| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กำลังใจก่อนจาก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ในปริจเฉทที่ ๕ เป็นการกล่าวไว้ถึงภพภูมิ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวถึงภพภูมิ? พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้โดยรู้ไปทั้งหมดเลย หยั่งรู้ไปในอดีตอันไกลโพ้นที่ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ และทรงทราบถึงเรื่องในอนาคตเช่นทราบว่าศาสนาของตถาคตจะเป็นอย่างไรทรงได้ทำนายไว้หมดเลย นอกจากนี้ทรงทราบถึงการเกี่ยวโยงเป็นวัฏฏสงสารจากอดีตไปสู่อนาคตว่าสัตวโลกมีการเวียนว่ายตายเกิดไปใน ๓๑ ภูมิ
จุดประสงค์ก็เพื่อจะให้เห็นว่า เมื่อทำชั่วก็ลงนรกหรือตกอบายภูมิไป เมื่อทำดีก็ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติเป็นต้น เมื่อทำฌานกุศลก็ได้เกิดเป็นรูปพรหม อรูปพรหม เมื่อทรงอธิบายแล้วก็ยังมองเห็นอีกว่า ในภพภูมิต่างๆ ความเป็นอยู่คือชีวิตนี้ แม้จะมีความเป็นชีวิตเหมือนกันแต่อำนาจให้ชีวิตทรงอยู่ได้ต่างกัน เช่นสัตว์เดรัจฉานก็มีอายุน้อยเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น ยุงก็มีอายุ ๗ วันโดยประมาณ แต่มนุษย์ก็มี ๗๕ ปีโดยเฉลี่ย
แต่ไม่ว่าจะอยู่ ๗ วันหรืออยู่ ๗๕ ปี ชีวิตก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้นเพราะ ภาราหะเว ปัญจักขันธา ภระหาโรจะปุคคโล ภาราทานัง ทุกขัง โลเก ภาระนิกเขปะนัง สุขัง นิกขิปิต์วา คะรุง ภารัง อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ สะมูลัง ตัณหัง อัพพุฬ์หะ นิจฉาโต ปะรินิพพุโต..ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักแล เรานั่นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป ไม่ว่าจะ ๗ วันหรือ ๗๕ ปี เราก็มีความอุปาทานขันธ์ สัตว์ต่างๆ ก็มีความรักตัวกลัวตาย ถึงจะเป็นเทวดาก็มีสิ้นสุด จะอายุเท่าไหร่หรือเป็นพรหมชั้นไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะกี่อสงไขยกี่มหากัปป์ ก็ต้องมีที่สิ้นสุด จะมีกรรมตัดรอนหรือไม่มีกรรมตัดรอนชีวิตก็ต้องมีความตาย
เมื่อตายแล้วก็ต้องเกิดต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ คือ เกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก เกิดด้วยอำนาจบาปและบุญเป็นโอปปาติกะ อยู่ใน ๓๑ ภูมิ คือวัฏฏสงสาร
และวัฏฏสงสารเป็นไปด้วยอะไร ได้แสดงไว้ในปริจเฉทที่ ๕ ตอนท้ายก็คือกรรมที่วิจิตรทำให้เป็นไปต่างๆ มีทั้งกรรมใกล้ตายในมรณาสันนกาลและและในขณะมรณาสันนวิถี ในปริจเฉทที่ ๕ จึงเป็นไปด้วยเรื่องของภพภูมิและเรื่องกรรมต่างๆ
ในปริจเฉทที่ ๖ ก็เรียนเรื่องของตนเองอีกนั่นแหละ คือรูปธรรมต่างๆ ที่เมื่อเราศึกษาแล้วจะทราบว่ารูปมี ๒๘ แต่ที่นั่งอยู่เป็นหญิงเป็นชายนั้นมีคนละ ๒๗ คือเว้นอิตถีภาวะและปุริสสะภาวะไปคนละอย่าง
ฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยสภาพแล้วก็จะเห็นว่า ชีวิตนั้นมีจิต เจตสิก และรูป ซึ่งเป็นสภาวธรรมล้วนๆ ที่ไหลเรื่อยไป เมื่อเราศึกษาให้เกิดความเข้าใจตรงนี้ว่า การทำงานของจิตมันเกี่ยวสัมพันธ์กันระหว่างรูปกับนามอย่างไร แล้วเราก็เอารูปกับนามนี้มากำหนดรู้ดูจำและทำให้ได้ เพื่อที่จะได้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:43:12 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 2
ในปริจเฉทที่ ๗ ก็เป็นการนำเรื่องของกิเลสและกุศลต่างๆออกมาอธิบายอีกครั้งหนึ่งโดยแยกให้เห็นความวิจิตรพิสดารของอารมณ์ อย่างเช่นเรื่องของสีลัพพตปรามาสกับอิทังสัจจาภินิเวส สีลัพพตปรามาสคือความยึดมั่นในสีลพรต ถ้าตั้งคำถามว่าเป็นความยึดมั่นในสีลพรตนอกศาสนาใช่ไหม? คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามว่าอิทังสัจจาภินิเวส คือถือศีลนอกศาสนาใช่ไหม? ตอบว่าไม่ใช่ เอาละแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ เดี๋ยวก็ใช่เดี๋ยวก็ไม่ใช่
หากเราศึกษาจนเข้าใจแล้วก็จะทราบว่า ทิฏฐินั้นมีอยู่สองชั้น ทิฏฐิชั้นที่หนึ่งนั้นเรามีกันทุกคนคือความยึดถือของเราว่าเราจะปฏิบัติอย่างนี้ด้วยความเชื่อของตนเอง อย่างนี้เป็นความยึดถือในสีลัพพตปรามาส แต่ถ้าหากเรายึดถือแล้วเราบอกกล่าวออกไปด้วยโดยสอนผู้อื่นไปด้วยว่า อย่างนี้ถึงจะใช่ คุณต้องเชื่ออย่างนี้แหละ อันนี้เป็นทิฏฐิชั้นที่สองที่เป็นความยึดมั่นของครูผู้สอนที่ยึดแล้วยังนำความยึดนั้นไปประกาศต่ออีก
การศึกษาในปริจเฉทที่ ๗ จึงมีความลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น ท่านอาจารย์มนต์ทิพย์บอกว่า ถ้าหากเราเข้าใจปริจเฉทที่ ๗ โดยพิสดารแล้วจะทำให้หยุดพูด หยุดการกระทำ เพราะมันเป็นความกล้าเสี่ยงเป็นความประมาทโดยแท้เลย ทำให้เราเกิดหิริโอตตัปปะมากขึ้นจากที่เคยมี เพราะเราไม่รู้เลยว่า คำพูดของเราจะผิดออกไปไหม เป็นการประกาศความยึดถือของเราออกไปไหม ซึ่งเป็นทิฏฐิที่หนาและแน่นขึ้นไปอีก
พอศึกษาไปถึงปริจเฉทที่ ๘ ก็เรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา-มรณะ เป็นการเรียนเรื่องปัจจยาการที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันทำให้วัฏฏะนี้หมุนโดยไม่หยุดหย่อน และก็มีเรื่องของปัจจัยอย่างที่อธิบายเมื่อวานนี้ว่า การเห็น ประกอบไปด้วยเหตุใหญ่ๆ ๔ ประการและยังมีปัจจัยอีก ๗๓ ที่มาเกื้อกูลกันเหมือนใยแมงมุมที่ถักใยออกไปกว้างขวางมาก เราจะเห็นความวิจิตรพิสดารซึ่งเป็นการกระจายให้เห็นว่า ที่เราเรียนปริจเฉทต้นๆมานั้นมันไม่ใช่ "เรา" นะ ..มันเป็นจิต มันไม่ใช่ "เรา" นะ ..มันเป็นรูป
ในปริจเฉทที่ ๘ นี้จะแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเท่านั้น จากที่เราเคยรู้สึกน้อยๆว่า มันเป็นรูปเป็นนาม แต่มันไม่มี คน สัตว์จริงๆ มันจะได้คำตอบเลยว่า สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นธรรมที่มีเหตุแล้วก็ไม่ได้มีเหตุเดียว เราก็จะได้เห็นว่าชีวิตนั้นอยู่ยาก เพราะทุกอย่างที่ดูว่าง่ายหรือสะดวกนี้ก็เพราะเป็นการสืบสันดานจากภพชาติมานานมาก ทำให้ความแคล่วคล่องต่างๆ ของเรา ได้แก่ความแคล่วคล่องในความไม่รู้คืออวิชชาเป็นมูลนี้ก็จะถูกกระจายออกไป
