
อายตนะภายในและภายนอก ๑๒
ถาม : อายตนอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : อาขตนะภายในและภายนอก ๑๒ ประการคือ จักขุประสาท รูปารมณ์ โสตประสาท สัททารมณ์ ฆานประสาท คันธารมณ์ ชิวหาประสาท รสารมณ์ กายประสาท โผฏฐัพพารมณ์ มนายตนะ ธัมมารมณ์(๔๑)
ในที่นี้จักขุประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุนี้ รูปารมณ์เป็นรูปธาตุ นี้เป็นเรื่องจักขุ โสตประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลได้ยินเสียงด้วยโสตประสาทนี้ สัททารมณ์เป็นสัททธาตุ นี้เป็นเรื่องโสตะ ฆานประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลดมกลิ่นด้วยฆานประสาทนี้ คันธารมณ์เป็นคันธธาตุ นี้เป็นเรื่องของฆานะ ชิวหาประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้ บุคคลลิ้มรสด้วยชิวหาประสาทนี้ รสารมณ์เป็นธาตุ นี้เป็นเรื่องของชิวหา กายประสาทเป็นธาตุสำหรับรู้บุคคลรู้ว่าสวยสดงดงาม อ่อนนุ่ม (และอื่น ๆ อีก) ด้วยกายประสาทนี้ โผฏฐัพพารมณ์ คือ ความแข็งกระด้าง ความอ่อนนุ่ม ความเย็น และความอบอุ่นของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ นี้เป็นเรื่องของกาย มนายตนะเป็นธาตุของวิญญาณทั้ง ๗ ธรรมธาตุประกอบด้วยขันธ์ไม่มีรูป ๓ สุขุมรูป ๑๘ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้เป็นอายตนะภายในและภายนอก ๑๒
อนึ่ง อายตนะภายในและภายนอก ๑๒ เหล่านี้ บุคคลควรจะทราบคุณลักษณะพิเศษ เฉพาะโดย ๕ ทางคือ โดยความหมายของคำ โดยข้อจำกัด โดยปัจจัย โดยเกิดขึ้นและดับไป โดยจำแนกและโดยสงเคราะห์
โดยความหมายของคำ
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยความหมายของคำอย่างไร?
ตอบ : จักขุหมายถึงการเห็น รูปารมณ์หมายถึงการปรากฏ โสตะหมายถึงการฟัง สัททะหมายถึงเสียง ฆานะหมายถึงจมูกคือเครื่องสูดดม คันธะคือกลิ่น ชิวหาคือเครื่องลิ้มรสคือความอร่อย กายหมายถึงการประสบ โผฏฐัพพะหมายถึงการถูกต้อง มโนหมายความถึงรู้ ธรรมารมณ์หมายถึงสิ่งไร้ชีวะ อายตนะคือทางเข้าไปในที่ที่ไม่มีรูป สถานที่ และที่หยุดพัก ฉะนั้น บุคคลควรทราบความหมายของคำ ดังนี้
โดยข้อจำกัด
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ : ตากับหูไม่แตะต้องกับอารมณ์ จมูกลิ้นและกายแตะต้องกับอารมณ์ มโนอยู่ร่วมกับอารมณ์ อาจารย์บางท่านกล่าวว่าหูแตะต้องกับอารมณ์ เพราะว่าถ้ามีสิ่งขัดขวางอยู่ใกล้บุคคลก็จะไม่ได้ยินเสียง ดังเช่นเมื่อการสะกดคำศัพท์ผิดพลาด และอีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ว่าตามสภาพแล้วตาแตะต้องกับอารมณ์ เพราะว่า บุคคลไม่สามารถจะเห็นด้านตรงข้ามของกำแพง ฉะนั้น บุคคลควรทราบโดยข้อจำกัด ดังนี้