| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พุทธวิธีชนะทุกข์ (๓)
![]()
![]()
พุทธวิธีชนะทุกข์ (๓)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ท่านสาธุชนที่เคารพ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนอะไรแล้ว พระองค์มิได้สอนเฉยๆ หากแต่ได้ให้เหตุผล ได้ให้ข้อเท็จจริง และให้บทพิสูจน์เอาไว้พร้อมบริบูรณ์ รอคอยผู้ที่มีเหตุผลมากๆ มีปัญญาดีๆ อยู่เสมอ แม้เรื่องที่ไม่น่าเลยว่าจะเป็นไปได้ เช่นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนรกสวรรค์ เป็นต้น
การปาฐกถาในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่มีเวลาน้อยนิด จึงต้องบรรยายโดยย่อพอให้ท่านได้เห็นเป็นหนทางเท่านั้นจึงขอประทานอภัย แต่ขอเชิญท่านที่ยังมิได้เข้ามาศึกษาได้ลองศึกษาพระอภิธรรมให้เข้าใจก็จะทราบได้ว่า เรื่องของชีวิตจิตใจที่ผมบรรยายนี้ ไม่มีผู้ใดในโลกที่จะย่างกรายเข้ามาให้ถึงได้ เพราะหาใช่วิสัยของผู้มีกิเลสทั้งหลาย
ต้นเหตุของความทุกข์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจจะ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
อริยสัจจะความจริงที่พระอริยะเจ้ารู้ ๔ ประการนั้น ทุกขสัจจะกับสมุทัยสัจจะ เป็นโลกียธรรม โลกียสัจจะ ส่วนนิโรธสัจจะกับมมรรคสัจจะ เป็นโลกุตตรธรรม เป็นโลกุตตรสัจจะ
ทุกข์ก็ได้แก่การทนอยู่ไม่ได้ สมุทัยก็ได้แก่ต้นเหตุของทุกข์ นิโรธะก็ได้แก่พระนิพพาน ซึ่งผู้ปฏิบัติถึงแล้วก็จะทำให้กิเลสหมดสิ้น ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป และมรรคก็ได้แก่หนทางที่จะเดินไปสู่พระนิพพาน
เฉพาะอย่างยิ่งที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ก็คือคำว่า สมุทัย อันเป็นต้นเหตุของทุกข์
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 มิ.ย. 2551 , 08:36:55 น.] ( IP = 125.26.41.134 : : )
สลักธรรม 1
สมุทัยตัวต้นเหตุของทุกข์นั้นก็คือ ตัวการมารร้ายที่ทำให้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายเป็นไปในภพภูมิต่างๆ ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดขึ้นมา ให้สัตว์ทั้งหลายต้องแก้ปัญหาให้แก่ตนเองชาติแล้วชาติอีกไม่รู้จักจบสิ้น ดังบาลีว่า ภวา ภวสงฺขาตํ ทุกฺขกฺขนฺธํ สมุเทตีติ ทุกฺขสมุทโยฯ ธรรมที่ยังกองทุกข์กล่าวคือภพใหญ่ภพน้อยให้เกิดขึ้นชื่อว่า ทุกขสมุทัย
ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ต้องมี เพราะเกิดมาชาติเดียวตายแล้วก็สูญ จะต้องอาศัยความตรัสรู้ไปทำไม ความตรัสรู้ก็ไม่มีความหมาย สอนศีลธรรมจรรยาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ครูทั้งหลายเขาก็สอนกันได้อยู่แล้ว
มีผู้ชอบพูดกันอยู่ทั่วไปถึงคำว่า "สัญชาติญาณ" แต่หามีผู้ใดที่จะอธิบายคำว่าสัญชาติญาณคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะที่แสดงออกซึ่งสัญชาตญาณนั้นมันทำงานกันอย่างไร
มีผู้ชอบอธิบายว่า เด็กอ่อนนอนในเบาะนั้น จิตประภัสสร คือบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะยังมิได้มีอุปกิเลสจรเข้ามากระทบกระเทือนได้ ถ้าเช่นนั้นเด็กอ่อนก็จะต้องเป็นพระอรหันต์แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมจึงขอถามว่าถ้าชาติอดีตไม่มีแล้ว เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา เหตุใดจึงร้องแว้ๆ ได้ ในขณะที่ร้องนั้นมันทำงานกันอย่างไร และทำงานอยู่ที่ไหน อำนาจของจิต อำนาจของรูปเข้ามามีบทบาทอะไรบ้าง
