มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความแตกต่างที่ยุติธรรม




ปัดฝุ่นเก่าเอามาเล่าใหม่ เพราะอ่านอีกครั้งได้ข้อคิดกระตุ้นเตือนใจเลยนำมาฝากทุกท่านคะ

ฟังอาจารย์บุษกรสอนธรรมะ และให้ข้อคิดในเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เมื่อไรๆ ก็เห็นความแตกต่างของระดับปัญญาระหว่างท่านกับเราทุกครั้งไป และที่สำคัญธรรมะที่ท่านสอนให้นั้น เมื่อเรานำกลับมาสำรวจที่ตนเอง ก็จะรู้จักตนเองมากขึ้น เช่นเดียวกัน วันเสาร์ที่ผ่านมา ท่านได้ให้ข้อคิดเรื่องบุคคล ๔ จำพวก ตอนแรกนึกไปถึงบัว ๔ เหล่า แต่ปรากฏว่า….พอฟังแล้ว เข้าใจว่าท่านน่าจะเอามาจากประสบการณ์ของชีวิต ที่ท่านได้พบปะผู้คน (รวมทั้งพวกเราที่เป็นลูกศิษย์ด้วย) จึงจำแนกบุคคลออกเป็น

๑. . บุคคลที่ต้องหลีกเลียง …เป็นผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย (ประเภทไม่รู้แล้ว ยังไม่ยอมรับรู้อีกด้วย) ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนไม่รู้อะไรเลย .. คือเป็นผู้ที่ไม่รู้ว่า ชีวิตคืออะไร ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วมีผลอย่างไร สรุปได้ว่า เป็นผู้ที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต บุคคลประเภทนี้จัดได้ว่าเป็น คนโง่ ที่เราควรหลีกเลี่ยง

๒. บุคคลที่น่าสงสาร เป็นผู้ที่ควรสอน …เพราะเป็นบุคคลที่ไม่รู้อะไร (และยอมรับว่าไม่รู้) ไม่เคยรู้เรื่องกรรม-วิบาก คือ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ทุกวันนี้มาจากเหตุอะไร หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่จะให้ผลอย่างไร บุคคลประเภทนี้จัดได้ว่าเป็น ผู้ที่ไร้เดียงสา น่าสงสาร น่าที่จะสอนให้เขาได้รู้จักความจริงของชีวิต

๓. บุคคลที่ต้องคอยปลุกเขาให้ตื่น …บุคคลประเภทนี้มีความรู้ เป็นผู้ที่ศึกษามาก เรียนรู้เรื่องชีวิต แต่เมื่อจะต้องนำธรรมะมาใช้ ปรากฏว่า ลืม ! (คงประเภทเรียนเอาดีกรี …หรือเรียนแล้วไม่ปฏิบัติ ธรรมะจึงไม่ฝังรากเข้าสู่จิตใจ) บุคคลประเภทนี้จัดได้ว่าเป็น ผู้ที่ยังหลับไหล ลืมหลง จึงต้องคอยปลุกเขาให้ตื่น คือกระตุ้นให้เขาได้นำธรรมะที่เรียน มาปฏิบัติที่ตนเอง

๔. บุคคลที่สมควรที่จะเดินตามท่านได้ …คือเป็นผู้ที่รู้จักตนเองดี มีธรรมะ มีสติรู้ในธรรมะตลอดเวลา คือรู้ตามสภาวธรรมที่ตนเรียนมา บุคคลประเภทที่ ๔ นี้ จัดเป็นบุคคลที่ฉลาด สมควรเดินตามทางท่าน

โดย วยุรี [27 พ.ค. 2551 , 08:52:54 น.] ( IP = 58.9.147.115 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ฟังแล้วจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่า ทำไมอาจารย์บุษกรจึงเป็นห่วงพวกเรามากมายนัก ถึงขนาดเจ็บป่วยมากมายก็ยังสู้อุตสาห์มาสอนที่มูลนิธิ… เพราะแม้แต่คำถามที่ท่านถามว่า “ความผิดพลาด ดีหรือไม่” …ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ก็ตอบว่าไม่ดี เพราะใครๆ ก็ย่อมไม่ต้องการความผิดพลาดของชีวิต….

