มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๖)






แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๖)

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


ทำดีแล้วไม่ได้ดีจริงหรือ

มีคนอยู่ไม่น้อยทีเดียวที่มีความเข้าใจว่าทำดีแล้วไม่ได้ดีแต่ทำชั่วกลับได้ดี ดังนั้น จึงได้แต่งคำกลอนพูดกันอยู่ทั่วไปว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป"

ท่านที่ไม่มีความเชื่อดังกล่าวก็เพราะได้มองเห็นอยู่เสมอว่าคนที่ประพฤติตนไม่ดีมีการเอาเปรียบผู้อื่นโดยมิชอบ คนที่คดโกง คอรัปชั่นอยู่เป็นประจำ ก็เห็นกินอยู่หลับนอนสบาย มีฐานะดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่คนที่เข้าวัดเข้าวารักษาศีลกินเพลหรือใส่บาตรอยู่ทุกวัน กลับยากจนข้นแค้น ต้องเดือนร้อนอยู่เสมอ

เรื่องของชีวิตจิตใจนั้นเป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งมาก จนยากที่ผู้ใดจะค้นคว้าเข้าไปให้ถึงความจริงอันเป็นแก่นแท้ได้ จนถึงบัดนี้ซึ่งถือกันว่าเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ในวิทยาการต่างๆ สารพัดอย่าง แต่ก็ยังหาคำอธิบายจากผู้ใดไม่ได้ว่าชีวิตจิตใจคืออะไร แล้วมันเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไร

ธรรมชาติที่เร้นลับและลึกซึ้งแล้วแอบแฝงอยู่กับชีวิตจิตใจนั้นก็มีอีกหลายอย่างๆ แต่อย่างหนึ่งก็คือ เรื่อง "กรรม" แต่เมื่อเรื่องของชีวิตจิตใจก็ยังอธิบายไม่ได้ แล้วจะอธิบายเรื่อง "กรรม" ได้อย่างไรเล่า

เพราะเรื่องของกรรมนั้นแสนจะลึกซึ้งดังนี้เอง บุคคลส่วนมากที่มิได้ศึกษาพระธรรมอันละเอียดลออและพิสดารจากในพระอภิธรรมปิฎกเสียให้เข้าใจ ประกอบทั้งย่อหย่อนการอบรมมาทั้งในชาติอดีตและปัจจุบันด้วย จึงได้กล้าที่จะกระทำบาปหนักได้โดยง่าย เป็นบาปหนักที่หลายคนพูดกันว่า ไม่น่าเลย ผู้ที่ได้ชื่อว่า "มนุษย์" แล้วจะกล้าทำลงไปได้

มีท่านผู้หนึ่งมาพูดกับผมว่า คนที่กระทำบาปหนักๆ แล้วกรรมเหล่านั้นมันไปหลบหน้าซ่อนตาอยู่เสียที่ไหน เหตุใดมันจึงไม่มาตอบสนองเล่า ถ้ากรรมมีจริงๆ แล้ว เหตุใดกรรมมันจึงไม่บันดาลให้ผู้กระทำได้รับผลล้มลงดิ้นอยู่ต่อหน้า แล้วใครๆ จะได้ไม่กล้ากระทำบาป

ผมจึงได้ตั้งคำถามว่า "กรรม" มันเป็นคนหรือ มันจะได้รู้ว่าขณะไหนมันควรทำอย่างไร

เหมือนคุณเรียนธรรมะอยู่ดีๆ จิตใจก็เป็นกุศลอยู่แท้ๆ แล้วเหตุไฉนเล่าจึงได้ปล่อยให้ความทุกข์หรือความเร่าร้อนเข้ามาปะปนและถ้าบางทีมีเรื่องใหญ่และสำคัญคุณก็ไม่เป็นอันฟังธรรมะ กรรมที่ติดตามคุณมาทำไมมันจึงไม่รอให้คุณฟังธรรมะให้จบเสียก่อนเล่า ถ้ามันมีกำลังแรงมากมันก็แทรกแซงเข้ามาได้สบาย บางทีมันอาจจะยึดครองคุณไปตลอดเวลาที่ฟังธรรมะอยู่ก็ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:17:46 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ผมได้ตั้งคำถามเขาต่อไปว่า จะสอนเด็กให้อ่านหนังสือออกภายในเดือนสองเดือนได้หรือ แม้จะสอนกันทั้งวันทั้งคืนก็ตาม และเราจะปลูกทุเรียนวันนี้แล้วจะให้มันออกผลในเดือนหน้าจะได้อย่างไร แม้จะรดน้ำพรวนดินวันละร้อยครั้งก็ตาม มันต้องมีกำหนด มันต้องมีเวลาที่จะให้ผล เพราะว่ากำลังอำนาจของการให้ผลนั้นจะต้องเพียงพอ

การให้ผลของกรรมนั้น จะบรรยายให้ละเอียดลออนักไม่ได้ เพราะจะต้องได้รับการศึกษาอันเป็นพื้นฐานรองรับให้พอสมควร แล้วก็ควรจะต้องเป็นหนังสือเล่มใหญ่เล่มหนึ่งต่างหาก

ผู้ศึกษาจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการทำงานของจิตใจว่า เห็น ได้ยิน และคิดนึก เป็นต้นนั้นจิตใจมันทำงานกันอย่างไร ซึ่งในทางสภาวธรรมเรียกว่า "วิถีจิต"

ในการทำงานของจิตใจนั้นก็จะมีวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้ในอดีตชาติเข้ามาร่วมงานด้วยเสมอไป หาไม่แล้ว เห็นหรือได้ยินก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด ตัวอย่างเช่น เราจำตัว ก.ไก่ ข.ไข่ได้ จำหน้าสามีภรรยาของเราได้ ก็เพราะเราเอา ก.ไก่ ข.ไข่ ที่มีอยู่ในใจที่เก็บเอาไว้ ออกมาร่วมในการตัดสิน และที่เราจำหน้าสามีหรือภรรยาของเราได้ก็เพราะ ไม่ว่าคิ้ว คาง ปาก แก้ม ที่จิตของเราเก็บเอาไว้ในใจได้ออกมาร่วมในการตัดสินว่ามันเหมือนกันกับที่เห็น แล้วจิตใจเล่าก็สืบต่อมาจากชาติอดีต

เราจะเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็เพราะความชอบใจหรือไม่ชอบใจที่มีอยู่ในใจ ตั้งแต่ในอดีตชาติเป็นตัวการอุดหนุนให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะโลภะหรือโทสะหรือจิตเป็นกุศลก็ตามจะเกิดขึ้นมาเองลอยๆ โดยปราศจากเหตุก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อวิถีคือการงานของจิตเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีทั้งกรรมที่เป็นอดีตร่วมงานตลอดจนร่วมให้การสนับสนุน และกรรมคือการกระทำที่เป็นบาปหรือบุญที่เรียกว่า "ชวนะ" อันเป็นกรรมในปัจจุบันก็เกิดขึ้นมา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:18:30 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : )


  สลักธรรม 2



ชวนะ ได้แก่การเสพอารมณ์ที่เป็นบาปหรือเป็นบุญนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปในวิถีหนึ่ง ๗ ขณะจิต และเจตนาที่ประกอบกับชวนะดวงที่ ๑ อันเป็นผลของกรรมจะให้ผลในชาตินี้ เจตนาในชวนะดวงที่ ๗ จะให้ผลในชาติหน้า และเจตนาในชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ จะให้ผลในชาติต่อๆ ไป

เจตนาที่อยู่ในชวนะดวงที่ ๑ นั้นมีกำลังอ่อน ด้วยรับอุปการะจากมโนทวาราวัชชนะจิตซึ่งเป็นอนันตรปัจจัยทำให้จิตเกิดขึ้นต่อๆ กันไป มิใช่ให้กำลังอำนาจโดยตรง เพราะเหตุที่เกิดขึ้นเป็นชวนะครั้งแรกจึงมิได้รับอำนาจคือการช่วยสนับสนุนจากอาเสวนปัจจัย ที่เป็นชวนะด้วยกัน ดังนั้น จึงให้ผลในชาติหน้าไม่ได้ ถ้าสิ้นชีวิตลงไปเมื่อใดชวนะดวงที่ ๑ ทั้งหมดก็จะเป็นอโหสิกรรม คือเลิกการให้ผล

สำหรับชวนะดวงที่ ๗ นั้นให้ผลในชาตินี้ไม่ได้ มันมีอำนาจมากกว่า จึงให้ผลในการปฏิสนธิคือการเกิดในชาติหน้าได้ แล้วภายหลังจากเกิดขึ้นมาแล้วเรียกว่า ในปวัตติ ก็ให้ผลได้ด้วยไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต

ส่วนชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ก็มิได้ให้ผลในชาตินี้ หากแต่ให้ผลได้ในชาติที่ ๓ (นับชาตินี้เป็นชาติที่ ๑) เป็นต้นไป และตลอดไปด้วย เพราะมีกำลังมากจึงให้ผลได้ยาวนาน

ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะได้เหตุผลที่ละเอียดลออและลึกซึ้งยิ่งนัก จะมีความเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า การกระทำบาปหรือบุญลงไปแล้ว จะเรียกร้องผลของมันให้เกิดขึ้นโดยรวดเร็วตามชอบใจไม่ได้ เพราะบาปหรือบุญที่ได้ทำเอาไว้แล้ในอดีตชาตินั้นย่อมจะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาให้ผลอยู่เสมอ เพราะมีกำลังมากกว่ากรรมที่ทำในชาตินี้ที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมอันเป็นชวนะดวงที่ ๑ ซึ่งมีกำลังอ่อน

แต่อย่างไรก็ดี กรรมที่ได้ทำในชาตินี้ก็ได้ชื่อว่ามีส่วนช่วยอุดหนุนอยู่เสมอไม่มากก็น้อย ไม่ว่าบาปหรือบุญก็ตาม และถ้าได้กระทำซ้ำๆ และนานๆ แล้วอำนาจในการอุดหนุนก็ย่อมจะเพิ่มพูนทำให้ผลดีหรือไม่ดีเกิดมากยิ่งขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในครั้งพุทธกาลก็ได้มีแสดงเอาไว้ถึงผู้ที่ได้รับผลขึ้นมาทั้งในเรื่องร้ายหรือดีปรากฏว่าให้ผลในชาติ ปัจจุบันนั้นเอง ซึ่งมีอยู่หลายเรื่อง ในข้อนี้ท่านผู้อ่านมาอาจจะตั้งคำถามขึ้นก็ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:19:02 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : )


  สลักธรรม 3



ท่านที่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมามีความเข้าใจ ก็จะไม่มีความสงสัย เพราะมีคำอธิบายเอาไว้พร้อมแล้วด้วยท่านเหล่านั้นได้รับปัจจัยเป็นพิเศษ เช่น เป็นกุศลทิฏฐธัมเวทนียกรรม ก็จะต้องประกอบด้วยสัมปัตติ ๔ ประการ คือคติสัมปัตติ กาลสัมปัตติ อุปธิสัมปัตติ ปโยคสัมปัตติ

ถ้าเป็นอกุศลทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ก็จะต้องประกอบด้วยวิปัตติ ๔ ประการคือ คติวิปัตติ กาลวิปัตติ อุปธิวิปัตติ ปโยควิปัตติ

๑. คติสัมปัตติและคติวิปัตติ หมายถึง บุคคลนั้นๆ เกิดอยู่ในภูมิไหน เป็นมุษย์ เทวดา หรือเปรต อสุรกาย

๒. กาลสัมปัตติและกาลวิปัตติ หมายถึง เป็นกาลหรือสมัยใด ใครเป็นผู้ปกครองประเทศ เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลหรือมิจฉาทิฏฐิบุคคล พุทธศาสนายังอยู่หรือเสื่อมไปหมดแล้ว

๓. อุปธิสัมปัตติและอุปธิวิปัตติ หมายถึง บุคคลผู้เกิดมามีอวัยวะครบถ้น หรือว่าขาดตกบกพร่อง

๔. ปโยคสัมปัตติและปโยควิปัตติ หมายถึง กระทำความเพียรถูกต้อง คือ กาย วาจา และใจสุจริต หรือกระทำความเพียรไม่ถูกต้องกระทำทางกาย วาจา และใจทุจริต

อย่างไรก็ดี ก็จะต้องหนีอดีตกรรมไปไม่พ้น เพราะอดีตกรรมที่มีกำลังมากนั้นก็มาร่วมส่งเสริมด้วย เช่นพระอรหันต์ที่ท่านออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ท่านจะไปโปรดผู้ใดท่านจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าควรจะรับทานจากใคร สมควรหรือไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:24:51 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : )


  สลักธรรม 4



ด้วยเหตุดังได้กล่าวมา บาปและบุญที่ได้กระทำลงไปแล้วเป็นชวนะดวงที่ ๑ อันเป็นทิฏฐิธัมมเวทนียกรรมมีกำลังอ่อน จึงให้ผลในชาตินี้ได้แสนยากยิ่งมองไม่เห็น คนทั้งหลายจึงได้พากันบ่นว่า กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้วส่งผลให้ไม่ได้ เพราะมองเห็นๆ อยู่ว่า มันให้ไม่ได้จริงๆ เพราะมันมีกำลังไม่มากพอ บาปและบุญในอดีตชาติสลับกันเข้ามาให้ผลอยู่เสมอ ดังนั้น เราจึงได้เห็นคนทำดีแล้วไม่ได้ดี และเห็นคนทำชั่วกลับได้ดี

มีคนเป็นอันมากมองไม่เห็นผลของกรรมในอนาคตจึงได้กล้ากระทำบาปใหญ่ มีลักขโมย ปล้น จี้ คอรัปชั่น ข่มขืน ฆ่า แล้วเขาก็หัวเราะชอบใจเพราะคิดว่าตัวเองเฉลียวฉลาดแล้วมีกำไรมากมาย และหลบหนีโทษจากเมืองมนุษย์ไปได้ เพราะกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง แต่เขาหาได้ทราบไม่ว่า อำนาจของกุศลกรรมในอดีตชาตินั้นมาเป็นตัวอุดหนุนให้ทำสำเร็จ เพราะอำนาจของกรรมไม่ใช่คน จึงให้ผลเมื่อมีโอกาสถ้ากรรมให้ผลไม่ได้ความยุติธรรมก็ไม่มีประโยชน์อะไร

บางคนมีความเข้าใจผิดแล้วคิดว่า กรรมที่ได้กระทำในชาตินี้ก็ให้ผลในชาตินี้ได้ จึงได้ยกตัวอย่างว่า คนไปเที่ยวล่าสัตว์ป่าอยู่เสมอ วันหนึ่งเกิดไปยิงกันตายเพราะความเข้าใจผิดแล้วก็ตัดสินว่า เพราะผลกรรมของการล่าสัตว์จึงได้ถูกยิงตาย เหตุนี้จึงได้เป็นผลนี้จริงหรือ

ในเรื่องดังกล่าว ถ้าคนเขาจะถามว่า แล้วคนฆ่าสัตว์อยู่เสมอมาจนแก่เฒ่าไปจนตายก็มีก็ไม่เห็นถูกอาวุธของใครตาย หรือบางคนไม่ได้ฆ่าสัตว์มาก่อนเลย แต่กลับถูกยิงตายเพราะคนร้ายเข้าใจผิด แล้วจะตอบเขาว่าอย่างไร

บางคนก็จะกล่าวอ้างว่า เพราะประพฤติไม่ไดีมีลักขโมยเป็นต้น ดังนั้น จึงต้องไปติดตะราง เหตุลักขโมยผลจะต้องติดตะรางจริงหรือ

เขาก็จะถามว่า ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแล้วไปติดตะรางไม่มีหรือ เพราะมีพยานแวดล้อมพร้อมบริบูรณ์ ศาลก็ตัดสินไปโดยความยุติธรรมตามหลักฐานที่ได้รับมาจากทุกข์ฝ่าย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:25:28 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : )


  สลักธรรม 5



ถ้าจะพิจารณาตามสภาวธรรมแล้วก็จะเห็นว่า คิดเอาง่ายๆ แล้วตัดสินลงไปเช่นนั้นไม่เป็นการถูกต้องเพราะว่า "เจตนาคือกรรม ทำเหตุอย่างไรแล้วก็จะได้รับผลอย่างนั้น" เหตุกับผลจะต้องตรงกัน คือเหตุอย่างนี้ก็จะได้รับผลอย่างนี้ และเหตุอย่างนั้นก็จะได้รับผลอย่างนั้น

เพราะเจตนาคือปรารถนาให้ผู้อื่นต้องเจ็บปวดและต้องตายไปในอดีตชาติก็จะมาสนับสนุนให้ได้รับความเจ็บปวดหรือป่วยเจ็บมากแล้วต้องตายเสียก่อนที่ถึงเวลาอันสมควร หรือฆ่าตัวตายแม้ไม่มีเรื่องร้ายแรงสมควรจะคิดก็ตาม ทำเหตุเช่นนั้นเอาไว้แล้วจะให้มีอายุยืนยาวมากๆ จะได้อย่างไร

กักขังผู้อื่นให้ต้องเสียอิสระภาพมาตั้งแต่ในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว ก็ยากจะหนีให้พ้นจากการถุกกักขัง หรืออยู่ในเรือนจำ แม้ในชาตินี้จะไม่ได้กระทำความผิดก็มีเหตุให้ต้องเข้าไปติดอยู่ในที่คุมขังจนได้

ถ้าในอดีตชอบว่า ชอบด่าให้ผู้อื่นต้องเร่าร้อนอยู่เสมอๆ แล้วมาในชาตินี้จะได้ยินเสียงแต่ที่เป็นมงคลอยู่เสมอก็ยากที่จะเป็นได้

โดยทำนองเดียวกันนี้เอง ถ้าในชาติอดีตเป็นผู้ที่มีน้ำใจเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือผู้ป่วยเจ็บอยู่เสมอๆ แล้ว ในชาตินี้ก็จะมีความสมบูรณ์พูนสุข และเจ็บป่วยก็น้อย ทั้งอายุก็ยืนยาว

อย่างไรก็ดี กรรมในปัจจุบันก็หนีไม่พ้น เพราะจะเข้าร่วมด้วยตามสมควร และในชาติอดีตที่ว่านั้นเล่าก็อาจจะเป็นชาติในๆ เข้าไปหลายชาติเท่าใดก็ได้ แล้วแต่ว่ากรรมของชาติไหนมีกำลังมากพอที่จะให้ผลก่อนได้ชวนะที่ ๒ - ๖

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2551 , 08:26:07 น.] ( IP = 58.9.144.214 : : )


  สลักธรรม 6

อ่านแล้วก็ต้องเลิกโทษคนอื่น เพราะไม่มีใครทำอะไรใครได้เลย มีแต่ตัวเองทำตัวเองทั้งนั้น

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ส.ค. 2551 , 16:44:05 น.] ( IP = 125.27.175.254 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณมากค่ะพี่เณร
อ่านแล้วทำให้มีความเข้าใจในกฏแห่งกรรม
และ หัดมาวิเคราะห์อารมณ์ที่มากระทบในลักษณะต่างๆ
ทั้งที่เกิดที่ตนเองและบุคคลอื่น

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ส.ค. 2551 , 19:28:09 น.] ( IP = 125.24.83.87 : : )


  สลักธรรม 8

ทำกรรมเช่นใด ย่อมต้องได้รับผลเช่นนั้น เหตุกับผลจะต้องตรงกัน

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ...ที่นำมาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ส.ค. 2551 , 20:47:23 น.] ( IP = 58.8.47.160 : : )


  สลักธรรม 9


ทำดีแล้วไม่ได้ดีจริงหรือ....เมื่ออ่านแล้วก็จะเห็นได้ว่า คำกล่าวนี้ไม่เป็นความจริงเลย เพียงแต่ผลที่จะปรากฏเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยกาลเวลาเข้าร่วมประกอบด้วยกัยเหตุปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้ได้อ่านและศึกษาเล่าเรียนเป็นประจำ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [8 ส.ค. 2551 , 09:26:31 น.] ( IP = 124.121.171.187 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org