| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เกิดมาทำไม?
สลักธรรม 1
หากท่านสงสัยว่าคนเราเกิดมาเพื่อประโยชน์อันใด? ดูแล้วไม่น่าจะมีประโยชน์ บางทีจะมีโทษมากกว่า ไม่น่าจะให้มีมนุษย์เกิดขึ้นมา
กำเนิดของสิ่งต่างๆ มิได้เป็นไปเพราะมีผู้ลิขิตหรือบงการให้เป็นไปเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย กรรมที่ทำไว้ทั้งที่เป็นกุศล ละอกุศล เป็นปัจจัยให้จิต เจตสิก รูปเกิดขึ้น
และทุกครั้งที่จิต เจตสิก รูปดับไป ก็มีปัจจัยให้จิต เจตสิก รูปอื่นๆ เกิดต่อทันที ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิด ก็ต้องเกิด เราเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้มานานจนนับไม่ได้แล้วนะคะ
ถ้าจะถือตามทางโลก ก็คงจะได้ทำสิ่งอันเป็นคุณมาแล้วเป็นอเนกอนันต์ และก็อาจจะได้ทำสิ่งอันเป็นโทษมาแล้วมากเหมือนกัน คงจะได้เกิดมาแล้วทั้งในสวรรค์อันสูงสุด และทั้งในอบายภูมิที่ต่ำที่สุด หากเราเห็นโทษของการเกิดจริง อยากจะละจริง เราก็จะละได้ ด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน
ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานแล้ว คือพระอรหันต์ พระอรหันต์ละได้ทั้งกุศลและอกุศล ตัดปัจจัยทั้งปวงที่ทำให้เกิดเสียได้
นิพพานคือสภาพที่ไม่เกิด.. เมื่อไม่เกิดก็ไม่ดับค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.ค. 2551 , 10:05:01 น.] ( IP = 125.26.39.31 : : )
สลักธรรม 2
ผู้ที่เกิดข้อสงสัยว่าคนเราเกิดมาทำไมนั้น บางคนเป็นเพราะรู้สึกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์อยากไปให้พ้นๆ แต่ข้อสำคัญคือเรารู้จักทุกข์หรือไม่
ไตรลักษณ์หรือ ลักษณะสามของสังขารธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ? ความทุกข์ไม่ใช่สภาพที่ไม่ชอบใจ
ความเดือดร้อน ความกังวลหม่นหมองเศร้าสร้อย ลักษณะเช่นนั้น ศัพท์ทางพุทธศาสนา คือโทสะ
ถ้าสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าวนี้หมดไป ท่านจะยังเห็นว่าชีวิต เป็นทุกข์หรือไม่ ทุกขังที่เป็นลักษณะของสังขารธรรมทั้งปวง นั้นคือสภาพที่คงอยู่ไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไป ต้องเกิดต้องดับอยู่ตลอดเวลา
อันที่จริงแล้วที่เราเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมา เป็นเวลายาวนานนี้ เพราะความติดในภพ คือความมีความเป็น หรือการเกิด ความพอใจในการเกิดนี้มีอยู่ในทุกชาติ แม้แต่ผู้ที่เกิดในนรกขั้นต่ำสุด เมื่อปฏิสนธิจิตเกิด ความพอใจที่ได้เกิดก็มีขึ้นทันที
ความพอใจนี้ละได้ยาก ต้องอาศัยพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะเห็นและละได้
พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอนให้เราละคลายจากความผูกพัน ถอนจากความยึดมั่น หน่ายจากกาม ให้เห็นโทษของกาม และทรงแสดงทุกข์ เหตุอันเกิดทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางปฏิบัติ ไปสู่การดับทุกข์
เมื่อเราทำได้ตามที่พระองค์ทรงชี้ทางให้เห็นแล้ว เมื่อนั้นแหละเราจะพ้นทุกข์ได้จริงๆ.. และพ้นอย่างสถาพร
ความเป็นภพไหนชาติไหนไม่สำคัญเลย สำคัญที่ว่าเราตระหนักหรือไม่ว่าสังสารวัฏนี้เป็นสิ่งที่ควรละนะคะ โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.ค. 2551 , 10:05:27 น.] ( IP = 125.26.39.31 : : )
สลักธรรม 3
สำหรับผู้ที่มีปัญหาว่า " เกิดมาทำไม " ขอตอบสั้นๆ ว่า เพราะกรรมทำให้เกิด
และที่ถามว่า "เกิดมาเพื่ออะไร" ตอบว่า เกิดมาเพื่อสร้างกรรมใหม่โดยเฉพาะบารมีที่จะพาหนีไปจากความหลงผิดจะได้ไม่ต้องเกิดอีก
ถามว่า อะไรนำมาให้เกิด ตอบว่าเพราะยังมีอวิชชาความไม่รู้อยู่คือ
๑. ไม่รู้ทุกขสัจจ์ คือ ความทุกข์
๒. ไม่รู้ทุกขสมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
๓. ไม่รู้ทุกขนิโรธ คือความดับแห่งทุกข์
๔. ไม่รู้ทางดำเนินให้ถึงทางดับทุกข์เพิ่มทุกข์เข้าอีก
๕. ไม่รู้จักอดีต
๖. ไม่รู้จักอนาคต
๗. ไม่รู้ทั้งอดีตอนาคตโยงใส่กัน
๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือลูกโซ่ที่เกี่ยวคล้องเป็นสาย มันเป็นบ่วงวงกลมคล้องคอจิตใจเราอยู่ เรียกว่าอวิชชา ๘ ก็ได้คะ
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.ค. 2551 , 10:08:05 น.] ( IP = 125.26.39.31 : : )
สลักธรรม 4
ส่วนผู้อธิษฐานขอเกิด ก็แปลว่ามีความพอใจยินดีในการเกิดอยู่ ส่วนเป้าหมายในการเกิดแตกต่างกันออกไปตามเจตนา ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน ข้อนี้ก็จริงอยู่
แต่บางท่านอยากเกิดมาอีก เพื่อสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกฯ หรือพระอรหันตาขีณาสพสาวกหรือสาวิกาของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆไป จำพวกที่ต้องการแบบนี้ คือต้องการไปทางโลกุตรกุศล
อีกจำพวกหนึ่งนั้นต้องการเกิด เป็นเศรษฐีกฎุมพี ปรารถนาในโลกีย์ยุ่งเหยิงอยู่ และบางจำพวกต้องการปรารถนาเกิดอีก เพื่อต้องการเสวยกามารมณ์ อันเป็นไปเพราะโมหะอวิชชานั่นเองค่ะ
สรุปว่านานาจิตตังนะคะ แต่ถ้าสามารถมีปัญญาในการคิด การทำแล้ว ทางออกของชีวิตมีแน่ค่ะ
เพราะทุกคนเกิดมาในโลกนี้ด้วยความไม่รู้.. ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดมาเป็นคนรวย ทำไมจึงเกิดมาลำบากยากจน ทำไมจึงเกิดมาพิการ ทำไมจึงสวย ทำไมจึงขี้เหร่ ฯลฯ นอกจากเกิดมาด้วยความไม่รู้แล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าจะตายเมื่อไร จะตายด้วยเหตุใด ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
ทุกคนมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้กระทั่งว่าชีวิตคืออะไร มีนักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า " ชีวิต" และพยายามศึกษาเพื่อให้เข้าใจชีวิต รวมทั้งพยายามจะทำความเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ของมนุษย์ว่า ทำไมจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้นเช่นนี้ มีอะไรเป็นตัวเร้าหรือตัวกำหนด และพยายามจะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมต่างๆ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คำตอบ เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นมีกล่าวไว้แล้วในพระพุทธศาสนา เพียงแต่น้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาอย่างจริงจัง
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.ค. 2551 , 10:08:46 น.] ( IP = 125.26.39.31 : : )
สลักธรรม 5
พุทธศานิกชนส่วนมากไม่ค่อยสนใจศึกษาพระอภิธรรมเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ บางกลุ่มก็เข้าใจผิดคิดว่าพระธรรมง่าย สามารถจะคาดคะเน หรือคิดเอาเองได้ตามความคิดนึกของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ก็สามารถจะเข้าใจเองได้ โดยคิดว่าเป็นหลักคำสอนที่สอนให้คนทำความดี ละความชั่วเหมือนกับหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆทั่วไป จึงไม่สนใจศึกษาพระธรรมเพราะคิดว่าตนเองดีแล้ว พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่แล้ว ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่มีทุกข์ เป็นคนดีของสังคมแล้ว จะต้องสนใจศึกษาพระธรรมไปทำไม
เมื่อไม่สนใจศึกษาพระธรรมซึ่งก็คือความจริงของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกผู้มืดบอดทั้งหลายให้รู้ตาม ผู้นั้นก็ไม่สามารถจะเข้าใจความเป็นจริงที่มีอยู่ ไม่สามารถหาคำตอบให้กับชีวิตของตนเอง
ในทางตรงกันข้ามเมื่อผู้ใดมีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียดแล้ว จะรู้ว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น
ดังท่านพระอัสสชิแสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมะทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นก็คือการที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำ เหตุ คือทำ กรรม มาต่างกัน ผู้นั้นจะรู้ได้ด้วยตนเองทันทีว่า นี่คือของจริง และนี่คือคำตอบของชีวิต กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเองเป็นเหตุให้มีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณต่างกัน มีอุปนิสัยดี เลว ต่างกัน กรรมที่กระทำไว้แล้วนั่นเองเป็นเหตุให้ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา ท่านจะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมโดยละเอียด
พระอภิธรรมเป็นคำสอนเกี่ยวกับสภาวธรรมที่มีอยู่จริงหรืออีกนัยหนึ่งคือสัจจธรรมนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญความเพียรอบรมพระบารมีถึง ๔ อสงไขย แสนกัป เพื่อตรัสรู้สัจจธรรม หรือความจริงของสิ่งทั้งปวงนี้ ฉะนั้นความจริงที่ทรงตรัสรู้นั้นไม่ง่าย ผู้ใดที่คิดว่าพระธรรมเป็นของง่ายไม่จำเป็นต้องศึกษาก็สามารถจะเข้าใจได้ ผู้นั้นกำลังเข้าใจผิดและกำลังประมาทพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า แม้พระพุทธองค์เองเมื่อทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ก็ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดงพระธรรมแก่สัตว์โลก ด้วยทรงเห็นว่าพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นละเอียด ลึกซึ้ง และรู้ตาม เห็นตามได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เคยสะสมปัญญามาก็จะสามารถพิจารณา หรือพิสูจน์ธรรมะที่ทรงแสดงได้ตามกำลังของปัญญาของตน
ดังข้อความที่มีปรากฏว่า " เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง รู้ตามเห็นตามได้ยาก สงบประณีต ไม่อาจรู้ได้ด้วยการตรึก ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้ " นั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.ค. 2551 , 10:09:29 น.] ( IP = 125.26.39.31 : : )
สลักธรรม 6เมื่อเกิดมาแล้ว จะต้องสร้างปัญญาและบารมีธรรมต่างๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดอีก
ขอบพระคุณและอนุโทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ..ที่ได้นำธรรมะมาฝากค่ะโดย เซิ่น [15 ก.ค. 2551 , 21:44:05 น.] ( IP = 58.8.47.186 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา [17 ก.ค. 2551 , 10:25:10 น.] ( IP = 124.121.172.145 : : )
สลักธรรม 8ขอขอบพระคุณ, ขออนุโมทนา และขอเป็นแรงศรัทธาให้กับคุณ "น้องกิ๊ฟ"ครับ
โดย pn_rtc (pn_rtc) [19 ก.ค. 2551 , 13:12:32 น.] ( IP = 125.26.41.56 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |