| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วันเข้าพรรษา ถวายเทียนจำนำพรรษา และผ้าอาบน้ำฝน
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
แต่เดิมในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวก อยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทาง เผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อ ทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกสมณะศากยบุตรไม่ยอมหยุดสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่พวกพ่อค้าและนักบวชในศาสนาอื่นๆ ต่างพากันหยุดสัญจรในช่วงฤดูฝนนี้ การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าชาวบ้าน ได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องจึงได้วางระเบียบให้พระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่ประจำที่ ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนแห่งฤดูฝน ภิกษุสงฆ์ที่อธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว จะไปค้างแรมที่อื่นนอกเหนือจากอาวาส หรือที่อยู่ของตนไม่ได้แม้แต่คืนเดียว หากไปแล้วไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือก่อนรุ่งสว่าง ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นขาดพรรษา
แต่หากมีกรณีจำเป็น ๔ ประการต่อไปนี้ ภิกษุผู้อยู่พรรษาสามารถกระทำ สัตตาหกรณียะ คือ ไปค้างที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่ต้องกลับมาภายในระยะเวลา ๗ วัน คือ
๑. ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุ หรือ บิดามารดาที่เจ็บป่วย
๒. ไประงับไม่ให้พระภิกษุสึก
๓. ไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น ไปหาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัดซึ่งชำรุดในพรรษานั้น
๔. ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา
ในการอธิษฐานเข้าพรรษา ณ วัดหรือที่ใดที่หนึ่ง หากมีเหตุจำเป็น ๕ ประการต่อไปนี้ ภิกษุไม่ต้องอาบัติ แม้จะไปอยู่ที่อื่น ได้แก่
๑. ถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น วิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม
๒. ชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป อนุญาตให้ไปกับเขาได้ หรือชาวบ้านแตกเป็น ๒ ฝ่าย ให้ไปกับฝ่ายที่มีศรัทธาเลื่อมใส
๓. ขาดแคลนอาหาร หรือยารักษาโรค
๔. มีผู้เอาทรัพย์มาล่อ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้หนีไปเสียให้พ้นได้
๕. ภิกษุสงฆ์แตกกันหรือมีผู้พยายามทำให้ภิกษุสงฆ์ในวัดแตกกัน ให้ไปเพื่อหาทางระงับได้
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:22:15 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 2
ประโยชน์ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุ
๑. เป็นช่วงที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา หากภิกษุสงฆ์เดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ อาจไปเหยียบต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้ได้รับความเสียหายล้มตาย
๒. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 - 9 เดือน พระภิกษุสงฆ์จะได้หยุดพักผ่อน
๓.เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนประชาชนเมื่อถึงวันออกพรรษา
๔. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
๕. เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น การทำบุญตักบาตรหล่อเทียนเข้าพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:22:40 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 3
วันเข้าพรรษามีประเพณีที่สำคัญ ๒ ประเพณี ได้แก่ ประเพณีถวายเทียนจำนำพรรษาและประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน
ประเพณีถวายเทียนจำนำพรรษานั้น เนื่องจากสมัยก่อนพระภิกษุสงฆ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านจึงหล่อเทียนต้นใหญ่ขึ้น เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์จุดให้แสงสว่างในการปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ เป็นพุทธบูชาตลอดเวลา ๓ เดือน การนำเทียนไปถวายชาวบ้านมักจัดขบวนแห่กันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานและปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็นประเพณี
การถวายเทียนจำนำพรรษา เชื่อกันว่ามีสาเหตุ ๒ ประการ คือ
๑. พระอนุรุทธะ สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ฉลาดรอบรู้พระธรรมวินัยอย่างแตกฉาน เพราะในชาติปางก่อนพระอนุรุทธะเคยให้แสงประทีปเป็นทาน
๒. หญิงคนหนึ่งไปฟังธรรมที่เชตวนาราม เมืองสาวัตถี พอพลบค่ำก็ให้คนไปนำประทีปที่บ้านตนมาจุดให้แสงสว่างแก่คนที่มาฟังธรรม ครั้งนางตายไปก็ไปเกิดเป็นเทพธิดามีรัศมีเป็นแสงสว่างสวยงาม
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:22:57 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 4
ประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร
ประเพณีหลวง เรียกเป็นทางการว่า "การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา" ประเพณีนี้พระมหากษัตริย์ทรงหล่อเทียนพรรษาด้วยพระองค์เอง และเสด็จพระราชดำเนินทรงจุดบูชาพระรัตนตรัยเฉพราะพระอารามหลวงที่สำคัญ นอกนั้นทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ผู้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์
ประเพณีราษฎร เรียกกันว่า "เทียนจำนำพรรษา" หรือ "เทียนพรรษา" ประเพณีนี้ประชาชนเป็นผู้หล่อเทียนจำนำพรรษา
ปัจจุบันเทียนพรรษามี ๒ ชนิด คือ เทียนพรรษาแบบจุดได้ กับเทียนพรรษาแบบจุดไม่ได้ เทียนพรรษาแบบจุดไม่ได้นี้จะไม่มีไส้ มีแต่ไม้หรือเหล็กกันเทียนหัก เพราะทำขึ้นมาเพื่อประกวด หรือถวายเป็นพุทธบูชาเท่านั้น
ประเพณีการแห่เทียนจำนำพรรษานี้ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติทั่วไปในประเทศไทย โดยมีการแกะสลักต้นเทียนอย่างสวยงามและจัดประกวดก่อนนำไปถวายวัด
การแห่เทียน เป็นประเพณีที่แสดงถึงความศรัทธา ความสามัคคีของชุมชนและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการปรับเปลี่ยนเป็นการซื้อเทียนพรรษาสำเร็จรูป หรือหลอดไฟฟ้าแบบประหยัดไปเพื่อนำไปถวายแทนเทียนแล้วก็ตาม ประเพณีการหล่อเทียนและแห่เทียนจำนำพรรษาก็ควรจะได้รับการอนุรักษ์ไว้ต่อไป
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:23:17 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 5
การถวายผ้าอาบน้ำฝน
ผ้าอาบน้ำฝน ภาษาบาลีเรียกว่า ผ้าวัสสิกสาฏก หมายถึง ผ้าที่ถวายในฤดูฝน เพื่อให้พระสงฆ์ผลัดอาบน้ำโดยไม่ต้องเปลือยกาย เพราะในสมัยนั้นผ้าต่างๆ หาได้ยาก เหล่าพระสงฆ์สาวกต้องไปพิจารณาบังสุกุลเอาผ้าตามป่าช้า ที่เขาใช้ห่อศพ เก็บหาเอาผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะบ้าง และพระสงฆ์จะมีเฉพาะผ้าสามผืนเท่านั้น คือ สบง จีวร สังฆาฏิ เวลาพระสงฆ์จะอาบน้ำต้องเปลือยกายเท่านั้นเพราะไม่มีผ้าจะผลัดเปลี่ยน
ประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ซึ่งนางวิสาขาอุบาสิกาเป็นผู้ถวายคนแรกในพระพุทธศาสนา ดังมีเรื่องราวอยู่ว่า..
ในฎีกาสมันตปสาทิกา ในส่วนที่ว่าด้วยวัสสูปนายิกขันธกะว่า ในยุคต้นๆก่อนพุทธกาล พระภิกษุสมัยนั้นเปลือยตัวอาบน้ำ อันเนื่องมาจากจีวรหรือผ้าใช้นุ่งห่มนี้น้อย จึงต้องใช้ผ้าอย่างจำกัด วันหนึ่งนางวิสาขามหาอุบาสิกาใช้ให้สาวใช้ไปวัด ในขณะนั้นฝนกำลังตก พอสาวใช้เข้าไปในวัด นางเห็นพวกภิกษุเปลือยตัวอาบน้ำฝนกันอยู่ เกิดเข้าใจว่าเป็นเปรต จึงได้กลับไปบอกนางวิสาขาว่า ที่วัดไม่มีพระเลยซักองค์เดียว มีแต่พวกเปรตเดินเพ่นพล่านอยู่ทั่ววัด
นางวิสาขาเกิดความสงสัยว่า ถ้าในวัดมีแต่เปรตเช่นว่านั้นแล้ว พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ จะมีความเป็นอยู่อย่างไร ด้วยความเป็นห่วงนางจึงได้มายังวัดพระเชตวันพร้อมทั้งสาวใช้ แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย เพราะฝนได้หยุดตกแล้ว นางได้เข้าเฝ้าและทูลถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องตามความเป็นจริงให้ฟังว่า ที่อุบาสิกาเห็นนั้นมิใช่เปรต นั้นเป็นภิกษุที่กำลังอาบน้ำฝนอยู่ต่างหาก เมื่อนางวิสาขาเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว นางจึงได้ขอถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นคนแรก และพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต การถวายผ้าอาบน้ำฝนนี้ ถือได้ว่า ได้บุญมาก และเป็นกาละทานชนิดหนึ่งที่ชาวพุทธทั่วไปนิยมทำกันเมื่อถึงฤดูเข้าพรรษา
อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า .. ในสมัยหนึ่งพระผู้มีภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถีในวันนั้นเป็นวัน ๘ ค่ำ นางวิสาขาได้ถือเครื่องสักการะ พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากไปสู่สำนักพระพุทธเจ้าถวายเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยแล้ว บังเอิญฝนตก พระภิกษุทั้งหลายได้เปลือยกายอาบน้ำฝนกันมากมาย นางวิสาขาเห็นเช่นนั้นแล้วก็เกิด ความละอายและคิดในใจว่าพระภิกษุไม่มีผ้าสำหรับอาบน้ำฝน ก็บังเกิดมีจิตศรัทธา คิดจะสร้างผ้าอาบน้ำฝนถวายเป็นทาน
แล้วก็กลับไปสู่กรุงสาวัตถี จัดแจงหาผ้าได้พอสมควรแล้วพอตอนเย็นก็พาบริวาร และผ้านั้นมาสู่สำนักพระพุทธองค์แล้วถวายผ้าอาบน้ำฝนนั้น แก่องค์พระศาสดาพร้อมทั้งภิกษุทั้งหลาย แล้วกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การถวายผ้าอาบน้ำฝนนี้มีผลานิสงส์เป็นอย่างไรพระเจ้าข้า
พระองค์ได้ตรัสเทศนาว่า ดูกรนางวิสาขา ถ้าบุคคลใดมีจิตศรัทธานำผ้าอาบน้ำฝนมาถวายแก่พระภิกษุ ในพุทธศาสดาจะมีผลานิสงส์เป็นอเนกประการ
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:24:34 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 6
พระพุทธองค์ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงไว้ว่า..
ในศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีหญิงเข็ญใจคนหนึ่ง มีนามว่า อมัยทาสีอยู่มาวันหนึ่งนางได้ เห็นคนทั้งหลาย นำผ้ากาสาวพัตรไปสู่สำนักภิกษุสงฆ์ให้เป็นทาน โดยกระทำให้เป็นผู้อาบน้ำฝน นางอมัยทาสีก็มีศรัทธาอยากจะทำบุญกับเขาบ้าง นางก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีหนอ ที่เราจะได้ทำบุญใน คราวนี้บ้าง พิจารณาผ้าที่จะให้ทานก็ไม่มี รีบไปหามารดา แล้วบอกความจำนงของตนให้มารดา มารดา ก็ตอบว่า เราจะเอามาแต่ที่ไหน เราก็เป็นทาสเขาอยู่
นางอมัยทาสี เมื่อได้ยินดังนี้น้ำตาก็ไหลด้วยความ เสียใจ มารดาของนางก็มีจิตสงสาร จึงแนะนำให้นางอมัยทาสีไปขึ้นค่าตัวกับนายนางได้รับคำแนะนำ เช่นนั้นแล้วก็มีความยินดีจึงรีบไปหานายของนาง ฝ่ายเศรษฐีผู้เป็นนายก็ปฏิเสธไม่ยอมให้นางอมัยทาสี ขึ้นค่าตัว นางไม่มีความสบายใจนางมาคิดว่าเมื่อชาติก่อนนี้เราไม่ทำบุญให้ทาน มาชาตินี้เราจึงได้ตกระกำลำบาก ถึงเวลาจะทำบุญกับเขาบ้างก็จะไม่ทำกับเขาคราวนี้จะเป็นตายอย่างไรจะต้องขอทำบุญให้ได้ในครั้งนี้
ด้วยจิตศรัทธาแรงกล้านางอมัยทาสีทนความอับอาบขายหน้า ได้สละผ้าห่มแล้วนำใบไม้มา เย็บกลัดพอปกปิด บรรเทาความอายแล้วเอาผ้าซักฟอกให้หมดความสกปรกแล้วนำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมด้วยผ้าไปสู่ธรรมศาลาถวายผ้าอาบน้ำฝนนั้นในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ก่อนเข้าพรรษาพร้อมกับ มหาชนทั้งหลาย แล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยอานิสงส์ที่ตนได้กระทำบุญในคราวครั้งนี้ขึ้นชื่อว่า ความยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อย่าได้มีในชาติต่อ ๆ ไป จนถึงพระนิพพาน และขอให้พบพระศาสนา พระศรีอริยเมตไตรย์
เมื่อคำปรารถนาของนางจบลงแล้ว เทวดาทั้งหลายก็ซ้องสาธุการสนั่นหวั่นไหวด้วยอานิสงส์ของนางอมัยทาสีทำบุญในคราวครั้งนั้น อยู่มาได้ ๗ วัน พระเจ้าพันธุมหาราช ได้เสด็จไป พบนางกำลังหาบฟืนมาในระหว่างทางก็เกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่ในตัวนางมาก จึงตรัสปราศรัยไต่ถาม ความตลอดแล้วจึงยกนางขึ้นราชรถนำเข้าไปสู่พระนคร อภิเษกนางให้อยู่ในตำแหน่งอัครมเหสี
ครั้นแตกกายทำลายขันธ์แล้วนางได้ไปเกิดบนสวรรค์มีวิมานทองสูง ๑๕ โยชน์ มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๓ พัน ครั้น เสวยทิพย์สมบัติแล้วจนในชาติสุดท้ายนางจะได้เกิดในศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ได้บรรลุธรรมพิเศษ ดังนี้แล พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว ชนทั้งหลายก็ได้ดวงตาเห็นธรรมส่วนนาง วิสาขาก็ตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:25:21 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 7
ระยะเวลาถวายผ้าอาบน้ำฝน
นิยมถวายก่อนเทศกาลเข้าพรรษา ๑ เดือน คือเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ รวมระยะเวลา ๑ เดือน ปัจจุบันชาวพุทธนิยมถวายในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
ขั้นตอนการถวายผ้าอาบน้ำฝน
๑. กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย
๒. อาราธนาศีล รับศีล
๓. ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าวคำถวายผ้าอาบน้ำฝนพร้อมกัน
๔. ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระสงฆ์
๕. พระสงฆ์อนุโมทนา
สำหรับพระภิกษุนั้น แม้จะได้ผ้าอาบน้ำฝนมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถตัดเย็บหรืออธิษฐานใช้ผ้านั้นได้ ต้องรอให้ถึงกึ่งเดือนก่อนเข้าพรรษา กล่าวคือ ต้องให้ถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ก่อน จึงจะตัดเย็บแล้วอธิษฐานใช้เป็นผ้าอาบน้ำฝนได้ตามความต้องการ... และเมื่อเข้าพรรษาซึ่งเป็นฤดูฝนแล้วนั้น พระภิกษุสามารถตัดเย็บแล้วอธิษฐานใช้ผ้าได้ตามต้องการ ซึ่งเมื่อเป็นดังนี้ หมายความว่า ภายในพรรษาหรือตลอดฤดูฝนนั้น ญาติโยมสามารถถวายผ้าอาบน้ำฝนได้ตลอด
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:28:20 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 8![]()
![]()
ผู้ให้ข้าว (อาหาร) ชื่อว่าให้ให้กำลัง อานิสงส์ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ อานิสงส์มีผิวพรรณวรรณะผ่องใสสวยงาม
ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข อานิสงส์จะมีแต่ความสุขความเจริญ
ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ อานิสงส์มีดวงตาอันเลิศ
ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญ
ผู้ให้ธรรมะเป็นทาน ชื่อว่าให้อมตธรรม คือชนะการให้ทั้งปวง
ผู้ให้ทานในสิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ
ผู้ให้ทานในสิ่งอันเลิศ ย่อมได้สิ่งอันเลิศ
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [18 ก.ค. 2551 , 11:28:38 น.] ( IP = 58.9.151.112 : : )
สลักธรรม 9วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา มารับความรู้ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและอานิสงส์ของการทำบุญแต่ละประเภทค่ะ
ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะโดย เซิ่น [18 ก.ค. 2551 , 22:56:15 น.] ( IP = 58.8.49.217 : : )
สลักธรรม 10ขอขอบคุณพี่ดอกแก้ว ที่ให้ความรู้
โดย บุญทัน พรเอนก [20 ก.ค. 2551 , 13:40:01 น.] ( IP = 118.172.137.19 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |