำร้ายแม่ ผู้เขียนให้แง่คิดว่า กรณีอย่างนี้น่าจะเป็นเรื่องของกรรมคำนี้จี้ใจเธอ เธอยอมรับว่าเมื่อลูกยังอยู่ในครรภ์เธอทำแท้ง แต่ลูกไม่ออก มิน่าลูกจึงเกลียดเธอตั้งแต่เด็กๆ
ด้วยเหตุนี้การอบรมสั่งสอนลูกควรทำตั้งแต่วัยทารก เขาจะรู้จะแสดงออกตอบรับหรือไม่อย่าไปห่วง วัยดังกล่าวเขาอาจจะไม่สามารถแสดงการตอบรับหรือไม่อย่าไปห่วง วัยดังกล่าวเขาอาจจะไม่สามารถแสดงการตอบรับออกมาได้ แต่คำสอนที่ตอกย้ำอยู่เนืองๆ จะเข้าไปในจิตสำนึกเขา จะสอนอะไรก็รีบสอน ตั้งแต่แบเบาะจนถึง ๖-๗ ขวบ เพราะ วัยดังกล่าวเด็กยังช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือ ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู จะสังเกตว่าเขาอยากอยู่ใกล้ชิด ไปไหนก็ร้องตาม สอนอะไรเขาเขาก็รับฟัง ฝึกให้ทำอะไรก็ทำโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 07:56:14 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 3พ่อแม่ทุกคนอยากจะให้ลูกเป็นคนดี มีเหตุผล รู้ผิด รู้ถูก รู้ควรรู้ไม่ควร รู้จักแยกแยะอะไรมีสาระประโยชน์ อะไรไม่มีสาระประโยชน์ ต้องการให้ลูกช่วยตัวเองได้ จะได้เป็นืที่พึ่งของตัวเอง คุณสมบัติดังกล่าวจะต้องปลูกฝังอบรมบ่มเพาะกันมาตั้งแต่เด็ก
ลองมานึกทบทวนย้อนดูว่าสมัยเป็นเด็กพ่อแม่สอนเรามาอย่างไรหรือเมื่อเป็นพ่อแม่เราสอนลูกของเราอย่างไร
เมื่อลูกหย่านมหันมากินข้าว เวลาป้อนข้าวลูก พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงมักจะเชียร์ให้ลูกกินข้าวด้วยคำพูดทำนองนี้ว่า..เอ้าลูกอ้าปากนะ อั้มนะ หรือหม่ำนะลูก เห็นไหมนี่แม่ทำของอร่อยๆ มาให้กินทั้งนั้นเลย เอาความอร่อยของอาหาร เป็นตัวกระตุ้นหรือจูงใจให้เด็กกินอาหาร รสชาติที่อร่อย เป็นความรู้สึก กินอาหารเพื่อความอร่อยของรสชาติ นี่เป็นการสอนเรื่องความรู้สึก (อารมณ์) ให้กับลูก แทนที่จะสอนเรื่องเหตุผลให้กับลูก
ถ้าสอนเรื่องเหตุผลจะสอนอย่างไร...เอ้าหนูอั้มนะ หรือหม่ำนะ เห็นไหมของที่หนูกินเข้าไปมีประโยชน์ทั้งนั่นเลย จะทำให้หนูโตขึ้น แข็งแรงด้วยนะ นี่คือคำสอนเรื่องเหตุผล อาหารมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายเติบโตแข็งแรงไม่ใช่กินเพราะรสชาติที่อร่อย ของอร่อยอาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้ จากนั้นเมื่อลูกโตขึ้นอีกหน่อย ก็เริ่มสอนเรื่องคุณค่าของสารอาหาร เช่น วันนี้แม่มีไข่มาให้กิน ไข่มีประโยชน์มากนะลูกมีวิตามิน ทำให้ร่างกายแข็งแรง วันนี้แม่มีผักมาให้ ผักมีประโยชน์มากนะ ทำให้ท้องไม่ผูก ถ่ายง่ายด้วย วันนี้แม่มีผลไม้มาให้กิน ผลไม้มีประโยชน์มากนะ มีวิตามิน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ถ่ายง่ายด้วย เหล่านี้เป็นต้น
ลูกจะรู้เรื่องจะเข้าใจหรือไม่ อย่าเป็นห่วง ให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องคุณค่าของอาหารชนิดต่างๆ ไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะสะสมอยู่ในความคิดของเขา ปลูกฝังให้เขารู้จักคิด วิเคราะห์ในการเลือกรับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
คนบางคนตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมกินผัก เพราะไม่อร่อย เด็กรุ่นใหม่ชอบอาหารฟาสท์ฟูด ซึ่งมากด้วยแป้ง เพราะเห็นว่าทันสมัย เด็กและผู้ใหญ่ไม่น้อยติดน้ำอัดลม ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น นี่มาจากสาเหตุไม่รู้จักวิเคาระห์ในการเลือกอาหารรับประทาน โรคสารพัดโรคที่มีสาเหตุมาจากการกินอาหาร เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเกาต์ โรคเบาหวาน ใครเป็นผู้ทำให้เกิดโรคดังกล่าวกับตน หากไม่ใช่ตนเอง กินตามใจปากเห็นแก่ความอร่อย แทนที่จะพิจารณาถึงประโยชน์โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:00:55 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 4เมื่อลูกหัดตั้งไข่หรือหัดเดิน พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงก็เป็นกองเชียร์
เอ้ายืนขึ้นลูก อย่างนั้น เก่งมาก เก่งมากลูก เมื่อเด็กทำสำเร็จ เชียร์ว่า เก่งมาก
ครั้นเด็กล้มแผละลง ตกใจรีบตรงเข้าประคอง พร้อมกับพูดว่า โอ๋ ลูกเจ็บไหม ๆ เด็กเลยร้องจ้าเพราะตกใจ ที่ผู้ใหญ่ตรงรี่เข้ามาหา ฝ่ายแม่ก็ปลอบลูกอย่าร้องๆ โอ๋ คนดีของแม่อย่าร้องนะ
บางคนเป็นเอามาก ตีพื้นกระดานปลอบลูกว่านี่ทำลูกฉัน แม่ตีให้แล้วหยุดร้องเสีย (หาแพะรับบาป) พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการสอนให้ลูกมีอัตตา เมื่อลูกทำสำเร็จ ฉันเก่ง ครั้นเมื่อลูกล้มลงตรงโอ๋เข้าประคอง เป็นวิธีการเลี้ยงแบบประคบประหงม ไม่ให้ลูกหัดช่วยเหลือตัวเอง ทำพลาดก็โทษสิ่งอื่นคนอื่น
หากสอนให้ลูกรู้จักช่วยตัวเองจะสอนอย่างไร
เมื่อลูกตั้งไข่ได้ ควรบอกลูกว่า ดีแล้วลูก หนูตั้งไข่ได้ ต่อไปหนูก็จะเดินได้ จะวิ่งได้ จะไปไหนก็ได้ด้วยตัวเอง หนูจะได้ช่วยตัวเองได้ ครั้นลูกล้มลง ไม่ต้องตรงเข้าไปประคอง ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ พูดกับลูกด้วยน้ำเสียงปกติว่า ไม่เป็นไรหรอกลูก ใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ ทุกคนก็ต้องล้มกันอย่างนี้ เป็นของธรรมดา
ไหนหนูลองลุกขึ้นเองสิลูก ลุกได้ไหม นี่เอามือเท้าพื้นอย่างนี้นะ (ทำให้ดู เอาก้นโด่งทำให้ดู) ลองดูสิลูก เห็นไหมหนูก็ทำได้ ล้มได้ด้วยตัวเองได้ อย่างนี้จึงจะสอนให้เด็กรู้จักช่วยตัวเอง เป็นที่พึ่งของตัวเอง
การปลูกฝังเด็กอย่างไรก็สร้างนิสัยให้เด็กอย่างนั้น นิสัยดังกล่าวติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่...จนวันตาย
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจเลยว่า คนบางคนมีความรู้สึกว่า ฉันทำได้ ทำ สำเร็จแล้ว ไม่เห็นมีใครชมฉันเลย (เพราะเคยมีกองเชียร์สมัยเด็กซึ่งฝังอยู่ในจิต) ฉันผิดพลาด ล้มเหลว ไม่เห็นมีใครมาเคียงข้างปลอบใจฉันเลย (เพราะเคยมีคนโอ๋ตอนเป็นเด็ก ซึ่งฝังอยู่ในจิต)
ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้จึงเป็นผลให้โตแต่ตัว แต่จิตใจยังเป็นเด็ก เพราะคิดพึ่งแต่ผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นอยู่เคียงข้าง เป็นผู้รู้ใจ ปลอบใจ ให้กำลังใจ
