มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เก็บตะวัน.. เก็บตะกอน









เก็บตะวัน เก็บตะกอน


วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ให้หยุดพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน เพราะเราทำงานกันมาตั้ง ๕ - ๖ วัน ซึ่งก็เหนื่อยกันมามากแล้ว แต่สำหรับพวกเราที่มานั่งอยู่ตรงนี้คือการมาประกาศท้าความเหนื่อยยาก ..ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจของกิเลส เพราะเราไม่ได้ใช้เวลาไปในทางโลกธรรม แต่ได้มาร่วมกันสร้างสรรค์ความดีทั้งทางกาย วาจา ใจให้เป็นไปด้วยความชอบประกอบด้วยสุจริตและยังเป็นกุศลผลบุญด้วยการมาร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า และเติมไฟปัญญาด้วยการเรียนธรรมะ และปฏิบัติธรรม

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าหากจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับการทำบุญที่มีอยู่สองชนิด คือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา

บุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญานี้ก็คือ การกระทำความดีแต่ขาดเหตุผลอันชอบเข้าไปร่วมในการกระทำ ถามว่าการทำความดีเช่นนี้ได้บุญไหม? ได้บุญ แต่เป็นบุญที่หลวงพ่อเสือท่านเปรียบว่า เหมือนกับหลอดไฟสองหลอด ที่เปิดไฟไว้หลอดหนึ่ง แต่อีกหลอดหนึ่งไม่ได้เปิด

ท่านบอกว่า หลอดไฟทั้งสองหลอดนั้นก็เหมือนกับการที่เราไปซื้อมาด้วยความดี ไม่ว่าจะเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ก็ตาม แล้วก็นำมาติดไว้ที่เพดานซึ่งเป็นที่สูงเกินศีรษะของเราอีก ฉะนั้น ความดีจึงเป็นของสูง

แต่การให้ทานตามธรรมเนียม การทำบุญใส่ซองตามธรรมเนียม หรือการทำอะไรก็แล้วแต่ที่ทำแบบเสียไม่ได้ หรือทำเพราะว่าชอบ เช่น ชอบใส่บาตรทุกเช้า ชอบให้ทาน พอถึงวันถืออุโบสถก็ไปอาราธนาศีล มะยังภันเตฯ การบวชตามประเพณี การใส่ซองกฐินผ้าป่า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำไปด้วยเหตุผลว่า "ฉันชอบ" หรือไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่รู้สภาวะของความเป็นจริง ..สิ่งเหล่านี้ถามว่าทำดีแล้วได้ดีไหม? ได้ดี คือได้หลอดไฟมาแต่เป็นหลอดที่ยังไม่มีแสงไฟ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 ก.ค. 2551 , 15:35:49 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ส่วนการที่ท่านมาที่นี่ มาถูกขัดเกลาให้เกิดความรู้ว่า กุศลให้ผลเป็นอย่างไร อกุศลให้ผลเป็นอย่างไร รู้ว่าบาปบุญคุณโทษมีผลต่างกัน มีการให้ผลต่างวาระต่างเวลา เช่น มีชนกกรรม มีอุปถัมภกกรรม เป็นต้น ชนกกรรมเป็นกรรมนำเกิด ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือว่า ก่อนที่จะตายในภพชาติที่แล้วนั้นเราทุกคนได้จับหรือรับอารมณ์จากกรรมอารมณืบ้าง กรรมนิมิตบ้าง คตินิมิตบ้างที่เป็นฝ่ายกุศล แล้วก็จับอารมณ์อันนั้นไว้ก่อนตาย อำนาจของกรรมนั้นก็ทำให้เรามีปฏิสนธิในสุคติภูมิเหมือนกัน ..นี่คือความรู้ว่า เรามาจากไหน? เรามาจากความดี มีความดีนำเรามา แล้วพวกที่ชั่วๆ คือสัตว์ในอบายในทุคตินั้นมาจากไหน ก็คือก่อนตายเขาจับอารมณ์ที่ไม่ดี แล้วทำไมเขาจึงต้องไปจับอารมณ์เช่นนั้น ก็เพราะคุ้นเคย

เมื่อคุ้นเคยกับความดีก็จับความดีได้ง่าย เมื่อคุ้นเคยกับความชั่วก็จับความชั่วได้ง่าย ฉะนั้น การที่เรามาเรียนทำให้เราได้เรียนรู้เหตุผลว่า ทำดีย่อมได้ดี และความดีนั้นมีดีชนิดไหนบ้าง ซึ่งในมหากุศลจิต ๘ ดวง เราก็จะเห็นว่ามี โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง ..มหากุศลดวงที่หนึ่งประกอบไปด้วยไตรเหตุ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ..อำนาจของมหากุศลชนินี้เป็นอำนาจที่แรงมาก เมื่อให้ผลก็จะให้ผลแรง ทำให้คนนั้นเกิดเป็นติเหตุกบุคคลได้ และการเป็นติเหตุกบุคคลนั้นจะมีผลอะไร? ก็คือทำให้การเรียนก้าวหน้า การปฏิบัติก้าวไกลและเป็นไปเพื่อมรรคจิตผลจิตได้ในชาตินั้น

ด้านทวิเหตุกบุคคลล่ะดีไหม? ก็ดี เพราะยังทำให้เราฝักใฝ่ในการเรียน การสร้างสรรค์ปัญญา แต่จะทำให้สำเร็จมรรคผลนิพพานในชาตินั้นไม่ได้ ดังนั้น เมื่อทำไม่ได้แล้วเราก็รู้ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสร้างมาเอง แล้วเราก็สร้างเหตุใหม่ได้ คือสร้างเหตุที่ทำให้เป็นผู้มีไตรเหตุ แล้วเราจะสร้างอย่างไร? ก็เรียนเข้าสิ ศึกษาเข้าไป แล้วก็ปฏิบัติเข้าไป การกระทำความคุ้นเคยเช่นนี้เขาเรียกว่า บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และการศึกษาเล่าเรียน การเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปฏิบัติธรรมของเราเหล่านี้เป็นความดีที่มีไฟ

เราก็จะเห็นว่า หลอดไฟสองหลอด อยู่ที่สูงเหมือนกัน แต่มีความต่างกันที่แสงไฟ เพราะหลอดหนึ่งไม่มีไฟ ส่วนอีกหลอดนั้นมีไฟ และเมื่อมีไฟแล้วความมืดก็หายไป ฉะนั้น เมื่อเราไปเกิดที่ไหนก็ตาม จิตที่มีไฟมีแสงสว่างก็จะทำให้เราเห็นอะไรได้ง่าย รู้อะไรได้ชัด และวางอะไรได้ถูกที่ คือวางภาระของเราลง

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:36:22 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเราได้เริ่มต้นเช้าในใหม่ในวันอาทิตย์นี้ด้วยการทำความเข้าใจในเรื่องของบุญ เมื่อมีความเข้าใจแล้วเราก็มาร่วมกันทำบุญ ก็เหมือนกับเรามาร่วมกันเก็บตะวันด้วยกัน (อาจารย์บุษกรได้ให้ทุกคนฟังเพลงเก็บตะวันแล้วอธิบายต่อไปว่า)

จากหลอดไฟที่ติดอยู่ก็ไม่ต่างจากพวกเราทุกวันนี้ที่ยังมีแสง ไม่ว่าจะมืดมากขนาดไหน แสงก็ยังช่วยให้ความสว่างได้ ซึ่งต่างจากหลอดไฟที่ไม่ได้เปิด ถึงจะอยู่บนที่สูงเหมือนกันคือเพดานแต่ก็ไม่สามารถให้ความสว่างได้ ในการที่ท่านมาศึกษาพระอภิธรรมเป็นการทำบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา เป็นการจุดไฟในดวงใจให้กับตนเอง

เรื่องราวที่เป็นวิบากที่ผ่านมา ไม่ว่ามันจะกระแทกใส่เราหนักขนาดไหน แต่เรามีร่มฉัตรคือธรรมะที่กั้นให้เรามีร่มใจ ที่ทำให้เราระลึกรู้ว่าที่กระทบคือวิบากที่กำลังกระทำคือกรรม เมื่อเราระลึกได้..ร่มใจของเราก็เกิดขึ้นเพราะเรามีร่มฉัตรนั่นเอง ฉะนั้น จงมั่นคงไว้ดังเช่นตะวัน คือการที่ท่านได้มาศึกษาเรื่องราวของความเป็นจริงให้เต็มเข้าไปอยู่ในใจของท่านตลอดเวลา เติมส่วนที่บกพร่องเติมส่วนที่ขาดที่ไม่รู้ให้รู้ ที่รู้แล้วก็ให้หนักแน่นเหมือนกับไฟที่ติดอยู่ตลอดเวลา

ตรงนี้คือสิ่งที่หลวงพ่อท่านสอนอยู่เสมอว่า ชีวิตแห่งการทำบุญทำทานนั้น ชาวพุทธเช่นเราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่มีใครไม่ชอบทำบุญ ทุกคนชอบทำบุญซึ่งบางครั้งมีทุนทำ หรือมีทุนน้อยที่จะทำ แต่เมื่อมาเรียนแล้วก็จะรู้ว่า บุญมีถึง ๑๐ ชนิด ซึ่งเสียสตางค์เพียงอย่างเดียวคือการทำทาน บุญที่เหลือนอกจากนั้นไม่ต้องใช้เงินเลย การขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ การแผ่เมตตา การอนุโมทนา การรักษาศีล การเจริญภาวนา การศึกษาเล่าเรียน การเผยแพร่ธรรมะ การเสวนาธรรม และการทำความเห็นให้ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ท่านมาเรียนนี่แหละคือแสงไฟที่เจิดจ้าอยู่ในใจของเรา

เมื่อเรามีในดวงใจคือไฟธรรมะแล้วก็ไม่ต้องกลัวเลย การเดินทางนั้นแม้จะไกลสักแค่ไหนก็อย่าไปหวั่น มั่นคงไว้ดังเช่นตะวันว่า ความดีย่อมต้องรักษาคนดี แล้วความเข้าใจที่บรรจุไว้ในใจนี้ย่อมทำให้เราสามารถมองออกได้ มองเห็นความจริงได้ แม้ว่าการเห็นความจริงนั้นจะยังลางเลือน เช่น เรารู้กระทบยังไม่ทัน มารู้ได้ทีหลังคือยังลางเลือนอยู่ หรือที่เราเรียนแล้วเข้าใจว่าชีวิตประกอบไปด้วยนาม - รูป ก็เป็นความเข้าใจแบบที่เรียนมา มีความเข้าใจตามการศึกษา แต่เรายังไม่ได้เห็นความจริงว่า ชีวิตคือนามจริงๆ คือรูปจริงๆ ซึ่งยังลางเลือนอยู่ แต่ก็เป็นความลางเลือนที่ยังอยู่บนเส้นทางที่มีราง เหมือนกับการที่เราได้ตั้งหัวรถไฟไว้บนรางแล้ว ไม่ว่าจะออกวิ่งอย่างไรก็แล้วแต่ มันก็ยังวิ่งอยู่บนรางที่วิ่งไปถึงที่ได้ จะเร็วจะช้าก็ช่างมัน แต่ขอให้ตั้งหัวรถจักรให้ถูกเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:36:39 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 3



และที่ชวนทุกคน เก็บตะวันในวันนี้และวันต่อๆ ไป เพราะวันนี้เราได้มาพบกันด้วยความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือมีความรู้สึกเหมือนกันว่า เราจะต้องเติมอะไรให้กับชีวิตของเราดีกว่านี้ แต่พรุ่งนี้เราไม่ได้เจอกัน ต่างคนต่างแยกย้าย เพราะงานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา เมื่อเราต้องแยกย้ายกันไปก็อย่าลืม ให้หายใจเข้าลึกๆ เวลาที่ไปกระทบวิบากอะไรเพื่อสร้างสติเสียก่อน อย่าด่วนได้ หรืออย่าด่วนสนองตอบกับอารมณ์นั้นที่โดนวิบากมากระแทกอย่างสุกงอมเต็มที่ด้วยโทมนัสหรือโสมนัส เพราะวิบากเหล่านั้นมีอยู่เพียงชั่วคราว

ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือพิมพ์ หรือฟังข่าวฟังเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ เมื่อรับรู้แล้วเรามีสิทธิ์ร้อนได้ แต่อย่าให้ชีวิตเราถึงกับเดือด เพราะถ้าเราเดือดเมื่อไหร่เราเองนั่นแหละจะเดือดร้อน เพราะสิ่งแวดล้อมความเป็นไปในโลกขณะนี้มีความร้อนรุ่มกันไปทั้งโลก เศรษฐกิจตกต่ำ น้ำมันราคาแพง สินค้าราคาแพง ทำให้เกิดความระส่ำระสายจนทำให้ทุกคนเหมือนกับมีความร้อน แต่อย่าให้กระแสคำพูดหรือกระแสของสิ่งที่มาปลุกเร้าทำให้เราเดือดตามสิ่งเหล่านั้นไป เพราะนั่นไม่ใช่ความถูกต้อง

เพราะว่าเขากับเราต่างคนต่างเกิดมาด้วยกรรมของตนเอง จึงอย่าลืมว่าเรียนเรื่องกรรมแล้ว ก็ต้องเอากรรมมาย้ำ เราเกิดมาด้วยกรรมที่เราทำมาเอง แล้วเราก็กำลังเดินไปบนเส้นทางที่เราก้าวไปในกรรมที่เราเลือกทำหรือโง่ทำ แล้วเราก็ต้องสิ้นสุดกรรมของเราเอง แล้วอำนาจกรรมเหล่านั้นก็ทำให้เราต้องเกิดใหม่ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร

ดังนั้น เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้วเนี่ย เราจะเอาตัวเองพันธนาการกับเรื่องราวทำไมทั้งที่เป็นเรื่องไร้สาระ หรือถึงจะมีสาระที่ควรรู้ แต่เราก็ต้องแค่รับรู้ อย่าเดือดและอย่าพล่าน ..นี่เป็ยเรื่องที่หลวงพ่อท่านห่วงมาก เพราะว่าความเดือดพล่านของใจนั้นไม่ทำให้ใครสงบสุขหรอก มีแต่ความเร่าร้อน และชีวิตของเรานั้นตายคนเดียวนะ เกิดคนเดียวนะ อยู่คนเดียวนะ ..การตายแล้วเกิดมีแน่ๆ

แล้วเราก็ได้ศึกษามาซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ ครั้งว่า อารมณ์ใกล้ตาย..สำคัญมากๆ เพราะจะเป็นตัวเพาะเชื้อบ่มพันธุ์ให้เราในชาติหน้า ทำให้เราไปเกิดดีหรือไม่ดี แล้วอารมณ์ในมรณาสันนกาลนั้นมาจากไหนล่ะ? ก็มาจากความชำนาญที่เราสะสมไว้ แล้วเราสะสมอะไรไว้ล่ะ? อย่างตัวเองนั้นเวลาที่อยู่บ้านส่วนมากฟังอะไร ..ไม่ได้ฟังเพลงแต่เลือกฟังธรรมะ อยู่บ้านเลือกเห็นอะไร ..ไม่ได้เห็นใครเลยแต่ส่วนมากจะเห็นการโต้ตอบธรรมะทางเอ็มเอสเอ็น เห็นเว็บไซด์ของมูลนิธิ เห็นกระทู้ธรรม ..แล้วท่านทั้งหลายล่ะเห็นอะไร ได้ยินอะไร หรืออยากจะเห็นอะไร อยากจะได้ยินอะไร?

บางคนไม่ได้อยากเห็นหรืออยากได้ยินธรรมะ แต่พยายามหมุนคลื่นไปหาความเดือดร้อน พยายามเปลี่ยนช่องไปดูความเร่าร้อน ..ตรงนี้จึงทำให้เราเห็นว่า นี่คือการสร้างมรณาสันนกาลของตัวเองไว้อย่างที่เราชอบนั่นแหละ แล้วถ้าเราเห็นเรื่องอย่างนี้บ่อยๆ เราจะไปไหน เช่นเห็นคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติเข้ามาว่า ปฏิบัติแล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ตอบคำถามเขาไป และเมื่อตอบแล้วก็เผยแพร่ให้สหายธรรมได้อ่านด้วย การได้เห็นหรือการได้ยินเสียงธรรมะนั้นเป็นการสร้างทางไปสู่สุคติ ซึ่งถ้าหากเราหมุนเวียนเปลี่ยนไปโดยไม่ใช่เรื่องแบบนี้นั่นเป็นการสร้างทางไปไหน สร้างทางไปเป็นอะไร ..นี่คือคำว่าใครทำใครได้ ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว และไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:36:59 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 4



วันนี้จึงอยากให้ทุกคนเก็บตะวัน ..และคำว่าเก็บตะวันตรงนี้เหมือนกับการเก็บภวังค์

จากวิถีจิตทางปัญจทวารที่เป็นอติมหันตารมณ์ คือ ภ ตี น ท ปัญ วิ สํ ณ โว ชชชชชชช ตทา ตทา ภ ภ

ก็ขอให้ทุกคนมองภาพนี้..



.. นี่คือภาพวิถีจิตที่เป็นอติมหันตารมณ์วิถี

อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ ..เหล่านี้เป็นภวังค์ทั้งสิ้น และเมื่อมีอารมณ์เช่น รูปารมณ์มากระทบตรง ตี (อตีตภวังค์) รูปก็จะไหวสะเทือน และตัดกระแสภวังค์ (ภวังคุปัจเฉทะ) คำว่าตัดกระแสภวังค์จะพูดง่ายๆ ก็คือหายจากความสะลึมสะลือ จากภวังค์ที่รักษาภพอยู่ก็จะค่อยๆ ตื่นตัวขึ้นมาจนสามารถรับอารมณ์ที่เข้ามาทางปัญจทวาร เช่น รูปารมณ์ ได้เต็มที่

และเมื่อรับอารมณ์นั้นเข้ามาแล้วจักขุวิญญาณก็เกิดขึ้น จากนั้นก็มีจิตขึ้นมารับอารมณ์ ( สัมปฏิจฉันนะ) พิจารณาอารมณ์ (สันตีรณะ) แล้วตัดสินอารมณ์ (โวฏฐัพพนะ) จากนั้นปฐมชวนะก็เกิดขึ้น..ตรงนี้แหละเป็นการเริ่มต้นของบุญหรือบาป แล้วก็เสพอารมณ์ไป ๗ ขณะ ซึ่งตรงนี้ก็จะเปรียบเหมือนกับการเหยียบคันเร่งของรถยนต์ที่หมุนไปจนกระทั่งจะหยุดรถที่ต้องมีการทดเกียร์ลงหรือแตะเบรคก่อนที่จะจอดได้ เพราะอยู่ๆ จะจอดรถทันทีเลยไม่ได้ การที่ทดเกียร์ลงหรือแตะเบรคนี่แหละคือ การหน่วงอารมณ์ที่เหลือมาจากความเร็วของรถเรียกว่า ตทาลัมพณะ แล้วก็ถึงที่จอดคือลงสู่ภวังค์ท้ายวิถี

นี่คือรูปวิถีที่เป็นเรื่องราวสำคัญของชีวิต และเป็นเครื่องมือที่ช่วยอธิบายทำความเข้าใจสภาพธรรมได้ทั้งเก้าปริจเฉท และตรงนี้แหละที่จะมาสอนท่านเก็บตะวัน เพราะเรื่องของหลอดไฟที่พูดกับท่านไปในตอนแรกว่า การทำบุญที่มีมากมาย แต่ถ้าบุญเหล่านั้นเป็นบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็เหมือนกับหลอดไฟที่ไม่มีแสง ดังนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า อย่าไปกลัวว่าถึงลูกจะเป็นบัวในกระถาง หรือเป็นบัวในอ่าง ก็ยังเป็นบัวที่มีไฟ เป็นบัวที่มีแสงและมีโอกาสที่จะบานได้ เพราะเรากำลังศึกษาทำความรู้ในเรื่องของปริยัติและปฏิบัติกันอยู่นั่นเอง และบัวบานเพราะมีแสงแดส่องฉันใด ชีวิตจะคลายความมืดมนเพราะมีแสงสว่างของชีวิตฉันนั้น

(กระทู้เพิ่มเติม)

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:37:17 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อทำบุญเราก็ย่อมต้องได้บุญ และบุญเป็นของสูงเป็นของดีแน่นอน เพราะบุญเป็นเครื่องชำระใจให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง ถึงเราจะแปลได้ว่ากิเลสคืออะไร และกิเลสเกิดขึ้นได้อย่างไรเราก็ยังละไม่ได้ การศึกษาจึงเป็นการวางแนวทางให้แสงสว่างกับชีวิต ทำให้ได้ทราบความต่างระหว่างบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญาและไม่ประกอบไปด้วยปัญญา

ความเข้าใจเหล่านี้อาจดูเหมือนว่าน้อย แต่นั่นก็มีประโยชน์เกิดขึ้นแล้ว คือ มีไฟเกิดขึ้นแล้ว ถึงเราจะยังจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปท่องแต่มาให้บ่อยๆ ก็จะคุ้นกับคำเหล่านี้เอง จะได้รับการซึมซับเข้าไปเองจนจำได้ เพราะอย่างอาจารย์เองนั้นก็ไม่ได้ท่องแต่อาศัยความคุ้นเคยที่มีมานับสิบปีจึงรู้จักคำเหล่านี้ แต่ถ้าหากท่านทั้งหลายกลับไปท่องๆๆ แต่ไปๆ มาๆ หรือนานๆจะแวะเวียนมาสักหนก็จะไม่ต่อเนื่องไม่เกิดความคุ้นเคยที่จะทำความเข้าใจ ต่อให้ไปท่องจนจำชื่อได้ก็จะไม่เกิดความรู้ความเข้าใจ ..ไฟก็ไม่เกิดขึ้นในดวงใจ

และถึงเราจะเรียนทันหรือไม่ทัน รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่เรามีความเข้าใจในขณะที่กำลังเรียนก็ดีแล้ว พอกลับบ้านแม้จะลืมไปหมดก็ช่างเถอะ เพราะพอสัปดาห์หน้ามาใหม่ก็ทำความเข้าใจซ้ำเข้าไปอีก ...เพราะขณะที่สำคัญที่สุดก็คือ ในขณะที่เราศึกษาทำความเข้าใจนั่นแหละจะทำให้เกิดการเก็บตะวันได้

เพราะจากรูปวิถี คือ ตี น ท ปัญ วิ สํ ณ โว ชชชชชชช ตทา ตทา ภ ภ ก็จะเห็นตัว คือเป็นภวังค์เหมือนกัน แต่อำนาจต่างกัน เพราะตัวภวังค์หน้าวิถีนั้นมาทำงานตามหน้าที่ แต่ภวังค์ท้ายวิถีนั้นได้เพิ่มเติมคุณสมบัติลงไปอีก

เพราะในขณะที่รับรู้อารมณ์เช่นรูปารมณ์มาจนกระทั่งพิจารณาอารมณ์ และตัดสินอารมณ์ โดยถ้าหากเรามีวิปัสสนากรรมฐานหรือมีโยนิโสมนสิการตัดสินว่าเป็น นามเห็น ชวนจิตที่แล่นไปก็เป็นกุศล แล้วก็มีการยึดเหนี่ยวอารมณ์ และก็ลงสู่ภวังค์ .. การลงสู่ภวังค์ตรงนี้แหละที่เป็นตัวเก็บวิบากที่จะส่งผลในชาติหน้า ตรงนี้ถ้าหากท่านเห็นถูก รู้ถูก เรียนความจริง ก็เท่ากับท่านกำลังส่งตะวันเข้าไปเก็บไว้เพื่อจะสาดส่องแสงให้ท่านในชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:37:48 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 6


ถ้าหากท่านทำดี เลือกฟังดีๆ เลือกดูดีๆ เพราะชีวิตของเราเลือกได้ อย่างทีวีที่มีตั้งหลายช่องนั้นเราก็เลือกดูช่องที่ดี วิทยุก็มีตั้งหลายสถานีเราก็เลือกฟังในช่องที่ดีฟังคลื่นที่สุภาพหรือคลื่นที่ทำให้เรามีความแยบยลในใจ ก็เหมือนกับเราเลือกรับอารมณ์ ตัดสิน อารมณ์ แล้วก็เสพอารมณ์ที่ดีๆ เหล่านั้นไปก็เท่ากับการเก็บตะวันไป

แต่ถ้าหากเราเลือกไม่ดี เลือกในสิ่งที่เป็นผรุสวาจา ปิสุณวาจา แทนที่เราจะได้เก็บตะวัน ก็กลายเป็นการเก็บตะกอนไป เพราะเราเลือกสิ่งที่ไม่ดีและมีแต่การตัดสินที่ไม่ดี ตะกอนก็จะถูกเก็บเพิ่มไว้ในภวังค์ต่อไป ภวังค์ข้างหน้ากับภวังค์ข้างหลังจึงมีอำนาจที่ต่างกัน เพราะภวังค์ข้างหลังจะอ้วนขึ้นกว่าเดิมเพราะได้เก็บอำนาจเพิ่มเข้าไปจากการเสพอารมณ์ต่างๆ แต่มันจะอ้วนอย่างไรล่ะ ระหว่างอ้วนอย่างมีแสงกับอ้วนอย่างมีตะกอน

ฉะนั้น ก็อย่าลืมว่า ทุกวันที่เราเรียนกันอยู่นี้ แม้จะยังไม่เข้าใจมากมาย แต่เราก็กำลังเก็บตะวันกันอยู่ แม้จะยังไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาแต่ไฟของเรากำลังลุกโชติช่วงพร้อมที่จะไปแผดเผาความโง่ เมื่อใดที่เรามีความพร้อมหรือจังหวะที่จะไปแผดเผาแล้วไฟที่เรามีอยู่ก็จะมาทำหน้าที่เผาความโง่ได้ทันที

จึงมาชวนท่านในวันนี้ก็เพื่อจะให้ท่านเลือกเก็บตะวัน แล้วก็อย่าท้อ ..ซึ่งจริงๆ แล้วก็เชื่อว่าทุกคนไม่ท้อหรอก และถ้าท้อก็คงไม่มากันแล้ว เพราะมันอยู่ที่เรา ..เมื่อเราได้เรียนจนเกิดความเข้าใจแล้วก็รู้จะว่า เราควรจะเดินทางไปทางไหน

จริงๆ แล้วกำลังใจของเราทุกคนยังไม่หมดหรอก และนอกจากจะไม่หมดด้วยตัวเองแล้ว ห้องนี้ยังให้กำลังใจกันอยู่ตลอดเวลา ..แต่อย่าลืมว่า บางครั้งเราต้องกระเตื้องด้วยตัวของเราเองเพื่อเป็นกุศลอสังขาริก อย่าเป็นผู้ถูกชักชวนกันมากนักเลย เรามาเอาความเข้าใจที่เกิดขึ้นแล้วชักชวนตนเองเถอะ เพราะเราอยู่กันอีกไม่กี่วันหรอก เราจึงต้องลุกขึ้นมาเดินทางด้วยตนเอง

ใครชอบใครชังช่างเถิด.. คำนี้ก็ใช้ได้กับการตัดสินใจเลือกเดินทางของเรา เรามีความร่มเย็นในขณะที่เราศึกษาธรรมเพราะเรารู้ว่าภวังค์ของเราอ้วนพีด้วยตะวัน แต่ถ้าหากเราอยู่บ้าน ภวังค์ของเราก็อ้วนพีด้วยตะกอน

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:41:46 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 7



เมื่อวานนี้ก็มีคำถามจากผู้ถามที่เป็นผู้หญิงว่า เวลาใส่บาตรเราจะวางใจอย่างไรกับพระ ..ซึ่งจะขอนำคำตอบบางแง่มาบอกว่า เราไม่รู้ว่าพระจริงหรือพระปลอมก็ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปคิดตรงนั้นเลย เพราะเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ และพระจะซื่อสัตย์หรือไม่ซื่อสัตย์ก็อย่าไปค้นหา เพราะพระก็ยังเป็นปุถุชนที่มีกิเลสที่กำลังปวารณาตนเองมาห่มผ้ากาสาวพัตร์แล้วเดินทาง ส่วนจะเดินผิดทางหรือถูกทางก็เรื่องของเขา เพราะเขาก็คือเขา เราก็คือเรา ...จึงอย่าไปสนใจตรงนั้น เแต่ให้คิดว่า ถ้าอยู่บ้านก็จะเห็นแต่สามี (ผัว) แต่ออกไปเห็นพระ ซึ่งการเห็นสมณะนั้นเป็นมงคลกว่า และการเห็นสามีก็จะมีการยึดว่าเป็นของเรา แต่เมื่อออกไปเห็นสมณะได้เห็นผ้าเหลืองนอกจากจะเป็นมงคลแล้วยังย้ายใจออกไปจากความยึดได้

การที่ได้เรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่กระจายชีวิตออกมาให้เห็นนายช่างผู้สร้างเรือน คือตัณหา ที่พระพุทธองค์ทรงเยาะเย้ยว่า ได้รู้จักนายช่างแล้ว และทำลายนายช่างนั้นได้ จนหมดโอกาสที่จะสร้างเรือนคือภพชาติให้ได้อีก การเรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นการเรียนถึงนายช่างผู้สร้างเรือนและความต่อเนื่องของการสร้างเรือนว่าเป็นอย่างไร เมื่อเราเรียนเข้าใจแล้วและมาเรียนซ้ำแล้วก็อย่าคิดว่าตัวเองแน่ แต่เมื่อรู้จักนายช่างมาแล้วก็หาทางเยาะเย้ยแล้วปลีกออกจากนายช่างออกมาให้ได้สิ..นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนจบแต่ต้องทำให้จบด้วย

เมื่อเรียนเรื่องนายช่างผู้สร้างเรือนก็จะได้ทราบว่า นายช่างนั้นมีวิธีการสร้างเรือนอย่างไร มีการขันน๊อตตรงไหน เราก็จะได้สามารถสะกัดไม่ให้น๊อตไปตกอยู่ในมือนายช่างได้ การสร้างเรือนให้เราก็ไม่สำเร็จแล้วเราก็ยังทำลายเรือนของเราได้อีกทีละนิดๆ คือ ชาติภพที่จะมีต่อไป

หรือการเรียนเรื่องอนุสัยนั้นเราก็จะได้ทราบว่า แม้เราจะไม่สามารถไปค้นหาว่าอนุสัยนั้นอยู่ที่ไหนได้ แต่การที่เรียนแล้วเราก็จะรู้ว่า ภายใต้จิตที่เราเรียนมาตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ นั้นมันมีทั้งจิตดีและไม่ดี จิตชั่วและไม่ชั่ว ซึ่งชักจูงให้เราเห็นความจริงว่า จิตมีสภาพแตกต่างกันออกไป เช่น จิตเลว(อกุศล) จิตดี(มหากุศล) จิตดีมาก (มหัคคตกุศล) จิตดีเยี่ยม (โลกุตรกุศล) เป็นต้น

จิต ๘๙ ดวง เป็นอวิริยะจิตเสีย ๑๖ เป็นจิตที่มีวิริยะ ๗๓ ดวง และวิริยะจิตที่ควรฝึกก็มี ๒๑ ดวงเท่านั้นเอง คือ มหากุศล ๘ มหัคคตกุศล ๙ มัคคจิต ๔ เมื่อเรามาเรียนเรื่องอนุสัยคือ ภวราคานุสัยก็จะได้ทราบว่า วิริยะ ๙ คือ มหัคคตกุศล นั่นแลคือ ภวราคานุสัย ..ก็จะเห็นว่า จิตที่เราเรียนในปริจเฉทที่ ๑ แล้วยอมรับว่า เป็นจิตที่ดีมาก (มหัคคตกุศล) พอมาถึงปริจเฉทที่ ๗ ก็จะพบความไม่ดีที่ซ่อนอยู่ในจิตชนิดนั้นที่ยังมีความยินดีในภพทั้งรูปภพและอรูปภพ จึงอาศัยความเพียรอย่างโดดเด่นที่จะทำให้ได้มาซึ่งฌานหรืออรูปฌาน และยังรักษายึดหน่วงไว้ด้วย จึงเป็นความเพียรที่จะทำให้เกิดในภพที่สูงขึ้นคือ พรหมภูมิ

ดังนั้น เมื่อเราเรียนแล้วก็จะเห็นว่า ความยินดีที่เกิดขึ้นในตอนแรกว่า จิตชนิดนี้ดี แต่เมื่อเรียนเข้าไปในพระสัพพัญญุตญาณก็จะเห็นว่า ในความเพียรที่จะทำความดีเช่นนั้นเป็นความเห็นผิดอีกแล้วว่าดี และพระองค์ก็ทรงกระจายเข้าไปอีกว่า ในความที่มีอยู่ ๓๑ ภูมินั้นล้วนเป็นทุกข์ การไม่มีขันธ์จึงจะเป็นบรมสุขที่สุด นิพพานเท่านั้นประเสริฐที่สุด การที่ทำฌานได้ก็ยังมีอนุสัยที่เป็นตะกอนอยู่และยังมีอำนาจเข้ามาทำงานผลักดัน

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:42:08 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 8



ก็จะทำให้เห็นว่า การเรียนปริจเฉทที่ ๗ ก็เป็นการดึงจิตขึ้นมาพูดอีกแล้วด้วยการชำแรกออกเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดีว่ามีความขุ่น ความเปื้อน และความเหม็นที่ถูกฉาบอาบไว้ด้วยอนุสัยนั้นน่ากลัว ท่านอาจารย์มนต์ทิพย์บอกว่า ผู้ที่เข้าใจปริจเฉทที่ ๗ นั้น จะไม่อยากทำอะไรเลย จิตจะมีความไม่พล่านไม่เดือด มีการหยุดเพราะรู้ว่าการก้าวไปกระทำกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งนั้นทำให้มีภพเกิดขึ้น เพราะผู้ที่เข้าใจจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เพราะมาจากเหตุอะไร และทำเหตุเช่นนี้จะมีผลเป็นอย่างไร เป็นการที่รู้ทั้งเบื้องและเบื้องหน้า จึงมีความไม่ประมาทไม่กล้าเสี่ยงอะไรอีกต่อไปแล้ว

การเรียนปริจเฉทนี้จึงไม่ใช่ปริจเฉทที่สูงเกินเอื้อม แต่เป็นปริจเฉทที่กระจายชีวิตให้เรานั้นหยุดก้าวพลาด ก้าวถลำ หยุดกรรมสร้างกรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก ...ซึ่งในขณะนี้หลายท่านกำลังเริ่มต้นปริจเฉทที่ ๑ บางท่านก็กำลังเรียนปริจเฉทที่ ๗ ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้กำลังพาท่านเผด็จชีวิตให้ออกไปจากความเห็นผิดนั่นเอง

เมื่อความที่เคยเป็นเราถูกกระจายออกไปเป็นจิต เจตสิก รูป ..ความรู้เช่นนี้เมื่อเรามาดูจากวิถีจิตก็จะเห็นว่า เมื่อเราเรียนแล้วพอจะเข้าใจ ภวังค์ท้ายวิถีของเราก็จะอ้วนพีด้วยความรู้ที่ถูกเติมเข้าไปเก็บไว้ เป็นการอ้วนพีด้วยความเข้าใจและกุศล ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ก็จะตามข้ามภพไปได้

แต่สิ่งที่เราท่องๆๆ เพื่อให้จำได้แต่ไม่เข้าใจ เช่น จำว่า ก.ไก่ ๆๆ ก็จะเป็นสิ่งไร้ค่า เพราะถ้าหากเราเกิดต่อไปในชาติหน้าแล้วไปอยู่ในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาไทย ความคุ้นเคยในบัญญัติก็จะไร้ค่าเพราะไม่มีโอกาสใช้ ก.ไก่ แต่ใช้ a b c d e แทน

แต่ความเข้าใจนั้นไม่ว่าจะไปเกิดตรงไหน ความเข้าใจก็ยังเป็นแสงสว่างของชีวิตได้ตลอดเวลา ไฟก็ยังคงเป็นไฟอยู่ ฉะนั้น เรื่องราวของการเก็บตะวันก็หวังอย่างยิ่งว่า จะเป็นอำนาจแห่งการกระตุ้นเตือนและทำให้ท่านไม่สะเทือนไปในบาป คือมีการเลือกทำในสิ่งที่ดีทั้งการเห็น ได้ยิน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้ ภวังค์ที่ท่านเลี้ยงไว้ก็จะอ้วนพีเหมือนท่านได้เก็บตะวันและทำลายตะกอน แต่คนส่วนมากกำลังเก็บตะกอนโดยที่ขาดแสงตะวัน..ชีวิตจึงต่างกัน และเราทุกท่านก็ต่างจากคนอื่นแน่นอน เพราะเรากำลังเดินทางไปบนเส้นทางที่เราเลือกอย่างที่พูดว่า สุดแต่ใจจะไขว่คว้านั่นเอง

ขออนุโมทนากับทุกท่าน ขออำนาจกุศลผลบุญและเจตนาที่ท่านตั้งใจที่จะมาสร้างแสงตะวัน และแสงแห่งธรรมให้เข้าไปสู่จิตใจ ขอให้แสงเหล่านั้นสาดส่องชีวิตให้ท่านมีนิมิตหมายอันมั่นคงตรงต่อทางมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ.


โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2551 , 15:42:38 น.] ( IP = 125.27.173.6 : : )


  สลักธรรม 9

ขออนุโมทนาอย่างยิ่งในการกระทำงานอันเป็นกุศลกรรมนี้ของน้องกิ้ฟ และเห็นได้ชัดถึงความเสียสละอันเกิดจากจิตเมตตาของน้องกิ้ฟนั่นเอง ที่ทำให้การงานที่มีมาในกระทู้นี้ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อให้ผู้เข้ามานั้นได้อ่านและรับรู้ไปด้วยกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอภิธรรมมูลนิธิ โดยที่น้องกิ้ฟนั้นไม่ท้อแท้ต่อความเหนื่อยยากเลย น่าสรรเสริญจริงๆครับ

ได้อ่านอย่างตั้งใจตลอดจนจบ และก็ได้เก็บเกี่ยวประโยชน์เข้ามาย้ำเตือนตนเอง เพื่อความมั่นคงและความก้าวหน้าในธรรมต่อไปครับ

โดย พี่เณร [28 ก.ค. 2551 , 17:53:04 น.] ( IP = 58.9.152.174 : : )


  สลักธรรม 10

การเปรียบเทียบบุญกับหลอดไฟ ทำให้เห็นชัดว่าผู้ที่ทำบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญาจะทำให้มีชีวิตไม่มืดบอด มีแสงธรรม เป็นเครื่องนำทางชีวิต

และอยู่ที่การกระทำของเราเองที่จะเลือกแบบไหน...ระหว่าง เก็บตะวัน กับ เก็บตะกอน

กราบขอบพระคุณในคำสอนของท่านอาจารย์ค่ะ

อนุโมทนากับงานกุศลที่น้องกิ๊ฟนำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [28 ก.ค. 2551 , 22:24:34 น.] ( IP = 58.8.50.86 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org