มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อาหาร





เคยเขียนบทความที่ได้จากงานวิจัยเรื่อง การกินในพระพุทธศาสนา จึงขอนำส่วนหนึ่งมานำเสนอ ซึ่งในยุคที่ชาวพุทธหันมากินเจ หรืออาหาร มังสวิรัติแล้ว มีการเปรียบเทียบกัน ถึงการประพฤติปฏิบัติตน
ถึงขั้วแบ่งพรรคแบ่งเหล่ากัน จึงขอนำหลักฐานมาเพื่อพิจารณา
“เราไม่ควรจะตัดสินบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์แต่เพียงสังเกตอาหารที่เขากินเท่านั้น”
ในอามคันธสูตร แห่งขุททกนิกาย สุตตนิบาต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคนประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้น การเกล้าชฎา ความเป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังสือและเล็บการบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไปด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอันมากในโลก มนต์และการเซ่นสรวงยัญและการซ่องเสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพันความสงสัยให้หมดจดได้”


การกินปลาและเนื้อสัตว์ไม่ได้ทำให้บุคคลเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ แต่ความเป็นคนหัวดื้อ การหลอกลวง ความริษยา ความยกตนข่มท่าน ความดูหมิ่น และความสนิทสนมกับอสัตบุรุษต่างหากทำให้บุคคลเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ เพราะบุคคลคิดและกระทำชั่วเองจึงทำให้ตนเองเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์
ในพระพุทธศาสนา ไม่มีกฎที่เข้มงวดเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ชาวพุทธไม่ควรกินปลาและเนื้อสัตว์
คำแนะนำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็คือ
บุคคลไม่ควรมีเจตนาฆ่าสัตว์อื่นหรือไม่ควรขอร้องผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์เพื่อตนเอง อย่างไรก็ตาม
บุคคลที่กินอาหารมังสวิรัติก็ควรค่าแก่การสรรเสริญด้วยเช่นกัน
ในอามคันธสูตรเช่นกันและอรรถกถาปรมัตถโชติกา
แสดงเรื่องกลิ่นดิบ (อามคนฺธ)ว่าคืออะไร ?
สรุปเรื่องได้ว่า ติสสดาบส ซึ่งมีความเชื่อถือว่า ปลาและเนื้อ ชื่อว่ากลิ่นดิบ
ไปทูลถามพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะว่า
“สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เหง้ามัน และผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนากาม (คือไม่ติดในรสชาติ) กล่าวคำเลาะแหละไม่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใด ที่ผู้อื่นทำสำเร็จดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างปราณีต เมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับเนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
ข้าพระองค์ขอถามความข้อนี้กะพระองค์ว่าว่า กลิ่นดิบของพระองค์มีประการอย่างไร”


พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะตรัสตอบว่า
“การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
ชนเหล่าใดในโลกนี้ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนด้วยของไม่สะอาด
มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยาก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลยชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปรกติไม่ให้ และไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
ความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา ริษยา ความยกตน ความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น
เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติชั่วช้า กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น
เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวนผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคาย ไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น
เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลง ตกไปในนรก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
จึงประมวลได้ว่า ติสสดาบสเห็นว่า
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าไม่ควรเสวยปลาและเนื้อ ซึ่งถือเป็นกลิ่นดิบ แต่พระกัสสปะทรงชี้แจงว่า กลิ่นดิบคือกิเลสทั้งปวง เป็นความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดพฤติกรรมทางกาย วาจาที่ไม่ดีตามมา เช่นการฆ่าสัตว์ การทุบตี การลักทรัพย์ การพูดเท็จ การประทุษร้ายมิตร ความโกรธ ความเป็นคนหัวดื้อ

โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ก.ค. 2551 , 15:12:51 น.] ( IP = 58.9.113.243 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันอาหารมังสวิรัติ
เป็นแต่ว่าพระองค์ทรงบัญญัติห้ามไม่ให้ฉันเนื้อสัตว์ ๑๐ ประเภท ภายใต้สถานการณ์บางประการ คือทรงบัญญัติห้ามไม่ให้ฉัน ๑ เนื้อมนุษย์อย่างเด็ดขาด
รูปใดฉันต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒-๓ เนื้อช้างและเนื้อม้า เพราะว่าสัตว์ดังกล่าวนั้นเป็นราชพาหนะ
๔-๕ เนื้อสุนัขและเนื้องู เพราะเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง ๖–๑๐ เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมีและเนื้อเสือดาว ตามลำดับ
เพราะว่าสัตว์เหล่านั้นฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อของพวกตน รูปใดฉันเนื้อสัตว์เหล่านั้น ต้องอาบัติทุกกฎ
เมื่อพระเทวทัตทูลขอร้องให้พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต
พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะกระทำเช่นนั้น เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเสรีภาพ
คำแนะนำของพระองค์ก็คือว่า ข้อนี้ขึ้นอยู่กับว่าภิกษุจะฉันอาหารมังสวิรัติหรือมิใช่มังสวิรัติก็สุดแล้วแต่ความสะดวกของภิกษุเอง


กรณีเรื่องการฉันอาหารมังสวิรัตินั้นแสดงให้เห็นชัดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงพิจารณาการฉันอาหารมังสวิรัติว่าเป็นการปฏิบัติทางศาสนาที่สำคัญมากเลย พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสเกี่ยวกับการกินอาหารมังสวิรัติไว้สำหรับฆราวาส
ในชีวกสูตร หมอชีวกโกมารภัจจ์
กราบทูลถึงเรื่องที่ถกเถียงกันนี้ว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังมาว่า
ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม
พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลที่กล่าวอย่างนี้ว่า
ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม
พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตนอาศัยตนทำ
ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส
ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง
ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม
การกล่าวและการกล่าวตามที่ชอบธรรมจะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนชีวก บุคคลที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่
ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ หาชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวไม่
ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง
ดูก่อนชีวก เรากล่าวว่าเนื้อไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการคือ ๑. เนื้อที่ตนเห็น ๒. เนื้อที่ตนได้ยิน ๓. เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวว่าเนื้อเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น ๒. เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน ๓. เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ”


ในบางประเทศ ผู้นับถือพระพุทธศาสนามหายานเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติที่เคร่งครัด ในขณะที่เราพลอยชื่นชมกับการปฏิบัติเช่นนั้น ก็ควรจะชี้แจงว่า พวกเขาไม่ควรตำหนิบุคคลที่ไม่กินอาหารมังสวิรัติ พวกเขาต้องระลึกว่า ไม่มีบทบัญญัติเช่นนั้นในคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ซึ่งต้องการให้ชาวพุทธทั้งปวงเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติ เราต้องตระหนักว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้ดำเนินทางสายกลางและเป็นศาสนาที่ให้เสรีภาพแก่ผู้นับถือ คำแนะนำของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติพุทธธรรมอย่างสุดโต่ง
อาหารมังสวิรัติแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ช่วยให้คนเราพัฒนาคุณสมบัติด้านมีเมตตากรุณา เนื่องด้วยในบรรดาผู้กินอาหารมังสวิรัติ ก็มีทั้งคนที่ทารุณและดุร้าย ในขณะที่ในบรรดาผู้กินเนื้อสัตว์ ก็มีทั้งคนที่มีความกรุณา มีความอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพและเคร่งศาสนา ดังนั้น เราไม่ควรให้มีการกล่าวว่า คนที่บริสุทธิ์และเคร่งศาสนาต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการกินอาหารมังสวิรัติ



ตรงกันข้าม ถ้าใครก็ตามคิดว่าบุคคลไม่สามารถมีชีวิตที่มีสุขภาพดี ถ้าเว้นจากการกินปลาและเนื้อสัตว์ เราไม่ควรเข้าใจว่า พวกนั้นเป็นผู้มีความคิดถูกต้อง
เพราะว่าผู้กินแต่อาหารมังสวิรัติหลายล้านคนทั่วโลกก็เป็นบุคคลที่แข็งแรงและมีสุขภาพดีกว่าผู้กินเนื้อสัตว์เสียอีก ในส่วนของฝ่ายมหายาน มีทรรศนะว่าชาวพุทธไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์ น่าจะสืบเนื่องมาจากเหตุผลเรื่องความเมตตา ในมหาปรินิรวาณสูตร มีข้อความตอนหนึ่งว่า “การกินเนื้อสัตว์เป็นการทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งมหาเมตตากรุณา”

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ก.ค. 2551 , 15:19:40 น.] ( IP = 58.9.113.243 : : )


  สลักธรรม 2


เมื่อวานยังไม่ได้อ่านกระทู้นี้

อนุโมทนาค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.ค. 2551 , 10:18:03 น.] ( IP = 58.9.151.195 : : )


  สลักธรรม 3

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ปฎิบัติธรรม,กุฎิที่พักสงฆ์,เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุพร้อมทั้งกำแพงแก้วล้อมรอบ
อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ เลขที่ 69 หมู่ 14 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 8-9 ก.ม. ไปทางอำเภอแม่สาย เนื้อที่ 151 ไร่ ได้รับอนุญาติจากกรมการศาสนา ให้เป็นที่พักสงฆ์และผู้ปฎิบัติธรรมมี สถานที่ปฎิบัติ ก่อสร้างด้วยไม้ มา 15-16 ปี ปัจจุบันนี้รอการบูรณะให้ดีขึ้นในขั้นต้น มีพระพุทธรูปเปิดโลก บนยอดเขา มีมหาเจดีย์ชินธาตุเจดีย์ดอยตรีมูรติ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ระหว่างก่อสร้างกำแพงแก้ว-ปูพื้นกระเบื้อง งานเสร็จแล้ว 80% ก่อสร้างกุฎิไม้กรรมฐาน 1 หลัง ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฟังธรรม กรรมฐาน-วิปัสนากรรมฐาน มีผู้สนใจเพิ่มขึ้นๆ ตามลำดับ ที่พักเก่าซ่อมแซมแบบประหยัดพอใช้การได้พอสมควร
เจริญขอศรัทธาจากท่านผู้มีจิตศรัทธาในทานบุญกุศล ตามจิตประสงค์ของทุกท่านได้กระจายขยายแผ่บารมี ทาน ไปที่อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์บ้าง ก็ขออนุโมทนาด้วยจริงอย่างสูงยิ่งจากจิต
ขอเป็นผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประสงค์สิ่งใด จงได้สมปราถนาด้วยสัมมาทิฎฐิ ทุกท่าน
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงราย หมายเลขบัญชี ออมทรัพย์ 507-2-62111-7 อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ โดยพระวิชัย โชติวโร หรือจะโทรถึงท่านเจ้าอาวาส โดยตรง 086-2030662

โดย ตัวขาวขาว - [6 ส.ค. 2551 , 03:06:15 น.] ( IP = 222.123.18.139 : : )


  สลักธรรม 4


มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี ฯ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ ฯ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ
ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ
สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ
โภชนมฺหิ อมตฺตญฺ ุ๑- กุสีตํ หีนวีริยํ
ตํ เว ปสหติ มาโร วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ฯ
อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺุ สทฺธํ อารทฺธวีริยํ
ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํว ปพฺพตํ ฯ
อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ
โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต
อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ ฯ
อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
สารญฺจ สารโต ตฺวา อสารญฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ
โส โสจติ โส วิหญฺติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺ มตฺตโน ฯ
อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต ฯ
อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญฺโ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต ฯ
พหุมฺปิ เจ สหิตํ ๑- ภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺสฺส โหติ ฯ
อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา
ส ภาควา สามญฺสฺส โหติ ฯ
ยมกวคฺโค ปโม ฯ
--------------
๑ ม. สํหิต. ฯ
ธมฺมปทคาถาย ทุติโย อปฺปมาทวคฺโค




โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 22:32:58 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org