มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สรุปสาระมหาปัฎฐานว่าด้วย อวิชชา





สรุปสาระมหาปัฎฐาน
ว่าด้วย อวิชชา


ปัจจัย แปลว่า สิ่งที่อุปการะ เกื้อกูล อุดหนุน จุนเจือ ช่วยเหลือ
ให้ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น
สังคหะ แปลว่า รวบรวมโดยย่อ
วิภาค แปลว่า ส่วน
ดังนั้นปัจจยสังคหวิภาค จึงแปลรวมเป็นใจความว่า ส่วนที่รวบรวม กล่าวโดย ย่อถึงสิ่งอุปการะช่วยเหลือให้ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น
ปัจจยุบบันนธรรม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัย ตัวอย่างเช่น หว่านเมล็ด ข้าวเปลือกลงในนา จึงเกิดเป็นต้นข้าวขึ้น เมล็ดข้าวเปลือกนั่นแหละเป็นปัจจัย อุปการะช่วยเหลือให้ต้นข้าวเกิดขึ้น ต้นข้าวที่เกิดจากเมล็ดข้าวนั้นเรียกว่า ปัจจยุบ บันน และเพราะว่าเมล็ดข้าวเป็นปัจจัย ต้นข้าวเป็นปัจจยุบบันน
จึงเลยตีความหมาย โดยอนุโลมเพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ สั้นๆ ว่าปัจจัยนั้น คือ เหตุ ปัจจยุบบันนนี้ คือ ผล
ก่อนที่จะดำเนินความตาม ปัจจยาการ คือ อาการของปัจจัยนั้น พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนาพระอภิธัมมัตถสังคหะ ได้ประพันธ์คาถาแสดงคำปฏิญญาของท่าน ไว้ดังนี้



ปัจจัยธรรมทั้งปวง ที่ช่วย อุปการะ ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย โดยจำแนกตามอาการต่าง ๆ ด้วยอำนาจ แห่งเหตุ และด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ เป็นต้น
ปัจจัยธรรมทั้งปวง คือ ธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น หมายถึงธรรมทั้งปวงที่เป็น สังขตธรรม อสังขตธรรม ตลอดจนบัญญัติธรรมด้วย
ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย คือ ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนั้น หมายถึงธรรมทั้งหลายเฉพาะที่เป็นสังขตะเท่านั้น สังขตธรรมทั้งหลายก็ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งทั้งสิ้น


ปัจจยสังคหวิภาค แสดงธรรม ๒ นัย
ปัจจยสังคหวิภาคนี้ แสดงธรรม ๒ ส่วนด้วยกัน คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย ส่วนหนึ่ง และปัฏฐานนัย (คือ ปัจจัย ๒๔) อีกส่วนหนึ่ง คือ
ปัจจยสังคหะนี้ แสดงธรรมตามที่ตั้งอยู่แล้วนั้นสองนัย ซึ่งต่างกันโดยปฏิจจ สมุปปาทนัย และปัฏฐานนัย


ปฏิจจสมุปปาทนัย
ปฏิจฺจ(อาศัย)+สํ(พร้อม)+อุปฺปาท(เกิด) = ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม มี ความหมายว่า เป็นธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย จึงทำให้ต้องวน อยู่ในสังสารวัฏฏ์
ลำดับของ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอยู่โดยไม่ขาดสายนั้น เรียกว่า สังสาระ
การแสดงปฏิจจสมุปปาท ก็เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรมว่า เป็นไปเพราะเหตุเพราะปัจจัย จะได้มีใครมาดลบันดาลให้เป็นไปก็หาไม่ ทั้งนี้เพื่อ จะได้ละความเห็นผิด มี อัตตา สักกายทิฏฐิ เป็นต้น ปฏิจจสมุปปาท เป็นภูมิอารมณ์ของวิปัสสนาด้วย จัดเป็นหมวดหนึ่งใน วิปัสสนาภูมิทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่
๑. ขันธ์ ๕ ๒. อายตนะ ๑๒ ๓. ธาตุ ๑๘ ๔. อินทรีย ๒๒
๕. ปฏิจจสมุปปาท ๑๒ ๖. อริยสัจจ ๔

โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 19:57:33 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาท
ปฏิจจสมุปปาท มีลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน ซึ่งรวมเรียกว่า ลักขณาทิจตุกะ ดังนี้


ชรามรณาทีนํ ธมฺมานํ ปจฺจยลกฺขโณ มีอุปการะแก่ปัจจยุบบันนธรรม ทั้งหลาย เช่น ชรา มรณะ เป็นต้น เป็นลักษณะ
ทุกฺขานุพนฺธน รโส มีการทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดในวัฏฏสงสารเนือง ๆ เป็นกิจ
กมฺมคฺค ปจฺจุปฏฺฐาโน เป็นทางเวียนว่ายในวัฏฏสงสารที่น่ากลัว หรือเป็น ทางเดินที่ไม่ถูกต้อง คือ คดเคี้ยว และเป็นทางที่ ตรงกันข้าม กับทางไปพระนิพพาน เป็นอาการ ปรากฏ
อาสว ปทฏฺฐาโน มี อาสวะ เป็นเหตุใกล้


ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาทที่กล่าวนี้ กล่าวเป็นส่วนรวม ยังไม่ได้แยก กล่าวเป็นองค์ ๆ ซึ่งปฏิจจสมุปปาทธรรม มี ๑๒ องค์
ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑๒ องค์นี้ บางทีก็เรียกว่า ภวจักร์ มีความหมายว่า หมุนเวียนไปยังภพต่าง ๆ อันได้แก่ ภูมิทั้ง ๓๑ ภูมิซึ่งเรียกว่า วัฏฏสงสาร สังสาร วัฏฏ วัฏฏทุกข์ สังสารทุกข์ เป็นต้น
การอุปการะของปัจจัยธรรมต่อปัจจยุบบันนธรรม ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท ซึ่งมี ๑๒ องค์นั้น
ปฏิจจสมุปปาทนัย และ ปัฏฐานนัย นั้น นัยแรกมีเครื่อง หมายที่พึงรู้โดยอาการ ๗ อย่าง คือ อัทธา ๓, องค์ ๑๒, อาการ ๒๐, สนธิ ๓, สังเขป ๔, วัฏฏะ ๓ และ มูล ๒
หมายความว่า ปฏิจจสมุปปาทธรรม นี้ยังจำแนกออกได้อีกเป็น ๗ นัย ได้แก่
๑. ตโย อทฺธา กาล ๓
๒. ทฺวาทสงฺคานิ องค์ ๑๒
๓. วีสตาการา อาการ ๒๐
๔. ติสนฺธิ เงื่อน ๓
๕. จตุสงฺเขปา สังเขป ๔
๖. ตีณิ วฏฺฏานิ วัฏฏะ ๓
๗. เทฺวมูลานิ มูล ๒


มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑. ตโย อทฺธา คือ กาล ๓ นั้นแสดงว่า อวิชชา และสังขารรวม ๒ องค์ จัดเป็น อดีตอัทธา ชาติ และ ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็น อนาคตอัทธา ส่วนใน ท่ามกลาง รวม ๘ องค์ที่เหลือนั้นเป็นปัจจุบันอัทธา
๒. ทฺวาทสงฺคานิ คือ องค์ ๑๒ นั้นได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ
ส่วน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และ อุปายาสะ นั้นไม่นับว่าเป็นองค์ ของปฏิจจสมุปปาทด้วย เพราะธรรม ๕ ประการนี้เป็นผลของชาติ กล่าวคือ เมื่อมี การเกิดเป็นชาติขึ้นมาแล้ว ย่อมมีทุกข์มีโศกเป็นประจำ ซึ่งเป็นแต่เพียงผลของชาติ ไม่ใช่เหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดวัฏฏะ จึงไม่นับเป็นองค์ด้วย
๓. วีสตาการา คือ อาการ ๒๐ นั้นได้แก่
ก. ธรรมที่เป็นเหตุในอดีต ๕ ประการ คือ ๑.อวิชชา, ๒.สังขาร, ๓.ตัณหา, ๔. อุปาทาน, ๕.ภพ
ข. ธรรมที่เป็นผลในปัจจุบัน ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ,
๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔.ผัสสะ, ๕.เวทนา
ค. ธรรมที่เป็นเหตุในปัจจุบัน ๕ ประการคือ ๑.ตัณหา,
๒.อุปาทาน, ๓.ภพ, ๔.อวิชชา, ๕.สังขาร
ง. ธรรมที่เป็นผลในอนาคต ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ,
๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔. ผัสสะ, ๕.เวทนา

๔. ติสนฺธิ คือ เงื่อน ๓ นั้นได้แก่ สังขารต่อกับวิญญาณเงื่อนหนึ่ง เวทนา ต่อกับตัณหาเงื่อนหนึ่ง และภพต่อกับชาติอีกเงื่อนหนึ่ง
๕. จตุสงฺเขปา คือ สังเขป ๔ ได้แก่
ก. อวิชชา สังขาร รวม ๒ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ข. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา รวม ๕ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ค. ตัณหา อุปาทาน ภพ รวม ๓ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ง. ชาติ ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็นอีกสังเขปหนึ่ง
๖. ตีณิ วฏฺฏานิ คือ วัฏฏะ ๓ นั้นได้แก่
ก. อวิชชา ตัณหา อุปาทาน รวม ๓ องค์เป็นกิเลสวัฏฏ
ข. สังขาร ภพ (เฉพาะกัมมภพ) รวม ๒ องค์ เป็นกัมมวัฏฏ
ค. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ภพ (เฉพาะอุปปัตติภพ) ชาติ ชรา มรณะ เหล่านี้เป็นวิปากวัฏฏ
๗. เทฺวมูลานิ คือ มูล ๒ นั้นได้แก่ อวิชชา และตัณหา

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 19:59:14 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 2


อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คือ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมจะ ปรากฏขึ้น ก็เพราะมีอวิชชาอันเป็นปัจจัยธรรมนั้นเป็นสาเหตุ จึงเลยพูดกันสั้น ๆ ว่าอวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผล


อวิชชาที่เป็นสาเหตุให้เกิดสังขารนั้น มีลักขณาทิจตุกะดังนี้
อญาณ ลกฺขณามีความไม่รู้หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญา เป็นลักษณะ
สมฺโมหน รสา ทำให้สัมปยุตตธรรม และผู้ที่โมหะกำลังเกิดอยู่นั้น
มีความหลง ความมืดมน เป็นกิจ
ฉาทน ปจฺจุปฏฺฐานา ปกปิดสภาวะที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นผล
อาสว ปทฏฺฐานา มีอาสวะ เป็นเหตุใกล้
อวิชชา นี้องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก คือความไม่รู้นั่นเอง ไม่รู้ในที่นี้หมาย เฉพาะไม่รู้ธรรม ๘ ประการ อันได้แก่ ไม่รู้อริยสัจ ๔, ไม่รู้อดีต ๑, ไม่รู้อนาคต ๑,ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ๑ และไม่รู้ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑
เพราะความไม่รู้ คือ โมหะ หรืออวิชชานี่เอง เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่อุปการะ ช่วยเหลือให้เกิดสังขาร ให้เกิดมีการปรุงแต่งขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเป็นปัจจยุบบันน สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนของอวิชชานี้จัดได้เป็นสังขาร ๓ คือ อบุญญาภิสังขาร บุญญาภิสังขาร และ อาเนญชาภิสังขาร


สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานี้ได้แก่ สังขาร ๓ คือ
ก. กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และ มหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับ ทางกาย
ข. วจีสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งวจีทุจจริตและวจีสุจริตให้เป็นผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และมหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับทางวาจา
ค. จิตตสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งมโนทุจจริต และมโนสุจริตให้เป็น ผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และโลกียกุสลเจตนา ๑๗ ที่เกี่ยว กับทางใจ รวมสังขาร ๓ ก็ดี หรือจะว่าสังขารทั้ง ๖ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดี ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ นั่นเอง


โดยเฉพาะ โลกุตตรกุสลเจตนา นั้นได้ชื่อว่า เป็นบุญก็จริง แต่ไม่จัดเป็น บุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร เพราะโลกุตตรกุสลนั้นไม่มีหน้าที่ทำให้เกิด ภพเกิดชาติอันเป็นวัฏฏะ แต่มีหน้าที่ทำลายภพทำลายชาติอันเป็นการตัดวัฏฏะ จึง ไม่เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปปาทนี้
อนึ่งตามนัยแห่ง พระสุตตันตปิฎก ก็แสดงสังขาร ๓ ไว้อีกนัยหนึ่ง คือ กายสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ และปัสสาสะ
วจีสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตก วิจาร
จิตตสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญา เวทนา หรือ
อีกนัย หนึ่งว่าได้แก่ เจตสิก ๕๐ ดวง (เว้น วิตก วิจาร)
สรุปความในบท อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ได้ว่า อวิชชาที่เป็นปัจจัยให้เกิด สังขารนั้น ได้แก่ โมหะ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานั้น ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือกรรม ๒๙
เพราะไม่รู้ว่าธรรมที่ดับสิ้นแห่งทุกข์นั้นมี คือ ยังมีโมหะมีอวิชชาอยู่ จึงเป็น ปัจจัยให้กระทำกรรม ๒๙ อันจะต้องวนเวียนอยู่ในสังสารทุกข์ ไม่พ้นทุกข์ไปได้

โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 20:00:33 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 3


ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่อวิชชา
ในบท อวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไปด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังต่อไปนี้



ก. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย คือ ๑.เหตุปัจจัย ๒.อารัมมณปัจจัย ๓.อธิปติปัจจัย ๔.อนันตรปัจจัย ๕.สมนันตรปัจจัย ๖.สหชาตปัจจัย ๗.อัญญมัญญปัจจัย ๘.สหชาตนิสสยปัจจัย ๙.ปกตูปนิสสยปัจจัย ๑๐.อาเสวนปัจจัย ๑๑.สัมปยุตตปัจจัย ๑๒.อัตถิปัจจัย ๑๓.นัตถิปัจจัย ๑๔.วิคตปัจจัย ๑๕.อวิคตปัจจัย
ข. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ คือ ๑.อารัมมณปัจจัย ๒.ปกตูปนิสสยปัจจัย
ค. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ อาเนญชาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่ง ปกตูปนิสสย ปัจจัย ปัจจัยเดียวเท่านั้นเอง



อธิบาย
ก. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย นั้น กล่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า โมหเจตสิกเป็นปัจจัยแก่อกุสลจิตนั้นเป็น ได้ ๑๕ ปัจจัย แต่ละปัจจัยมีความหมายดังนี้


๑. เหตุปัจจัย กล่าวถึงเหตุ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น ในที่นี้ โมหะ เป็นเหตุปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบเป็นเหตุปัจจยุบบันน
๒. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น คือ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนชอบใจติดใจก็ดี ที่ไม่ชอบใจ ที่เกลียด ที่กลัวก็ดี ที่สงสัยที่ฟุ้งซ่าน ก็ดี เหล่านี้เป็นอารมณ์ที่มีสาเหตุมาจากโมหะทั้งนั้น อารมณ์เหล่านี้แหละเป็น อารัมมณปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบนี่แหละเป็นอารัมมณ ปัจจยุบบันน
๓. อธิปติปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ที่เป็นใหญ่ที่มีกำลังมาก หรือที่เอาใจใส่มาก เป็นพิเศษ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิก คือ อารมณ์ที่มีกำลังมากเป็นพิเศษนั้น เป็นอธิปติปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ เป็นอธิปติปัจจยุบบันน

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 20:13:17 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 4


๔. อนันตรปัจจัย กล่าวถึงจิตที่เกิดติดต่อกันโดยไม่มีระหว่างคั่น ที่มาเกี่ยว กับโมหเจตสิก ก็เพราะเหตุว่า โมหเจตสิกต้องเกิดพร้อมกับอกุสลจิต กล่าวโดย หน้าที่การงาน อกุสลจิตก็เป็นชวนจิต ชวนจิตนี้โดยปกติเกิดติดต่อกัน ๗ ดวง หรือ ๗ ขณะจิต ดังนั้นโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ก็เป็นอนันตรปัจจัย โมหะ ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัย โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๓ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน เป็นตามลำดับกันจนถึงโมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอนันตรปัจจัย โมหะใน อกุสลจิตดวงที่ ๗ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน



๕. สมนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยที่เน้นถึงอนันตรปัจจัยว่า การที่เกิดติดต่อกัน โดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น เกิดติดต่อกันตามลำดับ ไม่ข้ามลำดับ อันมีความหมาย เช่นเดียวกับอนันตรปัจจัยนั่นเอง เป็นแต่ย้ำความให้กระชับแน่นแฟ้นขึ้นอีกเท่านั้น



๖. สหชาตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เกิดพร้อมกัน ในที่นี้โมหเจตสิกย่อมต้อง เกิดพร้อมกับอกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ ดังนั้นโมหเจตสิกนี้ก็เป็นสหชาตปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ซึ่งเกิดพร้อมกับโมหเจตสิกนั้น เป็นสหชาต ปัจจยุบบันน
๗. อัญญมัญญปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อุปการะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใน ที่นี้ โมหเจตสิกก็อุปการะช่วยเหลืออกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบให้เกิดขึ้น อกุสล จิตและเจตสิกที่ประกอบ ก็อุปการะช่วยเหลือแก่โมหเจตสิกให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างอุปการะแก่กันและกัน ดังนั้น โมหเจตสิกนี้จึงเป็นอัญญมัญญ ปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นอัญญมัญญปัจจยุบบันน
๘. นิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมอันเป็นที่อาศัย ในที่นี้โมหเจตสิกเป็นที่อาศัย ของอกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ ประกอบนี่แหละที่อาศัยโมหเจตสิก จึงปรากฏเกิดขึ้นได้ ดังนั้นในโมหเจตสิก จึงเป็นนิสสยปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบก็เป็นนิสสยปัจจยุบบันน



๙. อุปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อาศัย อย่างแรงกล้า อย่างมั่นคง ในที่นี้ โมหเจตสิกเป็นที่อาศัยของอกุศลจิตและเจตสิกที่ประกอบอย่างแรงกล้า กล่าวอีกนัย หนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบได้อาศัยโมหเจตสิกอย่างมั่นคง จึงปรากฏเกิด ขึ้นได้ ดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นอุปนิสสยปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ ประกอบก็เป็นอุปนิสสยปัจจยุบบันน
๑๐. อาเสวนปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เสพอารมณ์หลายขณะ อันหมายถึงชวน จิตโดยเฉพาะ เพราะในวิถีหนึ่ง ๆ ชวนจิตย่อมเกิดติดต่อกันโดยปกติ ๗ ขณะจิต ดังนั้นเจตนาในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ จึงเป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสล ชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอาเสวนปัจจยุบบันน เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๓ เป็นอาเสวนปัจจยุบบันน เป็นดังนี้ไปตามลำดับ จนถึงเจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๗ เป็นอาเสวนปัจจยุบบันน

โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 20:18:13 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 5


๑๑. สัมปยุตตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ประกอบกัน โมหเจตสิกย่อมประกอบ กับอกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ ดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นสัมปยุตตปัจจัย อกุสล จิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ก็เป็นสัมปยุตตปัจจยุบบันน
๑๒. อัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่กำลังมีอยู่นั้นเป็นปัจจัย ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิกยังมีอยู่ ยังไม่ได้ดับไป นั่นแหละเป็นอัตถิปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอัตถิปัจจยุบบันน



๑๓. นัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ไม่มีแล้ว ดับไปแล้ว จึงจะเป็นปัจจัยได้ ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ดับไปแล้วไม่มีแล้ว จึงเป็น นัตถิปัจจัย ให้เกิดโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ นั้นได้ โมหเจตสิกในที่ อกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ นี้แหละเรียกว่า นัตถิปัจจยุบบันน ซึ่งมีความหมายเป็น ไปในทำนองเดียวกันกับ อนันตรปัจจัย (ข้อ ๔) และอาเสวนปัจจัย (ข้อ ๑๐) ที่ กล่าวข้างต้น
๑๔. วิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ปราศไปแล้ว คือดับไปแล้ว เป็นปัจจัย มี ความหมายเช่นเดียวกับธรรมที่ไม่มีแล้วดับไปแล้ว ดังที่กล่าวในข้อ ๑๓ นัตถิปัจจัย นั่นเอง
๑๕. อวิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ยังไม่ปราศไป เป็นปัจจัย ธรรมที่ยังไม่ ปราศไป ก็คือธรรมที่ยังมีอยู่ ยังไม่ดับไป จึงมีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวในข้อ ๑๒ อัตถิปัจจัยนั้น



ข. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย แต่ละปัจจัยมีความหมายดังต่อไปนี้



๑. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิก ในบทนี้ หมายถึง ด้วยอำนาจแห่งโมหะจึงมีอารมณ์ติดใจ ชอบใจ มนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ และรูปพรหมสมบัติ จึงประกอบมหากุสลกรรม เพื่อให้สมปรารถนาในมนุษย์สมบัติ และเทวสมบัติ และเพียรบำเพ็ญภาวนารูปาวจรกุสลกรรม เพื่อให้สมปรารถนาใน รูปพรหมสมบัติ ดังนี้จึงได้ชื่อว่า โมหเป็นอารัมมณปัจจัย จิตที่เป็นมหากุสล รูปา วจรกุสล และเจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอารัมมณปัจจยุบบันน
๒. ปกตูปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น เป็นที่อาศัยอย่างแรง กล้า หรือเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมากแก่ปัจจยุบบันนธรรม ในบทนี้จึงมีความหมายว่า โมหะนี่แหละเป็นปัจจัย เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมากช่วย อุปการะเกื้อกูลให้ ประกอบกรรมทำเพียงแค่มหากุสล และรูปาวจรกุสลเท่านั้น ดังนี้โมหะจึงได้ชื่อว่า เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย จิตมหากุสลและรูปาวจรกุสลพร้อมกับ เจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นปกตูปนิสสยปัจจยุบบันน

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 20:19:25 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 6


ค. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขาร ด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสย ปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้าง ต้นนี้ คือมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้อรูปพรหมสมบัติ จึงได้บำเพ็ญเพียร ประกอบอรูปาวจรกุสลกรรม เพราะความปรารถนาในอรูปพรหมสมบัติเช่นนี้ได้ชื่อ ว่า ยังมีโมหะอยู่ ดังนั้นโมหะ ก็เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย อรูปาวจรกุสลจิตและเจตสิก ที่ประกอบเป็น ปกตูปนิสสยปัจจยุบบันน
มีข้อความบางประการที่เกี่ยวแก่อวิชชา ซึ่งเป็นข้อที่ควรจะทราบไว้ด้วยดัง ต่อไปนี้ คือ
๑. อวิชชา อันได้แก่ โมหเจตสิกนี้ มีสภาพหรือมีลักษณะแต่อย่างเดียว คือ ไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริงของธรรมทั้งปวง ถึงกระนั้นก็อาจจะกล่าวได้ตามสิ่งที่ ไม่รู้นั้นว่า อวิชชามีหลายอย่าง เป็นต้นว่า
อวิชชา มี ๒ อย่าง คือ ไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ผิด ๑ และไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ถูก ๑ หรือไม่รู้ธรรมที่เป็นสังขาร ๑ และไม่รู้ธรรมที่เป็นวิสังขาร ๑
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๓ ก็หมายถึงว่า ไม่รู้ความจริงในเวทนาทั้ง ๓ มี สุขเวทนา เป็นต้น จึงทำให้เกิดมีความวิปลาสขึ้น ถ้าจะนับว่าอวิชชา มี ๔ ก็เพราะไม่รู้อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ มีทุกขสัจจ เป็นต้น
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๕ ก็เพราะไม่รู้ความจริงแห่งทุกข์โทษภัยที่เป็นไปใน คติทั้ง ๕ (นิรยคติ เปตคติ ดิรัจฉานคติ มนุสสคติ เทวคติ) ซึ่งยังต้องวนเวียนอยู่ใน กองทุกข์
ถ้าจะนับ อวิชชามี ๖ ก็เพราะไม่รู้ความจริงในอารมณ์ ๖ ในวิญญาณทั้ง ๖ ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา



๒. อวิชชากับพระอรหันต์มีปัญหาว่าการกระทำใด ๆ ของพระอรหันต์นั้น เป็นกิริยาคือ ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาป เพราะพระอรหันต์ทำลายอวิชชาคือ โมหะ ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว เป็นอันว่า สังขารทั้ง ๓ ที่เป็นบุญและเป็นบาปนั้น ย่อมถูก ทำลายไปด้วย ดังนี้ก็หมายความว่า นอกจากพระอรหันต์ไม่ทำบาปแล้ว บุญต่าง ๆ เช่น ทาน สีล ภาวนา ก็ไม่กระทำด้วยเช่นนั้นหรือ
ความจริงพระอรหันต์ทั้งหลายก็บำเพ็ญ ทาน สีล ภาวนา อยู่เป็นนิจ ที่พระ อรหันต์กระทำไปนั้นไม่จัดว่าเป็น บุญญาภิสังขาร หรือ อาเนญชาภิสังขาร อันเป็น ผลของอวิชชาตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ เพราะการกระทำของพระอรหันต์ นั้นเป็นกิริยาจิต ไม่มีการให้ผลในวัฏฏสงสารอีกต่อไป จึงได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ท่านบำเพ็ญธรรมจนสิ้นบาปและหมดทั้งบุญด้วย ส่วนผู้ที่ยังมีบุญมีบาปอยู่ ผู้นั้นจะ ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏไม่มีที่สิ้นสุด



๓. อวิชชา กับ อริยสัจจ
อวิชชา เป็นทุกขสัจจ เกิดพร้อมกับทุกขสัจจ กระทำทุกขสัจจให้เป็นอารมณ์ ได้ ทั้งปกปิดไม่ให้เห็นทุกขสัจจด้วย
อวิชชา ไม่ใช่สมุทยสัจจ จะสงเคราะห์เป็นสมุทยสัจจก็ไม่ได้ แต่อวิชชานี้เกิด พร้อมกับสมุทยสัจจ กระทำสมุทยสัจจให้เป็นอารมณ์ได้ และปกปิดไม่ให้เห็น สมุทยสัจจด้วย

อวิชชา ไม่ใช่นิโรธสัจจ สงเคราะห์เป็นนิโรธสัจจก็ไม่ได้ เกิดพร้อมกับนิโรธ สัจจก็ไม่ได้ กระทำนิโรธสัจจให้เป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ แต่สามารถปกปิดไม่ให้เห็น นิโรธสัจจ

อวิชชา ไม่ใช่มัคคสัจจ สงเคราะห์เป็นมัคคสัจจไม่ได้ เกิดพร้อมกับมัคคสัจจ ไม่ได้ กระทำมัคคสัจจให้เป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ แต่ปกปิดไม่ให้เห็นมัคคสัจจได้

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ก.ค. 2551 , 20:21:00 น.] ( IP = 58.9.116.70 : : )


  สลักธรรม 7

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ปฎิบัติธรรม,กุฎิที่พักสงฆ์,เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุพร้อมทั้งกำแพงแก้วล้อมรอบ
อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ เลขที่ 69 หมู่ 14 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 8-9 ก.ม. ไปทางอำเภอแม่สาย เนื้อที่ 151 ไร่ ได้รับอนุญาติจากกรมการศาสนา ให้เป็นที่พักสงฆ์และผู้ปฎิบัติธรรมมี สถานที่ปฎิบัติ ก่อสร้างด้วยไม้ มา 15-16 ปี ปัจจุบันนี้รอการบูรณะให้ดีขึ้นในขั้นต้น มีพระพุทธรูปเปิดโลก บนยอดเขา มีมหาเจดีย์ชินธาตุเจดีย์ดอยตรีมูรติ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ระหว่างก่อสร้างกำแพงแก้ว-ปูพื้นกระเบื้อง งานเสร็จแล้ว 80% ก่อสร้างกุฎิไม้กรรมฐาน 1 หลัง ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฟังธรรม กรรมฐาน-วิปัสนากรรมฐาน มีผู้สนใจเพิ่มขึ้นๆ ตามลำดับ ที่พักเก่าซ่อมแซมแบบประหยัดพอใช้การได้พอสมควร
เจริญขอศรัทธาจากท่านผู้มีจิตศรัทธาในทานบุญกุศล ตามจิตประสงค์ของทุกท่านได้กระจายขยายแผ่บารมี ทาน ไปที่อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์บ้าง ก็ขออนุโมทนาด้วยจริงอย่างสูงยิ่งจากจิต
ขอเป็นผู้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประสงค์สิ่งใด จงได้สมปราถนาด้วยสัมมาทิฎฐิ ทุกท่าน
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงราย หมายเลขบัญชี ออมทรัพย์ 507-2-62111-7 อุทธยานธรรมกิตติลักษณ์ โดยพระวิชัย โชติวโร หรือจะโทรถึงท่านเจ้าอาวาส โดยตรง 086-2030662

โดย ตัวขาวขาว - [6 ส.ค. 2551 , 02:56:42 น.] ( IP = 222.123.18.139 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org