| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๓)
![]()
![]()
วิสาขบูชา ณ ศาลาเสือพิทักษ์ (๓)
ตอนที่ผ่านมา
ถ้าจะถามว่า จะหนีภัยธรรมชาติไปอยู่ที่ไหนดี ? ที่สอนมาตั้งแต่เช้านั้นเพื่อบอกเตือนภัยตน แล้วตน นั่งอยู่ที่ไหนก็ให้ระวังมีอัปปมาทธรรม แม้เราจะไม่โดนวาตภัย อุทกภัย หรืออัคคีภัย อย่างไรเราก็ต้องตาย เพราะนั่งอยู่นี่ทุกคนต้องตาย และไม่รู้เลยว่าจะมีมาเมื่อไหร่ ไม่ได้สอนให้เปลี่ยนที่อยู่ แต่ให้เปลี่ยนใจ
ถ้าหากเราเป็นคนบาป แล้วมีบาปมาส่งผล อยู่จังหวัดไหนบาปก็ตามล่า ถ้าหากถึงวิบากที่ต้องเคราะห์ร้ายต่อให้ขึ้นฟ้าก็หนีไม่พ้น เครื่องบินตกลงมาตาย และความตายก็ไม่ได้บอกว่าเวลาไหน อย่างชาวต่างชาติเขาเรียกแท๊กซี่จากสนามบินเพื่อจะเข้ากรุง แท๊กซี่ก็ขับพาเข้ามา พอขับๆ มาแท๊กซี่ก็หัวใจวายตายมือปล่อยพวงมาลัย ผู้โดยสารก็ต้องไปช่วยถือพวงมาลัยเอาไว้ ..เห็นหรือไม่ว่า เราจะรู้ได้หรือว่าลมหายใจมันจะหยุดตรงไหน
เพราะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายแล้วเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ ต่อให้ย้ายไปทุกจังหวัดก็เถอะ จังหวัดที่ย้ายไปน่ะแหละคือที่ตาย..ถ้าเผื่อมันจะตายน่ะ ความไม่รู้นี้ก็เหมือนหลับตาอยู่ปิดตาอยู่จึงไม่เห็นข้างหน้า จึงต้องหาหลักธรรมเกาะไว้ ไม่ใช่หาที่ไปต่อ เพราะถ้ามีหลักธรรมแล้วจะอยู่ตรงไหนก็อยู่ได้รอด
ชีวิตเราเหลือกันอยู่เพียงสั้นๆ เท่านั้น อย่าไปแบกอะไรที่หนักเกิน แค่ขันธ์ก็หนักแล้ว และหนักเกินความสามารถที่จะปลดด้วย ดังคำสวดมนต์ที่ว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธา ภาระหาโร จะปุคคะโล ภาราทานัง ทุกขัง โลเก ภารนิกเขปนัง สุขัง ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักแล ..อย่าหนักเน้อนะ เพราะถ้าหนักเน้อก็เป็นคนเหนือกันหมดคนภาคกลางฟังไม่รู้เรื่อง และบุคคลผู้นั้นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
รูปนามขันธ์ห้านี่ดูแลไหวไหม ดูเหมือนจะไหวแต่ดูแลได้ไม่หมด จากวันนี้จะมีชีวิตอยู่ไปได้อีกร้อยวัน จะต้องอาบน้ำทั้งร้อยวันไหม? อาบหรือใครจะไม่อาบ หรือมีชีวิตอยู่ได้อีกสามเดือน จะต้องแปรงฟันทั้งสามเดือนนั้นไหม? ต้องแปรง และวันละกี่ครั้ง อย่าบอกนะว่าเดือนละครั้ง เราต้องแปรงแล้วแปรงอีกแต่ก็ยังเหม็นอยู่นั่นแหละ ต้องนอนหลับไหม? ต้องกินไหม? ต้องหลับ ต้องกินเหมือนกัน เพราะรูปนามขันธ์ห้านี้มีความพร่องความกลวงเติมเท่าใดก็ไม่พอ
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [23 พ.ค. 2551 , 08:12:39 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 1
เราต้องกิน ต้องยืน ต้องนอน ต้องนั่ง ต้องขับถ่าย ต้องสารพัด ..เติมเข้าไปเถอะเติมแล้วเติมอีกก็ยังหิวอยู่วันยังค่ำ ร่างกายมีความต้องการ อาหาร น้ำ ต้องการอากาศ เราตั้งใจหายใจเข้ากันทุกวันนั่นแหละแต่ไม่รู้ตัว เพราะหายใจเข้าอย่างเดียวแล้วไม่หายใจออกจะตายไหม? ตาย นี่แหละชีวิตจึงเป็นทุกข์ เพราะต้องทำอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็เป็นทาสชีวิต อย่างที่เราเห็นในละคร(นางทาส)นั้นยังน้อย ลองชี้นิ้วไปตรงหัวใจสิ...เรียกตัวเองได้เลยว่า นายทาสกับนางทาส (มีผู้กระซิบบอกว่า ในละครนั้นแค่อีเย็น แต่ตรงที่ชี้ลงไปนี้อีโง่ เพราะไม่รู้ตัวว่าต้องทำไปสารพัดเพื่อรับใช้ชีวิต)
เราต้องคอยรับใช้ชีวิตของเราตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาไปจนหลับ และเป็นอย่างนี้ไปจนตาย ไม่มีวันหมด สารพัดที่จะทำทั้งอาบน้ำ สระผม ..เพราะชีวิตเป็นทุกข์ และไม่ว่าจะเดินไปไหนความหิว ความเหนื่อยก็ตามไปทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็แก่ เจ็บ ตายได้ทั้งนั้น เพราะเป็นทุกข์ประจำ ฉะนั้น จึงต้องทำดี หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอามาแขวนไว้ที่ชีวิตคือศีล สมาธิ ปัญญา เอามาบรรจงใช้ร่วมกับความคิดในแต่ละวัน .. มีศีลหรือยัง ยังฆ่าสัตว์เบียดเบียนสัตว์อยู่ไหม?
ถ้ายังทำอยู่ก็หาวิธีว่าทำอย่างไรจึงจะกลัวบาป เช่น เขียนบอกตัวเองว่า " ผลที่จะได้รับจากการฆ่าสัตว์ว่ามี ๙ ประการ คือ ทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชากำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตนเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร และอายุสั้น ....นะ (...ใส่ชื่อตัวเอง...) จงกลัวเสีย" เขียนแล้วก็ปิดไว้ตามที่ต่างๆ จะเข้าห้องน้ำก็พบ จะออกมาก็เห็น ปิดให้ทั่วเลยเพราะธรรมะสอนตน ธรรมะไม่ได้สอนใคร
อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าสอนทุกอย่างเพื่อสอน"ตน" พระองค์เผยแพร่คำสอนแก่สาธารณชนเพื่อให้มาทำที่ตน การที่จะนำธรรมะจากตนไปสอนใครนั้นจึงเป็นเรื่องยากและอาจจะผิดได้ เพราะผู้ที่เขารู้เขาเห็นเขาเก่งกว่าเรายังมีอีกเยอะ ..แต่ถ้าหากสอนตนก็จะไม่มีใครรู้ว่าเราสอนตนถูกหรือสอนตนผิด แต่ควรพยายามสอนตนให้ถูกก็แล้วกันว่า ทางแห่งความหายนะคืออะไร ทางแห่งความไม่หายนะคืออะไร ศีลเป็นอย่างไร มีวิธีทำอย่างไรบ้าง? แล้วก็ทำตาม
จิตของเรามันฟุ้งซ่านซัดส่ายมีเรื่องมากนัก ก็หาที่สงบแล้วทำสมาธิทุกวัน ขอให้ทำเถอะเพราะลำพังด้วยความสามารถของพวกลูกนั้นพอดูถูกไว้เลยว่า จากวันนี้เริ่มทำไปจนกระทั่งตายก็ไม่มีทางได้ถึงอัปปนาสมาธิ ..จึงอย่ากลัวเลยว่าจะเลยอัปปนาไป เพราะแค่สมาธิในห้องเรียนยังเกิดยากเกิดเย็นเลย ส่วนมากพอโรงเรียนเปิดก็จะพากันเคารพแต่ครูนั่นแหละ บางคนก็มีวิธีพิเศษทำท่าจดแล้วเอามือค้ำศีรษะไว้..แต่จริงๆ แล้วหลับ ทุกคนจึงมีเชื้อเรียนมาจากที่เดียวกันคือ เทคนิคการโกง
ฉะนั้น พยายามกันเถอะที่จะทำที่ตนเอง เพราะพ่อก็พยายามที่จะมาให้ประโยชน์ด้วยตนองและทั้งบอกผ่านมาทางอาจารย์ท่านบ้าง เพราะปล่อยให้สอนกันเองก็ไม่เห็นจะได้ดีกัน แต่มันก็เกินความสามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะถ้าแต่ละคนไม่นำปฏิบัติก็ไม่มีความหมายอะไรเลย การปฏิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าหากอีกสิบปีข้างหน้าให้พวกที่ยืนเพราะมานานถึงยี่สิบปีแล้วในวันนี้ เขาก็ต้องยืนขึ้นอีกถ้าไม่นำไปปฏิบัติ
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:13:15 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 2
วัฏฏะสงสาร คือ วงกลมของอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
ความไม่รู้คืออวิชชา และอวิชชานี้มีอยู่ทุกรูปทุกนาม ผู้ที่มีน้อยจนเบาบางแทบจางหายก็คือพระอริยชนนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป นอกนั้นก็คือผู้ที่ถูกปกคลุมอยู่ด้วยอวิชชา ถามว่า ผู้ที่อุตส่าห์เล่าเรียนพระอภิธรรมอยู่นี้ยังจะมีอวิชชาอีกหรือ? ยังมีอยู่ เพราะอวิชชา ปัจจยาสังขารา อวิชชายังปรุงแต่งให้เป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร
ซึ่งที่เราเรียนนี้จะทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจว่าเมื่อเรามีการเวียนว่ายตายเกิดคือลูกโซ่แห่งสังสารวัฏนี้ การกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ไม่เป็นบุญก็เป็นบาปสำหรับปุถุชน แล้วบุญก็มีผลเป็นวิบากกุศล บาปก็มีผลเป็นวิบากอกุศล..มาให้กับเราเอง ฉะนั้น ทำดี ..ย่อมต้องได้ดี แต่ผู้จะได้ดีต้องมีชีวิตจึงจะได้ดี ทำชั่ว..ย่อมต้องได้ชั่ว แต่ใครจะได้ชั่วก็ผู้มีชีวิตนั่นแหละที่เป็นผู้รับผลของตนเอง ถามว่า อะไรเป็นที่ตั้งรับของความชั่วและความดี? คือ ชีวิต
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ และทางของพระพุทธเจ้าก็คือทำทุกข์ให้สิ้นสุดลงด้วยการไม่เกิด พระองค์ทรงสอนให้เรารู้และเข้าใจว่า ทำไมจึงต้องเกิด? ก็เพราะชีวิตของเรายังมีอวิชชาและตัณหาเป็นมูลใหญ่ อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือความทะยานอยาก ชีวิตจึงทะยานอยากไปแบบไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด
ในวันหนึ่งๆ อาสวะกิเลสจึงไหลอาบฉาบเนืองนองชีวิตจิตใจไปกับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัส การนึดคิดต่างๆ นานา เวลากระทบอะไรก็ไม่รู้เท่าทันผัสสะ ไม่รู้เท่าทันเวทนา ว่าที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม และรู้ไม่เท่าทันความเป็นจริงว่า ที่กระทบกันอยู่นั้นคือนามกับรูปกระทบกันหาใช่คนสัตว์ไม่
นอกจากมีแต่รูปกับนามกระทบกันแล้วก็ยังเห็นเข้าไปไม่ได้อีกว่าที่กระทบแล้วมันก็ดับไปเป็นของธรรมดา ไม่มีความเที่ยง ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร เมื่อไม่รู้เช่นนี้แทนที่จะใช้ชีวิตปลงได้จึงปรุงเป็นบุญ ปรุงเป็นบาป ..นั่นคือ อวิชชา ปัจจยา สังขาร
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:13:36 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 3
เมื่อถูกปรุงแล้ว รสของน้ำปรุงก็เป็นอีกรสชาติหนึ่ง เหมือนกับเราปรุงแกงส้ม ปรุงแกงเผ็ด สิ่งที่ได้รับก็คือ เปรี้ยว กับเผ็ด ..ก็คือรสชาติของชีวิตจากการปรุงโดยไม่มีปัญญา
องค์พระตถาคตเจ้าผู้อุบัติขึ้นมาในวันวิสาขปุณมี ทรงตรัสรู้ และทรงปรินิพพานในวันวิสาขะเช่นเดียวกันนั้น พระองค์ได้สอนทางมรรคอันมีองค์แปด อันประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นต้น คือความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้องในสภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงทรงจำแนกแจกแจงออกมาได้แก่จิต เจตสิก รูป ที่เป็นกันอยู่ในภพภูมิ
พระองค์ทรงวางรากฐานให้รู้จักกิเลสผู้เป็นมารของชีวิตที่สกัดกั้นไม่ให้ไปถึงบรมสุขได้ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพลานุภาพแห่งการสอนตามขั้นตอนแห่งวิสัย ตามอัธยาศัยอันอ่อน แก่ หย่อน ตึง ของเวไนยสัตว์ ทรงหยิบศีลมาวางเป็นทางแต่เป็นศีลในมรรค ทรงหยิบสมาธิมาสอนแต่เป็นสมาธิในมรรค ซึ่งทั้งศีลและสมาธินี้มีทั้งนอกมรรคและในมรรค โดยทางนอกมรรคนั้นทำให้สัตว์ต้องเวียนว่ายตายเกิด แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณทรงวางรากฐานที่ทำให้เกิดปัญญาแล้วรู้ในการรักษาศีลและสมาธิอันเป็นไปเพื่อมรรคสามัคคี คือมรรคอันมีองค์แปด
เมื่อผู้ใดได้ดำเนินตามแล้ว ..ญาณปัญญาก็คือพาหนะวิเศษที่จะพาออกนอกโลก โลกก็คือความฉิบหาย ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจปริคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ รวม ๔ ชั้นแรกที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงการประกาศอิสรภาพจากวัฏฏะสงสารว่าเริ่มขึ้นแล้ว
เพราะได้เห็นวัฏฏะสงสารตามความเป็นจริง ก็คือเห็นรูปนามตามสภาพความเป็นจริง - นามรูปปริจเฉทญาณ เห็นสภาพความจริงนั้นเกื้อกูลอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ต่างได้เหตุต่างได้ปัจจับซึ่งกันและกัน - ปัจจยปริคหญาณ รูปนามที่อิงอาศัย แล้วได้เหตุปัจจัยนั้น ทั้งรูปเองนามเองก็มีความเกิดดับอยู่ตลอดเวลาหามีความจีรังยั่งยืนไม่ พระไตรลักษณ์ได้ปรากฏออกมาให้ผู้ปฏิบัติเห็น จนกระทั่งความเข้าใจในความเกิดดับนั้นประจักษ์ ก็จะเป็นที่ไปของภังคญาณ อาทีนวญาณ มุญจิตุกัมมยตาญาณ ไปจนถึงปัจจเวกขณะญาณ เรียกว่าโสฬสญาณ
ซึ่งมีอยู่ในสลากยาที่เราเรียนกัน จึงขอให้ทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเราก็จะรู้ว่า วิธีการที่จะไปสู่ญาณนั้นจะต้องเดินไปทางไหน เดินอย่างไร ก้าวขึ้นอย่างไร เหมือนกับการเรียนรู้ของชาวต่างชาติจากการบอกเล่าของเราว่า ทุเรียนมีกลิ่นอย่างไร มีรสอย่างไร มีหนามอย่างไร ..เมื่อไปเล่าให้เขาอย่างนี้เขาก็พอจะเข้าใจบ้างและพยักหน้า จากนั้นก็นำภาพไปให้เขาดู ..จากที่พอเข้าใจก็มาเป็นรู้ อ๋อ! แต่เมื่อใดเขาได้ชิมได้สัมผัสหนามเขาไม่ต้องอาศัยคำเล่าให้รู้แล้วแต่เขาเข้าใจเลย
การเรียนจึงทำให้รู้ การปฏิบัติเมื่อญาณปัญญาเกิดจึงทำให้เข้าใจ ถ้าหากญาณปัญญาไม่เกิดอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจชีวิตจริงๆ ว่า มันเกิดดับอย่างไร ที่รู้มาก็เป็นแค่เพียงคำพูด และคำพูดไม่ได้ทำให้กลัว แต่ความรู้สึกทำให้กลัว
ทุกวันนี้ถ้ากล่าวคำว่า "ผี ปิศาจ" ก็กลัวกัน แต่ก็กลัวชั่วคราว แต่ในขณะที่เผชิญกับผีนั้นมันหวาดกลัวคนละอย่าง ที่เราเรียนรู้ว่า ชีวิตน่ากลัว ชาติหน้ามีจริง ก็เหมือนกับการเล่ามาว่า ผีมีนะ ก็กลัวผี และก็กลัวชั่วคราว แต่เมื่อใดที่ญาณปัญญาเกิดก็เหมือนกับการกำลังประจักษ์ภูติผีปิศาจที่น่ากลัวยิ่งนัก ก็คือชีวิต
ชีวิตเป็นของที่น่ากลัวที่สุด และไม่มีใครหรอกที่จะรอดพ้นจากชีวิตไปได้ ถ้าหากไม่นิพพาน มีเพียงนิพพานเท่านั้นที่จะสิ้นสุดทุกข์
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:13:55 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 4
ถาม ขอให้ขยายความเรื่องสัมปชัญญะ ความเกี่ยวดองของสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร การที่มีสติจะไม่มีสัมปชัญญะจะได้ไหม?
ตอบ สติเกิดขึ้นเองโดยไม่มีปัญญาได้ แต่ปัญญาเกิดขึ้นโดยไม่มีสติไม่ได้
ถาม ถ้าอย่างนั้นสติธรรมดา กับสติสัมปชัญญะนั้นเราจะสังเกตความแตกต่างได้อย่างไร?
ตอบ ที่ผ่านมาได้พูดถึงอัปปมาทธรรมคือโอวาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งบางคนก็ยังแปลคำนี้ไม่ได้ จึงได้พยายามกลั่นกรองให้สั้นลงโดยเปรียบว่า คือ อย่าขาดสติ สติในที่นี้คือสติ ที่เอามาจากคำว่า อัปปมาทธรรม
ต้องพยายามไล่ขั้นตอนให้เป็นนะ เพราะได้พูดถึงธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่ย่นย่อยากง่ายแล้วก็คือ ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว ซึ่งเป็นคำที่สอนจนน่าเบื่อแล้ว ท่องกันเป็นอาขยานกันแล้วจนไม่สะกิดใจ ก็เลยเปลี่ยนใหม่ว่า ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้อยู่ที่ความไม่ประมาท อัปปมาทธรรม
ซึ่งบางคนก็ยังแปลไม่ถูกหรือตีความหมายไม่กระจ่าง ก็เลยใช้คำง่ายว่า อัปปมาทธรรมนี้ได้แก่สติ ซึ่งเป็นคำใหญ่และก็พูดแล้วว่า สติในที่นี้เปรียบเสมือนไฟ เมื่อพูดถึงไฟต้องมีความร้อนฉันใด พูดถึงสติต้องมีสัมปชัญญะฉันนั้น
มาถึงที่ถามว่า สติต่างกับปัญญาอย่างไร สติก็คือความระลึกรู้สึกตัว ปัญญาคือความรู้ทั่วรู้ชัด มีความต่างกันแต่เกิดอาศัยกัน เพราะคนที่จะรู้ชัด รู้ทั่ว รู้จริงได้ ต้องอาศัยสติ จึงพูดได้ว่า สติเกิดขึ้นเองตามลำพังโดยไม่มีปัญญาก็ได้ แต่เมื่อพูดถึงปัญญาคืออัปปมาทธรรมนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสติไม่ได้
จะเห็นได้ว่า สติ ..เรามีทุกคน เพราะเราไม่ได้ฟั่นเฟือน แต่สติที่มีกันทุกวันนี้ไม่ใช่สติที่ประกอบไปด้วยปัญญาเสมอไป เคยเห็นคนเดินชนกระจกไหม? เคย เพราะในขณะที่ไปเดินชนหรือไปสะดุดอะไรหกล้ม ขณะนั้นก็ขาดสติไปนิดนึงจึงเลินเล่อ
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:14:20 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 5
สติที่มีกันอยู่ทุกวันนี้คือสติที่มีคุณภาพน้อยมากไม่มีกำลังที่จะเข้าถึงญาณปัญญาพาไปสู่มรรคผลนิพพานได้ เป็นสติที่มีกันหลงลืมเลอะเทอะเท่านั้นเอง แล้วก็มีกันแหว่งๆ เว้าๆ เป็นบางขณะ ขณะใดที่พูดมาก คิดมาก ปากมาก เรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการมาก ขณะนั้นไม่มีสติหรอก
แต่ขณะใดมีความระลึกรู้สึกตัวในอาการชัดขึ้นทันที นามที่รู้ว่านามที่พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ดับไปแล้ว แล้วก็รู้ว่ามีนามอีกตัวที่มารู้นามที่รู้ว่าดับไปแล้วเป็นนามคนละตัวด้วย คือจิตคนละจิต และขณะที่พูดนี้ก็รู้ว่าจิตที่พูดนี้ไม่ใช่จิตที่พูดก่อนหน้านี้ด้วย ..รู้ตลอดเป็นสาย ขณะนั้นเป็นสติที่ประกอบไปด้วยสัมปชัญญะและเป้นสติที่เป็นรากฐานที่จะทำให้ชนะวัฏฏะสงสาร ก็คือสติสัมปชัญญะ
ถาม เมื่ออธิบายว่า เปรียบเทียบสติสัมปชัญญะในแง่ของความความไม่ประมาท ซึ่งจะเปรียบเทียบสติธรรมดาว่าเป็นไฟและสัมปชัญญะเป็นความร้อนไม่ได้ใช่ไหมครับ
ตอบ ใช่ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าหากจะยกเรื่องไฟกับความร้อนก็ต้องเป็นสติสัมปชัญญะในเรื่องของความไม่ประมาทคืออัปปมาทธรรม การที่ยกว่าเป็นของคู่กันก็เพราะสืบเนื่องมาจากเรื่องของความไม่ประมาท
แต่ถ้ารู้สึกตัวว่า นั่ง แล้วจำเป็นต้องนั่งพับเพียบ จำเป็นต้องอดทน ..นี่คือรู้สึกตัวที่ไม่มีปัญญา เพราะรู้ว่าเป็นความไม่สุภาพกันความประมาทเลินเล่อเท่านั้น ซึ่งเรียกว่ามีสติเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าหากเป็นอัปปมาทธรรมนั้นเป็นวิสัยของบัณฑิต
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:14:43 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 6
ถาม การที่โกรธแล้วเก็บไว้ในใจ แล้วมีความอาฆาตก็ทราบว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ยังปล่อยวางไม่ได้ แผ่เมตตาแล้วจิตก็ยังไม่สงบพอ ไม่ทราบว่าจะมีวิธีละให้ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ มันต้องค่อยๆ ทำไป ไม่มีใครอยู่ดีๆ ก็ทำได้สำเร็จเลย แต่ต้องหลีก ละ ลด แล้วถึงจะเลิกได้ เมื่อเราเห็นคนที่เราไม่พอใจในขั้นแรกต้องหลีก อย่าไปเผชิญหน้า เมื่อเราไม่ชอบเขาก็อย่าไปดูเขา ไม่พอใจเขาก็อย่าไปมองอย่าไปคุยกับเขา เพราะรู้ว่าเมื่อเราเข้าใกล้แล้วของขุ่นมันจะขึ้น
แล้วส่วนมากคนเราชอบทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ไทยมุง ..ของไม่ดีคนชอบดู พอรถชนกันสยดสยองก็โผล่หน้าไปดู ชอบดูของไม่ดี ชอบทำในสิ่งที่ไม่ดี นี่คืออุปนิสัยที่ถูกปลูกฝังมา ฉะนั้น เมื่อรู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำ ให้หลีกออกมา หลีกออกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง หลีกจากการคลุกคลีหรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เราเกิดอกุศล
และเมื่อหลีกออกมาแล้วมันยังนึกอยู่อีกก็พยายามสอนตนบอกตนว่า ขณะนี้ไม่มีเขา เขาไม่ได้ทำให้เราโกรธ เราโกรธเอง โกรธไม่ดี ..ไปนรก ก็ต้องพยายามทำอย่างนี้
คนที่เขาทำอะไรผิดหรือไม่ดี..ถ้าเราบอกตัวเองอย่างได้นี้เราก็จะสบาย เราไม่ต้องไปลงโทษเขาหรอก แต่กรรมมันลงโทษคนนั้นเอง เพราะกรรมจะลงโทษผู้ทำเอง ฉะนั้น คำพิพากษาจากลมปากจึงไม่จำเป็น
แล้วธรรมะก็ไม่ใช่ของใครด้วย ธรรมะไม่ใช่ของอาจารย์บุญมี ธรรมะไม่ใช่ของหลวงพ่อแสวง ธรรมะไม่ใช่ของหลวงพ่อเสือ ธรรมะไม่ใช่ของพระใดๆ ทั้งสิ้น ธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า
พรุ่งนี้เป็นวันที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เผยแพร่ธรรมะ ที่ชาวพุทธทั้งหลายลุกฮือขึ้นมาก็น่าจะเพื่อทวงลิขสิทธิ์ทั้งหลายคืนพระพุทธเจ้าเถิด ธรรมะไม่ใช่ของใคร เพราะถ้าเผื่อเป็นของใครอยู่ก็อัตตาธิปไตย แต่ให้รักษาแนวทางของครู แต่ธรรมะแท้จริงเป็นของพระพุทธเจ้า
มีคำแนะนำเพิ่มมาว่า เวลาที่เห็นอะไรแล้วไม่สบายใจหรือหงุดหงิดใจ เราลองนึกถึงบทสวดมนต์ว่า องค์ใดพระสัมพุทธ ฯ แต่เราไม่เคยสวดมนต์เลยว่า องค์ใดมหาแสวง หรือองค์ใดอาจารย์บุญมี เพราะถ้าหากช่วยกันเผยแพร่หลักของพระพุทธเจ้าแล้วก็ช่วยกันเถอะได้บุญ แต่ให้อยู่ในแนวทางอยู่ในกรอบประเพณี แต่รู้ว่าพระคุณอันอเนกอนันต์ที่เราใช้ชีวิตเมื่อใดเป็นพระอรหันต์ได้ เมื่อนั้นทดแทนคุณพระพุทธเจ้าได้
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:15:01 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 7
ถาม ทำอย่างไรเราจะพัฒนาสัมปชัญญะได้
ตอบ ต้องการพัฒนาเพื่ออะไร เพราะมีหลายอย่างในคำว่าพัฒนาสัมปชัญญะ คือปัญญามีหลายระดับ คำพูดเรื่องปัญญาในฏีกาในวิสุทธิมรรคนั้นมีแตกแขนงไปมากมาย แต่ถ้าหากสงเคราะห์แล้วก็มีปัญญา ๓ ด้าน คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟัง ความเข้าใจ และความรู้แจ้ง
จึงต้องบอกมาว่าจะพัฒนาด้านไหน เพราะตอบสุ่มมานานแล้วนึกว่าลูกจะแหลมรู้เรื่อง เหมือนโยนเบ็ดไปก็ไม่ได้ปลา ชักเบ็ดขึ้นมาก็เบ็ดเปล่าทั้งนั้นเลย ท่านที่อยู่ด้านนี้บอกว่า เขาไม่ได้กินเหยื่อของหลวงพ่อแต่เขากินกรวดกินทราย ก็เลยต้องถามแล้วว่า ต้องการพัฒนาด้านไหน
ถาม ทำอย่างไรถึงจะเกิดญาณปัญญา
ตอบ ทุกวันนี้ที่เรียนกันไม่ว่าจะเรียนแบบไหนก็แล้วแต่นั่นเป็น"ขั้นพัฒนาความรู้" ต้องขอยืมคำนี้ของท่านพระครูศรีโชติญาณมาใช้ ที่ท่านเคยพูดธรรมะกับอาจารย์วิชิตเผยแพร่รายการพัฒนาความรู้ เมื่อก่อนห้องนี้เป็นห้องอัดเสียงในวันธรรมดาเป็นการโต้ตอบธรรมะเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงซึ่งเป็นการพัฒนาความรู้จริงๆ เพราะผู้ถามมีไหวพริบดี ผู้ตอบเก่งจริงๆ มีปัญญาดี คำถามดีป้อนคนมีความรู้ดีทุกอย่างจึงออกมาดีมาก
ที่เราเรียนกันอยู่นี้เป็นการพัฒนาความรู้จากสิ่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร พอกระจายแล้วมีอะไร เช่น โดยพระอภิธรรมมีจิต เจตสิก รูป ..นี่เป็นการพัฒนาความรู้เพราะเราไม่รู้ว่าภายใต้โครงสร้างเรือนร่างของเรายาววาหนาคืบนี่ประกอบไปด้วยจิตซึ่งเราไม่เคยรู้เลย และไม่เคยรู้ว่าจิตนี้มีเจตสิก มาประกอบ และภายใต้ยาววาหนาคืบนี่เขาเรียกว่า รูป และเป็นรูปปรมัตถ์ไม่ใช่รูปถ่ายหรือรูปโปสการ์ด
เราก็มากระจายอย่างที่เริ่มเรียนใหม่ว่าชีวิตนี้มีสภาพจิต แล้วมีจิตชนิดต่างๆ กัน คือสัตวโลกรวมหมดนี่อยู่ในผังจิต แต่สิทธิแน่นอนของเราอยู่ตรงอกุศล ๑๒ หรือในอเหตุจิต ๑๘ มีอะไรบ้าง เรามาเรียนและทำความเข้าใจ ทำไมจึงไม่บอกว่ามีอเหตุกจิต ๑๘ แน่นอน เพราะหสิตุปปาทจิตเราไม่มีสิทธิ์ ยิ้มของเราไม่ได้เป็นยิ้มที่เยาะกิเลสว่าพ้นแล้ว แต่เป็นยิ้มสังเวยชีวิตให้กับกิเลส ..ฉันยกให้เลยทั้งชีวิต เอาไปเลยโลภะนี่ฉันรัก โทสะนี่ฉันชอบ โมหะนี่ฉันนอนมาเลย ..จึงยังโกรธอยู่โลภอยู่
ในอเหตุกจิตนี้เราก็ดูสิ ว่าชีวิตเราตีแผ่ออกมาเป็นอะไร ในการเห็นทำไมมี ๒ ได้ยินมี ๒ ได้กลิ่นมี ๒ ก็คือวิบากไม่ดี และวิบากดี พอนึกได้รูปฟังจิตก็วิ่งขึ้นมาในใจ แล้วรู้ว่าทวิปัญจวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอะไร ? เพราะว่าบาปกรรมทั้งดีทั้งชั่ว และสิ่งที่เรามีนอกจากอกุศล ๑๒ แล้วก็มี กุศลญาณวิปยุต ๔ บุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา เมื่อก่อนเราไม่รู้เลยว่าทำบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา แต่พอเรียนแล้วรู้เลยว่า เคยภูมิใจกับบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญามานานนัก ลงทุนไปกับบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญามาครึ่งชีวิต จึงมาเรียนวิธีคิดวิธีทำบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา คือ ญาณสัมปยุต
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:15:19 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเรียนรู้ดูจำต้องหัดทำให้ได้ เมื่อหัดทำแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ ทำตรงมหากุศลให้ได้ และยอมรับตรงอเหตุกจิตว่าเป็นวิบากที่เราไม่สามารถกวักมือเรียกมาได้ว่า ฉันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่กระทบคือวิบากที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม ไม่ว่าจะไม่ดีอย่างไรก็เป็นอำนาจบาปเก่า ไม่ว่าจะดีอย่างไรก็เป็นอำนาจบุญเก่า..ของเก่าๆ หมดได้แน่ถ้าเผื่อไม่เติมใหม่
เมื่อเราศึกษาไปเข้าใจไป เราก็จะรู้ว่าทำไมจิตจึงมีมาก ก็เพราะต่างกันด้วยกิจ และเราก็เรียนเภทนัยต่างๆ มันก็สามารถบอกได้หมดเรียนแล้วได้รู้ประโยชน์ จิตดวงเดียวไม่ว่าจะเป็นดวงไหนก็แล้วแต่สามารถประกาศได้ถึง ๙ เภทนัย ก็อ่านได้หมดเลยเหมือนกับอ่านตัวเองออก บอกตัวเองเป็น เห็นตัวเองถูก เมื่อเรามีความเห็นถูกมากขึ้นๆ การเบาใจจากอุปทานจากความฟุ้งซ่านแล้วเหลวไหลมันก็มีมากขึ้น
ในขณะนั้นเราก็สามารถมีน้ำหนักของหิริแล้วมีแรงถ่วงของโอตตัปปะขึ้นมาในใจได้ คือเกรงความชั่วและถ่วงใจว่าอย่าทำเลยเพราะผลบาปมันต้องมาถึงตัวเรา พูดมากผิดมากไม่พูดเลยไม่ผิดเลย เรื่องมากปัญหามาก ปากมากเหม็นมาก ก็จะเกิดความถ่วงใจว่า อย่าทำ
เมื่อมีอันนี้เกิดขึ้นก็รู้ว่า สภาพจิตนี้เป็นอย่างไร ก็เพราะสภาพของเจตสิกที่มันเกิดเหนือการบังคับบัญชา อีกหน่อยเราก็จะได้เห็นสภาพของเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตนี้ เช่น น้ำส้ม น้ำชา น้ำเย็น น้ำไม่เย็น มีคำนำหน้าว่า "น้ำ" ทั้งสิ้น ฉะนั้นคำว่า "น้ำ" ในที่นี้ก็เหมือนประธาน ส่วนคำว่า ส้ม ชา เย็น ไม่เย็น เป็นคำขยายสรรพคุณของน้ำ
ฉะนั้นประธานในที่นี้ก็คือ "น้ำ" ซึ่งท่านเปรียบไว้เหมือน "จิต" เพราะจิตมีสภาพเป็นกลาง สามารถใส่สีอะไรลงไปก็ได้และรับได้หมด ใส่สีเขียวน้ำก็เขียว ใส่สีส้มน้ำก็ส้ม ไม่ใช่ว่าใส่สีเขียวน้ำเขียว พอจะใส่ส้มก็บอกว่าไม่เอาฉันเขียวแล้ว อย่างนี้ไม่ได้เพราะสภาพน้ำเป็นกลางเหมือนเป็นที่บรรจุภัณฑ์ของสิ่งที่เข้ามา
สิ่งที่เข้ามาในบรรจุภัณฑ์ หรือเกิดที่เดียวกับจิต ตั้งอยู่ที่เดียวกับจิต ดับไปพร้อมกับจิต ตอนนี้เราก็แยกน้ำส้มไม่ออกว่าตรงไหนน้ำ ตรงไหนส้ม แต่เมื่อกลั่นกรองแล้วก็จะมีคำว่า "น้ำ" กับคำว่า "ส้ม" แต่มันแยกจากกันไม่ได้ แต่รู้ได้โดยพระสัพพัญญุตญาณ
แล้วก็รู้ตามกันมาว่า จิตกับเจตสิกคนละอย่างกันโดยสัพพัญญุตญาณ จิตกับเจตสิกไม่เหมือนกันโดยสัพพัญญุตญาณ แต่เราจะเห็นจิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้ จึงอุปมาว่าน้ำเหมือนจิต สิ่งที่เจือเข้ามาเหมือนเจตสิก เมื่อเอาเค็มเจือลงไปน้ำจึงเค็มด้วย เมื่อส้มเจือเข้าไปน้ำจึงส้มด้วย เมื่อเอาเขียวเจอเข้าไปน้ำจึงเขียวด้วย ฉะนั้นสีต่างๆ ก็เหมือนเจตสิกต่างๆ ซึ่งมีทั้งดี ไม่ดี และเป็นกลางๆ
นอกจากเป็นกลางๆ แล้วยังเป็นกลุ่มๆ เหมือนเราบอกว่า "เปรี้ยว" ซึ่งเป็นคำกลุ่ม เพราะเปรี้ยวจากส้มก็ได้ เปรี้ยวจากมะนาวก็ได้ เปรี้ยวจากมะปลิงก็ได้ เปรี้ยวจากมะดันก็ได้ ฉะนั้นที่ยกมานี้ก็เพื่อจะให้เห็นความไม่เที่ยงว่าอย่าไปยึด เพราะเราไม่รู้ว่าเปรี้ยวเพราะอะไร เช่นเดียวกับการเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มของอกุศลสาธารณะซึ่งต้องมีในโลภะแน่เพราะมีโลภะก็ต้องมีโมหะ นี่ก็กลุ่มหนึ่ง หรือฝ่ายโสภณจิตที่มีกลุ่มโสภณสาธารณเจตสิก
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:15:36 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 9
เราก็จะเห็นความวิจิตรพิศดารของชีวิตที่เราไม่รู้แต่พระพุทธองค์ทรงมาเปิดเผยให้เราเรียนให้รู้ พอเรียนให้รู้แล้ว เราจะเห็นว่าเราจะสู้กับเจตสิกที่ไม่ดีได้ไม่ยากเลย เมื่อรู้ว่าบุคคลนี้เมื่อเข้าใกล้แล้วเป็นสื่อทำให้เกิดความทุกข์ความบาปก็หลีก ละ ลด จึงเลิกได้โดยใช้หลักขันตีปรมังตะโปตีติกขาฯ หลักปาฏิโมกข์ของพระพุทธเจ้าเป็นการสะกัดเจตสิกฝ่ายอกุศลทั้งปวง ให้เหลือเจตสิกฝ่ายดีคือสิ่งที่จะมาปรุงแต่งจิตเป็นอัปปมาทธรรม
พอเรียนพระอภิธรรมต่อไปก็จะเห็นว่า "รูป" ที่เราหลงไปว่าคนนั้นคนนี้หน้าตาวรรณะดีนั้น มันก็คือการประชุมของกลุ่มรูป ที่เราพยายามแยกกันมาเป็นกลาปต่างๆ นั้นจะแยกเก่งอย่างไรก็แยกด้วยปาก ด้วยความเข้าใจ แต่เห็นไม่ได้ ผู้เห็นได้คือพระพุทธเจ้า
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็เรียนไปถึงลักษณะของรูปว่า ลักษณะของเขาคือย่อยยับ เสื่อม ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผมหงอก หนังเหี่ยวหนังย่น ล้วนรุกคืบหน้าไปสู่ความแก่ความตาย แล้วก็หลายเป็นศพ ขึ้นอืด เฟะ เน่า รุกคืบหน้าไปเสื่อมอย่างเดียว ฉะนั้นเมื่อมาเรียนแล้วก็จะสามารถแก้ความเห็นผิดได้ แทนที่จะแก้ที่รูปว่าเห็นรูปไม่ดีก็มาแก้ที่ใจ เหมือนคนไปเปลี่ยนรูปว่ารูปนี้ไม่สวยก็ไปเปลี่ยน เปลี่ยนมาได้หน่อยก็ไม่พอใจจะเปลี่ยนอีก ...ความไม่พอใจนี้ต้องแก้ที่ใจตนเอง
เสื้อผ้าที่ตามแฟ่ชั่นก็ผ่านไปมันก็ล้าสมัย เปลี่ยนเท่าไหร่ก็ไม่ทัน จึงต้องเปลี่ยนที่ใจ ..ยินดีตามมียินดีตามได้ ใส่เพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ใส่เพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่หาเพื่อแก้อยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่อยู่เพื่อแก้อยาก ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก ..นี่แหละคุณภาพของชีวิตจะเกิดขึ้นจากการได้พัฒนาความรู้ว่า เออ..มันก็แค่นั้นเอง
เมื่อพัฒนาความรู้ได้แล้ว ในปริจเฉทต่างๆ ก็สอนมากขึ้นๆ จนกระทั่งปริจเฉทที่ ๙ ท่านสอนสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน หรือถ้ายังเรียนไปไม่ถึงตรงนั้นเราก็อ่านก่อนได้ หนังสือของอาจารย์บุญมีก็เขียนไว้มากเกี่ยวกับเรื่องวิปัสสนา ว่างอยู่ก็ไปยืนอ่านได้ แทนที่ว่างอยู่จะพูดมาก คิดมาก เรื่องมาก ปากมาก เจ้ากี้เจ้าการมาก แต่อ่านหนังสือให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตให้มาก หาความรู้ให้มาก
และต้องหัดเจริญสติปัฏฐาน เพราะสติปัฏฐานเท่านั้นที่จะเกิดญาณปัญญาคือโสฬสญาณ แม้ญาณปัญญายังไม่เกิดก็เป็นการพัฒนาอยู่ ทุกอย่างต้องทำบ่อยๆ การที่จะพัฒนาปัญญาดังที่ถามต้องสืบเนื่องจากการพัฒนาความรู้ เมื่อพัฒนาความรู้แล้ววิธีพัฒนาปัญญาก็คือ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ต้องอาศัยความเพียร
หรือองค์คุณของการพัฒนาปัญญาจากการพัฒนาความรู้มาแล้วก็คือ สติมา สัมปชาโณ อาตาปี หรือพูดให้สั้นคือมีโยนิโสมนสิการให้มากที่ปัจจุบันทุกขณะจิต ไม่ใช่มีในหนังสือหรือบนกระดาน ทำอย่างนี้ได้..คือมีโยนิโสมนสิการอย่างมั่นคงแล้ว ก็ไปแน่ในวิปัสสนาญาณ ๙ หรือจะเรียกว่า ญาณ ๑๖ ก็ได้นะ แต่ถ้าไม่มีเวลาออก ไม่มีเวลาปล่อยกระสวยอย่าหวังเลย..เพราะต้องอยู่ที่เราปล่อยกิเลสได้มากเท่าใด ญาณออกเมื่อนั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:16:01 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
สลักธรรม 10
และขอยืนยันคำของอาจารย์วิชิตว่า การเข้าปฏิบัติวิปัสสนาบ่อยๆ เป็นการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนนั้นดีขึ้น แต่เมื่อไหร่ญาณปัญญาเกิดคนนั้นแหละจะดีขึ้น ดีถึงขึ้นพระอริยะ
และที่คิดว่า.. ไม่เป็นไรหรอกเรื่องมากยุ่งมาก็ส่งไปปฏิบัติ เป็นการส่งคนยุ่งไปปฏิบัติ บางคนก็เข้าไปนอน แต่ตอนออกมาก็มีฟอร์มออกมา พอก้าวออกจากห้องมีคนเห็นก็ตามฟอร์ม แต่พออยู่ข้างในแล้วก็สารพัดที่จะเป็นลิง บางทีฮัมเพลงในใจแก้เหงาก็มี จึงไม่ใช่ว่าผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติได้ดี
จึงต้องอาศัยสติมา สัมปชาโณ และอาตาปี อาศัยความมีปัญญาที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้ และอาศัยความกลัวบาปกลัวการเกิดก็จะไปได้ดี เมื่อใดที่การปฏิบัติโดยปราศจากความกลัวการเวียนว่ายตายเกิดแต่อยากได้นามรูปอย่างนั้นก็ยังหรอกลูกที่จะได้ญาณปัญญา แต่ต้องกลัวการเวียนว่ายตายเกิด
ในยุคนี้ต่อไปมนุษย์จะมีความลำบากมากขึ้นทุกทีๆ มนุษย์ภูมิจึงไม่น่าอยู่เลย และวิธีที่จะไปอยู่ในเทวภูมิก็คือมีหิริ โอตตัปปะ จาคะให้มาก อัธยาศัย มีน้ำใจ มีน้ำคำ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัยและให้โอกาสผู้อื่น เพราะพระที่เข้าบ้านใครคือเข้าใจใครแล้วมีคุณประโยชน์มากที่สุด? คือพระอภัย เพราะเมื่อเข้าไปสถิตในใจใครแล้วจะมีความสงบร่มเย็น
แล้วก็ให้โอกาสผู้อื่นเสมอๆ เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจหรอกที่จะเป็นคนไม่ดี.. แต่เขาขาดสติขาดปัญญา เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธหรอก ..เราโกรธเอง เขาไม่ได้ตั้งใจทำออกมาแบบนี้หรอก..เขาตั้งใจทำออกมาดีแต่มันไม่ถูกปากฉัน ก็ให้อภัยไปเถอะ และอย่าลืมว่า เสือพึ่งป่า ปลาพึ่งน้ำ ในขณะที่เสือก็พึ่งป่า ปลาก็พึ่งน้ำ แต่อย่าลืมคำโบราณอีกคำว่า คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ
ฉะนั้น การจะปฏิสันถารกับใครก็ดูด้วย ลงทุนไปน่ะคุ้มไหม? ถ้าหากเป็นเรื่องพูดธรรมะแบบนี้ก็โปรยให้ทั่ว เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเหมือนฝนตกจากฟากฟ้า ใครที่อยู่ในร่มก็ไม่ได้รับฝนเอง ใครที่อยู่กลางแจ้งก็ได้รับฝนทั่วเหมือนกันหมด และลงที่เดียวกันก่อนคือศีรษะ มีฝนเม็ดไหนที่ไปลงเท้าแล้วกระเด็นถึงศีรษะไหม? ไม่มี ฉะนั้น ธรรมะเมื่อสอนแล้วก็ให้ประโยชน์เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่าผู้นั้นอยู่ที่ร่ม อยู่กลางแจ้ง หรือในมุมอับ
แล้วก่อนจะให้ธรรมะทำตัวเป็นฝน ก็ต้องดูเค้าเมฆด้วยนะว่าเมฆมาอย่างไร พร้อมที่จะลากเมฆตัวเองไปชนหรือยัง ถ้าหากยังดูไม่เป็นก็ไปอ่านทฤษฎีทำฝนเทียมเสียก่อน เพราะถ้าหากไม่รู้วิธีก็เหมือนกับไม่รู้ธรรมะแล้วสอน เพราะพูดไปแล้วสะท้อนมาว่า คนพูดทำได้หรือเปล่า? อายเขา ถึงสอนหลักชีวิตอยู่ประจำว่า อยากจะให้เขารักเราต้องรักเขาก่อน อยากจะให้เขาดีกับเราต้องดีกับเขาก่อน อยากจะให้เขาไม่ว่าเราต้องไม่ว่าเขาก่อน อยากให้เขาไม่มองเราผิดต้องไม่มองเขาผิดก่อน อยากให้เขาบูชาเราเราต้องเป็นคนทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่น่าบูชา
ฉะนั้น คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ นี่คือคำโบราณให้เก็บเอาไว้ใช้กันบ้าง และวิธีจะรักษาคำโบราณสุภาษิตสอนใจนี้ได้จะต้องมีสามพยัญชนะหนึ่งคำประจำชีวิตคือ ส - ง - บ สงบ ใครที่อยากสบายก็ต้องมีความสงบปากสงบคำ เพราะทุกวันนี้โอษฐภัยมากมายไปหมด จะเห็นเลยว่า ไม่ว่ามีอะไรโผล่มาก็วาจาไปก่อน ยังไม่มีเรื่องอะไรเลยก็วาจาไปก่อน ..พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย ถ้าไม่อยากเป็นคนผิดหรือคนบาป ให้สาปผิดสาปบาปด้วยสงบ
โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2551 , 08:16:17 น.] ( IP = 125.26.38.40 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |