มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิธีชนะทุกข์ (๔)










พุทธวิธีชนะทุกข์ (๔)

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


ทุกขสมุทัย คือต้นเหตุของทุกข์

ต้นเหตุของทุกข์ได้แก่อะไร ได้แก่ตัณหานี่แหละ องค์ธรรมก็ได้แก่ความโลภ และความโลภใช่หรือไม่ที่ทำให้เราวุ่นวายกันใหญ่ แต่ละคนมีความโลภตามที่ได้พูดมาแล้ว การที่ต้องต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันอย่างสุดกำลังนั้นมันเกิดขึ้นจากความโลภ

ดังนั้นชีวิตของเรามีความทุกข์เพราะอำนาจของความโลภที่มีอยู่ในใจ ยิ่งคนโลภมากเท่าไรทุกข์ก็เกิดขึ้นมามากเท่านั้น เพราะมันจะต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวสารพัดอย่าง และไม่ใช่ว่าเกิดความโลภแล้วมันจะได้ตามชอบใจของเราง่ายๆ และเมื่อได้มาแล้วก็มิใช่ว่ามันจะเพียงพอง่ายๆ

ด้วยเหตุดังนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่า ความโลภคือต้นเหตุของทุกข์สารพัดอย่าง แม้ที่รบราฆ่าฟันกันตายอยู่ทั่วไปในโลกเวลานี้ก็มาจากความโลภ เราส่งผู้แทนไปอยู่ในสหประชาชาติ แล้วบรรดาประเทศทั้งหลายก็ส่งผู้แทนของเขาไปในสหประชาชาติ แล้วก็ลองไปแต่ละคนๆ ว่าเขาพูดอย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็พูดช่วยประเทศของตนเข้าข้างพวกตน เพราะฉะนั้นจึงหนีความโลภไม่พ้น จึงหนีสงคราม หนีการฆ่าฟันกันตายไม่ได้

ในบ้านเมืองก็เหมือนกัน เพราะความโลภจึงได้มีเรื่องราวแม้ในครอบครัวเดียวกันก็ตาม ด้วยเหตุนี้ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า อำนาจที่มีอยู่ในใจเรามองเห็นมันไม่ได้ก็จริง แต่มันก็มีอำนาจมาก เพราะมันยุ มันบงการ มันชี้นิ้วให้เราทำอะไรๆ สารพัดอย่างในสิ่งที่ไม่น่าที่มนุษย์จะทำได้ จนกระทั่งการฆ่าฟันกันตาย

การที่เรารบราฆ่าฟันกันตายหรือมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันมากมาย จนเป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากเหล่านี้ก็มาจากอำนาจของตัณหา คือความโลภทั้งสิ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:53:50 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ท่านสาธุชนที่เคารพ ตัณหารือความโลภนั้นมันมิได้นำทุกข์ดังกล่าวมาให้เพียงเท่านั้น เพราะทุกข์เพียงเท่านั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน เพราะทนเอาไม่กี่สิบปีก็ตาย ความทุกข์ทั้งหลายก็สูญสิ้นตามความตายไปด้วย แต่ความโลภนี้มันทำให้เราต้องเกิดใหม่และเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ ไป ทำให้เราต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตทุกชาติๆ ไป ไม่รู้จักจบสิ้นลงได้อันเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก

ความโลภมันฝังอยู่ในใจ แล้วมันก็ใช้อำนาจของมันที่ฝังอยู่นี่เองบันดาลให้แสดงพฤติกรรมออกมาสารพัดอย่าง ผมขอยกตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียวนะครับ เช่นว่า ถ้ามีสองคนคือหนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกัน ตอนแรกเมื่อพบกันก็รักกันนิดเดียว แต่เดี๋ยวนี้คุยกันไม่หยุดหย่อนเลย รักกันมากขึ้นๆ ..ท่านทั้งหลายความรักเห็นตัวได้ไหม? เห็นตัวไม่ได้ แต่ความรักมีอำนาจไหม? แน่นอนความรักมีอำนาจมาก สามารถทำให้ฆ่าคนก็ได้ อำนาจความรักทำให้เกิดฆ่ากันตายเพราะช่วงชิงคู่รักกัน คือหนุ่มสาวฆ่าตัวตายเพราะพ่อแม้ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมให้แต่งงานกันก็ได้

