มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๒)






แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๒)

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลยแม้แต่สิ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ตาม ล้วนแต่มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาทุก ๆ วินาที จิตก็โดยทำนองเดียวกันแม้แต่รูปที่เราเห็นว่ามันใหญ่โต หรือกว้างขวาง แท้จริงก็เป็นหน่วยเล็ก ๆ เรียกว่า "ปรมาณู" มารวมกัน ( ปรมาณูในพระพุทธศาสนา)

สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่า รูป หรือ นาม ก็ย่อมจะไม่มีสิ่งใดตั้งมั่นอยู่ได้ ผู้ไม่ได้ศึกษาให้มีความเข้าใจก็คิดเอาง่าย ๆว่า จิตนั้นเป็นอมตะ เป็นสิ่งกายสิทธ์ ทั้งล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ด้วย เมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมาว่าไม่เที่ยงแล้ว จิตจะเป็นสิ่งกายสิทธิ์ และล่องลอยไปเกิดได้อย่างไร ก็เป็นการไม่ถูกต้องตามสภาวธรรม

จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีความเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับ เวลาตื่น ไม่ว่าตอนเกิดหรือตอนตาย เพราะเป็นอนันตรปัจจัย เปรียบเหมือน "เซลล์" ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกาย มันแยกด้วยตัวเองแล้วก็ขาดออกจาก ๑ เป็น ๒ เป็น ๔ แล้ว เซลล์ทั้งหมดก็ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยจากเซลล์ตัวเดิมมาทั้งหมด

จิตก็โดยทำนองนี้ เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้วก็เก็บอารมณ์ต่าง ๆ เอาไว้ในจิตใจ เราจึงจำสีเขียว สีแดง จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ ตลอดจนจำภรรยา สามี หรือเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ แม้การสอบไล่ของนักศึกษา ก็เอาของเก่าที่เคยศึกษาเล่าเรียนแล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจออกมาตอบในข้อสอบ ส่วนคิดนึกไม่ออกนั้น ก็เพราะกำลังแรงของอารมณ์ไม่พอ หรือมีความสันทัดจัดเจนน้อยไป หรือไม่ได้คิดนึกบ่อย ๆ ด้วยไม่ได้มีความสนใจ

เมื่อจิตเกิดดับสืบต่อกันไปแล้ว การสืบทอดทุกอย่างก็ติดตามไปเหมือนกับเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ความสันทัดจัดเจนต่าง ๆ ก็ติดตามไปด้วยทุกอย่าง ตลอดจนเรื่องของบุญ ของบาป เรื่องอุปนิสัยใจคอก็สืบต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:01:41 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร (กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้เป็นหลักการ เป็นบาลีว่า "เย ธมฺมา เหตุปฺภวา" ซึ่งแปลว่า "ธรรมชาติทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ" ซึ่งก็หมายถึงผลที่ปรากฏขึ้นมาได้นั้นไม่มีผู้ใดมาดลบันดาล หรือเสกสรรค์ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุดังนี้เอง จิตจะเกิดขึ้นมาทำการเห็น จึงต้องอาศัยเหตุเหมือนกัน โดยแบ่งเป็นเหตุใกล้ ๒ เหตุ และไกล ๒ เหตุ รวมเป็น ๔ เหตุด้วยกัน ทั้งนี้สำหรับผู้เริ่มศึกษาเล่าเรียนเรื่องจิต เพราะถ้าว่าโดยละเอียดแล้วก็มีเป็นจำนวนมาก

๑. อดีตกรรม..... ๒. อารมณ์...... เป็น เหตุไกล
๓. เจตสิก..... ๔. วัตถุรูป....... เป็น เหตุใกล้

๑. คำว่า อดีต หมายถึงกาลที่ล่วงไปแล้ว อาจจะเป็นกาลที่ล่วงไปแล้วในชาตินี้ หรือล่วงไปแล้วในชาติก่อน ๆ ก็ได้ ส่วนคำว่า กรรม หมายถึงการกระทำ จะเป็นการกระทำทางกาย วาจา ใจ หรือเป็นการกระทำทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ได้ รวมกันเข้าก็หมายถึงกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ในจิตใจ

๒. อารมณ์ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จิตจะเกิดขึ้นมาได้จิตจะต้องจับอารมณ์ หรือจะต้องมีอารมณ์มากระทบกับจิต เช่น "จิตเห็น" เกิดขึ้น จะต้องมีรูปารมณ์ คือรูปอันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบกับจิตที่ประสาทตา ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ว่าอารมณ์มากระทบนั้น ก็เพื่อทำความเข้าใจให้ง่าย สำหรับผู้ศึกษาใหม่เท่านั้น เพราะว่ามากระทบจริง ๆ ก็มี มากระทบโดยสืบต่อก็มี

สำหรับเหตุให้เกิดจิตทั้ง ๒ ข้อนี้ เป็นเหตุไกล เพราะเป็นอดีตกรรม และอารมณ์ต่าง ๆ มากระทบ มิใช่เกิดที่จิตโดยตรง

๓. เหตุให้เกิดจิตตัวที่ ๓ ได้แก่ เจตสิก และเจตสิกนี้ก็จะต้องเกิดร่วมกับจิตเสมอไป ไม่มีเจตสิกก็ไม่มีจิต

๔. วัตถุรูป ไม่ว่าสิ่งใดในโลกนี้ จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้วไม่มีทื่อาศัยก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของใด ๆ ก็ตาม (เว้นอรูปพรหม) จิตจะเกิดขึ้นมาก็จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยเหมือนกับธรรมชาติทั้งหลายนั่นเอง

ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยไม่ได้ จิตจะเกิดขึ้นทางตามาทำหน้าที่ "เห็น" ก็อาศัยที่จักขุวัตถุ คือ ประสาทตา ทางหูเรียกว่า โสตวัตถุ ทางจมูกเรียกว่า ฆานวัตถุ ทางลิ้นเรียกว่า ชิวหาวัตถุ ทางกายเรียกว่า กายวัตถุ ทางใจเรียกว่าหทยวัตถุ ที่เรียกว่าจักขุวัตถุ คือประสาทตานั้น ในภาษาธรรมะเรียกว่า จักขุปสาทะ ทางหู = โสตปสาทะ ทางจมูก = ฆานปสาทะ ทางลิ้น = ชิวหาปสาทะ ทางกาย = กายปสาทะ และทางใจไม่ใช่ ปสาทะ เรียกว่า หทย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:03:17 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : )


  สลักธรรม 2



เจตสิก คืออะไร (กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่)

เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ จิตกับเจตสิกก็จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เพราะจิตเกิดขึ้นที่ไหนเจตสิกก็จะอยู่ในที่นั้น จิตรับอารมณ์อะไร เจตสิกก็ร่วมรับอารมณ์อย่างเดียวกัน เหมือนพูดว่ามีครูก็ต้องมีศิษย์ พูดว่าพ่อแม่ก็ต้องมีลูก พูดว่าสามีก็ต้องมีภรรยา

จิต ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นนามธรรมก็ตามที่เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีการประชุมที่มาเกิดร่วมกันก็เพื่อจะมาทำงาน ตัวที่มาประชุมร่วมกันเหล่านี้เรียกว่า เจตสิก

เจตสิกที่รวมกันทั้งหมดนั้นมีอยู่ถึง ๕๒ ประเภท เป็นเจตสิกที่เป็นกลาง ๆ สามารถเกิดกับบาปก็ได้ กับบุญก็ได้ ไม่บาปไม่บุญก็ได้ ประเภทหนึ่ง อกุศลเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นอกุศลจิตเท่านั้นประเภทหนึ่ง และโสภณเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นโสภณจิตเท่านั้นอีกประเภทหนึ่ง

เมื่อตั้งคำถามว่า เจตสิกคืออะไร ก็ได้คำตอบว่า เจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิต และที่ตั้งที่อาศัยก็อยู่ในที่เดียวกันกับจิต

เจตสิกที่ประกอบกับจิตนั้น เรียกว่า เจโตยุตฺลกฺขณํ คือการประกอบที่บริบูรณ์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ

๑. เอกุปฺปาท เกิดพร้อมกับจิต
๒. เอกนิโรธ ดับพร้อมกับจิต
๓. เอกาลมฺพน มีอารมณ์อันเดียวกับจิต
๔. เอกวตฺถุก อาศัยวัตถุอันเดียวกับจิต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:03:40 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : )


  สลักธรรม 3



รูปปรมัตถ์

อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ นี้ พระอนุรุทธาจารย์ได้ประพันธ์เป็นคาถาสังคหะไว้รวม ๑๔ คาถา แต่เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทย ก็ยากที่จะทำความเข้าใจได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาในตอนต้นๆ มาก่อน ยิ่งถ้าจะทำความเข้าใจในส่วนที่ละเอียดลออลึกซึ้งให้มีความเข้าใจดี และมีความกว้างขวางตามสภาวธรรมก็ยิ่งจะยุ่งยากขึ้นไปอีก

จากปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงเอาไว้ว่า รุปฺปนตีติ รูปํ ธรรมชาติที่แตกดับหรือผันแปรไปนั้น เรียกว่า รูป

จากวิภาวนีฎีกา ได้ขยายคำว่า รุปฺปน ไว้ดังนี้ รุปฺปนญฺเจตฺถ สีตาทิวิโรธิปจฺจยสมวาเย วิสทิสุปฺปติ เยว ลำดับรูปที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง ขณะที่มีปัจจัยอันเป็นข้าศึก คือ ความเย็น เป็นต้น ยังให้แตกดับนั้น ลำดับรูปนั้นชื่อว่า รุปฺปน

สรุปแล้วก็คือ รูป ก็ได้แก่ธรรมที่ผันแปรแตกดับ ด้วยความเย็นหรือความร้อนนั่นเอง

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าพื้นแผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ร่างกายของคน หรือของสัตว์เดรัจฉาน ตลอดไปจนถึงรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยสายตา ล้วนแต่อยู่ในฐานะเดียวกัน อย่างหนึ่งก็คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนต้องแตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

ที่ว่ารูปแตกดับหรือผันแปรไปด้วยความเย็นหรือความร้อนนั้น หมายถึงรูปทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม คือ เปลี่ยนเป็นรูปใหม่เสมอไป แม้บางรูปเราจะต้องเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ก็จริง แต่มันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

เพราะว่ารูปทั้งหลายถูกประชุมกันขึ้นมาจากรูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า ปรมาณู และปรมาณูนั้นต้องมีความร้อน และความร้อนนี่เองที่ทำให้ปรมาณูมิได้อยู่นิ่งๆ ได้แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง ดังนั้น รูปจึงได้ชื่อว่า แตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

รูปในพระพุทธศาสนาก็ได้แก่สสารและพลังงานในวิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง รูปทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป ซึ่งเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก ในที่นี้จะขอยกรูปทั้ง ๒๘ ขึ้นมาเพื่อให้ท่านได้พิจารณาทั้งหมด แต่จะแสดงเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับบางรูปที่เห็นว่าเป็นการสมควรจะให้ท่านได้ทราบเอาไว้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:04:03 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : )


  สลักธรรม 4



มหาภูตรูป ได้แก่รูปที่เป็นใหญ่ หรือรูปที่เป็นประธาน หมายถึงรูปที่ปรากฏชัดเจนเป็นประธานของรูปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปของสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ได้แก่ ปถวี อาโป เตโช วาโย คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

ปถวีธาตุ คือธาตุดิน เมื่อเอาแต่ละหน่วยมารวมกันจนเป็นแท่งเป็นก้อน ล้วกระทบถูกต้องร่างกาย ก็มีความแข็งและอ่อนเป็นลักษณะ และเป็นแม่ธาตุเพราะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของธาตุอื่นๆ

อาโป ได้แก่ ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ดื่มหรือที่ซักผ้า ธาตุน้ำเป็นสุขุมรูป ละเอียดกว่าปรมาณูมากมองเป็นไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ เป็นตัวยึดโยงธาตุดินมิให้กระจะดกระจายออกไปจากกัน (รูปที่เหลือของงดไม่บรรยาย)

ปสาทรูป ๕ หมายถึงรูปอันเป็นที่ตั้งของจิต คือให้เกิดอารมณ์ทางปัญจทวาร ในที่นี้มิได้หมายถึงประสาทที่แพทย์อธิบาย หากแต่หมายถึงรูปที่มีอำนาจของกรรมเป็นผู้ผลิตสร้าง นั่นคือเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งแล้วมาเป็นอีกรูปหนึ่ง จนรปดังกล่าวนี้มีความสามารถรับสัมผัสคลื่นแสง คลื่นเสียง กลิ่น รส และเย็น ร้อน อ่อน แข็งได้

โคจรรูป ๔ หรือวิสยรูป ๗ หมายถึงรูปที่เปนอารมณ์ของจิต อันได้แก่การศึกษาถึงรูปารมณ์(คลื่นแสง) สัททารมณ์(คลื่นเสียง) คันธารมณ์ (กลิ่น) รสามรมณ์(รส) โผฏฐัพพารมณ์( ดิน ไฟ ลมที่มากระทบกาย เพราะธาตุน้ำเป็นสุขุมรูปละเอียดมากกระทบกายไม่ได้)

ภาวรูป ๒ คือความเป็นหญิงเป็นชาย ได้แก่ อิตถีภาวรูป คือ รูปปรมาณูทั่วร่างกายที่แสดงความเป็นเพศหญิง และปุริสภาวรูป คือ รูปปรมาณูทั่วร่างกายที่แสดงความเป็นเพศชาย

หทยรูป เป็นรูปอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจ เป็นรูปปรมาณูที่ไม่อาจเห็นหรือสัมผัสได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:04:22 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : )


  สลักธรรม 5



ชีวิตรูป เป็นรูปที่เกิดจากอำนาจของกรรม เป็นตัวควบคุมยึดโยงให้รูปอันเกิดจากอำนาจกรรมทั้งหลายไม่ให้กระจัดกระจายหลุดออกไปจากกัน ไม่ว่ากรรมชรูปนั้นจะเป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ถ้าชีวิตรูปไม่มีก็เหมือนกับบ้านไม่มีน๊อต ไม่มีตะปู ไม่มีสลักไม้ บ้านก็คงพังทลายลงมา

อาหารรูป มิได้เป็นตัวอาหารที่เรากินเข้าไปโดยตรง หากแต่เป็นโอชะ ในอาหารนั้น เพราะเมื่อปาจกะเตโช ตัวการย่อยอาหารได้ย่อยแล้ว ก็จะมีตัวหนึ่งที่สามารถทำให้รูปอันเกิดจากอำนาจของกรรมตั้งแยู่และเจริยไปได้ และรูปที่ว่านี้เอง เมื่อมันเข้าไปทำความเจริญให้ดังกล่าวแล้ว เรียกว่า อาหารชรูป

ปริจเฉทรูป ได้กล่าวมาแล้วว่า รูปที่เห็นทั้งหลายไม่ว่าคนหรือสัตว์อะไรก็มาจากหน่วยเล็กๆ ที่มองเห็นไม่ได้ และในทางธรรมะเรียกว่า "ปรมาณู" แต่ปรมาณูทั้งหลายหาได้หยุดนิ่งๆ ไม่ แล้วมันมิได้อยู่ติดกันเพราะมีช่องว่างคั่นอยู่ทั่วไป ช่องว่างดังกล่าวเหล่านี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "ปริจเฉทรูป" ันเป็นช่องว่างระหว่างปรมาณู

วิญญัติรูป ๒ ได้แก่พฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย มีการเคลื่อนไหวกาย เรียกว่า กายวิญญัติรูป กับพฤติกรรมที่แสดงออกทางวาจา เช่นการพูด เรียกว่า วจีวิญญัติรูป

วิการรูป ๓ เป็นรูปที่แสดงอาการพิเศษมี ๓ รูป คือ ลหุตา (ความเบา) มุทุตา(ความอ่อน) และกัมมัญญตา(รูปที่พอดี) ถ้าจะถามผู้ที่ศึกษาวิชาการในทางโลกว่า ยืน เดิน นั่ง นอน ก้มเงย ได้อย่างไร? ก็จะมีคำตอบที่ไปไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือจะให้เข้าถึงเหตุผลข้อเท็จจริงไม่ได้ เพราะทางโลกไม่มีความเข้าใจในเรื่อง จิต เจตสิก กรรม รูปที่เกิดมาจากรรม

ผู้ที่ใช้เด็กออกไปใส่บาตร แล้วอธิบายให้เด็กฟังว่า ใส่บาตรได้บุญอย่างไรให้เด็กมีความเข้าใจมความยินดี เด็กที่เดินออกไปใส่บาตรก็จะเดินไปด้วยกิริยาอาการที่นิ่มนวล ซึ่งจะแตกต่างกับเด็กอีกคนหนึ่งที่ถูกดุด่าว่ากล่าวแล้วเดินออกไป ย่อมจะเดินไปด้วยท่าทางที่แข็งกระด้าง

ลักษณะรูป ๔ ได้แก่ รูปที่มีกาลเวลาเป็นเครื่องกำหนดวินิจฉัยได้มีอยู่ ๔ คือรูปที่เป็นเหตุแห่งการกำหนดวินิจฉัยสังขตธรรมนั้นย่อมได้แก่รูปที่แสดงกาลเวลา บอกอาการปรุงแต่งของสังขตธรรมมี ๔ อย่างคือ อุปัจจยะ สันตติ ชรตา และอนิจจตา

อุปจยรูป ได้แก่รูปที่เกิดขึ้นมาจากรรมชรูปในครั้งแรก สันตติรูป คือรูปที่ถูกเปลี่ยนแปลงสืบต่อๆ ไป ชรตา ได้แก่รูปที่เสื่อมโทรม และอนิจจตา ได้แก่รูปที่แตกสลายคือเปลี่ยนสภาพไป

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2551 , 15:04:44 น.] ( IP = 125.26.41.228 : : )


  สลักธรรม 6


อ่านแล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นจิต - เจตสิก หรือแม้แต่รูป ก็ไม่มีอะไรคงทนสถาพร ต่างก็มีการเกิด ดับ เสื่อมสลายอยู่เป็นนิจ

กราบขอบพระคุณ...และอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [3 ก.ค. 2551 , 16:08:03 น.] ( IP = 124.121.178.153 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org