ครั้นเมื่อลูกโตขึ้นมาเริ่มเล่นของเล่นได้ แม่ซื้อเสื้อผ้าหรือของเล่นมาฝาก ประโยคที่แม่มักจะพูดกับลูกก็คือ วันนี้แม่ซื้อเสื้อมาฝากลูก นี่เห็นไหมสวยนะ นี่เป็นการสอนเรื่องความรู้สึกให้กับลูกแทนที่จะสอนเรื่องเหตุผลหากสอนเหตุผลแม่ควรจะพูดกับลูกว่า วันนี้แม่ซื้อเสื้อมาฝากหนู ช่วงนี้เข้าหน้าหนาวเสื้อที่หนูมีอยู่บางทำให้หนูหนาว นี่เสื้อที่แม่ซื้อมาใหม่หนาไหม จะช่วยป้องกันความหนาวทำให้ลูกอบอุ่น ลูกต้องระวังอย่าทำสกปรกนะลูก
ด้วยเหตุนี้หลายคนเมื่อโตขึ้น จึงมีรสนิยมวิไล จะใช้อะไรก็ต้องสวยๆ งาม ๆ สินค้าแบรด์ (ยี่ห้อ) แทนที่จะเลือกประโยชน์นำหน้า ก็ใครเล่าสอนให้มีนิสัยอย่างนี้
ครั้นซื้อของเล่นมาให้ก็เช่นกัน มักจะบอกลูกว่า วันนี้แม่ซื้อของเล่นมาให้ นี่สวยเห็นไหม (หรือดีอย่างนั้นอย่างนี้) ของเล่นของ ๆ หนูระวังรักษาให้ดีนะ อย่าให้ใครมาเล่น อย่าให้ใครมาเอา นี่เป็นการปลูกฝังให้มีความคับแคบ เห็นแก่ตัว ของ ๆ ข้าใครอย่าแตะโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:07:38 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 5ถ้าสอนให้มีใจกว้างรู้จักแบ่งปันจะสอนอย่างไร ของๆ หนูระวังรักษาให้ดีนะ อย่าเล่นมันแรงเดี๋ยวมันจะเสีย ถ้าพี่(หรือน้อง) เขาอยากเล่น ให้เขายืมเล่นบ้างเราพี่น้องกันมีอะไรก็แบ่งกันเล่น แต่คอยระวังบอกเขาอย่าให้เขาเล่นแรง เล่นแล้วหนูต้องเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทางนะ อย่างทิ้งเกะกะ
ครั้นลูกร้องโยเยก็ขู่เด็กว่า หยุดร้องเสียเดี๋ยวตุ๊กแตมากินตับ
หรือ เดี๋ยวตำรวจมาจับนะ เป็นเหตุให้เด็กกลัวสิ่งเหล่านี้ฝังใจอย่างไร้เหตุผล แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังกลัวสิ่งนั้นอีก
พ่อแม่บางคนสอนให้ลูกรู้จักนินทาว่าร้ายคนโดยไม่รู้ตัว การพูดถึงบุคคลที่ ๓ ที่เขาไม่อยู่ด้วย มักจะพูดถึงเขาในทางนินทาว่าร้าย มากกว่าคำชมเด็กที่นั่งฟังอยู่ด้วยหรือได้ยินได้ฟังก็จะเรียนรู้การนินทาผู้อื่นจากผู้ใหญ่ผู้เขียนไม่อยากจะบอกว่าสังคมไทยเต็มไปด้วยการนินทาว่าร้าย แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะในชนบทหรือในเมือง...แทบทุกครัวเรือน
เมื่อเป็นเช่นนี้การปลูกฝังลูกในวัยเด็ก จึงมีความสำคัญมาก
เหตุใดคนไทยส่วนใหญ่จึงชอบใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล เหตุใดจึงโตแต่ตัวจิตใจยังเป็นเด็กคิดแต่จะพึ่งผู้อื่น เหตุใดจึงใจคับแคบ เหตุใดจึงชอบนินทาว่าร้าย นี่มิใช่มีสาเหตุมาจากการอบรมสั่งสอนอย่างผิดๆ ตั้งแต่เด็กหรือ
ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะมีการบริการให้ความรู้เรื่องการอบรมสั่งสอนลูกให้กับคู่สมรส โดยให้องค์กรบางแห่งของรัฐเป็นผู้จัดขึ้น เพื่อเราจะได้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพทางความคิดและอารมณ์
ในวัยที่ลูกกำลังน่ารักน่าเอ็นดู (แบเบาะถึง ๓-๔ ขวบ ) ลูกจะทำอะไรพ่อแม่ก็ชื่นชมยินดีไปหมด ยิ่งพ่อแม่สมัยใหม่อยากให้ลูกแสดงออกให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง ลูกจะทำอะไร ๆ ก็ไม่ห้าม จะซนเป็นลิงเป็นค่างไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ควรไม่ควร ก็ไม่บอกไม่สอน ปล่อยให้ลูกได้แสดงออกเต็มที่ จนเด็กคิดว่าที่ทำอยู่แล้วดี กลายเป็นนิสัยติดตัวเมื่อโตขึ้น
นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ยังทำตัวอย่างไม่ดีให้เด็กเห็น เช่น เล่นการพนัน กินเหล้า สูบบุหรี่ ทะเลาะกัน ใช้คำหยาบคาย ท่าทีก้าวร้าว สำส่อนทางเพศ ใช้เงินไม่ประหยัด ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้เด็กได้เรียนรู้ซึมซับพร้อมที่จะเอาอย่าง บางพฤติกรรมเป็นเงื่อนปมจิตใจทำร้ายทำลายลูก
ครั้นลูกโตขึ้นเข้าโรงเรียน เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ลูกอยากให้พ่อแม่ยอมรับว่าเขาโตแล้วนะ ช่วยตัวเองได้แล้ว คิดด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่ใช่ลูกแหง่ที่พ่อแม่จะต้องคอยประคบประหงมอีกต่อไป อย่าปกป้องอุ้มชูเขามากนักเลย ให้เขาได้แสดงออกด้วยตนเองบ้างโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:12:50 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 6วัยดังกล่าวจะสังเกตได้จากเมื่อพ่อแม่ไปไหน ลูกเลิกร้องตามไปด้วยเมื่อจูงมือข้ามถนนเขาจะสลัดมือ ไม่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อดูแลเอาใจใส่เขามากไปเขาจะอึดอัดรำคาญ ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่ลูกต้องการอิสระเพิ่มขึ้น ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการยอมรับจากผู้อื่นเป็นช่วงเวลาเข้าสู่วัยชนวัยคะนอง คราวนี้พ่อแม่กลับจ้ำจี้จำไชสอนซึ่งเขาไม่ยอมยากฟัง เขาเบื่อ สอนไม่เชื่อก็ดุด่าว่ากล่าวใช้คำพูดก้าวร้าว บางทีถึงกับลงไม้ลงมือ ลูกไม่ชอบพฤติกรรมเช่นนี้ (ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ) เห็นว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขา ลูกก็ไปหาเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน รู้ใจกัน เข้าใจกัน นิยมชมชอบสิ่งต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน พูดกันรู้เรื่อง ปรึกษากันได้ ปลอบใจกันได้ เที่ยวด้วยกันได้ อยู่กับเพื่อนแล้วอบอุ่น อยู่ที่บ้านไม่รู้สึกอบอุ่น
ลูกรู้สึกว่าที่บ้านมีครูเอาแต่สอน ๆ จนน่าเบื่อ มีตำรวจ (สารวัตรสืบสวนสอบสวน) เอาแต่ซักถามว่าไปที่ไหนมา ไปทำอะไรมา มีผู้พิพากษา คอยตัดสินลงโทษ หรือตัดสินไม่ยุติธรรมลำเอียงเข้าข้างคนอื่น (พี่, น้อง) มีผู้คุมคอยควบคุมความประพฤติ (บางทีลูกถูกกักบริเวณ) มีผู้ร้ายซึ่งทุบตีทำร้ายร่างกายลูก สิ่งเหล่านี้ลูกไม่ชอบ ไม่อยากอยู่บ้าน
เด็กบางคนถูกกดดันบีบคั้นจากทางบ้านมาก จึงหาทางออกไปทางอบายมุข ยาเสพติด สำส่อนทางเพศ เที่ยวเตร่เสเพล เสียคน พฤติกรรมดังกล่าวเด็กรู้ว่าไม่ดี แต่เขาต้องการประชดพ่อแม่ เขาต้องการแก้แค้นทำร้ายจิตใจพ่อแม่ ให้สมกับที่เขาคิดว่าพ่อแม่ทำร้ายจิตใจเขา
นอกจากใช้หลักมุมมองในแง่ดีแล้ว พ่อแม่ควรใช้หลักของ พรหมวิหารธรรมต่อลูก ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมตตา ได้แก่รักลูก สงสารลูก ให้อภัยลูก ซึ่งพ่อแม่มีอยู่แล้ว
