มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตราบสิ้นดินฟ้า








ตราบสิ้นดินฟ้า


การที่เรามาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงในเวลา ๙.๐๐ นาฬิกาของทุกวันอาทิตย์ ก็เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้า ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปศึกษาหาความรู้เพื่อสร้างปัญญานำมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นในชีวิต และเราได้ทำอย่างนี้มาทุกอาทิตย์ ซึ่งบางคนก็พยายามมาถึงตรงนี้ตั้งแต่เช้าเพื่อมาสวดมนต์ก่อนที่จะไปเรียน ก็เรียกว่าเป็นการขวนขวายในกิจการงานที่ชอบก็คือการสวดมนต์

ขอเรียนให้ทราบว่าการสวดมนต์นั้นมีอานิสงส์ และความดีที่ทำทุกอย่างนั้นล้วนมีอานิสงส์ทั้งสิ้นแต่มีผลที่ต่างๆ กัน อย่างที่เราได้ศึกษามาว่าขั้นศีลก็มีผลอย่างหนึ่ง ขั้นมาธิก็มีผลอย่างหนึ่ง ขั้นปัญญาก็มีผลอย่างหนึ่ง และเมื่อใดที่เราสามารถนำความมีผลอย่างนี้มาให้เกิดความเป็นที่ชีวิตของเรา ก็ย่อมจะได้ประโยชน์มาก

การขวนขวายเพื่อจะมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมมาก เพราะเวลาเช้าเป็นช่วงที่อากาศแจ่มใส จิตใจก็ยังไม่มีเรื่องรุงรังมาก ซึ่งต่างจากช่วงเย็นของวันเสาร์ที่เราเรียนธรรมะกันมาตลอดทั้งวัน แล้วเราก็มานั่งสวดมนต์กันแบบเพลียๆ ก็อาจเรียกว่าเป็นการทำตามหน้าที่หรือรักดีเพราะมีหน้าที่ให้รัก ..แต่ไม่ได้รักดีเพราะหน้าที่นั้นดี ซึ่งมีความต่างกัน

ที่เรามากันทุกเช้าวันอาทิตย์นี้ก็เพราะมีความรักดี และมาขวนขวายกระทำความดี ซึ่งเมื่อกายและใจของเราพร้อมแล้วที่จะสวดมนต์ ย่อมได้รับอานิสงส์จากการสวดมนต์หลายประการคือ

ประการแรกย่อมได้รับความขยัน เพราะการสวดมนต์เป็นการทำลายความรู้สึกเบื่อเซื่องซึมหรือเกียจคร้านให้หมดไป มีความกระฉับกระเฉงขึ้น เช่นเราจะเปรียบเทียบระหว่างการนอนสวดมนต์กับนั่งสวดมนต์ ก็จะเห็นว่ากิริยาอาการต่างกัน อารมณ์ก็ต่างกัน บางคนสวดมนต์ก่อนนอนคือนอนสวดก็เพื่อสวดให้ตัวเองหลับแต่ไม่ได้สวดไหว้พระสักเท่าไหร่

แต่ถ้าเราตื่นนอนแล้วก็รีบมา เมื่อได้ยินเสียงตีระฆังก็เหมือนสัญญาณกระตุ้นยิ่งทำให้เราได้รับความขยัน และในขณะสวดมนต์เราก็ต้องขยัน เพราะถ้าไม่ขยันมองก็จะออกเสียงไม่ถูก ..นี่จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นมาคือได้ความขยัน

ประการที่สอง ในขณะสวดมนต์นั้นก็ยังได้รับความแช่มชื่นแจ่มใส เพราะในขณะนั้นจิตของเราไปหน่วงอยู่ที่การสวดมนต์ ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลงจึงมิได้กล้ำกรายเข้ามาในจิต

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2551 , 20:35:29 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ประการที่สาม ก็คือได้ปัญญา เช่นการสวดมนต์โดยรู้คำแปลอย่างคำว่า สพฺเพ สังขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง หรือ ภาราหะเว ปญฺจกฺ ขนฺธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักแล เมื่อเราหมั่นทำความเข้าใจในคำแปลนั้นก็จะรู้ความหมายย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญา เพราะไม่ได้สวดแจ้วๆ อย่างนกแก้วนกขุนทอง

เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าบอกว่าภาระอันยิ่งใหญ่คือขันธ์ ทำไมจึงชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง ก็เพราะเราเรียนแล้วว่า ขันธ์นั้นเป็นทุกข์ แม้จะรู้โดยรวมก็ยังดีกว่าไม่รู้เลย เหมือนกับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะท่องปาวๆ ไป

ประการที่สี่ การที่เราสวดมนต์กันนี้ก็จะมีจิตเป็นสมาธิเพราะต้องสำรวมแน่วแน่ในการสวด กาย วาจาก็ต้องเรียบร้อย ใจก็มีความอ่อนน้อมลงไป ถ้าไม่มีสมาธิแล้วการสวดมนต์ก็จะผิดเพราะได้หน้าลืมหลังไม่แน่วแน่

ประการที่ห้า มีความระลึกรู้ในคุณของพระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณเป็นต้น

ประการที่หก ได้ความสุขใจคือเกิดปิติในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระธรรมคำสอนที่มีเหตุผล และมั่นใจมากขึ้นว่าเมื่อใดประพฤติปฏิบัติได้แล้วจะได้สุขจริง เมื่อใดประพฤติปฏิบัติยังไม่ได้ก็ยังได้สุขไม่จริง

ประการที่เจ็ด ทำให้หยุดความประมาทได้ เพราะชีวิตของเรามีเวลาน้อย อยู่ไปไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ต้องจากโลกนี้ไป และมาถึงวันนี้ก็มีเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ มากมาย เราจึงต้องทำสิ่งที่สวนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือรีบละบาปอกุศล เร่งสร้างบุญบารมี และรีบเจริญสติกำหนดรูปนาม เพราะทั้งสามประการนี้จัดว่าเป็นอัปปมาทธรรมทั้งสิ้น

ดังที่หลวงพ่อได้นำมาสอนแล้วว่า ธรรมะทั้งหมดรวมอยู่ที่อัปปมาทธรรม เพราะการที่จะจากโลกนี้ไปเราจะได้รู้ว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้กระทำตนเองเป็นพุทธมามกะเป็นผู้ที่พร้อมน้อมรับคำสอนขององค์พระตถาคตเจ้ามาใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วก็กล่อมให้อยู่ในหัวใจของเราต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:40:13 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 2



หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าและแผ่เมตตาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เช้านี้ได้พาท่านสวดคาถาโพธิบาทเพื่อไล่ความไม่ดีให้วินาศไป ถ้าท่านมีโอกาสสวดบทนี้ที่บ้านทุกวันก็จะให้ความรู้สึกที่ดีเพราะไม่ได้เป็นบทสวดที่ยากเกินไป มิหนำซ้ำยังมีความเร้าใจมากด้วยในท่วงทำนอง แล้วเราก็ต้องสวดอย่างเร้าใจและลากเสียงยาวๆ อย่าสวดแบบไร้อารมณ์ และที่มาชวนท่านสวดมนต์บทนี้ก็เพราะว่า ขณะนี้มีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นมากในประเทศของเรา

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปทัวร์ธรรมะสัญจรที่จังหวัดนครสวรรค์กับกลุ่มศิษย์เก่าวัดราชาธิวาส ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและกว่าจะกลับบ้านและเข้านอนได้ก็เที่ยงคืน ก็เลยรู้สึกเหมือนร่างกายจะไม่ไหว เมื่อเช้านี้ก็คิดจะโทร.บอกคุณป้าท่านหนึ่งให้นำสวดมนต์แทน แต่เมื่อนึกถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์ก็ทำให้เกิดความขยัน จึงได้แต่วตัวมาที่นี่และจะมาเป็นอะไรก็เป็นไป

คณะที่ได้ร่วมเดินทางไปนี้มีคนที่รู้จักอยู่เพียงสามสี่ท่านเท่านั้น และการที่ได้ไปรู้จักกับคนใหม่ๆ นี้ก็เหมือนกับการไปเปิดโลกทัศน์ให้กว้างเหมือนเป็นกบที่อยู่นอกกะลา เพราะมีโอกาสได้เห็น ได้ฟังหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างออกไป เพราะคณะที่ไปนี้เป็นบุคคลระดับอาจารย์ทั้งสิ้นและมีหลายท่านที่เรียกได้ว่าเหมือนกับอนุศาสนาจารย์ และท่านที่เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ ก็พูดธรรมเก่งมากลักษณะเดียวกันกับพระวิทยากรที่นำไปอินเดีย

ส่วนอีกท่านหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นโฆษก พอมาถือไมค์ขึ้นพูดครั้งใดก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับคณะได้ตลอดเวลา เช่น คณะที่ร่วมเดินทางไปนี้มีแต่ผู้สูงอายุกันทั้งนั้น แต่โฆษกท่านบอกว่า อย่าไปว่าตัวเองแก่ ที่มานี้มีแต่หนุ่มสาวทั้งสิ้น ..และคำตอบก็มาเฉลยตรงที่ว่า เวลาที่ขึ้น-ลงรถนั้นแต่ละคนต้องค่อยๆ เกาะผนังไปและจับราวที่ยึดตรงประตูสาวขึ้น- สาวลงเพื่อพยุงตัวกันทุกคน ...ท่านก็บอกว่านี่ไง ไม่แก่ มีแต่สาวขึ้น สาวลงกันทั้งนั้น และเมื่อกลับมาแล้วก็คิดว่าจะพาพวกเราไปธรรมสัญจรกันบ้างในวันเสาร์คือเช้าไปเย็นกลับกันบ้าง

การร่วมเดินทางไปกับคณะธรรมะสัญจรนี้ทำให้มีความรู้สึกยินดีเมื่อมองในภาพรวมว่า ในกลุ่มนี้ได้มีการเร่งประพฤติปฏิบัติให้แต่ละชีวิตกระตือรือร้นในการทำดี และทำบุญ และก็มีโอกาสได้ฟังธรรมะจากท่านเหล่านั้นซึ่งทำให้เกิดความยินดีหลายอย่าง เช่น

ธรรมะยังคงเผยแผ่อยู่อย่างกว้างขวาง เพราะยังมีกลุ่มที่ศึกษาธรรมะอีกมากมายหลายหลุ่ม ไม่มีแต่เฉพาะที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น เช่น มูลนิธิวิปัสสนามิตรภาพซึ่งท่านประธานมูลนิธิที่ได้ร่วมไปกับคณะทัวร์นี้ได้นำทุกคนกล่าวก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวว่า "อิติปิโส ภควา ยาตรายามดี วันนี้ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ" และท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นโฆษกและก็แทรกความรู้ให้แก่ผู้ร่วมเดินทางไปสารพัด

ซึ่งก็รู้สึกว่ามีลักษณะการสอนที่คล้ายกันคือไม่ได้เข้มงวดพระบาลีหรือสอนให้ตรงอย่างไม้บรรทัด เหมือนกับเรือที่แล่นแล้วแหวกน้ำออกเป็นสองข้างที่จะเป็นทางโลกก็ได้หรือทางธรรมก็ได้ซึ่งให้ความสุขสนุกแก่ผู้ร่วมคณะ สามารถประยุกต์ธรรมให้เกิดความรื่นเริงในใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:41:12 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 3



และการได้ไปเห็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีมากมายเหล่านี้ก็เกิดความดีใจและรับรู้ว่า ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ล้วนมีศีลมีธรรมไม่น้อยเลย หลายท่านที่เป็นศิษย์วัดแล้วเจริญเติบโตจนมีความริเริ่มในสิ่งที่ดีๆ และความริเริ่มเหล่านี้ต้องอาศัยวัยที่สูงขึ้น เพราะตอนวัยเด็กนั้นแต่ละคนต่างก็อยากกินอยากเที่ยวไป กว่าจะถึงวัยริกับวัยเริ่มได้ก็ต้องมีความอยู่ตัว ผ่านการศึกษามาจนจบแล้ว มีการงานทำแล้ว และผ่านโลกมามากเล้ว ซึ่งจะเห็นว่าชีวิตนั้นมันเหนื่อยจริงๆ

ดังนั้นคนที่ยังเรียนอยู่ยังเด็กอยู่แล้วเราไปบอกไปสอนอะไรเขาก็ไม่ค่อยจะเชื่อ นอกจากเขาจะมีบุพเพกตปุญญตาในอดีตชาติมา และปัจจุบันชาติเขามีอัตตสัมมาปณิธิ ที่มีทั้งเหตุประกอบและเหตุประจวบมาพร้อมๆ กัน และก็เช่นเดียวกับพวกเราที่กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ต้องอาศัยวันและเวลากล่อมเกลา

