มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มรณาสันนชวนะ







มาคุยกันเรื่อง มรณาสันนชวนะ


ความเข้าใจในเรื่องเหตุและผลของชีวิตหลังจากที่ศึกษาพระอภิธรรมมาพอสมควรนั้น อาจทำให้หลายคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นทั้งทางกาย วาจา และใจ ส่วนอีกหลายคนอาจเรียนไว้เพียงเพื่อประดับความรู้ แต่ยังมีพฤติกรรมที่ไม่ปรับปรุงพัฒนาเช่นเดิม หรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือบางทีอาจกระหยิ่มใจว่า ตอนนี้ใช้ชีวิตตามสบายไปก่อน ไว้ตอนใกล้ตายแล้วค่อยหาอารมณ์ที่ดีๆ มายึดเหนี่ยวใจให้ไปสู่สุคติภูมิ

การคิดเพื่อเข้าข้างตนเองอย่างไรนั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเวียนว่ายตายเกิดนั้นล้วนเป็นไปตามอำนาจกรรม แม้การไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็เพราะอำนาจในการกระทำกรรมเช่นกันแต่เป็นกรรมที่พิเศษนอกเหนือไปจากวัฏฏะ

ผู้ที่ได้ศึกษาพระอภิธรรมไปถึงปริจเฉทที่ ๔ ที่ว่าด้วยเรื่องของจิตที่ทำงานในวิถี และปริจเฉทที่ ๕ อันเป็นบทเรียนว่าเกี่ยวกับภพภูมิต่างๆ ซึ่งทั้งสองบทเรียนนี้เปรียบเสมือนเบรคหรือห้ามล้ออันทรงคุณภาพ ที่จะชะลอให้เกิดความล่าช้าในการกระทำบาป เพราะได้รับรู้ถึงกระบวนการทำงานของจิตอันเป็นส่วนของการสร้างเหตุ ไปจนถึงผลที่เป็นการเกิดขึ้นในภพภูมิต่างๆ ทั้งผลในภายหลังที่เกิดขึ้นแล้วคือปวัตติกาลอีกด้วย

ดังนั้น หลายคนอีกเช่นกันจึงมุ่งหวังที่จะมีมรณาสันนชวนะหรือชวนจิตในมรณาสันนวิถีอันเป็นวิถีจิตสุดท้ายแห่งภพชาตินี้มีอารมณ์ที่เป็นกุศล เพื่อไปปฏิสนธิในสุคติภูมิ หลายคนจึงพยายามอธิษฐานให้ผู้มีอภิญญามาคอยประคับประคองอารมณ์ให้ในวิถีนี้ ซึ่งไฉนเลยคำวอนขอนี้จะเป็นจริงได้หากไม่สร้างเหตุอันเป็นฐานไว้ให้เพียงพอ

โดยเหตุผลที่เป็นจริงนั้น อารมณ์ต่างๆ มีความเป็นไปดังนี้

อารมณ์ที่มาปรากฏในมรณาสันนชวนะหรือในมรณาสันนวิถี เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากมรณาสันกาล

อารมณ์ในมรณาสันนกาลมาจากกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอารมณ์

กรรมอารมณ์ กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอารมณ์มาจากกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลแต่ละคนได้ทำไว้ในชาตินี้เป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นบางท่านไม่ได้ทำบาปหรือทำบุญไว้ในชาตินี้เด่นชัด จึงได้ล้วงเอากรรมในอดีตชาติมาเป็นอารมณ์ ก็เป็นไปได้) อันได้แก่กรรมทั้ง ๔ คือครุกรรม อาสันกรรม อาจิณกรรม และกฏัตตากรรม

โดย ณรังษี [10 ก.ค. 2551 , 10:23:34 น.] ( IP = 58.9.151.195 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๑. ครุกรรม คือ กรรมที่หนักทางอกุสล ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ และปัญจานันตริยกรรม (อนันตริยกรรมทั้ง ๕ ได้แก่ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปปาท และ สังฆเภท ) ทางกุศลได้แก่ มหัคคตกุสล ๙ ถ้าได้ทำกรรมหนักเช่นนี้ย่อมให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ

๒. อาสันนกรรม คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่กระทำเมื่อใกล้ตาย ถ้าไม่มีครุกรรมแล้ว อาสันนกรรมต้องให้ผลเป็นอันดับแรก

๓. อาจิณณกรรม คือ กุสลกรรมและอกุสลกรรมที่ทำอยู่เสมอเป็นอาจิณ ถ้าไม่มีครุกรรมและอาสันนกรรมแล้ว อาจิณณกรรมก็จะให้ผลก่อน

๔. กฏัตตากรรม คือ กุสลกรรมและอกุสลกรรมที่ไม่ครบองค์ของกรรมบถ จัดเป็นกรรมเล็กน้อย ถ้าไม่มีกรรมอื่นคือ กรรม ๓ อย่างข้างต้นนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ กฏัตตากรรมให้ผล

หากทำความเข้าใจจากการศึกษาในเรื่องการให้ผลของกรรมให้ดีแล้วจะพบว่า ชวนะดวงที่ ๑ให้ผลในชาตินี้ ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า และชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ จะให้ผลในชาติต่อๆไปเมื่อได้โอกาส คือ ตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป

ชวนจิตดวงที่ ๑ มีคำอธิบายไว้ว่า จะให้ผลได้ในชาตินี้เท่านั้น จะเลยไปถึงชาติหน้าไม่ได้เพราะไม่มีกำลัง ด้วยเหตุนี้ถ้าความตายได้เกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้ว ชวนะดวงที่ ๑ที่ยังไม่ให้ผล จึงได้เป็นอโหสิกรรมไป

ชวนะดวงที่ ๗ เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่มีกำลังมาก จึงมีความสามารถส่งผลให้ได้ในชาติหน้า ให้ผลทั้งในปฏิสนธิกาล คือในขณะเกิดในภพใหม่ และให้ผลทั้งในปวัตติกาล แต่กำลังอำนาจไม่เพียงพอสำหรับชาติที่ ๓ และชาติต่อๆไป อำนาจที่ว่ามากนั้น มีกำลังเพียงพอที่จะให้ผู้ตายเกิดขึ้นในชาติใหม่ คือชาติที่ ๒ ได้ เป็นการให้อำนาจในการปฏิสนธิในขณะกำลังเกิดและให้ผลในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาแล้วจึงให้ผล อำนาจของกรรมในชวนะดวงที่ ๗ นี้เองเป็นตัวการสนับสนุนให้บังเกิดจิต เจตสิก และกรรมชรูปในภพใหม่ ถ้าทำบุญหรือทำบาปครบองค์ก็มีอำนาจมาก สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ถ้าไม่ครบองค์ก็จะมีกำลังน้อย และจะให้ผลในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาเสียก่อน

ชวนะดวงที่ ๒ ถึงที่ ๖ นั้นเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป เพราะมีกำลังมากจึงให้ผลยาวนาน และสามารถให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล

โดย ณรังษี [10 ก.ค. 2551 , 10:24:15 น.] ( IP = 58.9.151.195 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อทำความเข้าใจมาจนถึงขณะนี้แล้วก็คงพอจะเห็นภาพว่า กรรมอารมณ์ กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอารมณ์นั้นเกิดจากอำนาจของเจตนา (เจตนาเจตนาสิกที่ประกอบอยู่ในกุศลและอกุศลอันเป็นชนกกรรม )ในชวนะดวงที่ ๗ นั่นเอง ที่มาปรากฏในมรณาสันกาล(ซึ่งไม่อาจกำหนดความยาวนานของระยะเวลาในช่วงนี้ได้)ทั้งทางปัญจทวารและมโนทวารตามสมควร ซึ่งการที่มีอารมณ์ทั้งสามมาปรากฏนี้วิถีจิตก็จะเกิดขึ้นเพื่อรับอารมณ์และเสพลงชวนะตามความแรงชัดของอารมณ์ทั้งในระดับอติมหันตารมณ์ มหันตารมณ์ อติวิภูตารมณ์ และวิภูตารมณ์

เมื่อกำลังของกรรมที่ส่งให้ไปปฏิสนธินั้น สืบเนื่องมาแต่มรณาสันนกาล เพราะฉะนั้น กรรมอารมณ์ กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอารมณ์ที่เกิดในมรณาสันกาลนี่เองที่นำส่งอารมณ์ให้แก่มรณาสันวิถีซึ่งมีชวนะเพียง ๕ ดวงเพราะความอ่อนกำลังของกรรมชรูปที่ใกล้ดับ และความเป็นกุศลหรืออกุศลของมรณาสันนชวนะนั้นไม่สามารถทำหน้าที่เป็นชนกกรรมได้เพราะมีกำลังอำนาจไม่พอ

มรณาสันนวิถีจึงเป็นวิถีแห่งความตายแต่เพียงประการเดียว และเมื่อความตายเกิดขึ้นแล้วด้วยจุติจิตที่มีอารมณ์อดีตที่รับมาจากภพก่อน การเกิดหรือปฏิสนธิจึงจักมีขึ้นได้ตามอำนาจของแห่งกรรมทั้ง ๓ ในมรณาสันกาลที่ส่งมาถึงมรณาสันวิถีและปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุน เป็นการเกิดขึ้นในภพชาติใหม่ ที่เป็นชีวิตใหม่ แต่อาศัยแรงกรรมในอดีตชาติมากระทำให้ปรากฏ

ส่วนคำที่ว่า "ชวนะจิตในมรณาสันนวิถีในชาติก่อนมีสิ่งใดเป็นอารมณ์ จิตที่เป็นปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติจิตในปัจจุบันคือชาตินี้ ก็ถือเอาสิ่งนั้นเป็นอารมณ์อย่างเดียวกันด้วย" นั้นเป็นคำที่ยิ่งชี้เฉพาะให้เห็นถึงชนิดของอารมณ์ที่เปรียบเหมือนแผนที่ในการเดินทาง อันเป็นคนละเรื่องกับอำนาจของเจตนากรรมของชวนะในวิถีต่างๆ

ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ควรจะใส่ใจคือ จะทำอย่างไรให้มรณาสันนกาลปรากฏอารมณ์ทั้ง ๓ อย่างใดอย่างหนึ่งที่พึงปรารถนา ..นั่นก็คือ การเลือกทำกรรมในปัจจุบันชาติให้มีความถี่ มีความชำนาญ มีปริมาณมาก และกำลังที่เพียบพร้อมไปด้วยเจตนาในกาลทั้งสาม สำหรับจะเป็นกรรมชนิดไหนนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายในชีวิตของแต่ละท่านว่าต้องการภพภูมิเยี่ยงใด หากมรณาสันกาลเกิดอารมณ์ชนิดใดแล้ว มรณาสันนวิถีก็ย่อมรับอารมณ์นั้นต่อไปเอง



และด้วยความยินดีหากมีใครจะแสดงทัศนะหรือเสริมความเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดย ณรังษี [10 ก.ค. 2551 , 10:24:34 น.] ( IP = 58.9.151.195 : : )


  สลักธรรม 3

ตอ้งขอขอบพระคุณคุณณรังษีมากค่ะ และขออนุโมทนาด้วยค่ะ
อ่านแล้วได้ความรู้สึกว่า การมีชีวิตนั้นน่ากลัว
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบังคับบัญชาไม่ได้เลยล้วนเป็นอนัตตา ดังนั้นควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเร่งทำความดีให้มาก ละความชั่วให้ได้

โดย abctoy - [10 ก.ค. 2551 , 23:19:28 น.] ( IP = 118.172.244.104 : : )


  สลักธรรม 4


จะเห็นได้ว่ามรณาสันนชวนะที่เกิดขึ้นในวิถีสุดท้ายของภพชาติหนึ่งนั้น ไม่มีกำลังอำนาจมากพอที่จะนำปฏิสนธิในภพชาติใหม่ได้ แต่เป็นตัวเชื่อมต่อไปสู่ภพชาติใหม่เท่านั้น โดยจะเป็นกุศลชวนะหรืออกุศลชวนะก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในมรณาสันนกาลระยะสุดท้าย

ดังนั้น เราจึงสามารถตอบโจทย์ที่ว่า จะเตรียมตัวตายได้อย่างไร ? ....อารมณ์เท่านั้นสำคัญที่สุด เราสัดทันกับอารมณ์ที่เป็นกุศล หรืออกุศล เป็นคำตอบที่เราสามารถตอบตัวเองได้ และฝึกได้ ซึ่งคงยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มเตรียมตัวตายกันได้แล้ว .....

เป็นการสรุปให้เข้าใจเรื่องมรณาสันนชวนะที่กระทัดรัดได้ใจความชัดเจนดีค่ะ....ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [11 ก.ค. 2551 , 10:09:51 น.] ( IP = 124.121.176.33 : : )


  สลักธรรม 5

ผู้ที่ศึกษาและรู้ว่าอารมณ์ใกล้ตายนั้นสำคัญ จึงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [12 ก.ค. 2551 , 20:36:38 น.] ( IP = 58.8.51.27 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อก่อนผมก็เคยคิดนะคับว่า แบบนี้เวลาเราจะตายเราก็คิดถึงแต่เรื่องดี ๆ ก็ไปเกิดดี ๆ ได้น่ะสิ

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วคับ เพราะมาคิดดูดี ๆ ความตายน่าจะเปรียบได้กับความฝันเพราะในขณะหลับฝันนั้น อารมณ์ทั้ง 5ดับไป เหมือนเพียงอารมณ์ทางใจอย่างเดียว อีกทั้งในขณะนั้นเรายังบังคับฝันไม่ได้อีกด้วย และเผลอไผลคิดว่ามันคือความจริง หากฝันดีก็ดีไป หากฝันร้ายก็แย่เลย

ความตายก็น่าจะเหมือนกัน ในขณะที่กำลังจะตาย หากเราไม่ได้ทำกุศลมาเป็นประจำ ก็ยากที่จะระลึกได้นะคับ ยิ่งเจตนาในเรื่องกุศลไม่แรง และไม่หมั่นระลึกเนี่ย ยิ่งยากจะนึกออกคับ ส่วนอกุศลเนี่ยนึกง่ายและมักจะฝังใจทุก ๆ คน

ฉะนั้นสมัยนี้ผมจึงหมั่นระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ่อย ๆ แต่อกุศลกรรมที่เคยทำไว้ มันตามติดคับ บางวันจิตเพลีย ขาดกำลังสมาธิ มันมักจะตามมาให้ระลึกคับ ผมก็พยายามจะปลงคับ ว่ามันเป็นอดีต แต่มันก็ยังจะระลึกอยู่น่ะคับ ไม่รู้เมื่อไรมันจะเลิกระลึกถึงสักที ทั้งที่ผมก็ทำใจได้แล้วนะคับ อ่านกระทู้นี้แล้วระลึกเลยคับ ว่าเวลาผมจะตาย หากไม่ได้นิพพานในชาตินี้จะได้เกิดเป็นคนอีกรึเปล่าเนี่ย

ขอถามพี่ ๆ หน่อยนะคับว่าส่วนมากคิดถึงอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมในอดีตมากกว่ากัน

โดย น้องบู [14 ก.ค. 2551 , 12:15:03 น.] ( IP = 124.120.188.127 : : )


  สลักธรรม 7


คำถามที่ว่า....ส่วนมากคิดถึงอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมในอดีตมากกว่ากันนั้น จะตอบระบุแน่นอนลงไปไม่ได้หรอกนะคะ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆขณะนั้นหมายถึงขณะมรณาสันนกาลค่ะ

จะยกเรื่องราวที่เป็นจริงเกี่ยวกับชีวิตของพี่ให้เป็นข้อคิดนะคะ..คือว่า....

สมัยที่พี่เรียนปริญญาโทอยู่นั้น งานวิจัยที่ทำนั้น ต้องมีการทดลองในสัตว์ (หนู) ด้วยเพราะเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวตัวยาที่มาใช้กับคน ดังนั้นตลอดเวลาที่ทำงานวิจัย ก็จะมีการฆ่าหนูมากมาย ขณะนั้นพี่ยังไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมหรอกนะคะ แต่ใจก็คิดว่าไม่บาปหรอก เพราะเราทำเพื่อทดลองประสิทธิภาพของยาเท่าน้น ไม่ได้ตั้งใจฆ่าหนูจริงๆ...

เวลาล่วงเลยมานานมากประมาณ ๑๒ ปี (ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยคิดถึงเรื่องฆ่าหนูเลยค่ะ) พี่ก็ได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรม พอทราบว่าการฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาป มีผลมากมาย และหากการฆ่านั้นครบองค์กรรมบถ ก็มีสิทธินำปฏิสนธิในอบายภูมิได้ ...เท่านั้นแหละ ภาพเหตุการณ์ต่างในห้องแล็บ ขณะที่ฆ่าหนู ภาพที่หนูกำลังจะตาย ลอยมาเลย ....สัตว์นั้นมีชีวิต....รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต...มีเจตนาจะฆ่า...เพียรพยายามที่จะฆ่า...และสัตว์นั้นก็ได้ตายลง....โอโห ครบองค์กรรมบถเลย ...ช่วงนั้นวิตกกังวลมากๆๆๆ กลัวไปอบายมากที่สุดเลยค่ะ ถามไปทั่วเลยโดยหารู้ไม่ว่าเป็นการเพิ่มความหนักแน่นของอกุศลกรรมนั้น

ต่อมา เมื่อศึกษาเล่าเรียนมากขึ้นๆ เข้าใจเรื่องาวของชีวิตมากขึ้นๆ ก็ให้เข้าใจว่า การที่เราหมั่นกังวลถึง เท่ากับระลึกถึงเรื่องนั้นเสมอๆ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำในอกุศลนั้นๆให้มีกำลังมากขึ้น เมื่อใดที่ระลึกถึง ก็ให้ย้ายอารมณ์ อยู่ในกุศลได้ยิ่งดี แรกๆ ก็ย่ำแย่ แต่โชคดีที่ตัดสินลาออกจากงาน และพี่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรม แบ่งเวลาในการปฏิบัติวิปัสสนาบ้างตามสมควร ก็ไม่ทราบว่าตนเองมิได้คิดถึงเรื่องนั้นตั้งแต่เมื่อไร ...

มาบัดเดี๋ยวนี้ เหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นมิอาจมากวนใจได้อีกเลย แม้ขณะที่เล่าให้ฟังอยู่นี้ จิตใจก็ไม่ได้เกิดความวิตกกังวลใจกับอกุศลต่างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั่นเลย เพียงแต่ระลึกทราบว่า เราจะไม่กระทำบาปอกุศลเช่นนั้นอีก

เท่านี้แหละค่ะ ขอขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ


โดย พี่ดา [16 ก.ค. 2551 , 09:50:00 น.] ( IP = 124.121.176.47 : : )


  สลักธรรม 8

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ปฎิบัติธรรม,กุฎิที่พักสงฆ์,เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุพร้อมทั้งกำแพงแก้วล้อมรอบ
อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ เลขที่ 69 หมู่ 14 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 8-9 ก.ม. ไปทางอำเภอแม่สาย เนื้อที่ 151 ไร่ ได้รับอนุญาติจากกรมการศาสนา ให้เป็นที่พักสงฆ์และผู้ปฎิบัติธรรมมี สถานที่ปฎิบัติ ก่อสร้างด้วยไม้ มา 15-16 ปี ปัจจุบันนี้รอการบูรณะให้ดีขึ้นในขั้นต้น มีพระพุทธรูปเปิดโลก บนยอดเขา มีมหาเจดีย์ชินธาตุเจดีย์ดอยตรีมูรติ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ระหว่างก่อสร้างกำแพงแก้ว-ปูพื้นกระเบื้อง งานเสร็จแล้ว 80% ก่อสร้างกุฎิไม้กรรมฐาน 1 หลัง ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฟังธรรม กรรมฐาน-วิปัสนากรรมฐาน มีผู้สนใจเพิ่มขึ้นๆ ตามลำดับ ที่พักเก่าซ่อมแซมแบบประหยัดพอใช้การได้พอสมควร
เจริญขอศรัทธาจากท่านผู้มีจิตศรัทธาในทานบุญกุศล ตามจิตประสงค์ของทุกท่านได้กระจายขยายแผ่บารมี ทาน ไปที่อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์บ้าง ก็ขออนุโมทนาด้วยจริงอย่างสูงยิ่งจากจิต
ขอเป็นผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประสงค์สิ่งใด จงได้สมปราถนาด้วยสัมมาทิฎฐิ ทุกท่าน
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงราย หมายเลขบัญชี ออมทรัพย์ 507-2-62111-7 อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ โดยพระวิชัย โชติวโร หรือจะโทรถึงท่านเจ้าอาวาส โดยตรง 086-2030662

โดย ตัวขาวขาว - [6 ส.ค. 2551 , 03:05:20 น.] ( IP = 222.123.18.139 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org