มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กินเนื้อสัตว์บาปหรือไม่







กินเนื้อสัตว์บาปหรือไม่



ปัญหา มีพุทธศาสนิกชนบางพวกเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเพราะเป็นการส่งเสริมให้คนอื่นฆ่า ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร ?
พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....”

ชีวกสูตร ม. ม. (๕๗)
ตบ. ๑๓ : ๔๘-๔๙ ตท.๑๓ : ๑๓ : ๔๗
ตอ. Mls. Ii : ๓๓

1. เนื้อที่ได้ยิน เช่น ได้ยินชาวบ้านเขา สนทนากันว่าจะมีการฆ่า หมูตัวนั้นตัวนี้ เพื่อถวายพระคุณเจ้า เป็นต้น...แบบนี้ห้ามรับประเคน
2. เนื้อที่ได้เห็น เช่น เห็นไก่วิ่งเล่นอยู่ สักครู่เดียวได้ยินเสียงมันร้องด้วยความเจ็บปวด สักครู่กลายเป็นต้มยำไก่ มาถวาย...แบบนี้ก็รู้อยู่แล้วเพราะเมื่อกี๊ก็เห็นมันอยู่ แต่ก็ตายเพื่อมาเป็นอาหารแก่ตนโดยเฉพาะ...ห้ามรับประเคน
3. เนื้อที่ตนรังเกียจ ก็คือ เนื้อที่ตนเองรังเกียจด้วยเหตุแห่ง 2 มูลเหตุ ใน 2 ข้อแรก

พระสังฆราช เคยปรารถเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่าคนไทยเข้าใจผิดอยู่มาก

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆไม่ได้บุญครับ

อธิบายคือ---เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด(จิตนาการ)ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า---
เปรียบได้กับ---เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด(จิตนาการ)ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา---

บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆคิดๆไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง
กินเจ บุญที่เราช่วยชีวิตสัตว์ (มี2ข้อคือ 1.ช่วยมัน 2.ไม่ทำร้ายมัน) ก็ไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือกระทำจริง เป็นเพียงคิดไปเอง

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์
พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า
1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
2.พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
3.อนุญาติในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก




การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่
การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็นบุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง
เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผักเป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา
ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กินพืชตลอดชีวิตไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่ ?
การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ
๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า
“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต”
“บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้...ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย...

หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า

"ไอ้วัวควายกินหญู้าตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"




โดย hs6kjg [8 ก.ค. 2551 , 13:34:34 น.] ( IP = 118.174.107.47 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แหล่ม เรยคับ เพราะผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่เหตุผลรองรับที่ละเอียดและมีหลักการ มีการอ้างอิงแบบนี้ไม่เคยอ่านคับ ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันคับ

ขอทราบแหล่งที่มาด้วยคับ อยากไปอ่านเพิ่มเติม

โดย น้องบู [8 ก.ค. 2551 , 14:23:55 น.] ( IP = 124.120.184.164 : : )


  สลักธรรม 2



ขอแสดงทัศนะเพิ่มเติม
การกินเนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหารนั้นเป็นบาปหรือไม่ ที่แสดงไว้ว่า
ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป บาปเกิดกับผู้ทำ ก็เป็นไปเช่นนั้น
ที่กล่าวว่า
"การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆไม่ได้บุญครับ

อธิบายคือ---เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด(จิตนาการ)ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า---
เปรียบได้กับ---เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด(จิตนาการ)ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา---

บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆคิดๆไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง
กินเจ บุญที่เราช่วยชีวิตสัตว์ (มี2ข้อคือ 1.ช่วยมัน 2.ไม่ทำร้ายมัน) ก็ไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือกระทำจริง เป็นเพียงคิดไปเอง "
ตรงนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงสักหน่อย เหตุผลอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ที่คิดว่า การตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์นั้น จริงๆไม่ได้บุญ
การเบียดเบียนกัน การทำร้ายฆ่าฟันกัน การคิดว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ มีความเชื่อของศาสนาหลายศาสนา
ในโลกนี้เช่นนี้ พระพุทธศาสนาเราสอนให้ความเห็นว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายมีการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ว่าจะเกิดในที่ใด มีชีวิต มีจิต
มีกรรมมีผลแห่งกรรม จึงทรงบัญญัติในเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้ในศีลข้อแรก
ฉะนั้น การตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์ ก็เป็นบุญด้วย เพราะไม่ประสงค์จะ เบียดเบียนกัน การทำร้ายฆ่าฟันกัน หรือคิดว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์
ถ้ากล่าวถึงบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง ก็ปรับได้กับ
สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ตั้งใจจะรักษาชีวิตของสัตว์อื่น โดยไม่ส่งเสริมให้มีการฆ่า หรือแม้จะปรับกับ
เรื่อง ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง ผู้ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์นั้น เพราะมีความเห็นถูกในเรื่องการวงเวียนแห่งชีวิต
กรรมมีผล สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน
ในเรื่องการเกิดของกุศลจิตหรือบุญนั้น เกิดได้ทั้ง 3 ทาง(ทวาร) ทางกาย วาจา และใจ การคิดดี พูดดี ทำดีเป็นบุญ
การที่ท่านเปรียบเรื่องความคิด หรือที่ท่านเรียกว่า นึกๆคิดๆไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง บุญที่เราช่วยชีวิตสัตว์ (มี2ข้อคือ 1.ช่วยมัน 2.ไม่ทำร้ายมัน) ก็ไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือกระทำจริง เป็นเพียงคิดไปเอง " จึงไม่ใช่ตามที่ท่านแสดงมา



ถ้าท่านศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังจะเห็นว่า
เหตุที่ทางพระพุทธองค์ทรงไม่รับข้อเสนอของพระเทวทัตนั้น
โดยท่านอ้างว่า "พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า
1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
2.พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
3.อนุญาติในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก "
เป็นเหตุผลที่ท่านน่าจะขยายความเอง
ข้อความของท่านนั้นมีส่วนหนึ่งที่ตรง เช่นที่ว่า พระภิกษุเป็นผู้เลี้ยงง่าย ชาวบ้านกินอย่างไร ทำอาหารไว้อย่างไร เมื่อมาถวายพระก็ให้ฉันอย่างนั้น
และทรงอนุญาติการฉันไว้ว่าเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
ส่วนเรื่อง
1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น และ
4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก "
น่าจะขยายความเอง




มีแสดงไว้เรื่อง การกินของ ปุถุชน อริยบุคคลนอกจากพระอรหันต์แล้ว ยังถือว่า กินแบบเป็นทาส อยู่ ลองศึกษาดูหลักการนี้ ต้องมองให้เป็นไปตามธรรมวินัยนี้ด้วย มิฉะนั้นก็ทำให้เกิดความคิดในการว่ากล่าวกันแสดงถึงความเคร่งความครัด
อวดความวิเศษกัน ว่าเรากินเจหรือมังสวิรัติ ใจเราบริสุทธิ์กว่าคนไม่กิน
หรืออ้างว่าคนกินเจหรือมังสวิรัติ เป็นพวกไม่ปฎิบัติตามธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
ปกติแล้วในเรื่องแสดงทัศนะหรือธรรมไม่ประสงค์จะมาแก้ไข แต่ขอเสนอแนะในฐานะผู้ใฝ่ธรรมท่านหนึ่ง
หลักธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นไปเพื่อละ คลาย สละ คืน ไม่เป็นไปเพื่อความยึดมั่น ถือมั่น และเห็นผิด

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ก.ค. 2551 , 09:59:16 น.] ( IP = 58.9.113.243 : : )


  สลักธรรม 3



ต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ผมอาจจะเห็นผิดก็ได้ หรือเห็นถูกก็ได้ ด้วยการที่ยังเป็น ปุถุชน
การที่ทุกท่านมาออกความเห็นนั้นต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงและพร้อมที่จะนำข้อพกพร่องต่างๆไปพิจารณาเพื่อให้เกิดการเห็นถูกในภายหน้า
แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ผมเคารพที่สุดคือคำสั่งสอนที่ออกมาจากปากของพระอริยเจ้า

ซึ่งผมมีวิธีดูพระอริยะเจ้าดังนี้ เพียงข้อเดียวคือ
การเป็นพระธาตุของพระอริยสงฆ์
บางรูปยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นพระธาตุแล้ว เช่น หลวงหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่แหวน หลวงตามหาบัว
บางรูป มรณะภาพภาพแล้วอัฐิจึงเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ซึ่งมีมากมายในขณะนี้
หลักคำสอนของท่านที่เป็นพระธาตุเท่านั้นที่ผมจะยอมรับ เชื่อฟังและเถือว่าเป็นที่สิ้นสุด




หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(พระมหาวีระ ถาวโร หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี


พระธาตุเกศาของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี


พระธาตุชานหมาก ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี


พระธาตุ ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี

---------------------------------------------------------------------

ปัญหาการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ผู้ถาม : " เรื่องการถวายอาหารพระนะครับหลวงพ่อ เวลาอุบาสิกานำอาหารไปถวายพระ แล้วก็เอาอาหารพวกเนื้อสัตว์ไปถวาย จะบาปไหมครับ...? "
หลวงพ่อ : " ถามไม่ละเอียดนี่ อาตมาตอบไม่บาปเลยก็ได้ คือ เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้วและไปซื้อมา เราไปบังคับให้เขาฆ่าเมื่อไรละ ใช่ไหม...? "

ผู้ถาม : " ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่า "
หลวงพ่อ : " ถ้าเขาไม่ฆ่าเราก็ไม่ซื้อ เราไม่ซื้อเขาก็ฆ่า เราไม่ซื้อคนอื่นซื้อ เขาก็ฆ่า ถ้าเราสั่งให้เขาฆ่าซิ "วันนี้ไก่ ๓ ตัวนะ" "วันนี้ขอหมูให้ฉัน ๑ ขานะ" "พรุ่งนี้จะแต่งลูกสาว เอาวัว ๓ ตัว หมู๓ ตัวนะ" อย่างนี้บาป ตั้งแต่เริ่มสั่ง พระยายมบันทึกแล้ว บันทึกตั้งแต่สั่งแล้ว ถ้าตายไปก่อน รับวัวรับหมูนะ ลงเลย "

ผู้ถาม : " ก็หมายความว่าบาปเฉพาะ คนสั่งฆ่า กับ คนฆ่า...! "
หลวงพ่อ : " คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่งคนนั้นก็บาป เราซื้อที่เขาฆ่ามาขาย กินเท่าไรเราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาปพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่าเป็นปกติอยู่แล้ว
คำว่า บาป นี้แปลว่า ชั่ว บุญ แปลว่า ดี ทำชั่วแปลว่าบาป ทำดีเรียกว่าบุญ ทีนี้ชีวิตเขามีอยู่เราไปฆ่าเขา ชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเขาฆ่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราก็เป็นคนชั่ว ฉะนั้นถ้าเขาไปฆ่ามาแล้ว เราไปซื้อกิน อันนี้ไม่ชั่วเพราะไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า แต่ว่าถ้าเอาเนื้อมาแล้วบอก "เฮ้ย พรุ่งนี้เพิ่มหน่อยซีเว้ย" ทีนี้เอาแน่ ต้องว่ากันอย่างนี้นะ "

ผู้ถาม : " มีคนเขาบอกว่า การฆ่าสัตว์ คนฆ่าไม่บาปเท่าไรแต่คนกินบาป และเขายังบอกอีกว่า ถ้าไม่กินแล้วใครจะฆ่า "
หลวงพ่อ : " คิดเอาเองมากกว่า คนกินเขาไม่ได้สั่งให้ฆ่า นี่เขาฆ่าขาย ถ้ามีขายเขาก็ซื้อกิน จะไปโทษคนกินเขาไม่ได้หรอก ถ้าคนกินสั่งให้เขาฆ่าอันนี้จึงบาป ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงจะห้ามพระฉันเนึ้อสัตว์ นี่เขาว่ากันเอาเอง ไม่ถูกหลักเกณฑ์อะไรหรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราถือเจตนาเป็นตัวกรรม"

เจตนา แปลว่า ตั้งใจ ถ้าตั้งใจคิดจะฆ่าแล้วลงมือฆ่าอันนี้บาปแน่ "

โดย hs6kjg [9 ก.ค. 2551 , 11:38:55 น.] ( IP = 118.174.1.47 : : )


  สลักธรรม 4



ผู้ถาม : " ถ้ารับประทาน อาหารมังสวิรัติ จะตัดกิเลสได้ หรือเปล่าคะ...? "
หลวงพ่อ : " ถ้าตัดได้จริง พระพุทธเจ้าคงยอมตามที่พระเทวทัตขอพรแล้ว ฉันลองมา ๓ ปี เมื่อบวชใหม่ ๆ ฉันไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย แล้วฉันหนเดียวด้วย และฉันไม่บอกชาวบ้านด้วย ถ้าบอก ชาวบ้านก็ต้องทำอาหารลำบาก ก็ไปบิณฑบาตธรรมดา แต่เนื้อสัตว์เราไม่กิน บางวันไม่มีอะไรมาให้เลย ก็กินเกลือกับหัวหอมกินผักเป็นอาหาร ลองมา ๓ ปี ไม่เห็นกิเลสมันลดเลย แต่ว่าถ้าไม่กินได้นี่ดีนะ ฉันสรรเสริญ ถ้าเป็นฆราวาสนะ เพราะว่าจะได้ไม่กังวลเรื่องเนื้อสัตว์ จิตของเราก็ตัดบาปไปจุดหนึ่ง ใช่ไหม ...
ในปฐมบัญญัติของสิกขาบท สังฆาทิเสส ข้อที่ ๑๐ มีเรื่องเล่าว่า พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ โอ้โฮ ... นี่อยู่อเวจีทั้งคู่ ใครไปอเวจี ไปมอง ๆ ดูนะ พระเทวทัตยีนกางแขนกางขา โกกาลิกะนั่งชันเข่า หอกเสียบสบาย ๆ แล้วก็พระกฏโมรกติสสกสะ พระที่เป็นบุตรของนางขัณฑเทวี และ พระสมุทททัต ชักชวนให้พระสงฆ์แตกกัน ใครบ้างล่ะ ... พระเทวทัต เป็นหัวหน้าโจก โกกาลิกะ รองประธาน พระกฏโมรกติสสกสะ และ พระสมุทททัตชักชวนให้สงฆ์แตกกัน พร้อมทั้งบอกแผนการที่จะเสนอแผนการให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น มี ๕ ข้อ ซึ่งเข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไม่อนุญาต และตนจะนำข้อเสนอขึ้นประกาศแก่มหาชน

ข้อเสนอ ๕ ข้อนั้น คือ อันนี้ฟังให้ดีนะ ข้อนี้ดีมาก เวลานี้คนที่ปฎิบัติผิดมีเยอะ ไปหลงผิดว่าไอ้ที่เราทำนี่ดีนี่หว่า ข้อเสนอของพระเทวทัต ๕ ข้อ เวลานี้พระสาวกของพระเทวทัตก็มีเยอะเหมือนกัน ถือว่า ๕ ข้อ ที่พระเทวทัตขออนุญาตนี้ นึกว่าเป็นของดีกันนัก สงสารชาวบ้าน ข้อเสนอของเทวทัต ๕ ข้อ คือ

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้าน ต้องมีโทษ หมายความว่า พระทุกองค์ที่บวชแล้ว ห้ามเข้าหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ต้องอยู่เฉพาะในป่า ห้ามโผล่หน้าเข้ามาในบ้าน

๒. ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต เป็นวัตร หมายถึง ปฎิบัติ ต้องบิณฑบาตตลอดชีวิต ผู้ใดรับนิมนต์ไปฉันตามบ้านต้องมีโทษ นี้เป็นความต้องการของพระเทวทัต รู้แล้วว่าทำไม่ได้ แต่แกล้งขอ

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล หมายความว่าผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะบ้าง ตามที่ต่าง ๆ บ้าง ตามที่เขาพันผีไว้บ้าง นำมาซัก นำมาย้อม มาปะติดปะต่อเป็นจีวรจนตลอดชีวิต ผู้ใดรับจีวรที่ชาวบ้านถวายต้องมีโทษ

๔. ภิกษุพึงอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ผู้ใดเข้าที่มุงที่บังที่มีหลังคาต้องมีโทษ

๕. ภิกษุไม่พึงฉันเนึ้อสัตว์ ผู้ใดฉันต้องมีโทษ

เห็นไหม ... การขอนี่เขาขอเพื่อเป็นการลบล้างไม่ใช่ทำได้ ภิกษุเหล่านั้นเห็นมีทางชนะร่วมด้วยว่า พระพุทธเจ้าแพ้แหง ๆ พระเทวทัตต้องชนะการเสนอญัตติแบบนี้ พระเทวทัตจึงได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลข้อเสนอ ๕ ประการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

"ดูก่อน เทวทัต ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ป่า ก็จงอยู่ป่า
ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ในละแวกบ้าน ก็จงอยู่ในละแวกบ้าน
ผู้ใดปรารถนาจะเที่ยวบิณฑบาต ก็จงเที่ยวบิณฑบาต
ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าบังสุกุล ก็จงใช้ผ้าบังสุกุล
ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าไตวจีวรจากฆราวาสถวาย ก็จงรับได้
เราอนุญูาตที่นอนที่นั่ง ณ โคนไม้ตลอด ๘ เดือน หมายความว่าที่ไม่ใช่ฤดูฝน เป็นฤดูหนาว หรือฤดูแล้ง ถ้าจะไปยังงั้นก็ได้

เราอนุญาตเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์โดย ๓ ส่วน คือ
๑. ไม่ได้เห็นเขาฆ่า
๒. ไม่ได้ยินเขาฆ่าเพื่อถวายพระ
๓. ไม่ได้รังเกียจคิดว่า เนื้อสัตว์นึ้น่ากลัวเขาฆ่าเพื่อเรา เช่น เขาฆ่าเจาะจงเพื่อจะให้ภิกษุบริโภค

พระเทวทัตดีใจที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยอมรับสมเจตนาจึงได้เที่ยวประกาศให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ยอมอนุญาตข้อเสนอที่ดีของตน ทำให้คนที่มีปัญญาทราม คนไร้ปัญญูาบางคนเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก

โอ้โฮ ... ดีจริง ๆ นะ พระผู้มีพระภาคเจ้ามักมากแล้วใครจะมักน้อยอีก แต่คนที่เข้าใจเรื่องดี กลับติเตียนพระเทวทัตเอาแล้วซิ ... นี่พระไม่ดีทำให้ชาวบ้านแตกกัน ความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้เรียกประชุมสงฆ์ ไต่สวนพระเทวทัตเป็นสัตย์แล้ว จึงได้ทรงติเตียนและทรงบัญญัติสิกขาบทว่า

"ห้ามภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน เมื่อภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง ภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศเป็นการสงฆ์เพื่อเลิกข้อประพฤตินั้นเสีย ถ้าสวดถึง ๓ วาระยังไม่เลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

โดย hs6kjg [9 ก.ค. 2551 , 11:42:14 น.] ( IP = 118.174.1.47 : : )


  สลักธรรม 5



จำไว้ให้ดีนะ นี่บท ๕ ข้อนี้ ทวนเสียอีกทีนะ

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้านต้องมีโทษใครเขาจะทำ
๒. ภิกษุพึงถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต ถูกรับนิมนต์ฉันตามบ้านต้องมีโทษ
๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขากองทิ้งไว้ หรือผ้าห่อผีห่อคนตายตลอดชีวิต ถ้ารับผ้าที่เขาถวายต้องมีโทษ
๔. ภิกษุต้องอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ตลอดฤดูน้ำฤดูฝนไม่รู้ ถ้าเข้าบ้านที่มีหลังคาต้องมีโทษ
๕. ภิกษุไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ใดฉันมีโทษ

ทั้ง ๕ ข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตนะ

เมื่อเห็นคนด้วยเมื่อเจอะพระเขาทำอย่างนี้นะละก็ญาติโยม อย่าถือว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดนะ ต้องถือว่าเขาเป็นคนละเมิดพระดำรัสสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน ... "

ผู้ถาม : " กระผมเป็นฆราวาสกินอาหารมื้อเดียว ทำอย่างนี้โดยตลอด ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์เป็นไปข้างหน้าอย่างไรครับ ... ? "
หลวงพ่อ : " อานิสงส์ปัจจุบัน คือ
๑. เปลืองอาหารน้อย เพราะกินเวลาเดียว
๒. มีเวลาทำงานมากขึ้น ข้างหน้าต่อไปอานิสงส์ใหญ่ คือตาย

... ก็แค่กินเวลาเดียวยังวัดฐานะอะไรไม่ได้เลย อย่าไปนึกว่ามันดีเด่นกับใครเขานะ กินเวลาเดียว กิน ๒ เวลา กิน ๓ เวลา มีความหมายเสมอกัน สำคัญว่า "ใจตัดกิเลสได้หรือเปล่า" เขาเอากันตรงนั้น ถ้าถือแค่กินนี่มันเป็นมานะทิฏฐิ เป็นกิเลสหยาบมาก อีกอย่างหนึ่งตายเร็วมาก อย่าไปนึกว่าดีนะ และถ้านั่งคุยว่านี่ฉันกินเวลาเดียว เสร็จเลย โอ้อวด นี่เป็นมานะกิเลสพังเลย "

ผู้ถาม : " อย่างนี้แทนที่จะไปดี ก็เลยไป... "
หลวงพ่อ : " ก็ไปดี หมายความว่าก่อนจะไปก็เปลืองน้อย เพราะฉะนั้นอย่าถือเป็นเรื่องสำคัญนะ ไอ้กินเวลาเดียว ๒ เวลา กินเนื้อสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่ อย่านะ อย่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ต้องตอบอย่าง หลวงปู่แหวน เคยมีคนมาเล่าให้ฟัง มีคนหนึ่งแกบอกหลวงปู่แหวนว่า
"เวลานี้ผมถือมังสวิรัติครับ ไม่กินเนื้อสัตว์"

หลวงปู่แหวนท่านบอก

"ไอ้วัวควายกินหญู้าตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"

ตอบนำสมัย ไม่ไช่ทันสมัย ถ้าเรื่องเป็นความจริงตามนั้น แต่การกินไม่มีความหมายในการปฎิบัติ แต่ปฎิบัติจริง ๆ มันขึ้นอยู่กับ
๑. เข้าถึงสะเก็ดพระศาสนาแล้วหรือยัง
๒. เข้าถึงเปลือก เข้าถึงกระพี้ เข้าถึงแก่นแล้วหรือยัง
เข้าถึงแก่นนี่ยังใช้ไม่ได้นะ ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ จะต้องเข้าถึงพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ เขาวัดกันตรงนี้ อย่าไปวัตกันแค่กิน "


ผู้ถาม : " คนทำบุญให้ทานที่กินเนื้อสัตว์ กับคนทำบุญให้ทานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อันไหนจะได้อานิสงส์มากกว่ากันคะ ... ? "
หลวงพ่อ : " อานิสงส์แบบไหนล่ะ อานิสงส์ไปนรก หรืออานิสงส์ไปสวรรค์ อานิสงส์มันมี ๒ อย่าง ทำบาปก็มีอานิสงส์จะลงขุมไหนแน่ ถ้าทำบุญก็มีอานิสงส์ อย่างเลวก็ไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างดีที่สุดไปนิพพาน คนที่ไม่ทำบุญเลยแม้ไม่กินเนื้อสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปอยู่กับเทวทัตได้ มีไหมคนไม่ทำบุญเลย คนที่ทำบุญไม่กินเนื้อสัตว์ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์นะ พระที่ฉันเนื้อสัตว์ไปนิพพานนับไม่ถ้วน เขาไม่ได้กินสัตว์เป็น เขาซื้อมากินไม่มีบาป "

