มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รบกวนพี่เณร อีกครั้งครับ




ขอกราบขอบพระคุณกับ ข้อชี้แนะในคำถามครั้งก่อน
ผมได้มาอ่านข้อชี้แนะเมื่อเช้า แล้วเริ่มเข้าใจบ้างแล้ว แต่อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็จะศึกษาและปฏิบัติต่อไป
เรื่องที่ผมจะรบกวนคือว่า ก่อนที่จะอ่านคำชี้แนะ ผมได้นั่งสมาธิ แล้วรู้สึกแว๊บนึงเหมือนเห็นซุ่มประตูหิน ลักษณะดูเป็นรูปแบบของขอม แต่เห็นได้แวบเดียวก็ออกจากสมาธิ อาจจะเกิดจากความฟุ้ง แต่ก็อยากเห็นอีก จึงเข้าใหม่
คราวนี้นั่งไปพักนึง ก็รู้สึก ว่ามืดไปหมด รู้สึกร่างกายหนักๆ ต่อมาก็รู้สึกว่าจะมองเห็นคล้ายกับสะเก็ดไฟ ดวงเล็กๆ แต่สีเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เกือบจะขาว หลายร้อยหลายพัน วิ่งมาหาผม และก็แว่วเสียงถามว่า "เห็นชัดมั้ย" อยู่หลายครั้ง ผมก็ตอบกลับไปว่า "เห็น แล้วมันคืออะรัย" แต่ก็ไม่ได้คำตอบ แล้วก็รู้ตัวว่าออกจากสมาธิ สาเหตุที่ออก ก็คือ คล้ายกับว่าตัวเอง ไม่หายใจ
รบกวนพี่เณร ช่วยตอบหน่อยครับ ว่าที่ผมเห็นนั้น เกิดจากความฟุ้งซ่าน หรือว่า อะไร แล้วที่ผมเห็น นั้นเป็นอะรัย
พอดีผมจะนั่งสมาธิ ก่อนจะนอน เกือบทุกคืน แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่ก็ทำไปเรื่อย หาหนังสืออ่านบ้าง อ่านจากเว็บไซด์ต่างๆบ้าง หาแนวทางหลายๆแนวทางแต่ไม่ใช้ว่าจะทำตามทุกแนวทาง ผมแค่ศึกษาถึงความหมายการเจริญวิปัสนากรรมฐานว่าเป็นอย่างไร ส่วนวิธีปฏิบัติของผมก็คือ จะนั่งกำหนด จดจ่ออยู่ตรงระหว่างคิ้ว ปล่อยตัวสบายๆ ให้รู้สึกว่าตัวเองเบา แล้วกำหนดให้ความรู้สึกที่เกิดระหว่างคิ้ว เปรียบเป็น ส่วนที่มองเห็นในความมืด แทนดวงตา
ผมปฏิบัติแบบนี้ ถือว่า เป็นการ บังคับจิต ข่มจิต ได้หรือเปล่าครับ แล้ว ผิดหรือเปล่าครับ รบกวน พี่เณรช่วย ชี้แนะอีกครั้งครับ รบกวนอีกที
ขอกราบขอบพระคุณครับ

โดย ปีกแห่งสายลม - [25 มิ.ย. 2551 , 09:40:48 น.] ( IP = 125.24.158.247 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สวัสดีครับคุณปีกแห่งสายลม

การถามครั้งนี้รู้สึกว่าพี่เณรจะตอบยากกว่าครั้งเก่าอีกนะครับ เพราะเท่าที่พี่เณรศึกษามานั้นก็เพียงทฤษฏีครับ

แต่ก็พอจะทราบบ้างแต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ที่ว่าเห็นซุ้มประตูแบบขอมนั้นนะครับ อาจจะเห็นจริงก็ได้ หรือฟุ้งไปเองก็ได้ครับ ที่ว่าเห็นได้นั้นก็คือมีเทวดาที่ท่านมาทำให้เกิดเห็นภาพนั้นๆได้ในขณะที่จิตคุณมีสมาธิพอดีที่สามารถทำให้ให้นิมิตนั้นได้นะครับ และที่ว่าอาจเป็นเพราะฟุ้งไปเองก็เพราะเราอาจจะมีความรู้สึกลึกๆ เช่นกังวลหรือรับรู้เรื่องราวนั้นๆมาเก็บไว้ในใจ อาจนานแล้วก็ได้ หรือเพิ่งเกิดมาในระยะใกล้ๆนี้ก็ได้นะครับ เพราะช่วงนี้เรื่องปราสาทหินที่มีข่าวคึกโครมมีมากอยู้ด้วยครับ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น มันอยู่ที่ว่า เมื่อคุณเห็นแล้วใจตอนนั้นเป็นอย่างไร ถ้าสงบดีมีปิติใจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกครับ แต่ถ้าเห็นอะไรไปแล้วเกิดความกลัวขึ้นมา ตรงนี้ซิครับต้องแก้ไขแล้ว ด้วยการหยุดทำสมาธินั่นเอง เพราะถ้าขืนทำต่อไปใจก็ไม่สงบไม่สุขใช่ไหมครับ คุณต้องให้คำตอบตัวคุณเองให้ได้นะครับ ว่าใจเป็นอย่างไร ควรทำต่อไปหรือไม่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเห็นซุ้มประตู เห็นแสงหรืออะไรก็ตามนะครับ ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราสบายใจสิ่งนั้นก็ยังถือว่าก่อประโยชน์ให้นั่นเองครับ ยิ่งคุณบอกว่ารู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก นี่ละครับควรคิดเพราะจิตอาจถูกบังคับด้วยจิตที่มุ่งมั่นดูในเรื่องนั้นๆเป็นไปได้ครับผม

ถ้าอย่างไรก็ควรศึกษาให้เข้าใจด้วยนะครับว่าหลักการปฏิบัตินั้น จริงๆแล้วพระพุทธองค์ทรงมีพุทธประสงค์ให้เราชาวพุทธทำไปเพื่ออะไรนั่นเองนะครับ ก่อนที่จะปฏิบัติเราควรรู้ก่อนนะครับ เหมือนก่อนจะออกเดินทางต้องรู้เส้นทาง และที่สำคัญต้องรู้ว่าเราจะไปที่นั้นเพื่ออะไรนั่นเองครับผม.

โดย พี่เณร [25 มิ.ย. 2551 , 18:43:39 น.] ( IP = 58.9.228.43 : : )


  สลักธรรม 2

การทำสมาธิ ทำเพื่อให้จิตสงบ หลีกเร้นจากความฟุ้งซ่าน และเป็นการเตรียมพลัง เหมือนเราชาร์ตแบตตอรี่ในเวลากลางคืนแล้ว พอตอนเช้าก็เอาไปใส่โทรศัพท์มือถือ ทำให้ใช้งานได้ไปตลอดวัน

การทำสมาธิ ไม่ได้นั่งเพื่อจะเห็นอะไร ไม่ได้นั่งเพื่อถอดจิตไปไหน แต่นั่งเพื่อให้ใจสงบ ให้สติกินข้าว สติจะได้มีแรง

หลวงพ่อชาบอกว่า “ นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง จะเย็นไปได้ 3 วัน “ เพราะฉะนั้น ถ้าเรานั่งทุกวันติดต่อกัน ก็จะเย็นไปเป็นปี ถ้าใครนั่งไม่ได้ ก็นั่ง 10 นาที จะเย็นไปได้ 1 วัน

ตอนนั่งสมาธิ เราจะรู้สึกว่ามีเรื่องหลายเรื่องมากกว่าตอนไม่ได้นั่ง เรื่องอะไรไม่รู้เข้ามาตีกันเต็มในหัว แต่แม้กระนั้นก็ให้ลองสังเกตดูว่า ในท่ามกลางความยุ่งเหยิงในสมองเป็นเวลา 10 นาทีนั้น ถ้าทำทุกวัน ยังจะปรากฏความเย็นได้ 1 วัน นอกเวลานั่งสมาธิได้ คือ มันยังให้ผลอยู่ได้เหมือนกัน ก็แปลกดี แต่จริง

ทำสมาธิโดยการนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิ มี 2 จุดประสงค์

1. นั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ได้พักจิตใจ นั่งโดยการดูลมหายใจ ตั้งจิตอยู่ที่รูจมูก สังเกตลมที่กระทบตอนเข้าและออก บางคนบริกรรมด้วย เมื่อจิตสงบ บางทีคำบริกรรมจะหายไป ก็ให้หายไป บางทีสงบจนลมหายใจละเอียดแผ่วเบา เหมือนไม่ได้หายใจ การนั่งให้จิตสงบอย่างนี้ เรียกสมถะ ภาวนา

2. วิปัสสนา เป็นการดูจิตเพื่อเจริญปัญญา จิตจะเจริญของเขาเอง แล้วแต่เขาจะหยิบยกธรรมใดขึ้นมาพิจารณา โดยก่อนหน้านั้นผู้ปฏิบัติเพียงแต่เจริญสติสัมปชัญญะเท่านั้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาถึงวิธีปฏิบัติที่ละเอียดมาก จึงจะถึงขั้นนี้ได้ หลักการดูจิตขอแนะนำให้ท่านผู้อ่าน ศึกษาจากหนังสือของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลักของท่านว่า “ อย่าส่งจิตออกนอก “

อ่านต่อที่นี้นะครับ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=9698

โดย ทับตะวัน [25 มิ.ย. 2551 , 19:16:30 น.] ( IP = 58.9.228.43 : : )


  สลักธรรม 3

โยมทับตะวัน "การแก้ปัญหาที่โยมนั่งสมาธิแล้วปัญหานั้น เบื้องต้น ให้กำหนดสติรู้ปัจจุบันก่อน เช่นตัวหนักก็กำหนดรู้ว่าตัวหนัก โดยไม่ต้องสงสัยอะไร ทางสายสติปัฏฐานสี่ ตัวหนัก กำนดว่า หนักหนอ จนหาย เห็นแสง กำหนดว่า เห็นหนอๆๆๆๆ จนหาย พุทธองค์ทรงตรัสสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาเห็นพระไตรลักษณ์ ใดๆทั้งปวงล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"ไม่เที่ยง" ทั้งปวงทนไม่ได้ "เป็นทุกข์" เพราะไม่สามารถควบคุมได้ เป็นไปตามธรรมชาติของมัน กรุณาอย่าอยู่กับสมาธิอย่างเดียว มีสมาธิ ต้องมีปัญญารู้แจ้งความเป็นจริงในปัจจุบันด้วย เมื่อเราอยู่กับสมาธิอย่างเดียว ก็เหมือนกับคนนอนหลับ พุทธทรงสอนไว้ให้เราทำจิตให้สงบ เมื่อจิตสงบจะพบสมาธิ เมื่อมีสมาธิต้องใช้ปัญญา(สัมปชัญญะ)พิจารณาพระไตรลักษณ์
ขอเจริญในพระสัทธรรม
หลวงตาเจษฎ์

โดย หลวงตา - [6 ก.ค. 2551 , 11:38:46 น.] ( IP = 117.47.91.236 : : )


  สลักธรรม 4

แก้ไข เจริฐพรโยมปีกแห่งสยาม..."การแก้ปัญหาที่โยมนั่งสมาธิแล้วปัญหานั้น เบื้องต้น ให้กำหนดสติรู้ปัจจุบันก่อน เช่นตัวหนักก็กำหนดรู้ว่าตัวหนัก โดยไม่ต้องสงสัยอะไร ทางสายสติปัฏฐานสี่ ตัวหนัก กำนดว่า หนักหนอ จนหาย เห็นแสง กำหนดว่า เห็นหนอๆๆๆๆ จนหาย พุทธองค์ทรงตรัสสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาเห็นพระไตรลักษณ์ ใดๆทั้งปวงล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"ไม่เที่ยง" ทั้งปวงทนไม่ได้ "เป็นทุกข์" เพราะไม่สามารถควบคุมได้ เป็นไปตามธรรมชาติของมัน กรุณาอย่าอยู่กับสมาธิอย่างเดียว มีสมาธิ ต้องมีปัญญารู้แจ้งความเป็นจริงในปัจจุบันด้วย เมื่อเราอยู่กับสมาธิอย่างเดียว ก็เหมือนกับคนนอนหลับ พุทธทรงสอนไว้ให้เราทำจิตให้สงบ เมื่อจิตสงบจะพบสมาธิ เมื่อมีสมาธิต้องใช้ปัญญา(สัมปชัญญะ)พิจารณาพระไตรลักษณ์
ขอเจริญในพระสัทธรรม
หลวงตาเจษฎ์

โดย หลวงตา - [6 ก.ค. 2551 , 11:42:03 น.] ( IP = 117.47.91.236 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org