กรุณา ได้แก่ช่วยเหลือลูก อย่าไปดุด่าว่ากล่าวซ้ำเติมเพราะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไม่ต้องไปสอน เพราะสอนมามากแล้ว ถ้าลูกเชื่อเขาก็ไม่ต้องเสียคนอย่างนี้ จึงไม่ต้องดุไม่ต้องสอนอะไร หากแต่เปลี่ยนจากการสอนเป็นการแนะนำให้คำปรึกษาให้ความเห็น ทำตัวเป็นเพื่อนลูก ปลอบใจ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ หากสัมผัสโอบไหล่กอด ให้ลูกได้อยู่ในอ้อมกอด ถ่ายทอดความรักความอบอุ่น จากไออกของแม่ซึ่งนานแล้วลูกไม่ได้สัมผัสเช่นนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ลูกได้รับความอบอุ่นขึ้นมาทันที พูดกับลูกดี ๆ ทำกับลูกดี ๆ เขาอาจจะยังไม่ดีขึ้นทันตาเห็น เพราะบางคนอาจต้องใช้เวลา ก็อย่าด่วนใจร้อนหันไปใช้วิธีการเบบเดิม ๆ ให้มีความอดทน ใช้น้ำเย็นเข้าลูบแทนจะใช้น้ำร้อน (คำพูด) สาดใส่ ให้เขาเห็นว่าพ่อแม่รักเขาจริง ๆ ห่วงใยเอื้ออาทรต่อเขา ไม่ช้า เขาก็จะสำนึกกลับตัวกลับใจ หากลูกติดยาเสพติด ก็พาลูกไปบำบัด ไปเป็นเพื่อนลูกให้กำลังใจลูกโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:19:06 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 7มุทิตา ยินดีชื่นชมต่อเขา ด้วยการแสดงให้เขาเห็นเมื่อเขาทำดีในเรื่องต่าง ๆ บางคนเลี้ยงลูกโดยไม่ชมลูกต่อหน้า หากชมก็ไปแอบชมลับหลัง เพราะกลัวว่าถ้าชมแล้วลูกจะได้ใจ จะเหลิง นี่เป็นความคิดที่ผิด เมื่อไม่ชมแล้วลูกจะรู้อย่างไรว่าที่ตนทำไปแล้วนั้นดีในสายตาของพ่อแม่ ทั้ง ๆที่ลูกต้องการคำชมจากพ่อแม่ยิ่งกว่าคนอื่น ๆ แต่ถ้าลูกทำผิดกลับถูกดุต่อหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกจะรู้สึกว่าทำอะไร ๆ ก็ไม่ดี เพราะถูกดุอยู่เรื่อยไม่มีคำชม อุตส่าห์ทำดีแทบตาย ไม่เห็นมีใคร (พ่อ-แม่) เห็นความดีเลย ลูกจึงหมดกำลังใจที่จะทำความดี จึงทำชั่วประชดพ่อประชดแม่เสียเลย พ่อแม่บอกอย่างหนึ่งลูกทำอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกต้องการประชดพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้มุทิตาธรรมของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งที่ลูกต้องการมาก ๆ เพราะเมตตา กรุณา ลูกได้รับจนรู้สึกชาชินมาแล้ว
อุเบกขา คือการรู้จักวางใจ หลังจากได้ใช้หลักเมตตา กรุณา มุทิตา ต่อลูกแล้ว หากลูกยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังทำตัวเหลวไหลอีก พ่อแม่ควรทำใจ ตัดใจเสียว่าเป็นกรรมของเขา ต้นทุนกรรมเก่าแต่อดีตชาติ เขาทำไว้ไม่ดี ชาตินี้ยังซ้ำเติมตัวเองเข้าไปอีก เราได้ช่วยเขาอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว หากเขาไม่รักดี ก็เป็นกรรมของเขา วางใจไม่ต้องทุกข์กับเขา คิดเสียว่า ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน วันหน้าเขาอาจจะกลับตัวกลับใจดีขึ้นก็ได้
ปัญหาวัยรุ่นมักจะเกิดในช่วงวัยรุ่น ผ่านวัยรุ่นไปแล้วพฤติกรรมที่ไม่ดีดังกล่าว ส่วนใหญ่แต่ละคนจะเลิกไปเอง น้อยรายนักที่จะติดตัวไปจนถึงแก่เฒ่า นอกจากติดบุหรี่ เหล้า ซึ่งบางรายติดไปจนตาย เพราะซื้อง่ายไม่ผิดกฎหมาย ที่สำคัญเขาเห็นผู้ใหญ่ในครอบครัวยังเสพเลย อย่างไรก็ตามพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เสียโอกาสดี ๆ ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน
ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของผู้ใหญ่ที่ติดตัวอยู่ยาวนาน ยังเลิกไม่ได้ บางคนติดการพนันนับ ๓๐-๔๐ ปี หวยใต้ดินบนดิน ก็ถือเป็นการพนัน บางคนติดอบายมุขไปจนตาย การพนันทำลายชีวิตตนและครอบครัว บุหรี่ทำลายสุขภาพ บางรายถึงกับตายเพราะบุหรี่เป็นสาเหตุ เหล้า ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ทำลายสุขภาพตนผลาญเงิน (ทีละเล็กทีละน้อย) ทำลายความน่าเชื่อถือของตน บางรายเมื่อเมาขาดสติถึงกับเป็นฆาตกรบนท้องถนน ฆ่าตนเอง ฆ่าผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินทั้งของตนและผู้อื่น
สถิตอุบัติเหตุเพราะสุรา ในช่วงมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ของไทย เป็นสถิติน่าจะติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ผู้เขียนไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดจึงอนุญาตให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางโทรทัศน์ ทั้ง ๆ ที่ห้ามโฆษณาบุหรี่โดยเด็ดขาด ใคร ๆ ก็รู้ว่าเหล้าเบียร์มีพิษภัยร้ายแรงกว่าบุหรี่มาก แต่เหตุใดจึงให้โฆษณากันอย่างเอิกเกริก ผู้เขียนไม่เข้าใจ ปัญญาอ่อนจริง ๆในเรื่องนี้
ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของแต่ละบุคคล ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เรื่องที่เป็นอยู่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดีนำทุกข์มาให้ ควรใช้หลักมุมมองกลับไปในทางที่ดี แต่ถ้าหากเป็นเรื่องดี เช่น เป็นความสุข ความสำเร็จ ควรใช้หลักคิดอย่างไรต่อเรื่องดังกล่าว
หากสิ่งที่ได้ มี เป็น ในปัจจุบันอยู่ในสถานที่ดี มีความสุข ควรใช้หลักคิดว่า นั่นเป็นเพราะผลของความดี เช่น ความขยันหมั่นเพียร ตลอดจนคุณงามความดี และความสามารถที่เราได้ทำไว้ จึงนำความสำเร็จมาให้เพื่อเป็นกำลังใจว่าจะรักษาและเพิ่มพูนคุณธรรมความดีเหล่านี้ให้ยิ่งขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันก็มองอนาคตว่าเป็นของไม่แน่นอนดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
![]()
![]()
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:26:21 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 8
มาติดตามความคืบหน้าของนิยายชีวิตจริงต่อค่ะ ตัวละครได้ขยายเข้าสู่ครัวเรือนเป็นการปฏิบัติระหว่างบุคคลกันแล้ว ปัญหาสังคมบางชนิดคงหมดลงได้ถ้าพ่อแม่หลายคู่ได้ถือปฏิบัติเช่นนี้
กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ้ฟ [23 พ.ค. 2551 , 12:37:04 น.] ( IP = 58.9.146.19 : : )
สลักธรรม 9มาติดตามต่อค่ะ...ถึงหลักการเลี้ยงลูกที่ดีนั้น ที่พ่อแม่ใช้หลักของพรหมวิหารธรรมในการสอนลูก และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ให้ลูกด้วย
ขอบพระคุณคุณทับตะวันค่ะ..ที่นำมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [24 พ.ค. 2551 , 07:59:35 น.] ( IP = 58.8.49.2 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |