มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อาบแสงแห่งสัจจะ ประกาศท้าความเหนื่อยยาก..ไม่ยอมแพ้








อาบแสงแห่งสัจจะ ประกาศท้าความเหนื่อยยาก..ไม่ยอมแพ้


เช้าวันนี้หลังจากที่เสร็จสิ้นจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้กล่าวสวัสดีกับลูกศิษย์ทุกคนอย่างพร้อมหน้าเป็นครั้งแรกหลังจากที่เดินทางกลับจากประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งได่กล่าวคำขอบคุณและอนุโมทนากับทุกคนที่ได้ร่วมกันช่วยเหลือกิจการงานอันเป็นกุศลของมูลนิธิในระหว่างที่ท่านเดินทางไปประเทศอังกฤษ

ท่านอาจารย์กล่าวว่า ด้วยความเข้าใจและการระลึกรู้ที่สืบเนื่องมาจากการศึกษาเล่าเรียน เราก็จะเห็นว่าโลกธรรมนี้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลและควรไปให้พ้นจากโลกธรรมทั้ง ๘

เพราะมีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีสรรเสริญก็มีนินทา มีสุขก็มีทุกข์ โลกธรรมทั้ง ๘ นี้อยู่กับเราแล้วเป็นไปกับเราอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องเอาชีวิตที่เป็นเรานี่แหละไปอาบแสงแห่งสัจจะ คือความเข้าใจในเรื่องของความจริงที่วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วนำมาสั่งสอน ให้เราละชั่วกลัวบาป ทำความดีให้ถึงพร้อม

ละชั่วคือความชั่วทั้งหลายให้ไกลจากกาย วาจา ใจของเรา ให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยการเดินทางที่กลัวบาป เพราะผลของบาปนั้นทำให้ชีวิตของเราได้รับแต่ความเดือดร้อนไม่สบายกายไม่สบายใจอยู่ร่ำไป และให้ทำความดีให้ถึงพร้อมทางกาย วาจา และใจให้ยิ่งๆ ขึ้นไปก็คือ การมีชีวิตอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ขออนุโมทนากับจิตที่มีเมตตากรุณาของทุกท่านที่ได้มาร่วมกันทำกุศลโดยเฉพาะการมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของลุงเปี๊ยกที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อาจารย์ไม่อยู่ ต่างก็ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบประกอบไปด้วยน้ำใจ ก็ขอให้กุศลเหล่านั้นจงเป็นปฏิพรย้อนกลับคืนสู่ท่านร้อยเท่าทวีคูณ

และขอให้ท่านสามารถตั้งตนไว้ชอบ ประกอบอยู่ในศีลธรรมความดี มีอำนาจกุศลคุ้มครองรักษา และมีกาย วาจา ใจ เป็นไปเพื่อสุคติ และถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน

สำหรับเรื่องการเสียชีวิตของลุงเปี๊ยกนั้นก่อนเดินทางก็พอจะทราบอาการแล้วว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ย่อมมีเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาสำหรับผู้ที่กำลังจะตายอย่างเราๆ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [20 ก.ค. 2551 , 22:39:30 น.] ( IP = 58.9.99.163 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณัมปิทุกขัง การเกิดแก่ตายเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นของธรรมดา แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีความรู้สึกนั้น ..เราเพียงแค่พูดได้เท่านั้นเองว่า เออ..เขาก็มีความตายเป็นของธรรมดา แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเรา เช่นเกิดความเจ็บขึ้นมานี้ เราแทบจะไม่เคยนึกได้เลยว่าเป็นวิบาก หรือก็เกิดขึ้นน้อยเหลือเกิน เพราะทุกขเวทนานั้นมีมากจนสกัดกั้นอำนาจของกุศลที่จะไหลเข้ามา

นอกจากนั้นความตายก็ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเราเลยเพราะเราทุกคนรักตัวกลัวตาย เพราะพอเราหิวน้ำนิดนึงเราก็รีบกิน หิวข้าวเราก็รีบกิน ง่วงเราก็รีบนอน ร้อยเราก็รีบอาบน้ำรีบเปิดพัดลม เราพยายามแก้ไขขับไล่ความทุกข์ให้ออกไปทั้งสิ้น จึงเห็นได้ว่าเรารักชีวิตของเรามาก แต่ความรักชีวิตของเรานี้เป็นความรักด้วยอุปาทาน ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอุปาทานขันธ์ ด้วยเหตุนี้จึงได้นำทุกท่านสวดบทภารสุตคาถา คือ ภาราหะเวปัญจักขาธาฯ

เพื่อจะได้ย้ำว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก และเราเองนั่นแหละเป็นผู้ที่แบกของหนักพาไป และพระพุทธองค์ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งของหรือทุกข์ภายนอกตัวเลยว่าเป็นของหนัก แต่ทุกข์ภายในคือทุกข์ประจำที่เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น และเมื่อเกิดมาก็มีชีวิตที่ประกอบไปด้วยรูปนาม ขันธ์ ๕ ซึ่งขันธ์ ๕ เหล่านี้นี่แหละเป็นของหนัก เป็นของที่วางไม่ลง ไหนใครวางตัวเองลงได้แล้วว่าจะเป็นอะไรก็ช่างมัน? จะสกปรกก็ช่างมัน แต่เราวางไม่ได้เพราะเรารักชีวิตนั่นเอง

เราเป็นผู้แบกขันธ์ ๕ แบกความรัก แบกความอุปาทานไปด้วยตัวเอง ผู้ที่วางภาระคือขันธ์ ๕ นี้ลงได้เป็นอนุปาทานขันธ์แล้วก็คือพระอริยเจ้า เมื่อไม่มีอุปาทานแล้วทุกข์ก็ย่อมไม่มี ..สิ่งเหล่านี้ฟังดูเป็นของง่าย แต่เป็นของที่ทำยาก เพราะยากตรงที่ว่า จะวางอย่างไร? จะวางลงได้ก็ด้วยการศึกษาเล่าเรียนให้เห็นว่าชีวิตมีความต่อเนื่อง และเป็นสิ่งที่ต้องดูแลตลอดเวลา ต้องกินมาก เดินมาก นอนมาก นั่งมาก ผันเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกท่านที่เข้ามาเรียน เข้ามารู้ดูชีวิตเพื่อปฏิบัติขัดเกลาให้ความอุปาทานและตัณหามันน้อยลง เพราะสองตัวนี้เป็นรากเหง้าที่สำคัญ

ตัณหาคือความทะยานอยากทำให้ชีวิตนั้นมีเยื่อเมือกและยางเหนียวข้ามไปในภพหน้า ความอุปาทานชีวิตก็เกิดขึ้นเพราะอวิชชาคือความไม่รู้ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในวัฏฏะหรือวงจรชีวิต ทุกข์ของเราคือความทุกข์จากการเกิดก็หมุนอยู่ตลอดเวลา

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2551 , 22:40:05 น.] ( IP = 58.9.99.163 : : )


  สลักธรรม 2



การที่ท่านได้เพียรพยายามศึกษามาในเรื่องที่ยากมากนั้น แต่ความยากเหล่านี้ก็ไม่ยากเท่ากับการทำลายอุปาทาน เพราะการทำลายอุปาทานนั้นเป็นของยากที่สุด ผู้ที่ทำลายได้ก็คือพระอรหันต์เจ้าผู้มีชาติสุดท้ายแล้ว แต่อย่างเรานั้นยังอีกนาน..แต่ในความนานของเรานี้ ให้เรารู้จักมองทางเสียบ้าง ให้รู้ว่าเราจะไปทางไหน เมื่อเรารู้ว่าจะไปทางไหน เราก็จะมีจุดหมายปลายทางหรือเกิดเข็มทิศขึ้นมา ตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ องค์สัมมาทิฏฐินี้เป็นองค์แรกของมรรคแปด

และความเห็นอย่างไรล่ะที่เรียกว่า เห็นชอบ คือ เห็นด้วยความจริงว่าชีวิตทั้งหลายนี้ ประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจ หรือกระจายออกมาก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือย่นแล้วก็เหลือ รูปกับนาม และรูปกับนามนี้มันก็มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ..ไม่มีใครดลบันดาล เมื่อมีเหตุให้เกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุมันก็ดับลง เช่นที่เราศึกษาเราก็จะทราบว่า "การเห็น" ประกอบไปด้วยเหตุใหญ่ๆ ๔ ประการคือ มีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์มากระทบ และมีมนสิการคือความใส่ใจมอง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นประชุมกันปุ๊บการเห็นก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเหตุเหล่านี้ดับไปสักอย่างหนึ่งเช่น หลับตาลง "การเห็น" ก็ดับลงเช่นเดียวกัน

ชีวิตของเรานี้จึงดำเนินอยู่ด้วยเหตุและปัจจัย คือมีตัวทำให้ผลเกิดและมีการสนับสนุนผลนั้นอยู่ตลอดเวลา เมื่ออำนาจเหล่านี้มีอยู่ ชีวิตของเราจึงดำเนินอยู่ในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา และก็อุปาทานเข้าไปว่า เป็นเราเห็น ..แท้ที่จริงเราไม่ได้เห็น เราไม่ได้ได้ยิน ..แต่เพราะเหตุทั้งหลายมาประชุมกันให้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเราเรียนพระอภิธรรมก็จะสามารถเห็นความจริงในชีวิตว่า ประกอบไปด้วยจิต เจตสิก รูป ที่ประชุมกันแล้วมีเหตุปัจจัยสนับสนุนให้ผลนั้นดำเนินต่อเนื่อง แล้วผลนั้นก็ดำเนินต่อเนื่องไปด้วยความไม่รู้คืออวิชชา ด้วยตัณหาคือความอยาก ..ปฏิจจสมุปบาทจึงหมุนอยู่เรื่อยไป จากอวิชชาไปจนถึงมรณะ

นี่คือความจริงที่เราทุกคนที่มีความตายเป็นของธรรมดา และทุกท่านก็กำลังเดินเข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกทีแล้ว สัปดาห์ก่อนญาติธรรมของเราหายไปคนหนึ่งก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านั่นแหละ เราต้องมีความพลัดพรากเป็นของธรรมดา เขาไม่จากเราไป เราก็จากเขาไป เพราะใครเล่าจะอยู่ค้ำฟ้าได้ เราต้องจากกันทั้งสิ้นทั้งจากเป็นแล้วก็จากตาย การจากเป็นนั้นจากแล้วก็จะได้เจอกันอีก แต่การจากตายนั้นหาไม่เจออีกแล้วเพราะภพมันกั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็น่ากลัวนะ เพราะเวรกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข ..เราเคยทำอย่างไรมา เราก็ต้องได้อย่างนั้น เมื่อผลของอกุศลจะส่งผลเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เพราะอย่างตัวเองที่เดินทางไปอยู่อังกฤษมา ๑๒ วัน ก็ยังหนีไม่พ้นอดีตเหตุที่ไปทำลายทรัพย์สินข้าวของของผู้อื่นมา จึงถูกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าสตางค์ไป ก็หมดเงินไปประมาณหกหมื่นกว่าบาท ถามว่าตอนที่รู้ว่าถูกล้วงกระเป๋านั้นตกใจไหม? ตกใจ

แต่ความตกใจนั้นอยู่แป๊บเดียวเท่านั้นในขณะที่รู้ว่าหาย และเมื่อรู้ว่าหายแน่แล้วก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร นี่เป็นการชำระหนี้ เป็นวิบากอกุศลที่ตามมาให้ผลแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2551 , 22:40:22 น.] ( IP = 58.9.99.163 : : )


  สลักธรรม 3



และก็เกิดความรับผิดชอบกับหมู่คณะขึ้นมาว่า เราจะทำอย่างไรให้ไม่ให้คนอื่นพลอยเป็นกังวลไปด้วย ก็คิดว่า ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นที่เรา เราจะไม่เอาทุกข์ของเราไปให้ผู้อื่น จึงบอกกับพวกเขาไปว่า ไม่เป็นไร เพราะบัตรเครดิตกับพาสปอร์ตไม่หายก็พอแล้ว และค่าตั๋วเครื่องบินรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จ่ายไปจนครบหมดแล้ว นอกจากนี้เรายังมีชีวิตอยู่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกว่า เงินที่หายไปนั้นเป็นเพียงสมบัตินอกกาย

ในสถานการณ์นั้นได้รับรู้อย่างชัดเจนเลยว่าสติได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จากนั้นก็พากันไปทานข้าวด้วยความสบายใจของทุกคน ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ตั้งเจตนามามากว่า เมื่ออยู่กับคนหมู่มาก จะไม่ทำให้ใครทุกข์เพราะเรา แต่บางคนทุกข์ร้อนเพียงนิดนึงก็ทำให้คนเดือดร้อนกันมาก ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ปรารถนาเลย ..จึงปฏิญาณกับตนเองว่า จะไม่พยายามทำให้คนอื่นเดือดร้อนใจเพราะเรา ..จึงยิ้มได้ด้วยความสบายใจ เพราะรู้ทันวิบากนั่นเอง

เรื่องที่เล่าให้ฟังนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อกรรมมาจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข ถึงเวลาที่จะให้ผลแล้วไม่ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้น ..ใครเลยจะคิดว่ากลางกรุงลอนดอน ข้าพเจ้าจะต้องมาถูกล้วงกระเป๋า นับเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ

ไม่ใช่น่าจดจำด้วยความไม่สบายใจ แต่จำว่า อำนาจกรรมมามุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขให้เราได้ใช้วิบากเก่า และในขณะที่ได้รู้ในเรื่องของ วิบากนั้นเราได้มีสติและปัญญาเกิดขึ้นให้ภูมิใจว่า ได้ใช้ในสิ่งที่พ่อของเราและครูบาอาจารย์สอนมา ได้เป็นนักเรียนที่ดีที่ไม่ได้พกแต่ตำราไว้นอกชีวิต แต่เราได้พกตำราไว้ที่ใจ เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นแล้วใจที่มีตำราก็ออกมาทำงานได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ด้วยใจที่ร่มเย็นเป็นสุข

ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้วก็เดินเล่นได้อย่างสบายใจเพราะไม่ต้องระวังว่าอะไรจะหายอีก และก็มีโอกาสได้ดูแต่ละสิ่งแต่ละอย่างด้วยการพิจารณามากขึ้นกว่าเดิม และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณหลวงพ่อที่ท่านขัดเกล่าจิตใจเราไว้ ให้เรารู้รับผิดชอบ คือ รู้เข้าไปถึงอดีตตนเองว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่ได้เอาไว้ และรู้ประกอบความดี คือมีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้น และเมื่อมีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้นแล้วอะไรๆ ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกทุรนทุรายได้

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2551 , 22:40:39 น.] ( IP = 58.9.99.163 : : )


  สลักธรรม 4



ความเร่าร้อนร้อนใจที่ได้ทราบเรื่องที่ลูกศิษย์ตายนั้นก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งได้สั่งงานกันทางโทรศัพท์มาที่มูลนิธิ ในวันต่อมาก็ถูกล้วงกระเป๋า และในระหว่างที่เดินทางก็ได้ทราบว่าบิดาของลูกศิษย์ที่ไปด้วยกันนั้นมีอาการป่วยที่ไม่ดีนัก ..เรียกได้ว่า ถ้าหากไม่มีด่านหัวใจว่า วิบาก ..และกรรม ก็คงจะทุรนทุรายใจมาก แต่เพราะมีด่านดังกล่าวตลอดระยะทางจึงได้คุยธรรมะกับลูกศิษย์ และก็บอกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพื่อสอนเขาและสอนตนเองไปในตัวด้วยว่า นี่ไง ธรรมะช่วยเราได้ ในยามคับขันที่วิบากตามทันแล้วไม่มีใครช่วยเราเลย แต่ธรรมะช่วยเราได้

แสงธรรมนั้นให้ความสว่างแก่เราได้เสมอ ซึ่งเมื่อเช้านี้ที่ได้ฟังเพลงสลักธรรมตรงเนื้อท่อนที่ว่า ..อาบแสงแห่งสัจจะ ประกาศท้าความเหนื่อยยาก ไม่ยอมแพ้.. จึงรู้สึกซึ้งใจมากเพราะในสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นเหมือนเราได้อาบแสงแห่งสัจจะคือโลกธรรมทั้ง ๘ แล้วเราก็ประกาศท้าความเหนื่อยยาก คือช่างมันและชีวิตเราต้องเดินหน้าก้าวต่อไปด้วยความหวังว่าเราจะต้องได้ดี ..เป็นคนที่ดีกว่านี้ ..เป็นคนที่ระลึกได้เร็วกว่านี้ และต้องหมดบทบาทกรรมชั่วให้ได้ ..เมื่อนึกอย่างนี้ได้จึงรู้สึกสดใส

และการที่เราได้เห็นญาติธรรมเราจากไปแล้วก็เกิดความกลัว ..ใช่ คนตาย ใครๆ ก็กลัว "ผี" ใครๆ ก็กลัว แต่หลวงพ่อเคยให้พูดว่า "ผี" "หลอก" คือ "ผี" เป็นของหลอก ไม่จริง เขาพูดเพื่อหลอกเรา เราก็อย่าไปกลัวเลยแต่กลัวตัวเองเถอะ เพราะชีวิตเราตกอยู่ในความหลอกลวง คือโมหะอวิชชา ฉะนั้น การศึกษาจึงทำให้เรามีตาที่สว่างไสว มีใจที่เป็นสุข ก็ขอให้ทุกคนที่ทำงานมาจนถึงวันนี้และได้เห็นโลกธรรมต่างๆ มาแล้วก็ให้เอามาเป็นเครื่องเตือนใจ และเมื่อสิ่งเหล่านี้มาเกิดขึ้นที่ใจก็ขอให้ธรรมะออกมารักษาใจของพวกท่านได้ทัน

ขอพลานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกทั้งคุณงามความดีที่ทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติตลอดมานี้ จงอนุเคราะห์คุ้มครองทุกคน ให้ปลอดโรคปลอดภัย เสนียดจัญไรวินาศสันติ มีเกราะเพชรป้องกันตัวทุกคนก็คือ แสงแห่งปัญญา ..ขออนุโมทนาทุกท่าน


โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2551 , 22:40:57 น.] ( IP = 58.9.99.163 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆครับผม ที่นำเสนอเรื่องที่ควรอ่านและนำมาคิดที่ตน เพื่อวางใจในปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้

เป็นสิ่งดีมากเลยนะครับ ที่ถ้าเราสามารถชนะทุกข์ด้วยปัญญาที่สั่งสมมาได้ เพราะการที่เราได้เล่าเรียนมาแล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิบากกรรม(เก่า)ที่ตามมาส่งผล ถ้ามีสติระลึกได้ทุกข์ใจในปัญหาก็จบลงได้ง่ายมาก และมีการตรองตรึกด้วยปัญญาทำให้กรรมใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกุศลได้ดีทีเดียว

ขอมีชีวิตที่อาบแสงแห่งสัจจะให้ได้ตลอดไปครับผม

โดย พี่เณร [21 ก.ค. 2551 , 07:24:12 น.] ( IP = 58.9.136.19 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ [21 ก.ค. 2551 , 17:10:20 น.] ( IP = 125.24.93.9 : : )


  สลักธรรม 7

ในยามคับขันที่วิบากอกุศลมาส่งผล การรู้ธรรมและมีสติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถรักษาจิตใจไม่ให้เร้าร้อน

กราบขอบพระคุณในคำสอนของท่านอาจารย์ค่ะ

อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ ที่ได้นำสิ่งดีๆ มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [21 ก.ค. 2551 , 21:54:44 น.] ( IP = 58.8.55.187 : : )


  สลักธรรม 8

ท่านอาจารย์กลับมาปุ๊บก็เดินเข้าห้องสอนปั๊บโดยยังไม่ทันได้พักผ่อนเลยนะขอรับ


ประสบการณ์ที่ท่านอาจารย์ได้เจอมาเป็นบทเรียนสอนใจให้กับพวกเราได้อย่างมากเลยครับ เพราะหากลองนึกดูว่าผู้รับวิบากในเหตุการณ์นั้นเป็นเราขึ้นมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทุกข์โศกคร่ำครวญกันเพียงไหน จะสามารถตัดความเสียดายในทรัพย์สินของตัวเองและระลึกรู้ได้ในวิบากที่ตามมาให้ผลอย่างท่านอาจารย์ได้หรือเปล่า



วงจรวัฏฏกรรมของชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เราคาดหมายไม่ได้เลยจริงๆ ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าวันไหนวิบากใดจะตามมาให้ผล สิ่งเดียวที่เราสามารถจะทำได้ก็คือ ฝึกใจให้เป็นผู้แข็งแรงกับผลของวิบากที่ได้รับและเพียรพยายามสร้างกรรมใหม่ที่เป็นกุศลให้ได้แม้ในช่วงเวลาที่ต้องเจอกับวิบากที่ไม่ปรารถนาก็ตาม



ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับท่านอาจารย์ในความรู้ที่นำมาฝากจากประสบการณ์จริง และอนุโมทนาบุญกับน้องกิ๊ฟที่ช่วยนำเอามาเผยแพร่ให้ได้อ่านกันด้วยครับ

โดย เณรจิ๋ว [24 ก.ค. 2551 , 07:46:06 น.] ( IP = 202.7.166.181 : : 123.243.29.251 )


  สลักธรรม 9


กรรมจำเพาะเจาะจงจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ณ แห่งใด อำนาจกรรมก็ตามล่าได้เสมอ จากเหตุการณ์ (ร้าย) ที่ประดังเข้ามาในระยะเวลาใกล้เคียงกันของท่านอาจารย์นั้น หากเป็นตัวเราเอง คงเซ็งไปหลายวันกว่าจะทำใจได้ และระลึกปลอบใจตัวเองว่านั่นคือวิบาก

การรู้จักนำธรรมะมาใช้อยู่เสมอ เหมือนเป็นการอาบแสงแห่งสัจจะ มีสติคุ้มครองเฉกเช่นประสพการณ์ที่ท่านอาจารย์ได้รับ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [24 ก.ค. 2551 , 10:11:43 น.] ( IP = 124.121.176.57 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org