มีผู้ชอบพูดถึงคำว่า "กิเลส" ซึ่งได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ แต่ไม่ยอมอธิบายกิเลสเหล่านี้ว่ามันมาจากไหน มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะที่แสดงออกนั้นมันมีวิธีการทำงานประการใด
ถ้าไม่มีอดีตชาติแล้ว จะมีสัญชาติญาณติดตัวเข้ามาได้หรือ เด็กจะร้องแว้ๆ ได้ด้วยเหตุอะไร และมีกิเลสได้อย่างไร
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 มิ.ย. 2551 , 08:37:18 น.] ( IP = 125.26.41.134 : : )
สลักธรรม 2
กิเลส ได้แก่ตัวการที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ผู้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะได้ทราบว่า มันเกิดอยู่ในจิตใจและเกิดขึ้นมาได้อย่างไรอย่างละเอียดพิสดาร สำหรับในวันนี้จะขอเสนอเฉพาะอนุสัยกิเลสอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่จะก่อเหตุเป็นตัวอุดหนุนทำให้มีวัฏฏะ คือทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด
สนฺตาเน อนุ อนุ เสนฺตีติ อนุสยาฯ ธรรมเหล่าใดที่ตามนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย
อนุสัยเป็นกิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมที่เร้นลับ ไม่มีใครมองเห็น เพราะมันสงบนิ่งไม่ปรากฏออกมาเลย อนุสัยเป็นกิเลสอย่างละเอียด เช่น ปฏิฆานุสัย คือ ความโกรธ ที่มีอยู่ในใจของท่านทั้งหลาย หรือของผมซึ่งในขณะนี้ก็มีอยู่ แต่ในขณะนี้มันยังหลบซ่อนนอนสงบนิ่งมองเห็นมันไม่ได้ แต่ถ้ามีใครมาด่ามาว่ามันจึงจะแสดงออกมา เหมือนหัวไม้ขีดไฟที่ไม่มีไฟให้เห็น เป็นต้น
แต่เมื่อได้รับความกระทบกระเทือน เช่นมีผู้มาด่ากระทบหู ก็ย่อมจะกระเทือนไปถึงอนุสัยกิเลสจิตใจจึงได้เกิดความเร่าร้อนขึ้น ความเร่าร้อนก็กลายเป็นปริยุฏฐานะกิเลส คือกิเลสอย่างกลาง
เหมือนเอาไม้ขีดๆเข้าที่ข้างกล่องจนเกิดไฟขึ้นมา
เมื่อจิตใจเกิดปริยุฏฐานะกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลาง คือมีความเร่าร้อนแล้ว อำนาจของความเร่าร้อนนั้นก็จะเป็นปัจจัย สนับสนุนให้เกิดกิเลสอย่างหยาบ อันได้แก่วีติกมะกิเลส สนับสนุนให้แสดงออกทางกาย ทางวาจา มีการทำร้ายร่างกาย หรือด่าว่ากันต่อไป
ไฟจากไม้ขีดก็ลุกไหม้ลามออกไป เชื้อเพลิงมีอยู่ที่ไหนก็ลุกไหม้ที่นั่น
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 มิ.ย. 2551 , 08:37:39 น.] ( IP = 125.26.41.134 : : )
สลักธรรม 3
ถ้ากิเลสอย่างละเอียดไม่มี จะมีกิเลสอย่างกลางขึ้นมาได้หรือ จะเร่าร้อนได้อย่างไร
ถ้ากิเลสอย่างกลางคือ ความเร่าร้อนไม่มีเสียแล้ว จะเกิดกิเลสอย่างหยาบ มีการตบตี การด่า การว่าเกิดขึ้นมาไม่ได้
พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย เพราะถูกปัญญาจากการปฏิบัติวิปัสสนาจนถึงพระนิพพานครั้งสุดท้ายแล้ว ปัญญาได้ประหาณกิเลสอย่างละเอียดทั้งหลายให้ออกไปได้เด็ดขาด และหมดสิ้นแล้ว จึงพ้นจากทุกข์ได้ ไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป
ไฟได้หมดเชื้อเสียแล้ว ขีดอย่างไรก็จะไม่ติดไฟขึ้นมาเพราะตัวการมารร้าย นั่นก็คือ ตัวสมุทัยที่ทำให้ชีวิตต้องเวียนว่ายไปในภพภูมิต่างๆนั้นได้ถูกทำลายลงไป
อนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด ที่ซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจนั้น มีอยู่หลายตัวด้วยกันที่คอยอุดหนุนให้แสดงพฤติกรรมออกมา เช่น กามราคานุสัย ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เมื่อเห็นหรือได้ยินอารมณ์ที่ดีๆแล้วก็ติดอกติดใจ อดฝังมั่นอยู่ในใจไม่ได้ เช่น ติดในธนบัตรใบละห้าร้อย เป็นต้น มานานุสัย ความยกตัวถือตัวว่าใหญ่ ว่ารวย ว่าสวย ผู้ใดชมเข้าแล้วก็อดอิ่มอกอิ่มใจไม่ได้ เป็นต้น
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 มิ.ย. 2551 , 08:38:07 น.] ( IP = 125.26.41.134 : : )
สลักธรรม 4
จากบาลีแสดงเอาไว้ ขอแสดงอีกครั้งหนึ่ง
ภวา ภวสงฺขาตํ ทุกฺขกฺขนฺธํ สมุเทตีติ ทุกฺขสมุทโยฯ ธรรมที่ยังกองทุกข์ กล่าวคือ ภพใหญ่ภพน้อยให้เกิดขึ้น ชื่อว่าทุกขสมุทัย
สมุทยสัจจะ คือธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์นั้น องค์ธรรมได้แก่โลภะเจตสิกที่ในโลภะมูลจิต ๘ ประเภท ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ความโลภก็ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เช่น เห็นรูปที่ดีก็ติดใจชอบใจ ได้ยินเสียงที่ไพเราะก็ติดใจชอบใจดังกล่าวมาแล้ว อารมณ์ทางทวารอื่นๆก็โดยทำนองเดียวกัน
ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆดังกล่าวนี้ ในที่หลายแห่งก็ใช้คำว่า ตัณหา หรือมีคำว่า ภวตัณหา วิภวตัณหา ทั้งหมดเหล่านี้แม้จะต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็หนีความยินดีติดใจในอาราณ์ต่างๆไปไม่พ้น
ความยินดีติดใจเป็นตัวการ หรือเป็นต้นเหตุที่จะนำสัตว์ทั้งหลายให้ต้องเวียนเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ดังนั้นจึงต้องค้นหาเหตุผลว่า ทำไม?
ในบางครั้งผมขอใช้คำว่า "ตัณหา" (เพราะพบกันบ่อยๆ ทั่วไป ) คือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ แล้วจะได้อธิบายถึงเหตุผลโดยย่อๆ ว่า ตัณหานำให้สัตว์ต้องเกิดในชาติหน้าได้อย่างไร
ตัณหา แปลว่า ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งคนโดยมากแปลความหมายไปเพียงอย่างเดียวแต่ในเรื่องของทางเพศ แท้จริงความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ทั้ง ๖ ทวาร เรียกว่า ตัณหา แม้ในเรื่องของทางเพศก็รวมลงไปด้วย
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 มิ.ย. 2551 , 08:39:08 น.] ( IP = 125.26.41.134 : : )
สลักธรรม 5
วันนี้ได้เรียนเรื่องต้นเหตุของทุกข์ จึงเห็นได้ว่าในแต่ละวัน เราก็ยินดีติดใจโน่น ติดใจนี่ตลอดเวลาเลย ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดกาแฟ สารพัดที่จะติด ..... แล้วที่ติดๆ นี้หรือตัณหา นั้นจะนำพาให้สัตว์ต้องเกิดชาติหน้าอย่างไร? อ้าวจบเสียแล้ว
กราบขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ..ต้องติดตามอ่านอย่างแน่นอนค่ะโดย พี่ดา [3 มิ.ย. 2551 , 09:18:54 น.] ( IP = 124.121.176.222 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็ยอย่างสูงค่ะ
กราบอนุโมทนาพี่เณรค่ะโดย น้องอุ๊ [3 มิ.ย. 2551 , 20:28:05 น.] ( IP = 125.24.57.86 : : )
สลักธรรม 7กราบอนุโมทนาพี่เณรค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ เป็นอย่างสูงโดย abctoy - [4 มิ.ย. 2551 , 21:36:22 น.] ( IP = 118.172.243.67 : : )
สลักธรรม 8อ่านแล้ว ดีมากครับ ขออนุโมทนา
โดย ชลอ ลาดกับบาง - [20 ส.ค. 2551 , 11:00:28 น.] ( IP = 58.8.167.71 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |