มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สกัดสภาวธรรมจากคัมภีร์วิมุตติมรรค




สกัดสภาวธรรมจากคัมภีร์วิมุตติมรรค


พระอุปติสสเถระ รจนา

ปฐมคาถา
มีคนดีที่เหมือนคนตาบอดผู้เที่ยวไปในโลกกว้างโดยปราศจากผู้นำทางทั้งๆ ที่เขาปรารถนาความหลุดพ้นแต่เขาไม่เคยได้ยินการสอนเรื่องความหลุดพ้นเพราะเขาไม่ได้รับรู้เรื่องความหลุดพ้น และเพราะรับรู้มาผิดๆเพราะเหตุนี้เขาถูกครอบงำห่อหุ้มมากไปด้วยความทุกข์เขาจึงไม่ได้รับความหลุดพ้นแม้เขาปรารถนาจะได้รับความหลุดพ้นแต่เขายังไม่มีหนทางสู่ความหลุดพ้นหนทางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบรรลุความหลุดพ้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ยังมีสัตว์โลกที่มีธุลีคือกิเลสเพียงเล็กน้อยในปัญญาจักษุพวกเขาจะเสื่อมไปเพราะไม่ได้ฟังธรรม
พระพุทธเจ้ายังตรัสอีกว่า
ภิกษุทั้งหลาย มีปัจจัยสองประการที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
ปัจจัยสองประการเป็นไฉน
คือ ปรโตโฆสะ (ฟังจากผู้อื่น)
และโยนิโสมนสิการ (พิจารณาโดยแยบคาย)
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงแสดงวิมุตติมรรค


ปัญญา


ถาม : อะไรคือปัญญา? อะไรเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานของปัญญา?
อะไรเป็นอานิสงส์? อะไรเป็นความหมายของปัญญา? ความดีชนิดไหนทำให้เกิดปัญญา?
ปัญญามีกี่ประเภท?
ตอบ : การที่จิตรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง นี้เรียกว่าปัญญา(๑) อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาเห็นประโยชน์มิใช่ประโยชน์ นี้เรียกว่าปัญญา นี่เป็นความหมายตามนัยแห่งอภิธรรม



นิยามความหมายแห่งปัญญา


ถาม : อะไรคือปัญญา?
ตอบ : ปัญญา คือ ความรอบรู้ ญาณ การวิจัยธรรม การจำแนก การกำหนดหมายการวิจัยที่เป็นการศึกษาอันชำนาญและชาญฉลาด ในการพิจารณาก็เป็นการเห็นชัดเจนและได้ความรู้ปัญญาคือความฉลาด ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ปัญญาคือประทีป ปัญญาคือรัตนะ ความไม่หลง ธรรมวิจัย สัมมาทิฏฐิเหล่านี้เรียกว่า “ปัญญา”(๒)
ปัญญามีการบรรลุสัจจะเป็นลักษณะมีการค้นคว้าเป็นกิจ มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐานมีสัจจะ ๔ เป็นปทัฏฐาน และมีอริยสัจ ๔ เป็นปทัฏฐาน
อีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นลักษณะของปัญญา การรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงเป็นกิจ การกำจัดความมืดคืออวิชชาเป็นปัจจุปัฏฐาน ปฏิสัมภิทา ๔ ตามหลักเหตุผล เป็นทัฏฐานของปัญญา



อานิสงส์ของปัญญา
ถาม : อะไร เป็นอานิสงส์ของปัญญา?
ตอบ : อานิสงส์ของปัญญา ไม่สามารถคำนวณได้ คำพรรณนาอานิสงส์ของปัญญาโดยสรุปมีดังต่อไปนี้
ความดีทั้งปวงสุกสว่างขึ้นมาได้เพราะปัญญาปัญญา ๒ ชนิดนำไปสู่ฌานชั้นสูง บุคคลดำเนินไปสู่อริยมรรคและเห็นอริยผลคืออรหัตได้ด้วยปัญญาปัญญาเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม เป็นดวงตาของทุกสิ่งความเสื่อมแห่งปัญญา คือความไม่บริสุทธิ์ ความเจริญปัญญาไม่มีอะไรเทียบได้บุคคลทำลายมิจฉาทิฏฐิทั้งปวงได้เพราะปัญญาคนพาลทำความชั่วเพราะตัณหา
คนมีปัญญาไม่ถูกตัณหาลากไปเช่นนั้น จึงเป็นผู้สูงสุดกว่าใคร ๆดำรงชีวิตโดยชอบและชี้ประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้าพวกเขาเป็นอยู่อย่างอิสระและเข้มแข็งได้เห็นทั้งทุกข์และสุขหลายรูปแบบและทราบปัจจัยเหตุ จิต วัตถุ กฎเกณฑ์
ปัญญานี้เป็นสัจจธรรม เป็นแหล่งของความดีเพราะปัญญา บุคคลจึงบรรลุธรรมอันเลิศเพราะปัญญา บุคคลจึงถอนรากเหง้าของความชั่วคือโลภะ โทสะ โมหะ ความเกิด ความตาย และความชั่วอื่น ๆ ซึ่งไม่เคยมีใครถอนได้มาก่อน


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2551 , 16:45:01 น.] ( IP = 58.8.35.141 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11


อายตนะภายในและภายนอก ๑๒
ถาม : อายตนอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : อาขตนะภายในและภายนอก ๑๒ ประการคือ จักขุประสาท รูปารมณ์ โสตประสาท สัททารมณ์ ฆานประสาท คันธารมณ์ ชิวหาประสาท รสารมณ์ กายประสาท โผฏฐัพพารมณ์ มนายตนะ ธัมมารมณ์(๔๑)

ในที่นี้จักขุประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุนี้ รูปารมณ์เป็นรูปธาตุ นี้เป็นเรื่องจักขุ โสตประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลได้ยินเสียงด้วยโสตประสาทนี้ สัททารมณ์เป็นสัททธาตุ นี้เป็นเรื่องโสตะ ฆานประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลดมกลิ่นด้วยฆานประสาทนี้ คันธารมณ์เป็นคันธธาตุ นี้เป็นเรื่องของฆานะ ชิวหาประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลลิ้มรสด้วยชิวหาประสาทนี้ รสารมณ์เป็นธาตุ นี้เป็นเรื่องของชิวหา กายประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้บุคคลรู้ว่าสวยสดงดงาม อ่อนนุ่ม (และอื่น ๆ อีก) ด้วยกายประสาทนี้ โผฏฐัพพารมณ์ คือ ความแข็งกระด้าง ความอ่อนนุ่ม ความเย็น และความอบอุ่นของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ นี้เป็นเรื่องของกาย มนายตนะเป็นธาตุของวิญญาณทั้ง ๗ ธรรมธาตุประกอบด้วยขันธ์ไม่มีรูป ๓ สุขุมรูป ๑๘ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้เป็นอายตนะภายในและภายนอก ๑๒

อนึ่ง อายตนะภายในและภายนอก ๑๒ เหล่านี้ บุคคลควรจะทราบคุณลักษณะพิเศษ เฉพาะโดย ๕ ทางคือ โดยความหมายของคำ โดยข้อจำกัด โดยปัจจัย โดยเกิดขึ้นและดับไป โดยจำแนกและโดยสงเคราะห์




โดยความหมายของคำ
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยความหมายของคำอย่างไร?
ตอบ : จักขุหมายถึงการเห็น รูปารมณ์หมายถึงการปรากฏ โสตะหมายถึงการฟัง สัททะหมายถึงเสียง ฆานะหมายถึงจมูกคือเครื่องสูดดม คันธะคือกลิ่น ชิวหาคือเครื่องลิ้มรสคือความอร่อย กายหมายถึงการประสบ โผฏฐัพพะหมายถึงการถูกต้อง มโนหมายความถึงรู้ ธรรมารมณ์หมายถึงสิ่งไร้ชีวะ อายตนะคือทางเข้าไปในที่ที่ไม่มีรูป สถานที่ และที่หยุดพัก ฉะนั้น บุคคลควรทราบความหมายของคำ ดังนี้

โดยข้อจำกัด
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ : ตากับหูไม่แตะต้องกับอารมณ์ จมูกลิ้นและกายแตะต้องกับอารมณ์ มโนอยู่ร่วมกับอารมณ์ อาจารย์บางท่านกล่าวว่าหูแตะต้องกับอารมณ์ เพราะว่าถ้ามีสิ่งขัดขวางอยู่ใกล้บุคคลก็จะไม่ได้ยินเสียง ดังเช่นเมื่อการสะกดคำศัพท์ผิดพลาด และอีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ว่าตามสภาพแล้วตาแตะต้องกับอารมณ์ เพราะว่า บุคคลไม่สามารถจะเห็นด้านตรงข้ามของกำแพง ฉะนั้น บุคคลควรทราบโดยข้อจำกัด ดังนี้



โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2551 , 17:03:10 น.] ( IP = 58.8.33.160 : : )


  สลักธรรม 12


โดยปัจจัย
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยปัจจัยอย่างไร?
ตอบ : เพราะอาศัยตา รูปารมณ์ แสงสว่างและมนสิการจักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น ในที่นี้ จักขุมีความเกี่ยวพันกับการเกิดของจักขุวิญญาณ ๔ ประการคือ ปุเรชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อินทรียปัจจัย และอัตถิปัจจัย รูปารมณ์มีความสัมพันธ์กับจักขุวิญญาณ ๓ ประการคือ ปัจฉาชาตปัจจัย อารัมณปัจจัย และอัตถิปัจจัย แสงสว่างมีความเกี่ยวพัน ๓ ประการ คือปุเรชาตปัจจัย นิสสยปัจจัยและอัตถิปัจจัย มนสิการมีความเกี่ยวพัน ๒ ประการคืออนันตรปัจจัย และนัตถิปัจจัย
เพราะอาศัยหู เสียง ช่องหู และมนสิการ โสตวิญญาณก็เกิดขึ้น บุคคลควรทราบโดยการชี้แจงปัจจัย ดังกล่าวมานี้
เพราะอาศัยจมูก กลิ่น อากาศ และมนสิการ ฆานวิญญาณก็เกิดขึ้น
เพราะอาศัยลิ้น รส น้ำ และมนสิการ ชิวหาวิญญาณก็เกิดขึ้น
เพราะอาศัยกาย โผฏฐัพพะ และมนสิการ การวิญญาณก็เกิดขึ้น
เพราะอาศัยมโน ธรรมารมณ์ ภวังค์ และมนสิการ มโนวิญญาณก็เกิดขึ้น
....(ต้นฉบับภาษาจีนไม่ชัดเจน)........
สมาธิเป็นความมุ่งมั่นใจต่ออารมณ์ เป็นเหมือนกับแสงสว่าง มนสิการคือมโนทวารวัชชนะ วิญญาณคือชวนะ ในที่นี้ มโนเป็นนิสสวปัจจัยแก่มโนวิญญาณ ธรรมารมณ์ เป็นอารัมมณปัจจัย ภวังค์เป็นนิสสยปัจจัย มนสิการมีปัจจัย ๒ คือ อนันตรปัจจัย และอัตถิปัจจัย ฉะนั้น ควรทราบ โดยปัจจัยดังนี้

โดยจำแนก
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยจำแนกอย่างไร?
ตอบ : อารมณ์ ๓ ชนิดสำเร็จที่จักขุทวาร คือ อติมหันตารมณ์ มหันตารมณ์ และปริตรตารมณ์ บรรดาอารมณ์เหล่านี้ อติมหันตารมณ์ เกิดครบ ๗ ขั้นตอน และเกิดในอเวจีมหานรก นั่นคือหลังจากภวังค์ก็ตามด้วยอาวัชชนะ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ และ ตทารัมมณะ

อุปมาว่าด้วยด้าย
ในที่นี้ ภวังค์ก็คือมนินทรีย์ของภพเป็นเหมือนกับการขึงเส้นด้าย(๔๒) อาวัชชนะเกิดขึ้นโดยอาศัยรูปารมณ์ที่จักขุทวารเป็นปัจจัย เมื่อรูปารมณ์เข้ามาสู่คลอง(แห่งการเห็น) ภวังค์ก็ไหวและตามด้วยจักขุทวาราวัชชนะ ต่อจากนั้นอาวัชชนะที่อาศัยจักขุตามด้วยทัสสนะ (การเห็น) จากนั้นเป็นสัมปฏิจฉนะ คือ รับอารมณ์ซึ่งต่อด้วยสันตีรณะสอบสวนอารมณ์และตามด้วยโวฏฐัพพนะตัดสินอารมณ์ ต่อจากโวฏฐัพนะก็คือชวนะ(อ่าน:ชะ-วะ-นะ) ซึ่งมีขึ้นตามกรรม ต่อจากชวนะนี้ซึ่งใช้ในความหมายของการรับรู้เต็มที่ไม่ใช่ในความหมายอัพยากฤตก็ตามด้วยตทารัมมณะ หลังจากนั้นจิตตกภวังค์



ข้ออุปมาว่าด้วยมะม่วง
ถาม : ข้ออุปมาอุปไมยเป็นไฉน?
ตอบ : พระราชาทรงบรรทมในห้องบรรทมของพระองค์มีประตูปิดอยู่ หญิงปริจาริกาคนหนึ่งกำลังนวดพระบาทของพระองค์ พระราชินีประทับนั่งข้างเคียงพระองค์ เสนาบดีและมหาดเล็กนั่งเป็นแถวตรงพระพักตร์ คนหูหนวกเป็นยามประตูนั่งพิงประตูอยู่ ในขณะนั้น คนเฝ้าสวนของพระราชานำผลมะม่วงมาแล้วเคาะประตู เมื่อได้ยินเสียง พระราชาก็ทรงตื่นจากบรรทมและตรัสกะหญิงปริจาริกาว่า “ไปเปิดประตู” หญิงปริจาริกาเดินไปหายามเผ้าประตูและบอกแก่เขาด้วยภาษาท่าทาง ยามเฝ้าประตูหูหนวกคนนั้นเข้าใจความต้องการของหล่อน จึงเปิดประตูและได้เห็นผลมะม่วง พระราชาจับมีดมาถือไว้ หญิงปริจาริกานำผลมะม่วงมาแล้วยื่นผลมะม่วงให้แก่เสนาบดี ฝ่ายเสนาบดียื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชินี ส่วนพระราชินีล้างผลมะม่วงและคัดผลมะม่วงสุกออกจากผลมะม่วงดิบ วางผลมะม่วงสุกเหล่านั้นไว้ในจานและถวายผลมะม่วงเหล่านั้นแก่พระราชา เมื่อได้รับผลมะม่วงเหล่านั้นแล้วพระราชาทรงเสวยผลมะม่วง หลังจากเสวยผลมะม่วงแล้ว พระราชาก็พรรณนาคุณและโทษของผลมะม่วง หลังจากนั้นแล้วพระราชาก็ทรงบรรทมอีก
พระราชาทรงบรรทมหลับเป็นภวังค์
คนเฝ้าสวนของพระราชานำผลมะม่วงมาและใดเคาะประดูเป็นผัสสะ(การกระทบ) ของรูปารมณ์ในจักขุทวาร
การตื่นจากการบรรทมของพระราชาเพราะการเคาะที่ประตูและคำสั่งของพระองค์ที่ให้เปิดประตูเป็นภวังคจนะ (ความไหวของภวังค์)
ภาษาท่าทางของหญิงปริจาริกาในการขอร้องให้ยามเฝ้าประตูเปิดประตูเป็นอาวัชชนะ
การเปิดประตูโดยคนยามเฝ้าประตูหูหนวกและแลเห็นผลมะม่วงเป็นจักขุวิญญาณ
การที่พระราชาทรงจับมีดและการที่หญิงปริจาริกายื่นผลมะม่วงให้แก่เสนาบดีเป็นสัมปฏิจฉนะ (การรับอารมณ์)
การที่เสนาบดียื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชินีเป็นสันตีรณะ (การสอบสวนอารมณ์)
การล้าง การคัดเลือก และการวางผลมะม่วงไว้ในจาน ตลอดทั้งการยื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชาเป็นโวฏฐัพพนะ(การตัดสินอารมณ์)
การที่พระราชาเสวยผลมะม่วงเป็นชวนะ (การเสวยอารมณ์)
การพรรณนาที่พระราชาทรงพรรณนาคุณและโทษของผลมะม่วงเป็นตทารัมมณะ
การบรรทมของพระราชาอีกครั้ง ก็เป็นการตกภวังค์
ในกรณีนี้ วิญญาณที่อาศัยผัสสะของมหันตารมณ์ที่จักขุทวารเป็นไปจนถึงชวนะแล้วตกภวังค์ทันที เมื่ออาศัยผัสสะของปริตรตารมณ์ที่จักขุทวาร วิญญาณเป็นไปถึงโวฐัพพนะแล้วก็ตกภวังค์ทันที ในทำนองเดียวกัน ความเป็นไปอาวัชชนะที่ทวารอื่น ๆ มีโสตทวารเป็นต้นก็ควรจะทราบในทำนองเดียวกัน ในมโนทวารไม่มีผัสสะกับอารมณ์ภายนอก ในกรณีนี้ อติมหันตารมณ์ เกิดขึ้นตอน ๓ อย่างหลังจากภวังคจลนะ กล่าวคือ อาวัชชนะ ชวนะ และตทารัมมณะ ในส่วนของมหันตารมณ์และปริตรตารมณ์มีขั้นตอน ๒ อย่างคือ อาวัชชนะและชวนะ ในกรณีนี้ เวทนาและสัญญาควรจะทราบโดยปัจจัยต่าง ๆ
เมื่ออาศัยปัจจัยแห่งสัมมามนสิการและมิจฉามนสิการแล้ว ควรจะทราบว่ากุศลและอกุศลมีหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นบุคคลควรจะทราบโดยอาศัยการจำแนกดังนี้



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2551 , 17:03:57 น.] ( IP = 58.8.33.160 : : )


  สลักธรรม 13


โดยสงเคราะห์
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยสงเคราะห์อย่างไร?
ตอบ : การสงเคราะห์มี ๓ กล่าวคือขันธสงเคราะห์ ธาตุสงเคราะห์ และสัจจสงเคราะห์ ในที่นี้ อายตนะ ๑๐ สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ มนายตนะสงเคราะห์เข้าใจวิญญาณขันธ์ธรรมายตนะยกเว้นนิพพานสงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ สงเคราะห์เข้าในธาตุ ๑๑ มนายตนะสงเคราะห์เข้าในธาตุ ๗ อายตนะภายใน ๕ สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจ อายตนะภายนอก ๕ สงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้ ธรรมายตนะสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้ นี้เรียกว่า “อายตนอุบาย”
อายตนอุบายจบ



ธาตุอุบาย
ถาม : ธาตุอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : ธาตุมี ๑๘ กล่าวคือจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิยญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ วิชหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุและมโนวิญญาณธาตุ(๔๓)
ในที่นี้ จักขวายตนะเป็นจักขุธาตุ รูปเป็นรูปธาตุ จักขุวิญญาณเป็นจักขุวิญญาณธาตุ ในทำนองเดียวกัน ธาตุเหล่าอื่นอีก ก็ควรจะทราบ ดังนี้ มโนทวาราวัชชนะแปลความหมายของอารมณ์ ส่วนมโนธาตุตัดสินวิบาก
มโนธาตุเป็นมนายตนะ วิญญาณทุกชนิดเว้นธรรมธาตุและวิญญาณ ๖ เป็นมโนวิญญาณธาตุ อายตนะที่เหลือได้กล่าวพรรณนาไว้แล้วโดยพิสดารในเรื่องอายตนะ ในที่นี้ ธาตุ ๑๐ สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ ธรรมธาตุยกเว้นนิพพานสงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๔ ธาตุ ๗ สงเคราะห์เข้าในวิญญาณขันธ์ ธาตุ ๑๑ สงเคราะห์เข้าในอายตนะภายในและภายนอก ๑๑ ธาตุ ๗ สงเคราะห์เข้าในมนายตนะ ธาตุ ๑๑ สงเคราะห์ในทุกขสัจ ธาตุ ๕ สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจหรือไม่สงเคราะห์ในทุกขสัจก็ได้ ธรรมธาตุสงเคราะห์เข้าในสัจจะ ๔ หรือไม่สงเคราะห์เข้าในสัจจะ ๔ ก็ได้ มโนวิญญาณธาตุสงเคราะห์เข้าในทุกขสัจหรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้



การจำกัดของปัจจุปัฏฐาน
ถาม : การจำกัดของปัจจุปัฏฐานเป็นไฉน?
ตอบ : อายตนะของธรรมธาตุเป็นสิ่งจำกัด การประชุมของลักษณะแห่งธรรมหลาย ๆ อย่าง นี้เรียกว่า “ขันธ์” ลักษณะที่เป็นทางเข้า นี้เรียกว่า “อายตนะ” ลักษณะของสภาวธรรม เรียกว่าธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนทุกขสัจโดยขันธ์ไว้สำหรับบุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม พระองค์ตรัสสอนทุกขสัจโดยอายตนะไว้สำหรับบุคคลผู้มีปัญญาทึบ
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอธิบายรูปโดยย่อแก่บุคคลผู้มีลักษณะยึดมั่นนามและขันธ์โดยการพิจารณานาม ได้ทรงอธิบายนามและอายตนะโดยย่อแก่บุคคลผู้โน้มเอียงต่อการยึดติดรูปโดยกำหนดรูป พระองค์ทรงอธิบายธาตุโดยย่อแก่บุคคลผู้โน้มเอียงต่อการยึดติดนามและรูปโดยกำหนดนามรูป

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอธิบายสภาวธรรมแห่งอายตะ พระองค์ได้ทรงอธิบายเรื่องขันธ์พระองค์ได้ทรงอธิบายเรื่องอายตนะภายในและอารมณ์และพระองค์ได้ทรงอธิบายเรื่องอายตนะ พระองค์ได้ทรงตรัสสอนเรื่องการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณและธาตุโดยผ่านอายตนะภายในและอารมณ์ บุคคลควรจะทราบความแตกต่างกันในธาตุอุบายดังนี้ นี้เรียกว่า “ธาตุอุบาย”



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2551 , 17:04:57 น.] ( IP = 58.8.35.141 : : )


  สลักธรรม 14

เพิ่งทราบนะคะว่ามี มิทธรูป ด้วย ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 ส.ค. 2551 , 09:53:22 น.] ( IP = 124.121.176.164 : : )


  สลักธรรม 15


หนังสือวิมุตติมรรคเป็นวรรคดีบาลีประเภทประกรณ์พิเศษที่อธิบายไตรสิกขาคือศีล สมาธิ และปัญญาอันเป็นวิมุตติมรรค(ทางแห่งความหลุดพ้น) หนังสือนี้เป็นคู่มือสำหรับศึกษาและปฏิบัติธรรมซึ่งหนังสือที่มีชื่อคล้ายกันคือคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์
พระเถระผู้รจนาวิมุตติมรรคมีชื่อว่าพระอุปติสสเถระ



นับได้ว่าคัมภีร์นี้เป็นอุปการอันยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนทางด้านปฏิบัติศึกษาประวัติศึกษาเพื่อเข้าถึงปฏิเวธ โดยมีพระปริยัติธรรมเป็นเนื้อหาอยู่ในวิมุตติมรรคนี้ด้วยอย่างเหมาะสม คัมภีร์วิมุตติมรรคเป็นคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาท ไม่ได้เสนอแนวคำสอนที่เป็นของมหายานแต่อย่างใดอย่างบางท่านสงสัย การตีความธรรมของคัมภีร์นี้ยังคงอยู่ในกรอบของเถรวาทนั่นเอง



ผู้ศึกษาคัมภีร์วิมุตติมรรคจะพบว่าการอธิบายธรรมในวิมุตติมรรค อาศัยแหล่งอ้างอิงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา เชิงอรรถที่นำมาอ้างอิงท้ายเล่มนี้เป็นเอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่าผู้รจนาวิมุตติมรรคได้ประมวลความรู้จากพระไตรปิฎกอรรถกถาและคัมภีร์บาลีอื่นๆ มาอธิบายไตรสิกขาอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการเขียนแบบถามตอบที่สั้นกระชับตรงประเด็น นับว่าเป็นวิธีการประพันธ์ที่ต่างจากวิสุทธิมรรคอย่างเห็นได้ชัด การที่คัมภีร์วิมุตติมรรคและวิสุทธิมรรคจะอธิบายเรื่องไตรสิกขาเหมือนกัน คัมภีร์ทั้งสองจะเสริมซึ่งกันและกัน กล่าวคือ วิมุตติมรรคจะช่วยให้ผู้อ่านจับประเด็นหลักและได้ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับข้อธรรมนั้นๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่วิสุทธิมรรคจะให้คำอธิบายข้อธรรมอย่างละเอียด พร้อมทั้งเสนอกรณีตัวอย่างประกอบเป็นบุคลาธิษฐาน



ประเด็นเปรียบเทียบบางประการระหว่างวิมุตติมรรคกับวิสุทธิมรรค
๑.วิมุตติมรรคอ้างพระบาลีต่อไปนี้เป็นบทตั้งสำหรับขยายความ
สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา
อนุพุทฺธา อิเม ธมฺมา โคตรเมน ยสสฺสินา
พระโคดมผู้มียศได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม(๑๑)
วิสุทธิมรรคอ้างพระบาลีต่อไปนี้เป็นบทตั้ง
สีเล ปติฏฐาย นโร สปญฺญฺ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ
ภิกษุผู้ฉลาด มีความเพียร มีปัญญาบริหารตน ดำรงอยู่ในศีล
อบรมจิตและปัญญา พึงถางชัฏนี้ได้



๒. วิมุตติมรรคแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๑๒ บท ส่วนวิสุทธิมรรคแบ่งออกเป็น ๒๓ บท แม้จำนวนบทจะมากน้อยกว่ากัน แต่คัมภีร์ทั้งสองก็อธิบายธรรมไปตามลำดับเหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบเนื้อหาของแต่ละบทต่อไปนี้
วิมุตติมรรคบทที่ ๑-๒ (นิทานกถา ศีลปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๑
(ปัญหาพยากรณวัณณนา ศีลนิเทศ)
วิมุตติมรรคบทที่ ๓ (ธุดงคปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๒ (ธุดงคนิเทศ)
วิมุตติมรรคบทที่ ๔-๗ (สมาธิปริจเฉท กัลยาณมิตรปริจเฉท จริยาปริจเฉท กัมมัฎฐานารัมมณปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๓ (กัมมัฏฐานัคคหณนิเทศ)
วิมุตติมรรคบทที่ ๘ (กัมมัฏฐานปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๔-๑๑
(ปฐวีกสิณนิเทศ เสสกสิณนิเทศ อสุภกัมมัฏฐานนิเศ ฉอนุสสตินิเทศ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศพรหมวิหารนิเทศ อารุปปปนิเทศ สมาธินิเทศ)



วิมุตติมรรคบทที่ ๙ (อภิญญาปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๑๒-๑๓ (อิทธิวิธนิเทศ อภิญญานิเทศ)
วิมุตติมรรคบทที่ ๑๐-๑๑ (ปัญญาปริจเฉท อุบายปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๑๔-๑๗ (ขันธนิเทศ อายตนธาตุนิเทศ อินทรีย์สัจจนิเทศ ปัญญาภูมินิเทศ)
วิมุตติมรรคบทที่ ๑๒ (สัจจญาณปริจเฉท) ตรงกับวิสุทธิมรรคบทที่ ๑๘-๒๓ (ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ปัญญาภาวนานิสังสนิเทศ)





จุดต่างที่ปรากฏบางเรื่อง
วิสุทธิมรรคถือว่าอุปาทายรูปมี ๒๔ ประการ ขณะที่วิมุตติมรรคถือว่า อุปาทายรูปมี ๒๖ ประการ เพราะวิมุตติมรรคเพิ่มชาติรูปและมิทธรูปเข้ามา (ดูหน้า ๒๑๗) เกี่ยวกันเรื่องนี้ พระพุทธโฆสาจารย์กล่าวว่า ตามมติของอาจารย์บางพวกมีมิทธรูป (เอกจฺจานํ มเตน มิทฺธรูปํ) และพระพุทธโฆสาจารย์ได้ปฏิเสธมตินี้พระธรรมปาละได้อธิบายเรื่องการปฏิเสธมิทธรูปไว้ในวิสุทธิมัคคมหาฎีกา จุดนี้จึงเป็นจุดต่างที่ผู้ศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาพึ่งตั้งข้อสังเกต
และศึกษาถึงข้อความเห็นที่ต่างมติ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ส.ค. 2551 , 11:07:47 น.] ( IP = 58.9.111.233 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org