เมื่อพูดถึงอวิชชาแล้วก็จะยกเรื่องราวของเมื่อวานที่มีการสอนเกี่ยวกับคำนี้มาให้เป็นแง่คิดว่า บางครั้งคำพูดของแต่ละคนนั้นมีประโยชน์ไม่น้อย เช่นเมื่อวานมีการเขียนคำว่า อวิชชาไว้บรรทัดบน และะคำว่า โมหะ ไว้บรรทัดล่าง โดยอยู่ในตำแหน่งที่ตรงนั้น ผู้สอนก็อธิบายว่า ถ้าหากทำให้อ.อ่างที่อวิชชาตกลงมาอยู่ในตรงโมหะ อวิชาก็เหลือ วิชชา แล้วโมหะก็จะกลายเป็น อโมหะ จึงได้มุมมองเพิ่มว่า ถ้าตกลงมาเป็นอโมหะได้ ตัณหาก็จะกลายเป็นตาเห็น คือมีดวงตาเห็นธรรมได้ในที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:43:38 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 3
พอมาถึงปริจเฉทที่ ๙ ก็สอนเรื่องสมถะและวิปัสสนาว่ามีการทำอย่างไร มีแบบแผนอย่างไร เพราะทุกอย่างนั้นมีแบบแผนไม่ใช่คิดขึ้นมาเองได้ การที่จะได้ฌานต่างๆ นั้นต้องทำตามแบบแผนไม่ใช่ทำตาม"เขาบอก" การทำจิตให้มีอารมณ์ที่ละเอียดขึ้นในสมถกรรมฐานนั้นมีถึง ๔๐ บรรพ ที่ให้เลือกตามจริตอัธยาศัยของใครๆ ที่จะนำไปปฏิบัติได้ แล้วก็มีการสอนเรื่องวิปัสสนาที่เป็นพระพุทธประสงค์เพื่อให้ออกจากวัฏฏสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิด
มูลนิธิแห่งนี้ที่ได้ก่อตั้งขึ้นมาโดยท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ก็เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ดังกล่าวและได้ดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ โดยในเวลาต่อมาหลังจากที่ท่านอจารย์บุญมีได้จากไปแล้ว หลวงพ่อแสวงหรือท่านพระครูศรีโชติญาณก็ได้มาร่วมสืบทอดการศึกษาพระอภิธรรมต่อโดยบุกเบิกใช้แผนผังจิตที่เป็นเครื่องหมายบวกลบที่ท่านไปศึกษามาจากประเทศพม่า
ซึ่งเมื่อพูดถึงหลวงพ่อแสวงแล้วก็คงต้องบอกกับท่านว่า เมื่อคืนนี้ในระหว่างที่จัดเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษสองสัปดาห์ด้วยความจำเป็น ก็รู้สึกถึงจิตใจที่เกี่ยวโยงอยู่กับพวกท่านทุกคนเพราะในขณะที่หยิบพระรอดมาสวมคอนั้นก็นึกขึ้นว่า เจ้าประคุณ ขอให้รอดจากความรักความคิดถึงของทุกท่าน เพื่อจะได้ไปกินอากาศไปอยู่ในงานที่ต้องทำได้อย่างเต็มที่ ขอให้ใจของตนเองไม่วอกแว่ก เพราะในการเดินทางไกลทีไรก็จะนึกถึงทุกท่านว่าวันเสาร์แล้ว สิบโมงแล้ว ป่านนี้ทุกคนมาแล้ว ซึ่งเป็นความรุ่มร้อนด้วยแรงรัก ...ฉะนั้นจึงขอให้รอดจากแรงรักและแรงคิดถึง
แล้วก็มองไปที่กองหนังสือธรรมะ ได้ไปหยิบหนังสือปกิณกปุจฉาพยากรณ์ขึ้นมาซึ่งเป็นหนังสือในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อแสวง ก็เปิดอ่านอีกแม้ว่าจะอ่านมาหลายครั้งแล้ว ก็คิดว่านอกจากมีพระรอดแล้วก็ขอมีพระธรรมไปด้วย จึงเลือกหนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือในการเดินทาง เมื่อหยิบอ่านแล้วก็มาสะดุดกับคำไว้อาลัยว่า คนเราในที่สุดนั้นก็ต้องจากกัน
แล้ววันนี้ก็เหมือนกับการที่จะบอกกับท่านว่า เรามาจากกันสักพักหนึ่ง เพราะเราต้องมีการจากทั้งจากเป็นและจากตายกัน แต่ในการจากนี้เราต้องมีความไม่ประมาท เราต้องรู้จักช่วยเหลือตนเอง ต้องขนขวายในกิจการงานที่ชอบ
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:46:15 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 4
ท่านทุกคนมีเป้าหมายชีวิต แต่ละคนมีความคิดไม่เหมือนกันจึงอยากจะบอกท่านว่า ..
เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใดก็ตาม เช่นจะอยู่เพื่อคนนั้นคนนี้ หรือจะอยู่เพื่อเรียนธรรมะ หรือจะอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม หรือจะเพื่อสิ่งใดก็แล้วแต่
ความอบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเรา เพราะเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ เราต้องพบปะเจอะเจอกับคนอื่น.. อย่างน้อยก็คนขายของที่เราจำเป็นต้องใช้
ฉะนั้น น้ำคำและน้ำใจจึงเป็นเมือนสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีงามได้ การที่เราอยู่รวมกันหลายๆ คนมีญาติธรรมมากมาย น้ำคำและน้ำใจนอกจากจะทำให้มีสะพานไมตรีแล้วยังทำให้เราไม่ห่างไกลจากคนอื่นด้วย
และถ้าหากเราต้องการมองหาใครสักคนหนึ่งเพื่อหาความอบอุ่นให้กับตนเองในการเดินทางของชีวิต
คนแรกที่เราควรจะมองหา ก็คือตัวของเราเอง เพราะเราเป็นเพื่อนแท้กับตัวเองได้ กับคนอื่นนั้นเราไม่รู้ใจเขา แต่เรารู้ใจของเราเอง
การที่เราไปมองหาใครหรือไปยึดใครนั้นต้องมีการพบเพ้อ เพียรผูก และพลัดพราก
เหมือนที่ตัวอาจารย์เองเคยยึดท่านอาจารย์บุญมีแล้วก็ต้องร้องไห้ เคยยึดหลวงพ่อแสวงแล้วก็ต้องร้องไห้เป็นร้อยๆ วัน
ฉะนั้น ในขณะนี้บางคนก็อาจจะรู้สึกว่า ตายละ เดี๋ยวอาจารย์จะไม่ได้อยู่แล้ว ..ก็ต้องหันมองหาตัวเองเพื่อคบกับตัวเองให้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:46:48 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 5
แล้วเราจะมองตัวเองได้อย่างไร? คือ อ่านตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ แล้วก็ใช้ตัวเองให้เป็น
อ่านตัวเองให้ออก คือ การเรียน เพราะตัวเราเองนั้นเมื่อกระจายออกไปก็คือ จิต เจตสิก และรูป
บอกตัวเองให้ได้ ก็คือ รู้สภาพกรรมและวิบาก ..ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม
ใช้ตัวเองให้เป็น ก็คือ เรารู้ว่าเราได้เวียนว่ายตายเกิดมานานแล้ว แล้วเราก็รู้พระพุทธประสงค์ที่ต้องการให้สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด จึงต้องใช้ตัวเองให้เป็นคือใช้ให้ทำวิปัสสนาให้เป็น
เรียน รู้ ทำ เมื่อเรามีสามประการนี้แล้วรับรองได้ว่า ชีวิตอบอุ่น เพราะความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้เรามีเพื่อนใจ แสงแดดให้ความอบอุ่นแก่โลกได้ ..แต่ความมีปัญญาให้ความอบอุ่นแก่ชีวิตได้ดีกว่าแสงแดด เพราะแสงแดดนั้นมีโอกาสหายไป หรือแสงแดดที่จ้าก็ยังแผดเผาให้ผิวไหม้
แต่ปัญญาที่เป็นอาวุธในใจมันส่องสว่างทั้งในยามที่โลกมืด โลกเร่าร้อน โลกมีภัยพิบัติ และในตอนที่มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าเรา ดังนั้น แสงแห่งพระธรรมเป็นแสงสว่างที่ช่วยได้ในทุกกรณี
ขอให้ทำตนเองให้เป็นที่พึ่งให้ได้ แล้วอยู่อย่างภาคภูมิใจ เพราะเราทุกคนกำลังเดินทาง บางคนเดินช้า..ก็เหมือนเข้าใจช้า บางคนเดินเร็ว บางคนเดินถูก บางคนเดินผิด แต่ช้า ..เร็ว ถูก..ผิด ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก แต่สำคัญอยู่ที่ว่า เลือกทางเดินแล้วหรือยัง
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:47:32 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 6
ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้เลือกเส้นทางเดินด้วยการมาศึกษาเรื่องราวของชีวิต มาสร้างความคิดอันเป็นประโยชน์ มาระงับโทษให้หมดไป แล้วมารวมใจผนึกกำลังสร้างความอบอุ่นให้กับตนเอง
จึงขออำนาจพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จงคุ้มครองรักษาและอภิบาลทุกท่านให้เป็นผู้ก้าวหน้าและก้าวไปในธรรมอันเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราถือไว้เป็นอาวุธฟันฝ่าอุปสรรคมีกิเลสตัณหา ราคะ อุปทาน เป็นต้นให้หมดไป
ขอความตั้งมั่น ความตั้งใจ จงอำนวยอวยชัยให้ทุกท่านมีความก้าวหน้าอยู่ในบุญ คุ้นกับความสงบ และจบชีวิตจากสังสารวัฏฏ์ได้โดยเร็วทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน
และอย่าท้อแท้ ..ขอให้มีกำลังใจ อย่าลืมว่ายังมีคนๆ หนึ่งที่จะเอาหัวใจมาดูแลท่านเสมอ อย่าขี้เกียจทำการบ้านเพราะอย่าลืมว่ายังมีอาจารย์มองอยู่ อย่าขี้เกียจเรียนหรือมีความเบื่อหน่ายใดๆ เพราะอย่าลืมว่ายังมีกำลังใจจากอาจารย์อยู่นะ
ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะทุกคนเป็นเจ้าของมูลนิธิแห่งนี้ พระธรรมคือสมบัติอันมีค่าของเรา ฉะนั้น จงใส่ใจในงานของตนเองทั้งผู้สอน..อย่าอ่อนใจกับคนไม่รู้หรือรู้ยาก หรือแม้กระทั่งใครจะหลับ ใครจะถามซ้ำซาก ก็อย่าอ่อนใจ และทั้งผู้ศึกษา...อย่าท้อแท้ ให้ใส่ใจในการเรียนแม้ว่าจะเข้าใจยาก ฟังแล้วจำยาก แต่ถ้าได้ฟังบ่อยๆ ก็จะเข้าใจเอง
และอย่าลืมฝึกหัดการปฏิบัติ เพราะเราเดินมาในวัฏฏสงสารนั้นนานเหลือเกิน กิเลสจึงหนา ปัญญาจึงทึบ ฉะนั้น การทำกิเลสให้เบาบางจึงต้องอาศัยเวลา การทำปัญญาให้สว่างไสวก็ต้องอาศัยเวลา และต้องมีกำลังใจ
ขอให้มีกำลังใจทุกคนและก็ขอลาก่อน สวัสดีค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2551 , 10:47:52 น.] ( IP = 58.9.138.35 : : )
สลักธรรม 7ขอบคุณมากค่ะน้องกิ้ฟ
โดย น้องอุ๊ [9 ก.ค. 2551 , 20:39:10 น.] ( IP = 125.24.59.220 : : )
สลักธรรม 8สาธุ เป็นคำพูดที่ให้กำลังใจดีครับ
โดย 111 [10 ก.ค. 2551 , 13:32:53 น.] ( IP = 203.153.166.88 : : 172.16.3.18 )
สลักธรรม 9กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขออนุโทนากับคุณน้อง
กิ๊ฟค่ะโดย abctoy - [11 ก.ค. 2551 , 00:08:59 น.] ( IP = 118.172.244.104 : : )
สลักธรรม 10
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [11 ก.ค. 2551 , 10:13:24 น.] ( IP = 124.121.176.33 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |