มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำปัจจุบันให้ดี..ที่ห้องใจภักดิ์รักกุศล









ทำปัจจุบันให้ดี..ที่ห้องใจภักดิ์รักกุศล


ขออนุโมทนากุศลกับทุกๆ ท่าน ที่มาสวดมนต์ทำวัตรเช้าเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแจกจ่ายธรรมต่างๆ ให้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติเพื่อหลีกละลดและเลิกจากชีวิตที่ต้องสัญจรไปมาจากกิเลสกามที่เวียนว่ายไปตามอารมณ์ต่างๆ

การมาใช้ชีวิตเริ่มต้นในวันนี้ให้อยู่ในคุณงามความดีให้มีการประพฤติปฏิบัติเป็นไปด้วยกุศลผลบุญและอาศัยกุศลนั้น เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าและสร้างชีวิตให้เกิดความรอบรู้ที่จะได้เป็นกำลังของชีวิตผลักดันออกไปจากความยึดติดคือตัณหาและอุปาทานให้รอดพ้นไป

เพราะการรอดพ้นไปจากทุกข์ได้แก่การสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดไปนั่นเอง และเมื่อเราได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าและกล่าวคำแผ่เมตตาแล้ว ก็จะขอพูดถึงเรื่องการแผ่เมตตาว่า ..

ในการแผ่เมตตาของเราที่พูดว่า "ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย"

คำกล่าวคำแผ่เมตตานี้เป็นภาษาที่ละมุนละไมเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งภาษาบาลีที่เราแปลออกมานี้ล้วนเต็มไปด้วยอรรถะและพยัญชนะ อันงดงามในเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย และเป็นคำที่โน้มน้าวให้ใจของเราสงบร่มเย็น และยังเอาความร่มเย็นความเป็นสุขเจือจานไปยังผู้อื่นด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ส.ค. 2551 , 23:53:28 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



"ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย " ..ลองนึกถึงคำนี้สิว่า ถ้าหากเราทุกคนในโลกนี้สามารถกระทำเหมือนกับคำกล่าวนี้ได้ โลกนี้ก็จะร่มเย็นเป็นสุข

"ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย" ..ถ้าหากโลกนี้ทั้งโลกทำได้อย่างที่พูดพร้อมๆ กันทุกคน สงครามโลกคงไม่มี มหันตภัยอันเปิดขึ้นจากโอษฐภัยก็คงไม่มี

"ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย ของจงมีความสุขกายสุขใจฯ" ...คำพูดนี้มีผู้ที่พูดได้มากมาย แต่ผู้ที่พูดออกมาแล้วทำได้ด้วยนั้นจะไม่มีใครเหนือไปกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ..คือพระองค์ท่านตรัสแล้วทำได้ และก่อนที่จะตรัสออกมานั้นพระองค์ท่านก็ทำได้ก่อนแล้ว เมื่อทำได้แล้วจึงนำมาสั่งสอนให้พุทธบริษัททั้งหลายประพฤติและปฏิบัติตาม

เราจะเห็นได้ว่า นอกจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นสมเด็จพระบิดาแห่งชาวพุทธทั้งหลายจะหาใครทำได้อย่างพระองค์ที่เป็นตัวอย่างทั้งเป็นผู้ให้..ให้ได้ทุกอย่าง ให้ทั้งตนเองและผู้อื่น เพราะท่านทำตนเองให้มีพร้อมแล้วแผ่ความพร้อมไปสู่ผู้อื่น แต่อย่างเราๆ นั้นถึงจะกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกไปก้เท่ากับระงับเวรระงับภัยได้ในขณะที่พูดเท่านั้นเองคือในขณะที่กล่าวคำแผ่เมตตา แต่พอหลุดออกมาจากการแผ่เมตตาแล้วเราก็สร้างเวรสร้างภัยให้แก่ตนเอง และก็สร้างเวรสร้างภัยให้กับผู้อื่น แต่ก็ยังดีที่เรายังมีเวลาหยุด เพราะเราได้เรียนรู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว

แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนว่าบาปบุญคุณโทษเป็นอย่างไร ดีชั่วเป็นอย่างไรและแตกต่างกันอย่างไร ก็จะเห็นได้จากคนภายนอกที่ก่อเวรก่อภัยกันไม่จบไม่สิ้น ..เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วเราก็จะเห็นได้ว่า ชีวิตนั้นเกิดมาแตกต่างกันจริงๆ อุปนิสัยอัฌชาสัยก็แตกต่างกันจริงๆ บางคนรู้ก็รู้มากแต่ทำได้น้อย เช่นรู้เรื่องกรรมเรื่องวิบากรู้ไปสารพัดแต่ทำได้น้อยคือไม่เอาไปวิเคราะห์หรือเอาไปคิด แต่เวลาที่คิดก็คิดเป็นบัญญัติทั้งนั้นเลยหรือคิดไปในเรื่องราวที่เป็นวิบากเป็นผลของผู้อื่นแต่นำมาคิดจนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมโหฬารและบานปลายออกไปทำให้เกิดความเดือดร้อน

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:54:02 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำที่เรากล่าวว่า "จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย" ก็จะเห็นได้ว่านี่ไงการเดินไปบนเส้นทางสายไหมอันปูลาดไว้ด้วยหิริโอตตัปปะเป็นต้นนั้นเราทั้งหลายก็ยังทำกันไม่ได้ ดังนั้นที่สุดท้ายของความสุขคือบรมสุขที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้นั้นจึงยังอยู่ไกลเหลือเกิน มองอย่างไรก็ไม่เห็น นึกอย่างไรก็นึกภาพไม่ออก หรือว่าจะเรียนรู้แล้วแต่ก็ยังไปไม่ได้เพราะมีอุปสรรคคือกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นตัวชักใยใจของเราให้หมกมุ่นวุ่นวายอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ต่างกับชีวิตที่หลวงพ่อท่านบอกว่าเป็นชีวิตห่อหมก

ชีวิตห่อหมก คือ ห่อไว้ด้วยอาสวะกิเลส แล้วหมกตัวเองอยู่ในความลุ่มหลงงมงาย ในเนื้อเรื่องหรือเรื่องราวที่กระทบมาทางทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ..พวกเราจึงเป็นชีวิตห่อหมกอย่างที่หลวงพ่อท่านบอก

และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วก็จะทราบว่าเราได้เดินทางกันมานานแล้ว บ้างก็เรียนมาก บ้างก็ปฏิบัติมาก และเราทุกคนก็มากด้วยวันและเวลาที่ผ่านมากันทั้งสิ้น เพราะใช้ชีวิตซ้ำซากอยู่กันมาคนละกี่ชั่วโมง กี่วันแล้ว เช้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ออกไปทำงาน ไปธุระไหนๆ ไปทานข้าวกลางวัน ทานข้าวเย็น พอตกลางคืนก็นอน โดยไม่ได้หนีไปจากวัฏจักรของชีวิตเหล่านี้เลยแต่มีเรื่องราวเข้ามาแทรกแซงเพิ่มในแต่ละวันอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือการแก้ไขทุกข์ทั้งสิ้นโดยที่เราไม่รู้ว่า นี่คือความทุกข์

นี่คือวัฏฏะภัยที่ผู้รู้เท่านั้นจะเห็นว่า ความจำเจซ้ำซากของชีวิตเหล่านี้จริงๆ แล้วมันน่าเบื่อหน่าย และนอกจากน่าเบื่อหน่ายแล้วก็รู้ว่าขืนอยู่ต่อไปจะเป็นอันตรายมาก เพราะเราไม่สามารถจะบอกตัวเองได้เลยว่า จะหยุดทำชั่วได้หรือยัง ผู้ที่สามารถบอกได้ว่าหยุดชั่วได้แล้วก็มีพระโสดาบันเป็นต้นเพราะท่านสามารถประหานกิเลสออกไปมีโลภะทิฏฐิคตสัมปยุตและวิจืกิจฉาออกไปได้หมดสิ้นแล้ว เป็นการกระทำกิเลสที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิดและความลังเลสงสัย แต่สำหรับเราๆ ท่านๆ นั้นยังมีหนทางอีกไกล แต่ก็เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาบ้างแล้วคือใกล้ด้วยความรู้ คือรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว

ก็จะเห็นได้ว่าชีวิตมีความน่ากลัวจริงๆ นอกจากความน่ากลัวเหล่านี้แล้ว ก็จะมีความน่ากลัวของการเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิที่เราได้ศึกษากัน ถ้าหากมีการนำความรู้ความเข้าใจมาปฏิบัติมามองโลกทั้งโลกของตนเองและภายนอกให้ออกก็จะสามารถสงบใจของเราได้ ไม่ก่อเวรก่อภัยให้กับตนเองและผู้อื่น ...เมื่อเป็นเช่นนี้ได้จึงเรียกว่า ใจเราร่มเย็นเป็นพอ เพราะเราแก้ไขใครไม่ได้หรอก แต่เราสามารถแก้ไขใจของเราได้

ถ้าหากเราแต่ละคนในโลกนี้หยุดการแก้ไขที่ตนเอง ก็รับรองได้ว่าไฟกิเลส ไฟราคะที่มันแผดเผาโลกนี้ก็จะร้อนยิ่งกว่าภาวะโลกร้อนเสียอีก เพราะเมื่อโลกร้อนแล้วเรามาอยู่ในห้องแอร์ ความเย็นของแอร์ก็ยังช่วยให้หายร้อนได้ แต่ไฟกิเลสที่เผาอยู่ในใจนั้นถึงให้เปิดแอร์จนเย็นฉ่ำมากกว่านี้จนอุณหภูมิติดลบมันก็ยังเผาใจได้

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:54:26 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 3



วันนี้จึงมากระตุ้นเตือนบอกท่านว่า คำแผ่เมตตาที่เราแผ่กันบ่อยๆ นั้นเราทำได้หรือยัง และก็เหมือนกันกับสิ่งที่เราบอกว่าเราสอนได้ เรียนเข้าใจได้ ..แต่เราทำได้หรือยัง เช่น ขันติ ..ความอดกลั้นต่อความลำบาก อดกลั้นต่ออารมณ์ อดกลั้นต่อทุกขเวทนาเป็นต้นนั้น เรารู้ว่า "ขันติ" สะกดมาจากพยัญชนะและสระอะไรซึ่งอ่านง่ายแต่ยากที่จะกระทำ โดยเฉพาะอดกลั้นต่ออารมณ์ แต่ก็จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ทำไม่ยากถ้าหากให้เวลากับตนเองสักนิดนึงด้วยการ"คิดก่อนพูด "

ดังที่หลวงพ่อท่านบอกไว้ว่า ควรคิดก่อนที่จะพูดหรือวิจารณ์อะไร โดยที่เอากรรมมาร่วมกับการคิด เอากรรมมาร่วมกับการวิจารณ์ ก็จะเป็นการคิดเรื่องกรรมและวิบากของสัตวโลก และวิจารณืไปด้วยเหตุและผลคือ นี่เป็นกรรม นั่นเป็นวิบาก คนนั้นกำลังทำกรรม คนนี้กำลังได้รับวิบาก อันนี้เป็นวิบากและกรรมของเขา ...ถ้าหากคิดเช่นนี้โลกนี้ก็จะมีสันติสุขแน่ๆ แต่ถ้าคิดไม่ได้เช่นนี้ก็ต้องคิดต่อไปว่าจะพูด แบบไหนดีล่ะ? ก็มีกลอนที่เขียนไว้ในการพูดแบบต่างๆ ที่จะนำมาอ่านให้ฟังว่า

พูดแบบไหน

ลวดลายกรรมการพูดพิสูจน์ผล
ว่าใจคนพูดนั้นเป็นไฉน
พูดด้วยธรรมนำความร่มเย็นใจ
หรือพูดให้ร้อนเร่าเผาจิตดี

อ้างเอ่ยธรรมนำเรื่องให้เรืองรุ่ง
จูงใจมุ่งสร้างสรรค์ความสุขี
แล้วเติมต่อส่อเสียดเบียดวจี
ปลุกใจปรี่แรงโหมเข้าโรมรัน ฯ

(อ่านต่อที่นี่)

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:54:44 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 4



นี่ก็คือเรื่องของการพูดที่จะเห็นได้ว่าทั้งตัวเรา คนอื่น และส่วนรวมนั้น บัดนี้มีเรื่องคำพูดที่เป็นภัยมากมาย เพราะพูดด้วยความไม่กลั่นกรอง และบางครั้งเราก็รู้ไม่จริง

ถ้าหากเรานึกถึงคำเตือนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเตือนไว้ตั้งแต่ยังทรงพระชนม์อยู่ว่า ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด เมื่อจำเป็นจะต้องพูดควรพูดด้วยสติและปัญญาเว้นกั้นจากตัณหาและอวิชชา และพูดให้น้อยที่สุดผิดจะน้อยที่สุด

และนอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเตือนว่า "อย่าเชื่อ" ทุกวันนี้เราตกเป็นผู้บริโภคข่าวทั้งทางหูและทางตา จึงอย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยผู้พูดน่าเชื่อ อย่าเชื่อโดยอนุมานเอา อย่าเชื่อโดยคิดว่าเขาเป็นครูของเรา อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ ฯ .. แต่เมื่อใดจะเชื่อต้องเชื่ออย่างมีเหตุมีผล

และความมีเหตุผลในที่นี้ขอใช้คำว่า ตาเห็นเอง หูได้ยินมาเอง ไม่ใช่ฟังต่อมา กระแสที่ต่อมานั้นมันเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไปได้ ตอนนี้ทุกคนก็รู้ๆ อยู่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เราห้ามใครไม่ได้หรอกแต่ในฐานะที่เราศึกษาพระอภิธรรมซึ่งเป็นธรรมชั้นสูงแล้วรู้ว่าธรรมนี้ให้ผลอย่างไร ..คือให้ผลกับตนเอง ทุกอย่างเป็นบาปเป็นบุญเพราะเมื่อขึ้นวิถีแล้วชวนะเริ่มต้นเป็นบาปเป็นบุญนั้นจะมีผลมากมายมหาศาลที่ส่งให้แก่เราอย่างไม่มีวันหยุดเลย

บาปของเราไม่มีการเว้นโทษให้เราเลยบางครั้งที่เราทำผิดต้องได้รับโทษเรายังได้รับการอภัยโทษ แต่บาปไม่เคยอภัยโทษใครนอกจากคนนั้นจะไม่เกิด เมื่อยังเกิดอยู่บาปก็ยังตามล่าอยู่ อย่าลืมนะว่าแม้แต่วจีกรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้ มันตามล่า ถ้าหากเคยพูดปดมาก็ดูสิ..ฟันไม่เรียบ ไอตัวร้อนจัด ลูกตาไม่อยู่ในระดับปกติ มีกลิ่นตัวเหม็นรุนแรง มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ..เห็นไหมว่าแค่การพูดนั้นยังตามให้ผลอย่างน่ากลัวซึ่งเป็นบุคลิกภาพอันสำคัญของเราทั้งนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:55:02 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 5



และถ้าหากเราพูดโกหกๆ ส่อเสียดซ้ำๆๆๆ หากจินตนาการแล้วสักชาติหนึ่งนั้นอาจมีหนอนร่วงลงมาจากปากของเราก็ได้ เพราะเราไม่ได้เว้นกั้นจากการพูดที่ไม่ดี ฉะนั้นถ้าใครเขาไม่หยุด เราก็หยุดกันเถิด ใครเขาจะพูดอย่างไรมีอะไรมาเล่าก็ช่างเขา ..ให้เรารู้แค่ตา หรือรู้แค่ฟังแต่อย่าพูดต่อ และถ้าอยากพูดมากจริงๆ ก็เข้าห้องน้ำไปนั่งพูดกับตัวเองแล้วเรื่องราวจะน้อยที่สุด "โอษฐภัย" นั้นน่ากลัวนะ มันทำลายตน ทำลายผู้อื่น และทำลายประเทศชาติ

ขอให้หยุดเสียเถิดเพราะอย่างน้อยก็รักตัวเองบ้าง แม้เราจะเห็นผลของวจีทุจริตในชาตินี้ไม่ได้ แต่ชาติหน้าและชาติต่อไป ถ้าเกิดมาตาเขตาเหล่ก็ดูไม่งามแล้วแม้จะแต่งตัวเสียดีแค่ไหนแต่ตาเขก็คงดูไม่ดี หรือแต่งตัวเสียดีแต่ฟันไม่เรียบ ฟันเกไปเกมา หรือถึงจะดัดฟันได้แต่เราก็รู้สิว่าพืชเชื้อแท้จริงนั้นฟันไม่เรียบ เราหลอกใครได้แต่หลอกตัวเองไม่ได้ และเมื่อเราเรียนรู้ถึงเรื่องกรรมและวิบากแล้วเมื่อหันไปดูฟันก็จะรู้อยู่แก่ใจว่า ..อดีตโกหกเป็นบ้าเลย ..อดีตมุสาหรือผรุสวาจาไว้มากเลย อย่างนี้เป็นต้น

เราอาจจะอายใครก็ประเดี๋ยวเดียว แต่เมื่อเรารู้อยู่แก่ใจอย่างนี้เราอายตัวเองไปตลอดและหนีตัวเองไม่พ้น หรือบางคนที่เกิดมาแล้วพอฟันแท้ขึ้นได้ไม่เท่าไหร่ก็หกล้มจนฟันหลอ..อย่างนี้ก็อาจคิดได้ว่าโกหกไว้ไม่น้อยเลยเพราะอาการหนักกว่าฟันไม่เรียบ คือไม่มีโอกาสไม่เรียบแต่บุ๋มหายไปเลย หรือกลิ่นตัวเหม็นรุนแรงที่เวลาเดินไปไหนก็คอยยกแขนดมกลิ่นตัวเองอยู่ตลอดว่าเหม็นหรือยัง อาการอย่างนี้เป็นผลของวจีทุจริตทั้งนั้นเลย ชีวิตของเราจึงน่ากลัวเพราะเราทำกรรมอะไรไว้ผลมันมาโชว์หมดเลย

และจะเล่าให้ฟังอีกเรื่องนึงว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของยายของลูกศิษย์คนนึง ซึ่งก่อนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษนั้นก็ได้ทราบเรื่องความเจ็บป่วยนี้มาก่อนแล้ว คือลูกศิษย์คนนี้จะรายงานให้ทราบเสมอว่าตอนนี้ยายเป็นอย่างนั้น ยายสั่งอย่างนี้ให้คอยดูแลซึ่งได้รับปากกับยายไว้มากมาย และไม่อยากให้ยายเจ็บ ก็เลยบอกว่าเขาว่า เราไม่อยากให้ยายเจ็บก็จริงแต่ถ้าหากอดีตกรรมส่งผลมาให้เจ็บมันก็ต้องเจ็บ ไม่มีใครช่วยใครได้เต็มที่ แต่กรรมนั่นแหละเต็มที่กับผู้ทำ

หลังจากที่กลับมาจากอังกฤษแล้ว เขาก็โทร.มาถามเลยว่าหายเหนื่อยหรือยัง ก็บอกว่าไม่เหนื่อยหรอกแต่เมื่อยมากกว่าเพราะเดินมาก แล้วก็เลยมาเมื่อยใจที่ถูกล้วงกระเป๋าเพราะกรรมมาตามล่า อย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่านึกถึงเรื่องถูกล้วงกระเป๋าแต่ก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้คนที่ไปด้วยต้องทุกข์กับเรามาก และตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกกับเรื่องการถูกล้วงกระเป๋านั้นแล้ว จากนั้นเขาก็เลยเล่าว่า ยายเสียแล้ว ซึ่งเผาศพไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขาบอกว่าอาจารย์ไม่ต้องไปงานหรอกเพราะไกล ก็เลยบอกเขาไปว่าให้ทำหน้าที่สุดท้ายเพื่อยายให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:55:18 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 6



แล้วเขาก็บอกว่ามีเรื่องกังวลใจ เพราะเขาเป็นผู้รับปากกับยายว่า ถ้าหากป่วยก็อย่าพาไปโรงพยาบาลนะ ซึ่งเขาก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าได้ แต่ในที่สุดเมื่อเห็นว่าอาการหนักมากก็เลยพาส่งโรงพยาบาล พอไปถึงโรงยาบาลแล้วยายก็ถูกเจาะคอแล้วใส่ท่อ พอเขาเข้าไปเยี่ยมยายก็สะบัดหน้าใส่เขาแล้วก็ชี้ที่คอที่ท่อ ตอนนี้เขาเล่าว่า อาการที่ยายแสดงออกมานี้เหมือนจะบอกกับเขาว่าเพราะแกน่ะแหละที่ทำให้เป็นแบบนี้ เขาก็เลยต้องหลบหน้ายายแล้วเอาน้ามาออกหน้าแทน

หลังจากที่ใส่ท่อได้สามวันยายของเขาก็ทุรนทุรายดิ้นพลาดๆ ทั้งที่อายุแปดสิบกว่าแล้วก็ยังถูกมัดทั้งมือทั้งขาเพื่อไม่ให้ดิ้น แต่เมื่อยิ่งมัดก็ยิ่งดิ้นและดิ้นจนกระทั่งมีทั้งรอยห้อเลือดและเขียวมากที่ผิวเนื้อ พวกลูกหลานก็เลยยิ่งสงสาร แต่ถ้าหากแกะมือออกปุ๊บก็จะดึงท่อเลยและอาจทำร้ายตัวเองอีก แพทย์จึงได้ผูกไว้และพวกเขาก็จึงได้แต่ยืนดู ด้วยความสลดใจและสงสารมากมาย เขาพูดออกมาเลยว่า เขาเชื่อกรรมแล้วตอนนี้

(ซึ่งมักได้ยินคำพูดเช่นนี้จากคนอื่น และบางครั้งเวลาที่คุยกับบางคนก็จะมีคำบอกว่าอาจารย์รู้ไหมว่าอย่างนี้น่ะมันกรรมชัดๆ ..ก็ได้แต่คิดในใจว่า ใช่ และก็มีอาการของมานะแสดงออกมาด้วยว่า รู้ก่อนผู้พูดเสียอีก เพราะโดยปกติแล้วจะเป็นคนที่ไม่พูดอะไรออกไปอย่างนี้เช่น แย่จัง หรือเพราะอะไรนะทำไมจึงเป็นอย่างนี้? เพราะรู้ว่ามันเป็นเรื่องของกรรมนั่นไง เมื่อเราเรียนแล้วเราก็ต้องเอามาใช้ แต่ส่วนมากเรามักจะมีคำถามเสมอว่า ทำไม ? เพราะอะไร? คำตอบก็คือ เพราะกรรมที่ได้เรียนมานั่นแหละ แต่ไม่ได้นำมาใช้กันเอง)

เมื่อเขาบอกว่า เชื่อเรื่องกรรมแล้ว และเขาก็บอกต่อว่า เขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นกรรมอะไร ก็นึกในใจว่าถ้าดูออกก็คงเก่งมากเพราะเรื่องการดูอย่างนี้ต้องใช้อำนาจของอภิญญาจิตดูย้อนไปในอดีตชาติ เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงคำของหลวงพ่อว่า "คำพูดฟ้องปัญญา กิริยาฟ้องขันติ " คนเรานิ่งเสียอย่างเดียวก็ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้หรือไม่รู้ แต่คำพูดที่พูดออกมานั้นมันจะฟ้องถึงปัญญาออกมาว่ามีมากหรือมีน้อย

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:55:39 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 7



ตอนนั้นก็รู้สึกสงสาร แต่ตอนที่เขาโทร.มาบอกนั้นก็รู้มาก่อนแล้วเพราะหลวงพ่อท่านบอกว่าท่านไปดูมา แต่สุดความสามารถที่ท่านจะช่วย ท่านได้แต่มองดูแล้วตั้งใจที่จะหนีไปจากกรรมชั่วๆ นั้น เพราะลึกไปในอดีตชาติของยายนั้นเคยเป็นคนฆ่าวัว โดยเป็นคนผูกขาผูกมือมาตลอด ก็เลยถามเขาไปว่าลองนึกดูนะวัวที่มันเดินไปเข้าปลักเนี่ยมีการยึดที่ไหนบ้างที่ไม่มีการดิ้น เมื่อมันจะตายมันก็ดิ้นทั้งนั้นเลย ฉะนั้นอำนาจกรรมนั่นแหละมาเปิดโฉมให้ผู้รู้ได้เห็น ได้เห็นว่ากรรมมีบทบาทลีลาแตกต่างกันไปในละครชีวิต

การที่ถูกมัดขาก็เหมือนกับวัวที่ถูกยึดขาไว้ และเมื่อยึดแล้ววัวก็ยังดิ้นพราดไปมา ฉะนั้น การที่ถูกยึดนั้นก็คืออาการที่เคยยึดวัวมา และที่ต้องถูกใส่ท่อก็เพราะเวลาที่ฆ่าวัวนั้นเขาจะต้องมีการแทงคอก่อนเพื่อรองเอาเลือดแล้วก็ทุบหัว ..สิ่งเหล่านี้แหละที่มันส่งผลมาให้ยายของเขาก่อนตายให้ได้ต้องได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสแบบนั้น ..ก็เลยบอกกับเขาไปแล้วเขาก็เข้าใจ

ต้องบอกว่าขณะที่เล่าให้เขาฟังนั้นตัวเองก็กลัวคือกลัวบาปและกลัวผลของบาป และก็บอกเขาต่อว่า นี่แหละดูแล้วก็ให้เป็นบทเรียนของชีวิต และตอนนี้เวลาของเราเหลือน้อยแล้วนะ คนใกล้ตัวที่ตายไปๆ น่ะก็เป็นเสมือนสัญญาณที่บอกกับเราแล้ว แต่เราล่ะเตรียมพร้อมกับการเดินทางหรือยัง ..ก็ถามเขาไปแบบนี้

แล้วก็บอกเขาไปว่า ชีวิตงานทางโลกนี่แหละที่เราไม่ทำไม่ได้ แต่ทำแล้วก็อย่าไปหมกมุ่นวุ่นวายกับมันมาก ปลีกเวลาออกมาสิ และไม่จำเป็นต้องมาที่มูลนิธิเพราะเรียนไปมากแล้ว ซึ่งการทดสอบในเรื่องปริยัตินั้นก็ได้คะแนนดีด้วย ตอนนี้ก็เหลืออยู่ที่การนำไปปฏิบัติ คือเจริญสติบ้าง ใช้ชีวิตหยุดยั้งยังประโยชน์บ้าง

ฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า วิบากนั้นมันไม่เลือกชั้นวรรณะ วิบากไม่มีหูไม่มีตาหรอกว่ากำลังทำดีอยู่ เมื่อถึงเวลาให้ผลมันก็มาให้ผลจริงๆ แม้จะอยู่ในห้องนี้มันก็มาให้ผลได้ถ้ามันสุกงอมพร้อมที่จะให้ผล เมื่อมีโอกาสเปิดให้เขา เขาก็ส่งผลแน่ จึงบอกว่า ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว

และชีวิตทุกวันนี้มีเรื่องราวสลับซับซ้อนอยู่มากมาย จึงมีข้อคิดไว้บนกระดานว่า ..

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:56:06 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 8



ห้องใจภักดิ์รักกุศล


เมื่อเราก้าวมาถึงวันนี้ เป็นช่วงเวลาของชีวิต เราพบว่า ตัวเรากำลังพยายามจดจำช่วงเวลาที่ดี และพยายามลืมช่วงเวลาที่เลวร้าย

เราจะพบว่า ตัวเองกำลังคิดถึงอนาคต และเริ่มกังวลว่า "ฉันจะทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด? หรือสิบปีข้างหน้าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนะ? " นี่คือความคิดของพวกเรา

แต่อย่ากังวลใจให้มากเลย เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะกังวลอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ควรคำนึงถึงการก้าวไปด้วยสติและปัญญาอย่างรอบรู้ในความดีเลว ดีกว่าจะมัวคิดถึงอดีตและอนาคต โดยที่ไม่ทำปัจจุบันให้ดีเลย

บุษกร เมธางกูร
๓ สิงหาคม ๒๕๕๑

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:56:42 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 9



เมื่อมาถึงวันนี้ทุกคนได้มี "จุดหมาย" เพราะวันนี้และตรงนี้เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่จะพบว่า ตัวเรากำลังพยายามจดจำสิ่งที่ดี คือจำว่าเครื่องหมายเหล่านี้คือ อกุศล ๑๒ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ มหากุศล ๘ เป็นสิ่งที่ควรทำ และกุศลญาณสัมปยุตเป็นสิ่งที่ควรจะทำมากๆ เป็นอสังขาริก

และจำว่าเรื่องของวิบากเป็นอย่างไร วิบากมีทั้งฝ่ายอกุศลและกุศล เราจึงจดจำสิ่งที่ดีๆ เอาไว้ และพยายามลืมช่วงเวลาที่เลวร้าย คือไม่อยู่กับอดีต พยายามลืมเรื่องต่างๆไปแล้วเราจะพบว่าตัวเองได้คิดถึงอนาคตว่า เราตายแล้วจะไปไหน? จะได้ไปหนุนตักพ่อไหม? หรือบางคนอาจคิดว่าเวลาฉันป่วยแล้วอาจารย์จะไปเยี่ยมไหม จะไปให้อารมณ์ไหม? มรณาสันนกาลของฉันจะเป็นอย่างไร? มรณาสันนวิถีฉันจะเป็นอย่างไร? ..นั่นคือการที่คิดถึงอนาคต แล้วก็เริ่มกังวลว่าฉันจะทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด?

บางคนวางแผนเตรียมตัวตายให้ดีก็มี วางแผนอนาคตว่าออกมาจากที่ทำงานแล้วจะได้มีโอกาสปฏิบัติ บางคนก็คิดว่าสิ้นปีนี้จะเป็นอย่างไรนะ? เดือนกันยายนนี้จะเป็นอย่างไรนะ? หรือสิบปีข้างหน้าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนะ? นั่นคือการที่เอาแต่มองไปในอนาคต

จึงได้บอกต่อไปว่า .. อย่ากังวลใจให้มากเลย เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะกังวลอย่างไรก็แล้วแต่ก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องตายแน่ๆ และชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าเพิ่งล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นได้สักพักนึงเนี่ยแต่ตอนนี้สิบโมงแล้ว

จึงควรคำนึงถึงการก้าวไปด้วยสติและปัญญาอย่างรอบรู้ในความดีเลว ดีกว่าจะมัวคิดถึงอดีตและอนาคต โดยที่ไม่ทำปัจจุบันให้ดีเลย ..ฉะนั้นเราต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หยุดพูดเหลวไหล หยุดพูดไร้สมอง หยุดกายที่ได้ช่ำชองไปในความชั่ว หยุดใจตัวที่เต็มไปด้วยอาสวะอนุสัยด้วยการปฏิบัติบ้างแล้วเราก็จะได้ดีเอง

ไม่มีใครหรอกที่ไม่ตาย สำหรับผู้ที่อายุมากแล้วถามว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็บ่มิไก๊ หรืออย่างหลานสาวที่เพิ่งกลับมาจากอังกฤษ อายุยังน้อยเรียนจบมาแล้วต่อไปก็ต้องมีงานทำ มีครอบครัว แต่ขอให้มีสติระลึกว่า เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และถ้าหวังมากก็จะผิดหวังมาก ไม่หวังเลยก็ไม่ผิดหวังเลย แต่ไม่ใช่ไม่ให้ตั้งความหวัง

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:56:59 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )


  สลักธรรม 10



จงหวัง แล้วไปสู่ความสมหวังด้วยการทำปัจจุบันให้ดี เมื่อทำปัจจุบันให้ดีแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ให้รู้เลยว่า วิบากของเรามันไม่ดี เพราะในเมื่อเราทำดีแล้วและผลมันออกมาไม่ดี ก็เพราะวิบากดีมันยังไม่ส่งผล และวิบากไม่ดีมันกำลังส่งผลมา และการที่ทำดีแล้วได้ดีก็เพราะวิบากดีมาร่วมกับการทำดี

ไม่ใช่เพราะ "เรา" ที่จะไปสามารถทำให้ผลดีนั้นมาปรากฏได้ด้วยปัจจุบัน แต่มีเหตุอดีตมาร่วมทั้งสิ้น ..ต้องวางใจให้เป็น คิดให้เป็น อย่าไปเล่นกับเรื่องเหลวไหล แต่ให้เดินทางไป..เรียน ทำงาน สร้างฐานะ เก็บเงินทอง ดูแลตนเองและพ่อแม่น้าป้าให้ดี รู้จักวางใจให้ถูก และเราต้องมีมรณานุสติอยู่ในใจด้วย เพราะเราต้องตายแน่ๆ แม้แม่ของเราก็ต้องตาย และชี้มาที่ตัวเองว่า เราเองก็ต้องตาย

ฉะนั้น เวลาที่หวังมากแล้วผิดหวังมากก็ให้ออกไปยืนที่กระจก แล้วก็บอกตัวเองว่าในที่สุดเราก็ต้องตาย ความผิดหวังไม่ว่าจะมากแค่ไหนมันก็ตจบลงตรงแต่ความตาย ความสมหวังไม่ว่าจะมากแค่ไหนมันก็จบลงตรงที่ความตายเช่นกัน ..เมื่อบอกตนเองอย่างนี้แล้วมันก็จะได้ชะลอใจตนเองลงได้บ้าง และอยู่อย่างสบายใจได้ ก็คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และคิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป

ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง บางครั้งเราโอดครวญว่าเราทำดีแล้วแต่ทำไมไม่ได้ดี ..ก็เพราะอดีตของเรายังดีไม่พอ แม้นปัจจุบันจะทำดีแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับนักกีฬาโอลิมปิกที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในขณะนี้ จะเห็นว่าแท่นที่รับรางวัลนั้นมีรางวัลให้ไม่มากเลย แต่ทุกประเทศก็ส่งนักกีฬาที่เก่งๆ ของตนเองเข้าไปแข่งขัน แต่มีเพียงประเทศเดียวหรือคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ขึ้นไปรับเหรียญทองซึ่งมีรางวัลเดียว แต่คนเก่งมากมายที่เหลืออยู่ไม่ได้ขึ้นไปเพราะยังไม่ถึงเวลา

เช่นเดียวกับเราที่ยังไม่ได้รับรางวัลเพราะยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่ยังเป็นเวลาของคนอื่นอยู่ แต่เมื่อเราเพียรต่อไปอย่างไม่ท้อแท้สักวันก็จะถึงเวลาของเราแน่ อาจจะชาตินี้หรือในชาติหน้าก็ได้ ..ไม่มีใครตอบปัญหาหรือโจทย์อันนี้ได้ดีเท่ากับความเข้าใจถูกนั่นเอง เมื่อมีความเข้าใจถูกแล้วเรื่องของอนาคตก็จะดีเอง เพราะเรารู้จักวางเสต็ปชีวิตของเราได้

ทำให้ดีที่สุดแล้วก็หยุดความกังวลเพราะความกังวลพาให้ใจตนเองหมองหม่น เพราะชีวิตของเราไม่ต่างอะไรกับเรือลำหนึ่งที่พร้อมจะอัปปางเพราะกระแสคลื่นมันเยอะทั้งลูกเล็กลูกใหญ่คือวิบากต่างๆ ที่พร้อมจะทำให้เรือล่มได้เสมอถ้าหากเราไม่คัดหางเสือให้ดี และไม่ประคองตั้งตนเองให้ดี คือ ถ้าเรือเอียงซ้ายแล้วเราซ้ายด้วยเรือก็คว่ำแน่ เช่นวิบากไม่ดีมากระทบปุ๊บแล้วเราก็เล่นไปกับบทนั้นปุ๊บก็ล่มเลยคือใจล่ม หรือพอวิบาดีมาปุ๊บก็เอาตามใจก็ล่มไปในกิเลสทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2551 , 23:57:16 น.] ( IP = 58.9.95.45 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org