
นัยที่ ๓
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามี ๔ ประเภทนี้ คือธรรมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ สัมมุติญาณ
ในปัญญา ๔ ประเภทนั้น ความรู้เกี่ยวกับมรรค ๔ ผล ๔ เรียกว่า ธรรมญาณ โยคีนี้รู้อดีตอนาคตและปัจจุบัน โดยธรรมญาณ และโดยนัยนี้เธอรู้อดีตและอนาคตอันยาวไกล ความรู้อริยสัจ ๔ เรียกว่า อันวยญาณ ความกำหนดรู้จิตของผู้อื่นได้ เรียกว่า ปริจจญาณ ความรู้ที่นอกเหนือความรู้ทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า สัมมุติญาณ(๙)
นัยที่ ๔
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามี ๔ ประการนี้ คือ
๑. ปัญญาเกิดจากการรวมและไม่เกิดจากการไม่รวม
๒. ปัญญาเกิดจากการไม่รวมและไม่เกิดจากการรวม
๓. ปัญญาเกิดจากการรวมและการไม่รวม
๔. ปัญญาเกิดจากการรวมก็ไม่ใช่และไม่รวมก็ไม่ใช่
ในปัญญา ๔ ประเภทนี้ กุศลปัญญาของกามาวจรธาตุ เรียกว่า ปัญญาเกิดจากการรวมและไม่เกิดจากการไม่รวม ปัญญาเกี่ยวกับมรรค ๔ เรียกว่าปัญญาเกิดจากการไม่รวมและไม่เกิดจากการรวม รูปาวจรปัญญาและอรูปาวจรปัญญา เรียกว่า ปัญญาเกิดจากการรวมและการไม่รวม ปัญญาที่กำหนดลักษณะผลในภูมิ ๔ และอารมณ์ในภูมิ ๓ เรียกว่า ปัญญาเกิดจาก การรวมก็ไม่ใช่และไม่รวมก็ไม่ใช่(๑๐)
นัยที่ ๕
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามี ๔ ประเภทนี้ คือ
๑.ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่ใช่เพื่อความรู้แจ้ง
๒.ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ไม่ใช่เพื่อความเบื่อหน่าย
๓.ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายและความรู้แจ้ง
๔.ปัญญาที่ไม่เป็นไปทั้งเพื่อความเบื่อหน่ายและความรู้แจ้ง
ในปัญญา ๔ ประเภทนั้น
๑.ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่ใช่เพื่อความรู้แจ้งอภิญญาและความรู้อริยสัจ
๔ เรียกว่าปัญญาเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่ใช่เพื่อความรู้แจ้ง
๒.ปัญญาที่เป็นไปเพื่ออภิญญาจัดเป็นปัญญาที่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ไม่ใช่เพื่อความ
เบื่อหน่าย
๓.ปัญญาในมรรค ๔ เป็นปัญญาที่เป็นไปทั้งเพื่อความเบื่อหน่ายและเพื่อความรู้แจ้ง
๔.ปัญญาอื่นนอกจากนี้ เป็นปัญญาที่ไม่เป็นเพื่อความเบื่อหน่ายและเพื่อความรู้แจ้ง(๑๑)
นัยที่ ๖
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามี ๔ ประเภทนี้ คืออัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ในปัญญา ๔ ประเภทนั้น ความรู้ความหมาย เรียกว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ธรรม เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการแปลความหมายทางนิรุกติศาสตร์เรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้เรื่องญาณ เรียกว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา(๑๒)
นัยที่ ๗
ความรู้ผลอันเนื่องมาจากเหตุ เรียกว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้เหตุ เรียกว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจในการวิเคราะห์ธรรม เรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้เรื่องญาณเรียกว่าปฏิญาณปฏิสัมภิทา(๑๓)
นัยที่ ๘
ความรู้ทุกข์ และความดับทุกข์เรียกว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้เหตุแห่งทุกข์และทางให้ถึงความดับทุกข์เรียกว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้กฎเกณฑ์ในการแปลความหมายเรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้เรื่องญาณ เรียกว่าปฏิญาณปฏิสัมภิทา(๑๔)
นัยที่ ๙
อีกนัยหนึ่ง ความรู้ธรรมเหล่านี้ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภุตธรรม เวทัลละ เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ความหมายของคำที่พูดออกไปว่านี้เป็นความหมายของเรื่องที่พูด นี้เรียกว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ความหมายของสิ่งที่ประกาศออกไปแล้ว นี้เรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้เรื่องญาณ เรียกว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา(๑๕)
นัยที่ ๑๐
ความรู้เรื่องจักษุเรียกว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้เรื่องทิฏฐิ เรียกว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในการแปลความหมายของคำที่ประกาศออกไปแล้วเรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้ที่ก่อให้เกิดความฉลาด เรียกว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา(๑๖)
นัยที่ ๑๑
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามี ๔ ประการนี้ คือ ทุกขญาณ สมุทยญาณ นิโรธญาณ มัคคญาณ ความรู้เกี่ยวเนื่องกับทุกข์เรียกว่าทุกขญาณ ความรู้เกี่ยวเนื่องกับเหตุแห่งทุกข์เรียกว่าสมุทยญาณ ความรู้เกี่ยวเนื่องกับความดับทุกข์เรียกว่านิโรธญาณ ความรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เรียกว่ามัคคญาณ(๑๗)
ปัญญาปริจเฉทจบ