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าสิ่งที่ไม่มีตัวตนจะไม่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเหตุทำให้เกิดเรื่องราวที่ใหญ่โตได้ ทั้งๆ ที่มันไม่มีตัวไม่มีตน แต่มันก็ทำให้เกิดเรื่องสารพัดอย่าง

ด้วยเหตุนี้เองก็จะเห็นได้ว่า อำนาจของความโลภที่สะสมๆ และจมอยู่ภายในจิตใจตั้งแต่ชาติเก่าๆ มาจนถึงชาตินี้มากมายเท่าไร เราคำนวณไม่ไหวหรือนับจำนวนไม่ได้ เพราะมากมายอย่างเหลือเกิน

ดังนั้น บุคคลใดสิ้นชีวิตลงไปแล้วอำนาจของความโลภนี่แหละมันเป็นตัวการทำให้เรามีชีวิตขึ้นมาใหม่ มันเป็นตัวการที่ทำให้จิต เจตสิก และกรรมชรูปปรากฏขึ้นมาอีกในชาติใหม่ภพใหม่ต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:54:09 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเราตั้งคำถามว่า ทำไมเราจึงต้องเกิดใหม่ เราก็ตอบคำถามได้ว่า ก็เพราะเราอยากจะเกิดใหม่ บางคนอาจจะเถียงว่าเปล่าเลย ผมต้องการเกิดใหม่เมื่อไหร่เล่า ทุกข์จะตายไป ไม่ต้องการเกิดเลย เพราะเกิดมาแล้วเป็นทุกข์อย่างเหลือเกิน

ความจริง"ไม่อยากจะเกิด"ก็พูดได้ แต่ทว่าพูดหนหนึ่งคราวเดียว เฉพาะในเวลาที่ไม่สมความปรารถนาเท่านั้น แต่ความโลภคือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ มันเข้าฝังอยู่ในจิตใจตั้งหลายร้อนหลายพันหน ที่พูดหนเดียวว่าไม่อยากเกิดเพราะว่ากำลังเร่าร้อนหรือกำลังไม่สบายใจเท่านั้น

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ทุกคนสะสมอำนาจความอยากเกิดเอาไว้ในใจ ก็เพราะความอยากเห็น อยากได้ยิน อยากกิน อยากเที่ยว อยากสนุก ความอยากทั้งหลายนี้แหละมันสะสมฝังจมอยู่ภายในจิตใจ เมื่อจุติคือความตายได้เกิดขึ้นมามันก็ทำให้จิตของเราต้องสืบต่อเกิดขึ้นมาใหม่ในชาติหน้า ทำให้เรามีประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย และมีใจ ตลอดจนเพศหญิงหรือเพศชาย ซึ่งอำนาจของกรรมที่ได้ทำเอาไว้ได้สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น รายละเอียดในเรื่องนี้มีมาก แต่จะยกเรื่องความโลภมาให้เป็นตัวอย่างย่อๆว่านำให้เราต้องเกิดได้อย่างไร

ถ้าท่านเรียนพระอภิธรรมเข้าใจ ท่านก็จะได้เห็นวิถีคือการทำงานของจิตใจว่า มีหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือการแสดงออกของวิถีจิตที่บุคคลสิ้นชีวิตแล้วต้องเกิดใหม่ ก่อนจะตายมันก็มีอารมณ์ไม่ว่าจะตายช้าตายเร็วมันก็มีอารมณ์ทั้งนั้น เพราะจิตเกิดดับรวดเร็วมาก

เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลใดสะสมอำนาจของอารมณ์ไว้ในตอนสุดท้ายมีกำลังมาก แล้วอำนาจของอารมณ์ที่มีกำลังมากส่วนใหญ่ก็คือความสันทัดจัดเจนที่ได้ทำมาเป็นตัวการให้อำนาจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:54:26 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : )


  สลักธรรม 3



ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบฆ่าสัตว์ ตีศีรษะหมูทุกๆ เช้ามืดเพื่อฆ่าหมูจำนวนมาก ครั้นใกล้จะถึงแก่ความตายก็ร้องเสียงดังลั่น บางท่านก็เจ็บศีราะอยู่เป็นเวลานานๆ ทั้งๆ ที่โรคอะไรก็มิได้มี รักษาอย่างไรก็ไม่หาย แล้วอำนาจของกรรมเล่านั้นมันก็จะเป็นตัวส่งเหมือนกับท่านทั้งหลายอยู่ที่มูลนิธินี้ แล้วจะไปบางลำภูเพื่อซื้อของ ก็มีอารมณ์ก่อนว่าจะไปไหน แล้วก็ขึ้นรถไปบางลำภู

ด้วยเหตุนี้อำนาจของอารมณ์จึงเป็นตัวส่งให้ไปที่ไหน ดังนั้น ผู้ฆ่าหมูที่ร้องครวญครางว่าเจ็บศีรษะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย แพทย์ตรวจแล้วไม่เห็นว่ามีโรคอะไร เพราะอำนาจกรรมมันทำให้เกิดความรู้สึก ดังนั้นก็จะทำให้วิถีจิตสุดท้ายเกิดขึ้น แล้วก็จุติซึ่งแปลว่าดับ แปลว่าตาย แล้วก็ปฏิสนธิเกิดเป็นสัตว์นรก

หรือว่าบางคนที่คดโกง คอรัปชั่น ปรารถนาที่จะได้ทรัพย์สินของผู้อื่นเขาด้วยวิธีการต่างๆ โดยมิชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาจะสิ้นชีวิตก็จะเห็นทรัพย์สินที่คดโกงหรือคอรัปชั่นเขามาได้ด้วยวิธีการต่างๆ แล้วอารมณ์ที่เป็นทุจริตนี้ หรือจะพูดว่าอำนาจของอารมณ์ดังกล่าวจะนำส่งไปให้เกิดเป็นเปรต อสุรกาย

ส่วนใหญ่เมื่อตอนใกล้จะตายอาศัยความชำนาญที่ทำไว้แล้วมากๆ เก็บอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้แล้วมาปรากฏเกิดขึ้นมาใหม่ เมื่อตอนใกล้จะตาย อารมณ์ดังกล่าวนั้นเป็นตัวร่วมส่งให้เกิดใหม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:54:43 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : )


  สลักธรรม 4



หรือเหมือนจะไปเชียงใหม่ ความจริงแรกๆ ก็ยังไม่อยากไป แต่ได้ยินเสียงใครต่อใครพูดว่า เชียงใหม่ดีอย่างโน้น สนุกอย่างนี้ แล้วก็สะสมเงินทองเอาไว้ แล้วก็เดินทางไปจนได้ อำนาจของอารมณ์ที่ชอบใจค่อยๆ สะสมอำนาจมากขึ้นๆ จนทำให้เราขึ้นรถไปเชียงใหม่

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่ทำบุญทำกุศลมากๆ เป็นตัวส่งเมื่อเวลาปฏิสนธิก็จะเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง หนีไม่พ้นจากการต้องเกิดใหม่

อย่างไรก็ดี การเกิดใหม่นั้นมีอำนาจที่ส่งให้เกิดอารมณ์เมื่อตอนใกล้จะตาย เป็นตัวส่งอารมณ์ให้เราไปเกิดที่ไหน เป็นตัวการชี้ตำแหน่งให้ แต่อำนาจของตัณหาคือความโลภ ความยินดีชอบใจ ติดใจ ที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของใจมาทุกชาติๆ รวมทั้งชาตินี้ด้วย

บางทีก็พูดว่า ตัณหานั่นเองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้ว่า เป็นยางเหนียวยึดให้ชาตินี้กับชาติหน้าติดกัน แปลว่า เราต้องเกิดใหม่ด้วยอำนาจสองอำนาจ

อำนาจหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คืออำนาจของตัณหา ยินดีติดใจที่อยากจะเกิดทั้งโดยตรงและโดยปริยาย เพราะมีชีวิตขึ้นมาก็อยากเห็น อยากได้ยิน อยากกิน อยากอยู่ ความอยากทั้งหลายที่เป็นโลภะเกิดอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่เกิดไปจนตายนั้นมากมายจากในอดีตที่นับชาติที่เกิดไม่ไหว

อำนาจที่สะสมจมอยู่ภายในจิตใจนี้แหละที่เป็นอำนาจที่จะเป็นยางเหนียวเกี่ยวพันให้ชาตินี้ติดกับชาติหน้าต่อไป และต่อๆ ไป ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เป็นตัวต้นเหตุของทุกข์เพราะทำให้มีชาติหน้าและชาติหน้าต่อๆ ไป โดยไม่ขาดสาย แต่อารมณ์สุดท้ายตอนใกล้ตายจะเป็นตัวส่งให้ไปเกิด ณ สถานที่ใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:55:19 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : )


  สลักธรรม 5



ในปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่างเรื่อง "เงิน" ย่อมจะเห็นได้ง่าย แต่ละคนย่อมมีความปรารถนาเงินอย่างสุดหัวใจ เพราะจะเอาไปซื้ออะไรๆ เพื่อสนองความปรารถนาของหัวใจก็ได้ ดังนั้นจึงต้องสู้ฟัดเหวี่ยงกันยกใหญ่ ช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงอยู่ทั่วไป จึงได้เกิดโรคขึ้นทั้งทางกายและทางใจ จึงได้รบราฆ่าฟันกันตาย อยากจะฆ่าใครหรืออยากจะเผาตึกรามบ้านช่องที่ไหนก็ไม่ยากอะไร เสียเงินไม่กี่หมื่นก็ทำได้ เงินมันบงการให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

เพราะเงินมันพูดได้ ถ้าเงินมากมันก็พูดเสียงดังเสียด้วย ผู้ใหญ่ที่มีศีลธรรมที่เคยคลุกคลีกับเงินมาจนมีความรู้เจนจบ จึงได้สอนว่า อย่าไปคุยกับเงินให้บ่อยนัก เพราะดีไม่ดี ก็อาจจะเสียท่าแล้วถูกมันพาไปลงนรก

หนีศัตรูภายนอกนั้นพอหนีได้ แต่หนีศัตรูภายในนั้นแสนยากยิ่ง หนีผู้อื่นพอหนีได้ แต่หนีตัวเองจะหนีไปทางไหน

ตราบใดที่อำนาจของความโลภยังเต็มบริบูรณ์อยู่ในหัวใจ แล้วยังมิได้มีปัญญาเข้ามาทำให้ความโลภสั่นคลอนหวั่นไหว ตราบนั้นก็จะต้องเกิด และจะต้องเกิดต่อๆ ไปไม่จบสิ้นลงได้ แล้วความทุกข์ทั้งหลายจะหนีไปไหนพ้น

ผู้ไม่มีปัญญาในปัญหาชีวิตก็เพียรพยายามถกเถียงเป็นการใหญ่ว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นไปไม่ได้ บางคนครั้งในพุทธกาลนั้นแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็โปรดไม่ได้ บางคนยังแลบลิ้นหลอกพระพุทธเจ้าก็มี ทั้งนี้ก็เพราะในอดีตเขาอบรมปัญญามาไม่มากพอ หรือว่ากุศลยังไม่ส่งให้

ดังนั้น โดยอำนาจของกำลังสองที่หลบซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจ มันบงการทำให้หนีไม่พ้นจากการต้องเกิดใหม่ และเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ ไป แต่สำหรับเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปจากนี้เป็นเรื่องที่ต้องเกิดใหม่จะเกิดเป็นผีสางเทวดาได้อย่างไร


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2551 , 07:55:54 น.] ( IP = 125.26.43.44 : : )


  สลักธรรม 6

อำนาจของตัณหา ที่ทำให้ชีวิตต้องเกิดต่อๆ ไป ไม่มีที่จบสิ้น กราบขอบพระคุณในคำอธิบายขยายความของท่านอาจารย์ค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [5 มิ.ย. 2551 , 21:41:22 น.] ( IP = 58.8.50.148 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org