มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สกัดอุปมาสาระธรรมในมิลิน





อุปมาในมิลินทปัญหา
อะไรคือจุดมุ่งหมายสูงสุดในการบรรพชาของพระ
บรรพชานั้น เป็นประโยชน์เพื่อการดับทุกข์ให้สิ้นไป แล้วมิให้ทุกข์อื่นบังเกิดขึ้นได้ อีกประการหนึ่ง บรรพชาย่อมให้สำเร็จประโยชน์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย

บรรพชามีประโยชน์อย่างไร
อะไรเป็นประโยชน์สูงสุดของพระ
บรรพชานี้เพื่อจะให้พ้นจากความทุกข์ คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก การเข้าสู่พระนิพพานเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด
บุคคลทั้งหลายบรรพชา เพื่อทำให้แจ้งชึ่งพระนิพพานทั้งนั้น ?

เหตุของผู้บวช
คนทั้งหลายไม่ใช่บวชเพื่อพระนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น คือ
บางพวกก็บวชหนีราชภัย (พระราชาเบียดเบียนใช้สอย)
บางพวกก็บวชหนีโจรภัย
บางพวกก็บวชเพื่อคล้อยตามพระราชา
บางพวกก็บวชเพื่อหนีหนี้สิน
บางพวกก็บวชเพื่อยศศักดิ์
บางพวกก็บวชเพื่อเลี้ยงชีวีต
บางพวกก็บวชด้วยความกลัวภัย บุคคลเหล่าใดบวชโดยชอบ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่า บวชเพื่อพระนิพพาน

" บัณฑิตทั้งหลายสนทนากันอย่างไร ? "
"ธรรมดาว่าบัณฑิตที่สนทนากันย่อมเจรจาข่มขี่กันได้ แก้ตัวได้ รับได้ ปฏิเสธได้ ผูกได้ แก้ได้ บัณฑิตทั้งหลายไม่โกรธบัณฑิตทั้งหลายสนทนากัน
พระราชาทั้งหลายสนทนากันอย่างไร ?
พระราชาทั้งหลายทรงรับสั่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว ผู้ใดไม่ทำตาม ก็ทรงรับสั่งให้ลงโทษผู้นั้นทันที พระราชาทั้งหลายสนทนากันอย่างนี้แหละ




เรื่องสภาวธรรรม
ถามเรื่องปฏิสนธิ (เกิด)
ผู้ที่ตายไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีกมีหรือไม่ ? "
คนบางจำพวกก็กลับมาเกิดอีก บางจำพวกก็ไม่กลับมาเกิดอีก
" ใครกลับมาเกิดอีก ใครไม่กลับมาเกิดอีก ? "
" ผู้มีกิเลส ยังกลับมาเกิดอีก ส่วนผู้ไม่มีกิเลศ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก "
การจะกลับมาเกิดอีกหรือไม่
" ถ้ายังมีอุปาทาน คือการยึดถืออยู่ ก็จักกลับมาเกิด ถ้าอาตมภาพไม่มีการยึดถือแล้ว ก็จักไม่กลับมาเกิดอีก "



ถามเรื่องมนสิการ (การกำหนดจิต)
ผู้ใดไม่เกิดอีกผู้นั้นย่อมไม่เกิดอีกด้วย โยนิโสมนสิการ (คือการกำหนดจิตด้วยอุบายที่ชอบธรรม) ไม่ใช่หรือ ? "
พระเถระตอบว่า บุคคลไม่เกิดอีกด้วย โยนิโสมนสิการ คือด้วย ปัญญา และด้วย กุศลธรรมอื่น ๆ "
โยนิโสมนสิการ กับ ปัญญา เป็นอันเดียวกันหรืออย่างไร ?
" ไม่ใช่อย่างเดียวกัน คือ โยนิโสมนสิการ ก็อย่างหนึ่ง ปัญญา ก็อย่างหนึ่ง แพะ แกะ สัตว์เลี้ยง กระบือ อุฐ โค ลา เหล่าใดมีมนสิการ แต่ปัญญาย่อมไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้นขอถวายพระพร "



ถามลักษณะมนสิการ
มนสิการ มีลักษณะอย่างไร ปัญญา มีลักษณะอย่างไร ? "
มนสิการ มีความ อุตสาหะ เป็นลักษณะ และมีการ ถือไว้ เป็นลักษณะ ส่วน ปัญญา มีการ ตัด เป็นลักษณะ "
มนสิการ มีการถือไว้เป็นลักษณะอย่างไร ปัญญา มีการตัดเป็นลักษณะอย่างไร


โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 21:50:55 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 21


ถามถึงความต่างกันแห่งน้ำตา
“บุรุษคนหนึ่งร้องไห้เพราะบิดามารดาตาย อีกคนหนึ่งน้ำตาไหลเพราะความชอบใจธรรมะ น้ำตาของคนทั้งสองนั้น น้ำตาของใครเป็นเภสัช น้ำตาของใครไม่เป็นเภสัช ? ”
“ น้ำตาของคนที่ร้องไห้ด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นน้ำตาร้อน ส่วนน้ำตาของผู้ฟังธรรมนั้น มีน้ำตาไหลด้วยปีติยินดีเป็นน้ำตาเย็น เป็นอันว่า น้ำตาเย็นเป็นเภสัช น้ำตาร้อนไม่เป็นเภสัช”

ถามถึงความต่างกันแห่งผู้เสวยรส
“ ผู้ปราศจากราคะ กับ ผู้ไม่ปราศจากราคะ ต่างกันอย่างไร ?”
“ ผู้หนึ่งยังมีความยึดถือ อีกผู้หนึ่งไม่มีความยึดถือ”
“ ยึดถืออะไร...ไม่ยึดถืออะไร ? ”
“ คือผู้หนึ่งยังมีความต้องการ อีกผู้หนึ่งไม่มีความต้องการ”
“ ผู้ปราศจากราคะ กับ ผู้ไม่ปราศจากราคะ ก็ยังต้องการของเคี้ยวของกินที่ดีงามอยู่เหมือนกัน ไม่มีใครต้องการสิ่งที่ไม่ดีงาม โยมเห็นมีแต่ต้องการสิ่งที่ดีงามเหมือนกันหมด”
“ ผู้ปราศจากราคะ ยังรับรสอาหาร ยังกินอาหารอยู่เหมือนกันก็จริงแหล่ แต่ทว่าไม่ยินดีในรสอาหาร ส่วนผู้ไม่ปราศจากราคะ ยังยินดีในรสอาหารอยู่ ไม่ใช่ไม่ยินดีในรสอาหาร ”





ถามที่ตั้งแห่งปัญญา

“ ปัญญาอยู่ที่ไหน ? ”
“ ปัญญาไม่ได้อยู่ที่ไหน ”
“ ถ้าอย่างนั้นปัญญาก็ไม่มี ”
“ ลมอยู่ที่ไหน ? ”
“ ที่อยู่แห่งลมไม่มี ”
“ ถ้าอย่างนั้นลมก็ไม่มี ”

ถามเรื่องสงสาร
“ คำว่า สงสาร ได้แก่อะไร ? ”
“ สัตว์โลกเกิดในโลกนี้ก็ตายในโลกนี้ ตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดในโลกอื่น เกิดในโลกนั้นก็ตายในโลกนั้น ตายจากโลกนั้นแล้วก็เกิดในโลกอื่น การเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้แหละ เรียกว่า สงสาร ”

“ อุปมาเหมือนอย่างว่า บุรุษคนหนึ่งกินมะม่วงสุก แล้วปลูกเมล็ดไว้

เมล็ดมะม่วงนั้น ก็เกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่ขึ้นจนกระทั่งมีผลมะม่วง บุรุษนั้นก็กินมะม่วงสุกจากมะม่วงต้นนั้น แล้วปลูกเมล็ดมะม่วงไว้อีก เมล็ดมะม่วงนั้นก็เกิดเป็นต้น มะม่วงใหญ่โตขึ้นจนมีผล ต้นแก่ก็ตายไป ที่สุดเบื้องต้นแห่งต้นมะม่วงเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏว่ามีมาเมื่อไร ข้อนี้มีอุปมาฉันใด การเวียนตายเวียนเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่ปรากฏเบื้องต้นฉะนั้น ”


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:03:34 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 22



ถามถึงเหตุที่ให้ระลึกถึงสิ่งที่ล่วงแล้วได้
“ บุคคลระลึกถึงสิ่งที่ล่วงไปนานแล้วได้ด้วยอะไร? ”
“ ได้ด้วย สติ ”
“ สิ่งที่ล่วงไปนานแล้วสิ่งหนึ่ง บุคคลระลึกได้ด้วย จิต ต่างหาก ไม่ใช่ระลึกได้ด้วยสติ”
“ ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้แล้ว ระลึกไม่ได้มีอยู่หรือไม่? ”
“ มีอยู่ ”
“ ในเวลานั้นพระองค์ไม่มีจิตหรือ ? ”
“ จิตมี แต่เวลานั้นสติไม่มี ”
“ ถ้าอย่างนั้น ขอมหาบพิตรจงเข้าพระทัยเถิดว่า บุคคลระลึกได้ด้วย สติ ไม่ใช่ระลึกได้ด้วย จิต ”







ถาม สติเกิดแต่อาการเท่าไร
สติความระลึกหรือความจำ เกิดแต่อาการเท่าไร"เกิดแต่อาการ ๑๗ อย่างคือ
(๑) เกิดแต่ความรู้ยิ่ง ดังผู้รู้ประวัติการณ์ที่ล่วง ๆ มาแล้ว ความรู้นั้นย่อมเป็นแนวให้ระลึกถึงเหตุการณ์แต่หลังได้
(๒) เกิดแต่การที่ได้กระทำเครื่องหมายไว้
(๓) เกิดแต่การได้ขยับฐานะสูงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้นึก ให้จำกิจการที่ตนได้กระทำมาแต่หลัง
(๔) เกิดแต่การได้รับความสุข ซึ่งชวนให้สาวเอากิจการที่ล่วงแล้วมานึก มาคิด เพื่อไต่สวนหาเหตุ
(๕) เกิดแต่การได้รับความทุกข์ ซึ่งชวนให้หวนไปนึกถึงเหตุแห่งความทุกข์นั้น ๆ
(๖) เกิดแต่การได้รู้เห็นสิ่งที่คล้ายกัน ซึ่งเป็นการเตือนให้จำอีกสิ่งหนึ่งได้
(๗) เกิดแต่การรู้เห็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น เห็นสีขาว ทำให้นึกถึงสีดำได้
(๘) เกิดแต่การได้รับคำเตือน
(๙) เกิดแต่รู้เห็นตำหนิ หรือลักษณะทรวดทรง
(๑๐) เกิดแต่นึกขึ้นได้โดยลำพัง
(๑๑) เกิดแต่การพินิจพิเคราะห์
(๑๒) เกิดแต่การนับจำนวนไว้
(๑๓) เกิดแต่การทรงจำไว้ได้ตามธรรมดา
(๑๔) เกิดแต่การอบรม เช่นผู้ที่กระทำใจได้แน่วแน่ ในเมื่อกระทำกิจการ สามารถรวบรวมกำลังใจมาคิด มานึก เฉพาะในกิจการอย่างนั้น แม้ว่ากิจการนั้น จะได้ผ่านหูผ่านตามานานแล้ว เมื่อมานึกมาคิดขึ้นในภายหลัง ก็ยังคงจำได้ระลึกได้
(๑๕) เกิดแต่การได้จดได้เขียนไว้
(๑๖) เกิดแต่การเก็บไว้
(๑๗) เกิดแต่การเคยพบ เคยเห็นมากอย่าง


โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:04:30 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 23


ถามว่า ผู้ที่ทำบาปมาตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าเวลาจะตาย ทำจิตให้ผ่องใสได้ก็ไปสุคคติ จะไปได้จริงหรือ
คำที่เธอว่าผู้ที่ทำบาปกรรมเรื่อยมาแม้ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ถ้าเวลาจะตาย มีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าได้ ก็ย่อมนำไปเกิดในสวรรค์ ส่วนผู้ที่ทำบาปแม้แต่ครั้งเดียวก็ย่อมไปเกิดในนรกนั้น ดูไม่สมเหตุผล ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นด้วย"
ศิลาแม้ก้อนเล็กโดยลำพังจะลอยน้ำได้หรือไม่"
" ไม่ได้ "
" ก็ถ้าศิลาตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน แต่อยู่ในเรือ ศิลานั้นจะลอยน้ำได้หรือไม่ "
" ก็ได้
"เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา
อันคนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตาย มิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมาแต่หลังนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสู่สุคติ ประหนึ่งศิลา ซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็เป็นหนักพอที่จะถ่วงตัวไปให้เกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน "

ถามว่า จะเพียรดับทุกข์ที่ยังไม่มาถึงจะได้หรือไม่
ความเพียรฝึกฝนกาย วาจา ใจ ไว้ให้อยู่ในความควบคุมของจิตที่อบรมดีแล้ว ก็เพื่อปราบทุกข์ที่มีอยู่ในบัดนี้ และเพื่อไว้ต่อสู้ หรือป้องกันทุกข์ที่ยังมาไม่ถึง เช่นเดียวกับพระองค์เหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นช่องทางที่จะให้ความทุกข์เข้ามาผจญใจได้ เมื่อกำลังใจมีไม่พอที่จะต้านทาน ก็ต้องยอมเป็นเชลยแห่งความทุกข์เรื่อยไป เป็นอันหาโอกาสที่จะทำเช่นนี้ได้อีกยาก เพราะฉะนั้น จึงต้องพยายามฝึกฝนตนไว้ก่อน "
" เธอว่านี้ชอบแล้ว "





ถามเรื่องความไกลแห่งพรหมโลก
พรหมโลกไกลจากโลกนี้สักเท่าไร ?”
พรหมโลกไกลจากโลกนี้มาก ถ้ามีผู้ทิ้งก้อนศิลาโตเท่าปราสาทลงมาจากพรหมโลก ก้อนศิลานั้นจะตกลงมาได้วันละ ๔๘,๐๐๐ โยชน์ ต้องตกลงมาถึง ๔ เดือน จึงจะถึงพื้นดิน ”
มีคำกล่าวว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ผู้มีอำนาจทางจิต หายวับจากชมพูทวีปนี้ ขึ้นไปปรากฏในพรหมโลกได้เร็วพลัน เหมือนกันกับบุรุษผู้มีกำลังคู้แขนเหยียดแขนฉะนั้นดังนี้ โยมไม่เชื่อ เพราะถึงเร็วอย่างนั้น ก็จักไปได้เพียงหลายร้อยโยชน์เท่านั้น”
“ ขอถวายพระพร ชาติภูมิ ( ถิ้นกำเนิด ) ของมหาบพิตรอยู่ที่ไหน? ”
“ อยู่ที่เกาะอลสัณฑะ พระผู้เป็นเจ้า ”
“ ขอถวายพระพร เกาะอลสัณฑะไกลจากที่นี้สักเท่าไร ?”
“ ไกลประมาณ ๒๐๐ โยชน์ ”
“ ขอถวายพระพร มหาบพิตรเคยกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ในที่นั้น แล้วเคยนึกถึงมีอยู่หรือ ? ”
“ มีอยู่ พระผู้เป็นเจ้า ”
“ ขอถวายพระพร มหาบพิตรนึกไปถึงทีไกลประมาณ ๒๐๐ โยชน์ ได้โดยเร็วพลันไม่ใช่หรือ ? ”
“ ถูกแล้ว พระผู้เป็นเจ้า ”
ในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า
ก้อนศิลาขนาดใหญ่ถูกทิ้งให้ตกลงมาจากพรหมโลกชั้นต่ำ ก้อนศิลานั้นตกลงมาวันคืนหนึ่ง เป็นระยะ ๔๘,๐๐๐ โยชน์ จึงจะถึงพื้นดินเป็นเวลา ๔ เดือน เพราะเหตุนั้น ระยะทางระหว่างพรหมโลกชั้น พรหมปาริสัชชา ถึงพื้นดิน บัณฑิตผู้ทราบนัย พึงทราบว่าเป็น ๕,๗๖๐,๐๐๐ โยชน์ ดังนี้






ถามถึงความไปเกิดในพรหมโลกและเมืองกัสมิระ
“ ถ้ามีคน ๒ คนตายจากที่นี้แล้วไปเกิดในที่ต่างกัน คือคนหนึ่งขึ้นไปเกิดในพรหมโลก อีกคนหนึ่งเกิดในเมืองกัสมิระ คนสองคนนี้ คนไหนจะไปช้าไปเร็วกว่ากัน ? เท่ากัน


อุปมาด้วยเงาของนก
“ถ้ามีนก ๒ ตัวบินมาจับต้นไม้พร้อมกัน ตัวหนึ่งจับต่ำ ตัวหนึ่งจับสูง เงาของนกตัวไหนจะถึงพื้นดินก่อนกัน”ถึงพร้อมกัน
ถามถึงวรรณะสัณฐานของผู้ไปเกิดในโลกอื่น


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:05:57 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 24



ถามถึงเหตุอันยิ่งขึ้นไป คือผู้ไปสู่โลกอื่น ไปด้วยสีเขียว แดง เหลือง ขาว แสด เลื่อม อย่างไร...หรือ ไปด้วยเพศช้าง ม้า รถ อย่างไร ? ”
“ ข้อนี้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติไว้ในพระไตรปิฏกพุทธวจนะ”
พระเจ้ามิลินท์ตรัสต่อไปว่า
“ ถ้าพระสมณโคดมไม่บัญญัติไว้ว่า ผู้ไปเกิดในโลกอี่น ในระหว่างทางนั้นต้องมีสีเขียว หรือสีเหลือง แดง ขาว แสด เลื่อม อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะว่าพระสมณโคดมทรงรู้จักทุกสิ่งได้หรือ...
คำของ คุณาชีวก ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่กล่าวไว้ว่า ผู้ไปสู่โลกอื่นไม่มี ก็ต้องเป็นของจริง ผู้ใดกล่าวว่า โลกนี้ไม่มี โลกอื่นไม่มี ผู้ไปเกิดในโลกอื่นไม่มี ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่ากล่าวถูก ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ”

อุปมาด้วยการจุดประทีป
“ เหมือนอย่างมีผู้เอาประทีปมาจุดต่อกัน เปลวประทีปดวงเก่าก้าวไปสู่ประทีปดวงใหม่หรืออย่างไร ประทีปทั้งสองนั้น มีขึ้นเองไม่มีผู้กระทำอย่างนั้นหรือ? ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ ขันธ์ ๕ นี้ไม่ได้ไปสู่โลกอื่น ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งใดทำให้เกิดขึ้น”

อุปมาด้วยกระจก
“ จงทรงหยิบเอากระจกส่องพระพักตร์หรือไม่? ”
“ มี ”
“จงทรงหยิบเอากระจกมาวางไว้ตรงพระพักตร์มหาบพิตร”
ดวงพระเนตร พระกรรณ พระนาสิก พระทนต์ ของมหาบพิตรปรากฏอยู่ในกระจกนี้เอง หรือว่ามหาบพิตรทรงกระทำให้ปรากฏ? ”
“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดวงตา หู จมูก ฟัน ของโยมปรากฏอยู่ในวงกระจกนี้ ด้วยโยมกระทำขึ้น ”
“ ถ้าอย่างนั้นเป็นอันว่ามหาบพิตรได้ควักเอาพระเนตร ตัดเอาพระกรรณ พระนาสิก และถอนเอาพระทนต์ของมหาบพิตร เข้าไปไว้ในกระจกแล้ว มหาบพิตรก็เป็นคนตาบอด ไม่มีพระนาสิกและพระทนต์อย่างนั้นซิ?
“ ไมใช่อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า เงาปรากฏในกระจก เพราะอาศัยโยมกระทำขึ้น ไม่ใช่ว่าเพราะ ไม่ได้กระทำขึ้น”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าขันธ์ ๕ นี้ไปสู่โลกอื่น ทั้งไม่ใช่ว่าขันธ์ ๕ ไม่มีสิ่งกระทำ เป็นของเกิดขึ้นเอง สัตว์ถือกำเนิดในครรภ์มารดาด้วยกุศลกรรม อกุศลกรรม ที่ตนกระทำไว้ เพราะอาศัยขันธ์ ๕ นี้แหละ จึงเหมือนเงาปรากฏในกระจก เพราะอาศัยการกระทำของมหาบพิตรฉะนั้น ”





ถามเรื่องถือกำเนิดในครรภ์มารดา
" เมื่อสัตว์จะเข้าถือกำเนิดในท้องมารดา เข้าไปทางทวารไหน ? ”
“ ไม่ปรากฏว่าเข้าไปทางทวารไหน ”

“ อุปมา หีบแก้วของมหาบพิตรมีอยู่หรือ ? ”
“ มีอยู่ ”
“ ขอจงนึกเข้าไปในหีบแก้วดูซิ ”
" โยมนึกเข้าไปแล้ว ”
“ จิตของมหาบพิตรที่นึกเข้าไปในหีบแก้วนั้น เข้าไปทางไหน ? ”
“ จิตของโยมไม่ปรากฏว่านึกเข้าไปทางไหน”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ สัตว์ที่เข้าไปถือกำเนิดในท้องมารดา ก็ไม่ปรากฏว่าเข้าไปทางไหนฉะนั้น ”
“ การที่พระผู้เป็นเจ้าแก้ปัญหาปฏิภาณอันวิจิตรยิ่งนี้ได้เป็นอัศจรรย์นักหนา ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่คงจะประทานอนุโมทนาสาธุการเป็นแน่แท้”





ถามเรื่องโพชฌงค์ ๗
“ โพชฌงค์ มีเท่าไร ? ”
“ มี ๗ ประการ ”
“ บุคคลตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์เท่าไร? ”
“ บุคคลตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ข้อเดียว ”
ข้อ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ” ( ใคร่ครวญธรรมะ)
“ ถ้าอย่างนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ไว้ทำไม ? ”
“ พระองค์จะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร...คือดาบที่บุคคลสวมไว้ในฝัก บุคคลไม่ได้ชักออกจากฝัก อาจตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ขาดได้หรือ ? ”
“ ไม่ได้ ”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ คือบุคคลปราศจาก ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ แล้วาตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ ๖ ไม่ได้”


โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:06:53 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 25


ถามถึงความมากกว่ากันแห่งบาปและบุญ
“ บุญและบาปข้างไหนมากกว่ากัน ? ”
“ บุญมากกว่าบาป บาปน้อยกว่า ”
“ ทำไมจึงว่าบุญมากกว่า บาปน้อยกว่า? ”
“ บุคคลทำบาปแล้วย่อมร้อนใจในภายหลังว่า เราได้ทำบาปไว้แล้วเพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้น ส่วนบุญเมื่อบุคคลทำเข้าแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีแต่เกิดปราโมทย์ ปีติ ใจสงบมีความสุข จิตเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น บุญจึงมากขึ้น ดังมีบุรุษผู้มีมือมีเท้าขาดแล้ว ได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๑ กัปด้วยเหตุนี้แหละ จึงว่าบุญมากกว่า

ถามถึงการทำบาปแห่งผู้รู้กับผู้ไม่รู้
“ สมมุติว่ามีคน ๒ คน คนหนึ่งรู้จักบาป อีกคนหนึ่งไม่รู้จัก แต่กระทำบาปด้วยกันทั้งสองคน ข้างไหนจะได้บาปมากกว่ากัน ? ”
“ ข้างไม่รู้จักได้บาปมากกว่า ”
“ ราชบุตรของโยมหรือราชมหาอำมาตย์คนใดรู้ แต่ทำผิดลงไปโยมลงโทษแก่ผู้นั้นเป็นทวีคูณ ”
“ สมมุติว่ามีคน ๒ คน จับก้อนเหล็กแดงเหมือนกัน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นก้อนเหล็กแดง อีกคนหนึ่งไม่รู้ คนไหนจะจับแรงกว่ากัน ? ”
“ คนไม่รู้จับแรงกว่า ”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ คือผู้ไม่รู้บาปได้บาปมากกว่า”






ถามถึงผู้ที่ไปอุตตรกุรุทวีปและสวรรค์
“ ผู้ไปสู่อุตตรกุรุทวีปหรือพรหมโลก หรือไม่ทวีปอื่นด้วยกายนี้มีอยู่หรือ ? “มีอยู่ ”
“ ข้อนี้คืออย่างไร ? ”
“ เคยกระโดดที่แผ่นดินนี้ได้คืบหรือศอก? ”
“ เคยกระโดดได้ ๘ ศอก ? ”
“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจทางจิตภาวนา อธิษฐานจิตแล้ว ก็เหาะไปสู่เวหาสได้”


ถามเรื่องกระดูกยาว
“ มีคำกล่าวว่า มีกระดูกยาวตั้ง ๑๐๐ โยชน์ โยมไม่เชื่อเพราะต้นไม้ที่สูงตั้ง ๑๐๐ โยชน์ ก็ยังไม่มี กระดูกที่ไหนจักยาวตั้ง ๑๐๐ โยชน์”
“ เคยได้ทรงสดับหรือไม่ว่า ปลาในมหาสมุทรตัวยาวตั้ง ๕๐๐ โยชน์ มีอยู่?”
“ เคยฟัง ”
“ถ้าอย่างนั้น กระดูกของปลาที่มีตัวยาวตั้ง ๕๐๐ โยชน์ จักยาวตั้ง ๑๐๐ โยชน์มิใช่หรือ ? ”
“ ใช่แล้ว ”






ถามเรื่องเกี่ยวกับลมหายใจ
“ บุคคลอาจทำลมหายใจให้ดับได้หรือ? ”
“ ได้ ”
“ ได้อย่างไร ? ”
“ เคยได้ยินเสียงคนนอนกรนบ้างหรือ? ”
“ อ๋อ..เคย ”
“ เวลาเขาพลิกกายเสียงกรนเงียบไปไหม ?”
“ เงียบไป “ เสียงกรนนั้นเป็นเสียงของผู้ไม่ได้อบรมกาย ไม่ได้อบรมศีล ไม่ได้อบรมจิต แต่เมื่อพลิกตัวก็ยังหายไป ส่วนลมหายใจของผู้ได้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต เข้าจตุตถฌาน จะไม่ดับหรือ... ”
“ ชอบแล้ว ”

อธิบายคำว่า “ จตุตถฌาน ” ได้แก่ ฌาน ๔ ที่มีลักษณะดับความรู้สึกจากลมหายใจในขณะนั้น ซึ่งเป็นอาการทั่วไปของผู้ที่เข้าฌาณ ๔ มิใช่ว่าลมหายใจจะดับสิ้นไป ดังนี้


โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:07:53 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 26



ถามว่าอะไรเป็นสมุทร
“ มีคำกล่าวกันอยู่ว่า “ สมุทร ๆ ” น้ำหรือชื่อว่าสมุทร ? ”
“ น้ำเค็มมีอยู่ในที่เท่าใดที่เท่านั้นแหละ เรียกว่าสมุทร ”
“ เหตุใดสมุทรจึงมีรสเดียว คือรสเค็ม? ”
“ เพราะมีน้ำขังอยู่นานจึงเค็ม ”


ถามเรื่องการตัดสิ่งที่สุขุม
“ บุคคลอาจตัดสิ่งที่สุขุมกว่าสิ่งทั้งหลายได้หรือ? ”
“ อะไรชื่อว่าเป็นสิ่งสุขุมกว่าสิ่งทั้งหลาย”
“ พระธรรม ชื่อว่าสุขุมกว่าสิ่งทั้งหลาย แต่ธรรมะไม่ใช่สุขุมไปทั้งหมด คือ สุขุมก็มี หยาบก็มี แต่ว่าสิ่งที่ควรตัดด้วยปัญญามีอย่างเดียว คือ ธรรมะ นอกจากนั้นไม่มี ”






ถามความวิเศษแห่งปัญญา
“ ปัญญา อยู่ที่ไหน ? ”
“ ปัญญาไม่ได้อยู่ที่ไหน ”
“ ถ้าอย่างนั้น ปัญญาก็ไม่มี ”
“ ลมอยู่ที่ไหน ? ”
“ ลมไม่ได้อยู่ที่ไหน ”


ถามความต่างกันแห่งวิญญาณเป็นต้น
" ปัญญา วิญญาณ ชีพในภูต เหล่านี้ มีอรรถะ พยัญชนะต่างกันหรือว่ามีอรรถะอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกัน ? ”
“ วิญญาณ มีการ รู้สึก เป็นลักษณะ ปัญญา มีการ รู้ทั่ว เป็นลักษณะ ชีพในภูต คือในผู้ที่เกิดแล้วไม่มี”
“ ถ้าไม่มีชีพเป็นตัวเป็นตน ก็ใครเล่าเห็นรูปด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู สูดกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้มสัมผัสด้วยกาย รู้จักอารมณ์ด้วยใจ ?”
“ถ้าชีพเห็นรูปด้วยตาตลอดถึงรู้จักอารมณ์ด้วยใจแล้วเมื่อเปิดตาขึ้นชีพนั้นก็ต้องมีหน้าไปข้างนอกต้องได้เห็นรูปดาวได้ดีเมื่อเปิดหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชีพนั้นก็ต้องหันหน้าไปภายนอก รู้จักอารมณ์ได้ดีอย่างนั้นหรือ ? ”
“ ไม่ใช่อย่างนั้น ”
“ ถ้าอย่างนั้น ชีพก็ไม่มีในภูต ”
“ ชอบแล้ว ”






ถามถึงเรื่องสิ่งที่ทำได้ยากของพระพุทธเจ้า
“ สิ่งที่ทำได้ยากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำนั้น ได้แก่อะไร ? ”
“ พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยาก ได้แก่การทรงแสดงซึ่งธรรมอันไม่มีรูปร่าง อันมีอยู่ในจิต เจตสิกอันเป็นไปในอารมณ์อันเดียวเหล่านี้ได้ว่า อันนี้เป็นผัสสะ อันนี้เป็นเวทนา อันนี้เป็นสัญญา อันนี้เป็นเจตนา อันนี้เป็นจิต ”

“ อุปมาเปรียบเหมือนกับบุรุษคนหนึ่งลงเรือไปที่มหาสมุทร
วักน้ำขึ้นมาวางไว้ที่ลิ้น ก็รู้ว่านี้เป็นน้ำคงคา นี้เป็นน้ำยมนา นี้เป็นน้ำสรภู นี้เป็นน้ำอจิรวดี นี้เป็นน้ำมหิ ดังนี้ได้ เป็นของง่ายหรือยากล่ะ ?”
“ เป็นของยาก ”
“ การที่พระพุทธเจ้าทรงบอกสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ที่มีในจิตใจ ที่เป็นอารมณ์อันเดียวกันว่า นี้เป็นผัสสะ นี้เป็นเวทนา นี้เป็นสัญญา นี้เป็นเจตนา นี้เป็นจิต ดังนี้ยิ่งยากกว่านั้น ”



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2551 , 23:09:22 น.] ( IP = 58.9.118.138 : : )


  สลักธรรม 27

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ปฎิบัติธรรม,กุฎิที่พักสงฆ์,เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุพร้อมทั้งกำแพงแก้วล้อมรอบ
อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ เลขที่ 69 หมู่ 14 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 8-9 ก.ม. ไปทางอำเภอแม่สาย เนื้อที่ 151 ไร่ ได้รับอนุญาติจากกรมการศาสนา ให้เป็นที่พักสงฆ์และผู้ปฎิบัติธรรมมี สถานที่ปฎิบัติ ก่อสร้างด้วยไม้ มา 15-16 ปี ปัจจุบันนี้รอการบูรณะให้ดีขึ้นในขั้นต้น มีพระพุทธรูปเปิดโลก บนยอดเขา มีมหาเจดีย์ชินธาตุเจดีย์ดอยตรีมูรติ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ระหว่างก่อสร้างกำแพงแก้ว-ปูพื้นกระเบื้อง งานเสร็จแล้ว 80% ก่อสร้างกุฎิไม้กรรมฐาน 1 หลัง ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฟังธรรม กรรมฐาน-วิปัสนากรรมฐาน มีผู้สนใจเพิ่มขึ้นๆ ตามลำดับ ที่พักเก่าซ่อมแซมแบบประหยัดพอใช้การได้พอสมควร
เจริญขอศรัทธาจากท่านผู้มีจิตศรัทธาในทานบุญกุศล ตามจิตประสงค์ของทุกท่านได้กระจายขยายแผ่บารมี ทาน ไปที่อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์บ้าง ก็ขออนุโมทนาด้วยจริงอย่างสูงยิ่งจากจิต
ขอเป็นผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประสงค์สิ่งใด จงได้สมปราถนาด้วยสัมมาทิฎฐิ ทุกท่าน
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงราย หมายเลขบัญชี ออมทรัพย์ 507-2-62111-7 อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ โดยพระวิชัย โชติวโร หรือจะโทรถึงท่านเจ้าอาวาส โดยตรง 086-2030662

โดย ตัวขาวขาว - [6 ส.ค. 2551 , 03:13:24 น.] ( IP = 222.123.18.139 : : )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org