แต่ท่านก็ได้ให้ข้อคิดว่า ..ความผิดพลาดเป็นของดี เพราะเมื่อผิดพลาดครั้งหนึ่ง ย่อมจะทำให้เราเกิดความระมัดระวังในครั้งต่อๆ ไป ฉะนั้นบุคคลใดที่ยอมรับความผิดพลาด ย่อมต้องดีแน่นอน หากเทียบกับผู้ที่ไม่รู้เลยว่า อะไรคือความผิดพลาด หรือไม่ยอมรับเลยว่าตนเองเป็นผู้ผิดพลาด ซึ่งคนเช่นนี้ คือบุคคลประเภทที่ ๑ ที่ควรหลีกเลี่ยง

อาจารย์จึงให้ข้อคิดว่า เมื่อใดที่เราต้องพบกับความผิดพลาดของชีวิต …ขอเพียงให้รู้จัก และพยายามปรับเปลี่ยน แก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

นับได้ว่า….พวกเราทุกคนโชคดี เพราะเมื่อได้เรียนบทเรียนเรื่องชีวิตแล้ว ก็ยังมีอาจารย์บุษกรมาคอยช่วยตรวจแบบฝึกหัด(ของชีวิต) ให้อีก.. เมื่อเราทำผิดพลาดในข้อใด ท่านก็ได้ชี้แจงให้เห็นว่า ข้อที่ผิดนั้น ผิดตรงไหน และผิดอย่างไร

หากเรายอมรับ และทำความเข้าใจ รับรองได้ว่าเมื่อใดที่เราต้องไปพบข้อสอบ คือปัญหาชีวิตเช่นนั้นอีก เราก็จะรู้วิธีการที่จะทำให้ถูกต้องได้ดีขึ้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบุคคล ๔ ประเภทนี้….ก็เห็นความแตกต่างระหว่างท่านอาจารย์ กับพวกเราแล้ว !

…ท่านรู้สึกไหมว่า เรากำลังเดินตามบุคคลประเภทที่ ๔ อยู่…
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านตั้งคำถามว่า “มีความรู้สึกอย่างไรกับความแตกต่าง?”

โดย วยุรี [27 พ.ค. 2551 , 09:00:19 น.] ( IP = 58.9.147.115 : : )


  สลักธรรม 2

หลังจากที่ท่านได้ปรารภความในใจว่า วันที่ ๒๙ ที่จะเข้ารับการผ่าตัดกระดูก ซึ่งหมอต้องการให้พักหลังการผ่าตัดนานถึง ๓ เดือน แต่ท่านตั้งใจจะพักเพียง ๑ เดือนเท่านั้น โดย บอกพวกเราว่า ยังไงๆ ก็จะมามูลนิธิ …นอนสอนก็ได้ เพราะปากยังใช้พูดได้ หากจะมีความแตกต่างกันก็เพียงแค่… ปัจจุบันนี้ยังนั่งสอนอยู่ได้ แต่อนาคตข้างหน้าต่อไปอาจจะต้องนอนสอน เพราะท่านเองก็ไม่ทราบเลยว่า ผ่าแล้วจะเป็นอัมพาตหรือไม่ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่การทำใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก

ท่านอาจารย์เคยให้ข้อคิดว่า “ ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเราไม่ยินยอม”และท่านก็ทำให้พวกเราได้เห็นว่าท่านทำได้แล้วจริงๆ … เพราะทุกครั้งที่ไปผ่าตัด หากวันที่ออกจากโรงพยาบาลเป็นวันเสาร์ หรืออาทิตย์ ท่านก็จะตรงมาที่มูลนิธิ โดยไม่ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านเช่นคนไข้รายอื่นๆ

หากตั้งคำถามตนเองว่า ถ้าเป็นเราล่ะ ? …คงไม่ต้องบอกนะว่าจะตอบอย่างไร เหมือนกับการถามว่า ทำไมทุกวันนี้เราจึงยังมีกิเลสอยู่อีก ? แน่นอนย่อมได้คำตอบว่า เพราะเรายินยอมตกเป็นทาสของกิเลสเอง…นี่คือความแตกต่างระหว่างท่านอาจารย์ กับเรา !… ทั้งนี้เพราะมีการสร้างเหตุที่ไม่เหมือนกันมา ท่านจึงแนะนำว่า จงปรับฐานะทางจิตใจของตนเอง หมั่นสร้างปัจจุบันเหตุที่ดีๆ

เพราะว่า… …ความแตกต่าง ย่อมเป็นธรรมชาติที่ยุติธรรม… ที่เขากับเราต่างกัน ก็เพราะ ธรรมชาติยุติธรรมนั่นเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อที่บอกกับพวกเราว่า ….
กรรม คือคำตอบ

โดย วยุรี [27 พ.ค. 2551 , 09:05:31 น.] ( IP = 58.9.147.115 : : )


  สลักธรรม 3

แม้เราจะรู้สึกถึงความแตกต่างของตนเองในอดีต และปัจจุบันว่า… เมื่อก่อน.. มีอะไรเกิดขึ้น เราไม่เคยรู้เลยว่า มาจากเหตุอะไร แต่ปัจจุบันนี้ เรายังรู้ และยอมรับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นเพราะเราทำ(สร้าง)เหตุมาเอง ซึ่งอาจารย์ก็ได้มาเปิดเผยความจริงให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า ….

แท้ที่จริงแล้ว เราเพียงแค่ยกเอาเหตุ มาข่มใจ ปลอบขวัญตัวเอง เท่านั้นเอง แค่นั้นยังไม่เพียงพอ … จนกว่าเราจะนำสิ่งที่ได้ศึกษานั้นมาปฏิบัติ คือพิจารณา ไต่สวน ตรวจสอบที่ตนเองบ่อยๆ จนญาณปัญญาเกิด เมื่อนั้นแหละ…เราจึงจะเป็นผู้ที่เข้าถึงเหตุผลได้อย่างแท้จริง

เพราะทุกวันนี้เรากำลังเป็นผู้ที่ศึกษาเหตุผล …เมื่อเห็นอะไร มันไม่ธรรมดา (จิตใจยังเร่าร้อน เพราะกิเลสยังมีอยู่) จึงได้แต่เพียง การข่มใจด้วยธรรมะ

แต่พระอรหันต์ ท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงเหตุผลแล้ว ….เมื่อเห็นอะไร ก็ธรรมดา (มีอะไรเกิดขึ้น จะแตกต่างกันสักเพียงใด ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา) ….เพราะธรรมชาติยุติธรรมเสมอ ….

ยกมาจากกระทู้เก่าที่ ๐๑๕๙๖ คะ



โดย วยุรี [27 พ.ค. 2551 , 09:11:42 น.] ( IP = 58.9.147.115 : : )


  สลักธรรม 4

แม้จะเป็นกระทู้เก่า แต่เมื่อได้มาอ่านอีกก็ยังรู้สึกว่าเป็นของใหม่ เพราะทำให้ได้ตรวจสอบตัวเองในแง่มุมนี้อีกครั้ง ว่าเป็นคนแบบไหน?

และก็ยังได้พบว่า ไม่ควรใช้ธรรมะเพียงแค่การปลอบใจ แต่ใช้เป็นยาน่าจะดีกว่า แม้จะขมสักหน่อยแต่ไข้ก็หาย หากยอมรับความผิดพลาดได้แล้วเริ่มต้นใหม่

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้อ่านอีกครั้ง

โดย น้องกิ๊ฟ [27 พ.ค. 2551 , 14:40:45 น.] ( IP = 125.26.40.31 : : )


  สลักธรรม 5

รู้สึกคล้ายๆกับน้องกิ้ฟนะครับ เพราะการที่คนเราถ้ามีความสามารถเอาชนะอุปสรรคและอารมณ์ได้ ก็เป็นของแน่ที่จะสามารถมีความเย็นสงบได้ แต่ถ้าหากปล่อยใจให้เป็นไปโดยไม่ควบคุมไว้ด้วยธรรมะแล้ว ก็จะวุ่นวายใจไปกับความทุกข์นานัปประการเลยครับ

แต่ความสำคัญอยู่ที่ จะนำธรรมะที่ต่างยอมรับว่าดีมีความประเสริฐยิ่งนั้น จะนำมาย้อมใจตนได้หรือเปล่า หรือแค่มีเพียงเพื่อประดับชีวิตไว้เพียงว่าฉันรู้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ความต่างที่ต้องการคงไม่ได้แน่นอน เพราะชีวิตนั้นจะไปต่างไปจากปุถุชนคนหนาแน่นด้วยกิเลสนั่นเอง

ขอบพระคุณครับ สำหรับบทความที่นำมาให้อ่านเพื่อย้อนดูตนว่าเป็นบุคคลประเภทใดครับ

โดย พี่เณร [27 พ.ค. 2551 , 16:29:25 น.] ( IP = 58.9.137.77 : : )


  สลักธรรม 6

อ่านแล้วกลับมาวิเคราะห์ว่าเราเป็นบุคคลชนิดไหน และเมื่อได้ศึกษาธรรมะ มีธรรมะแล้ว ก็ต้องนำความรู้มามาปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงสภาวธรรมตามความเป็นจริง

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่วยุรีด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [27 พ.ค. 2551 , 19:18:29 น.] ( IP = 58.8.48.21 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะพี่วยุรีที่นำข้อคิดดีๆมาให้ได้อ่านอีกครั้ง

โดย abctoy - [11 มิ.ย. 2551 , 21:49:25 น.] ( IP = 118.172.240.70 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org