ผู้ถาม : " ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เพราะว่าไปมองเห็นเนื้อสัตว์แล้วมีเลือดมีคาว เลยกินไม่ได้เจ้าค่ะ "
หลวงพ่อ : " อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันนี้เป็นปัจจัยให้บรรลุพระอนาคามีหรือพระ อรหันต์ นี่เป็นพื้นฐานใหญู่นะ ถ้าเห็นแบบนั้นเกิดนิพพิทาญาณแล้ว นิพพิทาญาณเป็นปัจจัยให้ได้พระอนาคามี ต่อไปถ้าเว้นจริงเป็นสังขารุเปกขาญูาณ เป็นอรหันต์ คนที่จะเป็นอรหันต์ได้ ถ้าไม่คล่องในบทนี้เป็นไม่ได้ มี กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐานเป็นพื้นฐาน
พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ไม่เสวยและฉันเนื้อสัตว์ เป็นต้น

๑. ต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ ๑๐ ประการ มีเนื้อมนุษย์ เป็นต้น
๒. เนื้อนั้นจะต้องเป็นปวัตตมังสะ คือ ที่เขาขายแกงกินกันตามปกติของเขา โดยพระไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่าเนื้อเจาะจงถวายตน
๓. ก่อนการฉันอาหารเนื้อทุกคราว จะต้องพิจารณาเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ไห้ฉันเนื้อต้องห้ามข้างต้น "

โดย hs6kjg [9 ก.ค. 2551 , 11:43:41 น.] ( IP = 118.174.1.47 : : )


  สลักธรรม 6

ในการตอบคำถามหรือวินิจฉัยปัญหาทางธรรมนั้น ผู้ที่ตอบด้วยความไม่ประมาทมักนำหลักการพิจารณามาจากพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาหรือฎีกา เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เสี่ยงต่อการกล่าวตู่พระพุทธพจน์

แต่การนำหลักธรรมดังกล่าวมาอธิบายอาจถูกปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของระดับสติปัญญาของผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าถึงหลักธรรมนั้นได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ดังนั้น หากขาดการอ้างอิงหลักฐานโดยใช้คำอ้างเฉพาะคำอธิบายของเกจิอาจารย์แต่ละท่านนั้นจึงมักเกิดปัญหาในภายหลังเมื่อพบกับผู้ที่ศึกษามาแตกต่างกัน หรืออาจเป็นเพราะผู้ที่จดจำมาเข้าไม่ถึงภูมิปัญญาของท่าน ก็ทำความเข้าใจไปตามระดับสติปัญญาของตนเองแล้วนำมาถ่ายทอดไปเรื่อยๆ ปัญหาเหล่านี้นับวันมีแต่จะเกิดมากขึ้นในหมู่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ปัญหาที่ตั้งเป็นกระทู้เพื่อนำคำตอบมาอธิบายนั้น ..ในฐานะผู้ศึกษาพระอภิธรรมและยังเป็นปุถุชนเช่นกันนี้ มีความเห็นว่า

กินเนื้อสัตว์....ไม่บาปในข้อปานาติบาต หากมิได้เป็นผู้ฆ่าหรือผู้สั่งฆ่าหรือผู้ตั้งใจทำให้สัตว์ตายหรือรู้เห็นในการตายของสัตว์นั้น

กินเนื้อสัตว์....มีความเป็นอกุศลแม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ฆ่าหรือไม่ได้เป็นเนื้อที่ต้องห้ามก็ตาม เพราะมีความเห็นผิด มีความยินดีติดใจในรสในกลิ่นเนื้อนั้น หากผู้เสพไม่มีการพิจารณาในเนื้อนั้นและรับประทานด้วยความมีสติหรือมีสติและและปัญญาด้วย

งดเว้นการกินเนื้อสัตว์...เป็นสีลัพพตปรามาสหากมีความยึดถือผิดๆ ว่าจะทำให้สิ้นกิเลสได้จากการไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะแท้จริงนั้นการที่จะสิ้นกิเลสได้จะต้องมีการชำระใจด้วยสติสัมปชัญญะมีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นสำคัญ คือต้องดำเนินทางไปในมรรคสามัคคี

งดเว้นการกินเนื้อสัตว์...เป็นกุศลก็ได้ หากปรารถนาที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตผู้ใด หรือมีสติในการรับประทาน หรืออยู่ในถิ่นที่เขารับประทานกันอย่างนี้ก็ทำตนเป็นคนเลี้ยงชีพง่าย หรือพิจารณาแล้วเห็นว่าอาหารนั้นไม่เป็นโภชนสัปปายะ คืออาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก เป็นต้น

งดเว้นการกินเนื้อสัตว์...เพราะรังเกียจเนื้อสัตว์ ก็เป็นที่แน่นอนว่าสภาพจิตขณะนั้นเป็นโทสะเป็นอกุศลจิต

แนะนำกระทู้เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจ

พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการทานเนื้อสัตว์ไว้อย่างไร http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=277

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 15:44:26 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )


  สลักธรรม 7

การละเว้นชีวิตผู้อื่นไม่ว่าทางใดก็ถือว่ามีเจตนา
ที่ดีงามต่อเพื่อนร่วมโลก ส่วนจะได้บุญหรือไม่
ได้บุญก็ช่างมันเถอะครับ ถ้าสิ่งที่เราทำแล้ว
เราเกิดความสบายใจก็ทำไป ไม่เห็นจะต้อง
ไปสนใจเลยว่าจะได้บุญหรือไม่

การไม่กินเน้อสัตว์อย่างน้อย สำหรับในยุค
ปัจจุบันนี้ ผมว่าก็น่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพนะ
เพราะสัตว์เลี้ยงที่เราใช้บริโภคในยุคนี้
มันเต็มไปด้วยขบวนการเลี้ยงที่ไม่ปลอดสาร
เคมีต่างๆกันเอาซะเลย

ดังนั้นผมคิดว่า ใครอยากกินก็กินไป
ส่วนใครไม่อยากกินก็กินผัก
บุญมันอยู่ที่ใจเราครับว่าบริสุทธิ์
สะอาดกับเรื่องราวนั้นๆแค่ไหน
คิดดีก็เป็นบุญแล้ว

โดย ธรรมเทพ [20 ก.ค. 2551 , 13:20:36 น.] ( IP = 58.9.119.247 : : )


  สลักธรรม 8

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ปฎิบัติธรรม,กุฎิที่พักสงฆ์,เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุพร้อมทั้งกำแพงแก้วล้อมรอบ
อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ เลขที่ 69 หมู่ 14 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 8-9 ก.ม. ไปทางอำเภอแม่สาย เนื้อที่ 151 ไร่ ได้รับอนุญาติจากกรมการศาสนา ให้เป็นที่พักสงฆ์และผู้ปฎิบัติธรรมมี สถานที่ปฎิบัติ ก่อสร้างด้วยไม้ มา 15-16 ปี ปัจจุบันนี้รอการบูรณะให้ดีขึ้นในขั้นต้น มีพระพุทธรูปเปิดโลก บนยอดเขา มีมหาเจดีย์ชินธาตุเจดีย์ดอยตรีมูรติ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ระหว่างก่อสร้างกำแพงแก้ว-ปูพื้นกระเบื้อง งานเสร็จแล้ว 80% ก่อสร้างกุฎิไม้กรรมฐาน 1 หลัง ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฟังธรรม กรรมฐาน-วิปัสนากรรมฐาน มีผู้สนใจเพิ่มขึ้นๆ ตามลำดับ ที่พักเก่าซ่อมแซมแบบประหยัดพอใช้การได้พอสมควร
เจริญขอศรัทธาจากท่านผู้มีจิตศรัทธาในทานบุญกุศล ตามจิตประสงค์ของทุกท่านได้กระจายขยายแผ่บารมี ทาน ไปที่อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์บ้าง ก็ขออนุโมทนาด้วยจริงอย่างสูงยิ่งจากจิต
ขอเป็นผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประสงค์สิ่งใด จงได้สมปราถนาด้วยสัมมาทิฎฐิ ทุกท่าน
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงราย หมายเลขบัญชี ออมทรัพย์ 507-2-62111-7 อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ โดยพระวิชัย โชติวโร หรือจะโทรถึงท่านเจ้าอาวาส โดยตรง 086-2030662

โดย ตัวขาวขาว - [6 ส.ค. 2551 , 03:09:07 น.] ( IP = 222.123.18.139 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org