ในขณะที่รับรู้คือฟังอยู่นั้นก็นึกถึงตนเองและมีความรู้สึกชัดเจนและแรงมากเกิดขึ้นว่า "เราโชคดีจัง" โชคดีที่มีหลวงพ่อเสือได้มากล่อมเกลาชีวิตเราไว้ ได้บอกหนทางชีวิตไว้ ได้บอกสรรพคุณของการปฏิบัติชนิดว่าเป็นอย่างไร ได้บอกสรรพคุณของการเรียนชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไร คือท่านได้บอกสรรพคุณของยาแต่ละชนิดไว้ และเมื่อเราจำเป็นจะต้องกินยา เราก็รู้จากว่าสลากยาว่ายาชนิดไหนจะเหมาะกับโรคของเรา สลากยาอันไหนที่มี อย.คือองค์การอาหารและยารับรอง สลากยาอันไหนที่ไม่มี อย. ซึ่งเราสามารถแยกออกได้เลย

และนอกจากจะคิดถึงหลวงพ่อเสือแล้วก็ยังคิดถึงหลวงพ่อแสวงอย่างมาก คำว่าการเรียนพระอภิธรรมเหมือนมีไม้บรรทัด" ก็ผุดขึ้นมาในความคิดขณะที่นั่งอยู่ในรถ เพราะท่านพยายามที่จะถ่ายทอดพระอภิธรรมให้ทุกวิถีทาง ท่านบอกว่าให้เรียนไปเถอะเพราะเรียนแล้วจะได้มีไม้บรรทัดในใจ เพราะสามารถวัดได้เลยว่าเป็นเส้นตรงหรือไม่ ใครจะพูดอะไรมาเราก็วัดทางใจได้เลยว่า ถูกต้องไหม? เป็นจริงไหม? มันเบี้ยวไหม? มันคดไหม? แล้วต้องบอกว่าหลวงพ่อแสวงนั้นท่านเป็นนักพระอภิธรรมตัวยงของประเทศไทย แม้แต่พระพม่าที่ว่าเก่งขนาดไหนก็ยังขึ้นเครื่องบินมาถามธรรมะท่านที่วัดศรีประวัติ

แต่ท่านบอกว่าที่เรียนนี้ไม่ได้ให้ไปจำ แต่ให้ได้ไม้บรรทัด เพื่อสามารถวัดได้เลยว่าใครพูดถูกพูดผิด เพราะมีสภาวะธรรมรับรอง เพื่อที่เวลาไปไหนก็จะได้ทราบว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ท่านก็ไม่ได้ไปค้านใคร เมื่อเรามีครูเช่นนี้และมีไม้บรรทัดเราก็จะสามารถไปวัดได้ว่า คำพูดตรงนี้ผิด ตรงนั้นไม่ใช่ เมื่อไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปชื่นชอบ และถ้าใช่เราก็ค่อยชื่นชอบ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่ที่เรา การเดินทางที่ผ่านมาเมื่อวานจึงทำให้นึกถึงหลวงพ่อเสือและหลวงพ่อแสวงเป็นอย่างมาก

ในแต่ละคราวที่ผ่านมานั้นหลวงพ่อเสือได้เตือนสติของพวกเราเสมอว่า ชีวิตมนุษย์น่ากลัวยิ่งนักเพราะอยู่ในช่วงกลียุคแล้ว อย่างเมื่อวานนี้ระหว่างเดินทางกลับก็ได้รับโทรศัพท์หลายสายเกี่ยวกับเส้นทางจราจรที่น่าจะปลอดภัย และในห้องนี้เมื่อตอนเช้าก็ได้เห็นการพูดคุยระหว่างคุณป้ากับคุณพี่คู่หนึ่งที่ยื่นเอกสารเตือนเรื่องมหันตภัยโลกและการรับมือให้แก่กัน แล้วคุณป้าท่านนั้นก็ถามว่า จะไปอยู่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้จะดีไหม? ก็ไม่ได้ตอบออกไป แต่คิดในใจว่า ไม่มีใครไปรอดกันหรอก เพราะเรามีความตายเป็นของธรรมดา แต่ที่เรากำลังกลัวนี้เป็นการกลัวความเดือดร้อน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:43:14 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 4



ข่าวสารเหล่านี้ก็ได้ส่งทางเมล์กันมากมาย แต่ตัวเองก็รู้สึกเฉยๆ เพราะต้องบอกว่าเชื่อเรื่องกรรม และไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม เมื่อเรามีความเชื่อในเรื่องกรรมแล้วใจก็จะได้รับแรงกระทบน้อย ไม่ว่าจะพบกับเรื่องอะไรก็จะไม่ค่อยมีแรงกระทบมากนัก อย่างเมื่อเช้านี้คุณป้าก็มาถามว่า "ขนาดเหนื่อยอย่างนี้ ทำไมอาจารย์ยังหน้าแจ่มใส" ต้องบอกว่าเมื่อวานเหนื่อยมาก แต่ก็ตัดสินใจที่จะมาเพราะมีความรู้สึกว่า เราได้ไปรับรู้และรับความลึกซึ้งมาจากคำสอนของหลวงพ่อเสือที่จะให้ลูกๆ ไปอยู่บนสวรรค์กันเถิด เพราะโลกกำลังวิบัติเหลือร้าย

อย่างที่ท่านได้เห็นสิ่งที่ออกมาเผยแพร่เป็นภาพข่าวสารไม่ใช่ข่าวลือที่สหภาพม่าก็เป็นภาพที่น่ากลัวมาก หากเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ตก็จะเห็นภาพที่น่าสลดใจมากกว่านี้ สำหรับตัวเองนั้นก็เพิ่งไปพม่ามาก่อนที่พายุจะเข้าไม่นานนัก เพราะพระผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนกับหลวงพ่อแสวงท่านอยากพบและฝากท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณให้มาบอกหลายครั้ง ก็เลยตัดสินใจไปพบท่านและก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ไปอีกแล้ว เมื่อไปแล้วก็ได้ทำบุญที่วัดของท่านอย่างมากมาย ได้ทำหน้าที่ดูแลท่านซึ่งเปรียบเสมือนพ่อที่อยู่พม่าเป็นอย่างดีเลย และเมื่อกลับมาแล้วก็มีเหตุการณ์เช่นนี้จึงคิดว่ายากที่จะได้ไปอีกเพราะประเทศพม่ายังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และหลายฝ่ายก็กำลังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแต่ก็ล้วนแต่มิใช่มือพุทธ

จึงรู้สึกสะเทือนใจที่ทุกคนต่างก็อ่านข่าวสารและจะพาชีวิตหนีไปอยู่ที่ไหนๆ ที่จะปลอดภัย แต่ตัวเองไม่ได้คิดหนีเพราะรู้ว่าไปไม่รอดหรอก เพราะเรายังหนีจากความรู้สึกของตัวเองไปไม่ได้ จึงคิดว่าจะคำตอบนั้นมาพูดให้ฟังในขณะนี้ว่า ก่อนที่จะไปคุณป้าต้องรักตัวเองให้ได้ก่อน เราจะไปอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ต้องรักตัวเองให้เป็นเสียก่อน ..การรักตนเองเป็นก็คือการอยู่กับตนเองได้

ทุกวันนี้เราไม่สามารถอยู่กับตนเองได้แทบทุกคนเลย เพราะเรามีความเหงาความว้าเหว่ บางคนจึงมีหนังสือเป็นเพื่อน อ่านนิยาย เพราะอยู่กับตนเองตามลำพังไม่ได้ บางคนเช่าวีดีโอมาดู เพราะดูตนเองไม่ได้ บางคนอยู่กับตนเองไม่ได้จึงโทรศัพท์เป็นชั่วโมงๆ คุยเพื่อทำลายการอยู่กับตนเอง ..อาการเหล่านี้แหละเป็นปฏิปักษ์ต่อวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งวิปัสสนากรรมฐานเป็นการให้อยู่กับตนเอง นี่คืออย่างหนึ่งที่จะบอกกับท่านว่า การที่จะก้าวสู่บันไดดาราตรงนั้นได้ จะต้องรักตัวเองให้เป็น

ได้บอกคุณป้าไปว่า แต่ละคนมีความไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีลูกหลานญาติมีปัญหาต่างกัน มีความรักที่กระจายแบบแจกไพ่ และคุณป้าก็ขอไพ่เพียงสามใบ เพราะมีลูกสามคน ซึ่งต่างกับตัวผู้พูดที่ไม่มีญาติให้เกิดความผูกพันหรือภาระทางใจที่จะมาเป็นเยื่อเมือที่จะไปมัดเกลียวว่าเป็นของๆ ฉัน จึงมีใจที่สบายกว่าคนอื่นๆ ที่ทุกคนมีปัญหากันพะรุงพะรัง ตรงนี้ก็เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า "ขนาดเหนื่อยอย่างนี้ ทำไมอาจารย์ยังหน้าแจ่มใส"

และทั้งที่เรียนแล้วว่ามีญาติเป็นทุกข์ ก็ยังอุตส่าห์สร้างเยื่อใยแก่ญาติ คือชาตินี้ก็มีญาติอย่างนี้แล้วยังสร้างเยื่อใยว่ายังไงฉันก็ต้องมีญาติด้วยการขอของเพิ่มเพื่อไปฝากญาติ อันนี้ยกตัวอย่างให้ฟังว่าการทำเช่นนี้ทำให้หลุดยากเพราะทุกอย่างเป็นลูกโซ่แห่งสังสารวัฏ จากโซ่นี้มันก็คล้องไปอีกโซ่นั้นอีก

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:44:38 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 5



ชีวิตที่เป็นแบบข้ามาคนเดียวเป็นความที่ไม่มีญาติจึงทำให้ไม่ต้องมาคอยกังวล มีอะไรก็ใช้คนเดียว ทำบุญก็ทำได้คนเดียวอย่างเต็มที่ไม่ต้องคอยกังวลถึงลูกหลาน ..ตรงบอกกับคุณป้าว่า อย่ารักลูกอย่างเด็ดขาด แล้วก็อย่ารักใครอย่างเด็ดขาด แต่ให้มีเมตตา รักดี และรักคนดี นี่คือวิธีการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้า เพราะความรักนั้นเป็นเกลียวพัน แต่เราเมตตาส่งเสียเขาไป หวังดีกับเขาไป แล้วถ้าเขาไม่รักดีก็เรื่องของเขา

เมื่อเราจะให้เขาเรียนแต่เขาไม่รักเรียนก็...จบ เมื่อเราจะให้เดีแต่เขาไม่รักดีก็..จบ เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายที่ดี และหวังดีมีเมตตาให้อย่างเต็มหัวใจ แต่อย่าเมตตาให้มีเยื่อใยแล้วก็สิ้นสุดหน้าที่ แต่ส่วนมากแล้วเราเมตตาแล้วมีเยื่อใย จึงได้แต่งเพลงว่า ..ผูกพันมั่นกันไปไย สดใสประเดี๋ยวประด๋าว.. เราอยู่ด้วยกันเราก็หวังดีต่อกันแต่อย่าไปรักแบบทางโลกเพราะจะผูกพันแล้วแก้ยาก

ก็จะสรุปลงที่ว่า อย่างเมื่อวานที่ได้ไปก็ได้ความรู้ว่า เราจะทำอย่างไรกับชีวิต? แล้วเรามีใคร? เราเป็นผู้มีครู แล้วครูเราเป็นใคร? ครูของเราเป็นผู้ที่รักเรามากที่สุดแม้ท่านจะไม่ได้อยู่กับเราแล้วนับตั้งแต่ท่านอาจารย์บุญมีที่ท่านตายไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ แต่เสียงท่านยังอยู่กับเราตราบสิ้นดินฟ้า

ท่านพระครูศรีโชติญาณผู้มีความสามารถปราดเปรื่องในพระอภิธรรมที่สุด เครื่องหมายจิต เจตสิก รูป ที่ปรากฏอยู่บนกระดานที่ท่านเห็นนี้คือฝีมือของพระมหาแสวง โชติปาโล อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีประวัติ เป็นผู้นำบุญอันนี้มาฝากเรา คือภาพฟังจิตที่ท่านคิดขึ้นมาว่าเรียนอย่างไรจึงจะง่ายที่สุด

ท่านกำหนดให้เครื่องหมายบวก (+) เป็นโสมนัสเพราะมันเพิ่ม เครื่องหมาลบ ( - ) เป็นอุเบกขาเพราะมันน้อยลง รูปลูกธนูแหลมท่านก็ให้เป็นปฏิฆะเพราะเป็นศรแทง รูปกะลาคว่ำหรือพระจันทร์คว่ำรับน้ำที่ตกลงมาไม่ได้ก็เป็นทุกข์กาย รูปกะลาหงายหรือพระจันทร์หงายรับน้ำที่ตกลงมาได้ก็เป็นสุขกาย ...นับว่าท่านมีความเป็นสุดยอด และท่านก็มรณภาพไปแล้ว แต่ผลงานของท่านก็ยังอยู่กับพวกเราและผู้เรียนพระอภิธรรมอย่างตราบสิ้นดินฟ้า

เหลือเพียงท่านเดียวที่เป็นผู้เดินเข้ามาอยู่ในดวงใจของพวกเรา ด้วยใบสมัครของท่านเองเพราะท่านบอกว่า ถึงลูกจะไม่รักพ่อแต่พ่อรักลูก ..ถึงลูกจะไม่ต้องการแต่พ่อจะคอยดูแล เพราะท่านทราบดีว่าเราเป็นพวกที่ทนอะไรไม่ค่อยได้ เป็นพวกอ่อนแอ และในขณะที่เราเป็นผู้อ่อนแอเราก็กำลังกระทำกรรมให้ไปพบกับสิ่งที่จะทนไม่ไหวนั้นด้วยตนเอง ท่านจึงยื่นมือเข้ามาพร้อมที่จะโอบอุ้มเราแล้วชักชวนเราให้ไปในภูมิที่สูงขึ้น จากอดีตสู่ปัจจุบันหลวงพ่อเสือก็ยังรักเราตราบสิ้นดินฟ้า

ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่นี่รักเรามากๆ จึงขอบอกแทนทุกท่านว่า ท่านขอรักเราตราบสิ้นดินฟ้า และขอให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วรู้สึกว่า เรามีคนที่รักเราตราบสิ้นดินฟ้า ..เพลงที่นำมาเปิดให้ฟังนี้เปรียบเสมือนแทนคำพรรณาจากครูบาอาจารย์ที่นี่ว่า ขอรักเราตราบสิ้นดินฟ้า

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:47:08 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 6




เพลงตราบสิ้นดินฟ้า (เพลงประกอบละครตราบสิ้นดินฟ้า)

นี่คือความจริงใช่ไหม ที่เธอเต็มใจเอ่ยคำ ๆ นั้น
ฟ้าดินช่วย..เป็นพยาน ว่าเรารักกัน ไม่ใช่ฝันไป

แค่เพียงสบตา..เท่านั้น โลกนี้ก็พลันส่ว่างไสว
เธอคือดาวในหัวใจ งดงามกว่าใคร ที่ใจเคยเจอ

สายน้ำยังไหล สายใจไม่เคยเหือดแห้ง
ตะวันยังคงส่องแสง ไม่เคยสิ้นแรงรักเธอ

แม้นานเท่าไหร่ หัวใจยังเพ้อ
ขอรักเธอ ตราบสิ้นดินฟ้า



"เพราะเรามีกันสองคนพ่อลูก แม้นพ่อจะเป็นคนสุดท้ายในสังสารวัฏฏ์ แต่เพื่อลูกแล้วพ่อยังทนได้ " ฉะนั้น เราทุกคนคือดาวในหัวใจของหลวงพ่อนะ ...ขอให้ทุกคนมองไปที่รูปของหลวงพ่อเสือ พนมมือขึ้นแล้วกล่าวตามว่า ..

ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกๆ ทุกคน ขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ลูกจะเพียรพยายามชำระความโลภ ความโกรธ ความหลงให้ได้ เพื่อจะใช้ความเพียรพยายามนี้ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ ให้มีแสงของชีวิต เพื่อจะได้ส่องทางเดินไปสู่หนทางที่พ่อต้องการ คือความสิ้นทุกข์ให้ได้ ข้าพเจ้าทุกคนขอกราบสักการะระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อ ผู้ที่ลูกนั้นเคารพและสักการะสูงสุด

อนุโมทนากับทุกท่าน อย่าลืมว่า..แม้นเราจะอยู่ไปนานเท่าไหร่ ถึงฝนจะตกน้ำจะท่วมที่เรากลัวพายุ ..แต่ขอบอกทุกคนแทนหลวงพ่อว่า.. สายน้ำยังไหล สายใจไม่เคยเหือดแห้ง ตะวันยังคงส่องแสง ไม่เคยสิ้นแรงรักเธอ แม้นานเท่าไหร่ หัวใจยังเพ้อ ขอรักเธอ ตราบสิ้นดินฟ้า .. ขอให้ทุกคนโชคดี

และอย่าลืมว่าต้องหัดอยู่กับตนเองให้เป็น เมื่อเรายังมีการหนีนั่นก็แสดงว่าใจของเรายังไม่นิ่ง และยังดูตัวเองไม่เป็น ยังมีอารมณ์รู้สึกเป็นรูปเป็นนามยังไม่ได้ เพราะยังมีทีวีเป็นเพื่อน เมื่อเรายังอยู่กับตนเองไม่เป็นรักตนเองไม่เป็นจะหนีไปอยู่ที่ไหนก็ยังมีภัยที่นั่น เพราะยิ่งหนีไปที่กันดาร แล้วเรารักทีวีแต่ทีวีไม่ได้ไปด้วยหรือไฟดับ หรือหนีไปอยู่ทางเหนือแต่คุณป้าเป็นคนหงุดหงิดง่ายไม่ชอบอะไรที่ไม่มีระเบียบ แล้วถ้าไปพบชาวเขาที่ช่างพูดและพูดไม่ชัดแล้วเขามา "โสน้าหน้า" ก็จะยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่เลย อยู่ตรงนี้แหละดีแล้ว อยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดจะได้ไม่มีใครมาสมน้ำหน้าได้



โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 20:48:34 น.] ( IP = 61.90.64.173 : : )


  สลักธรรม 7






















โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2551 , 22:20:17 น.] ( IP = 58.9.99.89 : : )


  สลักธรรม 8

ต้องขอขอบคุณน้องกิ้ฟอย่างยิ่งเลยครับ ที่นำเนื้อเรื่องและเพลงที่แสนจะหวานซึ้งมาลงให้ได้อ่านและได้ฟังกันตรงนี้อีกครั้งนะครับ พี่เณรร้องเพลงตามไปด้วยจนจบแล้วก็ตั้งใจอ่านครับ

ทำให้รู้สึกถึงคำว่าเป้าหมายได้อย่างดีเลยครับ เพราะถ้าลงมีเป้าหมายแล้ว ก็เสมือนมีเข็มทิศในการเดินทาง และเดินไปด้วยความเพียรไม่ท้อถอยแล้ว เราคงจะเข้าสู้เส้นชัยในเป้าหมายได้เป็นอย่างดีแน่นอนเลยครับ

และขอถือโอกาสตรงนี้ ก้มกราบ ครูผู้ให้เส้นทางเดิน ผู้วางหลักการเดิน ผู้เพียรสอนการเดิน แก่ชีวิตให้ไปด้วยความรูและความงดงามตามเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์มาตลอดชีวิตของท่านนั้น จะขอจำจำจารึกในพระคุณไว้ด้วยความเคารพรักในคำสอนของทุกท่านเลยครับ และจะพยายามต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวงด้วยสติปัญญาให้มากขึ้นๆครับผม

รักเคารพบูชาครูด้วยชีวิตครับผม

โดย พี่เณร [2 มิ.ย. 2551 , 16:22:50 น.] ( IP = 58.9.227.58 : : )


  สลักธรรม 9


กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะที่เตือนสติให้ฝึดหัดให้อยู่กับตนเองให้ได้ เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นการให้อยู่กับตนเอง

ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่มูลนิธิยังอยู่กับเราเสมอ อยู่ที่ว่า เรามีท่านอยู่ในใจเราบ้างหรือเปล่าเท่านั้น

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากๆค่ะ

โดย พี่ดา [2 มิ.ย. 2551 , 17:02:27 น.] ( IP = 124.121.178.24 : : )


  สลักธรรม 10

มีความรู้สึกโชคดีเช่นกันค่ะ ที่ได้มีโอกาสมาที่นี่ ได้มีโอกาสฟังธรรมะของหลวงพ่อและครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่ได้มากล่อมเกลาชีวิตเราไว้ ได้บอกหนทางชีวิตไว้

และก็จะนำความโชคดีให้เกิดความสวัสดีให้กับชีวิต ด้วยการเพียรพยายามรักตนเองเป็น หัดอยู่กับตนเองให้มากกว่านี้ ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานค่ะ

กราบระลึกถึงพระคุณครูอาจารย์ทุกๆ ท่านค่ะ

อนุโมทนากับกุศลกรรมที่น้องกิ๊ฟได้กระทำด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [2 มิ.ย. 2551 , 18:15:51 น.] ( IP = 58.8.53.9 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org