มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หัวใจภักดิ์รักแม่









หัวใจภักดิ์รักแม่



เช้าวันนี้ ได้ถึงเวลาที่เราจะมาร่วมสร้างสรรค์ความดีให้เกิดขึ้นที่กาย วาจา และใจของเรา เพราะคุณงามความดีเป็นสิ่งที่เราควรจะกระทำ ไม่ว่าจะเป็นคุณงามความดีที่เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ตาม ล้วนควรสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นที่เราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ทั้งในชาตินี้และภพชาติต่อๆ ไป

และหลังจากพวกเราได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้ทางมูลนิธิถือโอกาสที่จะรวมใจภักดิ์รักกุศลเพื่อที่จะนำกุศลเหล่านั้นมาสร้างชีวิตสร้างจิตใจให้เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทิตาคุณ มีความรักในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

เพราะในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ คือวันอังคารที่จะมาถึงนี้เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางพระบรมราชินีนาถ จึงขอเชิญชวนสมาชิกมูลนิธิอภิธรรมทุกท่านร่วมกันระลึกนึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน พร้อมกับร่วมกันน้อมเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์โดยพร้อมเพรียงกันดังที่จะเป็นตัวแทนกล่าวคำถวายพระพรต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ดังต่อไปนี้





ยอกรจรดเกศก้ม............ถวายบังคม ณ ปฐพี
แทบบาทพระนารี............มหาราชินีเฉลิมพระชนม์

มิ่งขวัญของชาวไทย............ดั่งดวงใจประชาชน
พระเมตตาดุจหยาดฝน............รินทิพย์ชลชโลมแดน

พระบาทที่ยาตรย่าง............ทุกก้าวสร้างชื่นฉ่ำแทน
คล้ายร้อนดับข้นแค้น............ทรงวางแผนพัฒนา

รักษ์ป่าพารักษ์น้ำ............รักษ์ความงามศิลป์วิชา
รักษ์พืชพันธุ์นานา............รักษ์คุณค่าความเป็นไทย

ทรงเกื้อเพื่อดูแล............ทรงไขแก้ด้วยห่วงใย
พระราชทานกำลังใจ............ให้สู้ภัยวิกฤตพาล

คือเอกองค์มารดา............ของประชาทุกเรือนชาน
ครบรอบมงคลกาล............อธิษฐานประนมกร

ขอพระองค์จงเกษม............ล้นปรีดิ์เปรมสโมสร
พระเกียรติเกริกกำจร............ขอถวายพระพรทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวบุษกร เมธางกูร ประธานมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิและคณะศิษยานุศิษย์



โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [13 ส.ค. 2551 , 00:55:38 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



หลังจากที่เสียงล่าวคำถวายพระพรจบลงแล้ว เพลงสดุดีมหาราชาได้ถูกเปิดขึ้นเป็นลำดับต่อมาโดยท่านอาจารย์ได้เปล่งเสียงอย่างเต็มเสียงและก้องกังวานขึ้นนำคณะศิษย์ทั้งหลายร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชาไปพร้อมกันด้วย ซึ่งบรรยากาศในขณะนั้นสัมผัสได้ถึงความเคารพเทิดทูนและความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง และหลังจากพิธีถวายพระพรของมูลนิธิได้เสร็จสิ้นลงท่านอาจารย์ได้กล่าวกับทุกคนว่า

...รู้สึกดีใจที่ตัวเองเป็นแบบนี้ และรู้สึกดีใจกับทุกท่านที่เป็นแบบนี้ คือเป็นบุคคลที่ได้มาร่วมกันทำกุศลในวันนี้ ที่บอกว่าดีใจที่เป็นแบบนี้ก็คือ เป็นผู้ที่มีความรักชาติ รักศาสนา และรักสถาบันพระมหากษัตริย์

มูลนิธิของเราได้เปิดดำเนินงานมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และก็ขอบอกได้เลยว่าเราไม่เคยขาดตกบกพร่องในความจงรักทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เราจะมีพิธีการอันแสดงถึงความจงรักภักดีตลอดมา

และในปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถผู้เป็นสมเด็จแม่ของประเทศ พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุมาถึง ๗๖ พรรษาแล้ว ในห้วงวันและเวลาที่ผ่านมานั้น..หากเราปวงชนชาวไทยทุกคนหลับตาลงแล้วนึกย้อนเข้าไปในความทรงจำของเราก็จะพบว่า เรามีแต่ความทรงจำที่งดงาม เรามีความทรงจำที่น่าภาคภูมิใจในความเป็นลูกของพ่อหลวงและแม่หลวงของประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชนีนาถ..พระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งแห่งแสงตะวันที่ทำให้คนไทยทั้งหมดได้รับความภาคภูมิใจและมีความสุขใจ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่ไปกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสถานที่ใด พระสิริโฉมอันงดงามยังประทับตาและตรึงใจของพวกเราอยู่เสมอมา พระจริยาวัตรอันงามยิ่งของพระองค์ท่านทำให้ชาวโลกเกิดความประทับใจในความงามของสตรีไทย และผลงานของพระองค์ท่านโดยเฉพาะศูนย์ศิลปาชีพได้เปิดแสดงอวดโฉมไปทั่วโลก

ถ้าหากใครได้ไปดูงานศิลป์แผ่นดินที่พระที่นั่งอนันตสมาคมในครั้งที่ผ่านๆมา และที่กำลังจะมีในวันพรุ่งนี้ก็จะเห็นได้ว่าความงดงามแห่งศิลปะที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นงดงามอุดมด้วยคุณค่าอย่างหาประเทศใดเทียบได้ คนที่เคยไปประเทศฝรั่งเศสแล้วไปดูงานศิลปกรรมงานปฏิมากรรมของเขา ก็จะเห็นว่ามีความงามอีกแบบหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็จะมีความงามของประเทศนั้นๆ

แต่สำหรับตนเองนั้นทุกครั้งที่ไปยืนชมความงามในงานศิลปกรรมของประเทศต่างๆ ก็จะสะท้อนย้อนกลับมาที่งานศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมทุกครั้งว่า งานศิลปกรรมของไทยงามที่สุด เพราะการถ่ายทอดออกมาทางด้านศิลปะนั้นอ่อนช้อยมากมีความประณีตเหลือเกิน นั่นก็คือผลงานอันเกิดจากโครงการของพระสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งทำให้เราทุกคนมีความปีติยินดีแล้วก็พร้อมกันแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติที่จะมาถึงนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 00:56:16 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 2



และก็จะขอพูดตรงนี้ว่า.....ทุกคนล้วนมีแม่ แล้วก็ได้รับฟังรับรู้กีนมาแล้วว่า "แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง" ฉะนั้น ในวันนี้นอกจากจะเชิญชวนท่านทั้งหลายถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถแล้ว ยังต้องการให้ทุกคนไม่ลืมแม่ของตนเอง ไม่ว่าในขณะนี้ท่านจะยังดำรงชีวิตอยู่ก็ดีหรือท่านได้จากไปแล้วก็ดี ท่านก็เป็นแม่ของเรา เป็นผู้ให้กำเนิด จึงขอรวบรวมความรู้สึกในคำว่าแม่มาบอกท่านว่า....


คำว่าแม่


เลื่องลือคุณหนุนค่าคำว่า "แม่ "................พระคุณแท้เกินภูผาที่หนาหนัก
อุ้มครรภ์ด้วยอดทนเพียรฟูมฟัก...............คอยพิทักษ์ลูกไว้ไม่ทำลาย

เลื่องลือค่าน้ำนมผสมรัก ..........................อาหารหลักที่ตลาดไม่มีขาย
หล่อเลี้ยงลูกเติบโตทั้งร่างกาย...................มอบสัมผัสไม่คลายความผูกพัน

เลื่องลือความอดทนบนหน้าที่...................กี่สิบปีที่เป็นแม่ไม่เคยหวั่น
เป็นย่ายายของหลานชั่วนิรันดร์.................ทุกวี่วันเหมือนคนใช้ในครอบครัว

เลื่องลือความเก่งกาจชาตินักสู้...................แม่ล่วงรู้วางแผนแล่นในหัว
หารายได้เสริมรายจ่ายให้สมตัว................ทำการครัวการค้ากล้าทำงาน

เลื่องลือน้ำใจกว้างอย่างสมุทร...................ไม่เคยหยุดความรักความสงสาร
ผิดกี่ครั้งอภัยลูกอย่างเชี่ยวชาญ...................มาถึงหลานยิ่งอภัยให้ด้วยดี

เลื่องลือห้าประการเป็นต้นนั้น...................คุณอนันต์ที่ปรากฏเป็นสักขี
แม้นเพียงหนึ่งประการในชีวี.....................ก็นับมีคุณใหญ่ในมารดา

อย่าติติงสิ่งที่แม่ไม่สนอง...........................แม้นท่านต้องแยกจากไปไม่พบหน้า
พระคุณที่อุ้มครรภ์ให้ชีวา................ ..........นั้นหนักหนากว่าสิ่งใดในปฐพี

อย่าลำเลิกเบิกความยามท่านแก่...................เพราะท่านเคยเป็นแม่ที่สาวศรี
กว่าจะเฒ่าท่านเลี้ยงเราจนได้ดี...................พระคุณนี้เกินคณาว่าเท่าใด

เลื่องลือเสียงเรียงร้อยพระคุณแม่................ปีหนึ่งแม้มีวันเดียวให้ขานไข
ต่างอิ่มเสริมเติมกตัญญูเข้าสู่ใจ...................ดอกมะลิบานไสวทั่วไทยแลนด์



โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 00:56:52 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 3


เมื่อท่านอาจารย์อ่านกลอนจบลงแล้วเพลงอิ่มอุ่นก็ได้ถูกเปิดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบในขณะนั้น แล้วท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวขึ้นว่า...ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง..

หวังเหลือเกินว่า .....ทั้งกลอนที่บรรจงเอามาให้ท่าน หวังเหลือเกินว่า .....เพลงที่เปิดขึ้นจะขัดเกลาจิตใจที่แข็งกร้าวที่มั่นใจตัวเองว่า ตัวเองโตแล้วเลี้ยงตัวเองโดยไม่มีแม่มาคอยดูแลได้แล้ว อย่าลืมว่า..แม่ก็คือแม่

และสำหรับแม่ที่จากไปแล้วของลูกอีกหลาย ๆ นั้น ถ้าเราเป็นผู้ที่ได้ทำคุณงามความดี แล้วท่านอยู่ในสัมปรายภพที่สามารถเหลียวกลับมามองเราได้ ท่านก็จะคงอิ่มใจที่ท่านได้เลี้ยงเราด้วยน้ำนม เลี้ยงเราด้วยคำคมแห่งรักที่ทำให้เราเป็นคนดีของประเทศ เป็นคนดีของพระศาสนา เป็นคนดีของพระมหากษัตริย์ และเป็นคนดีที่พาตนเองเป็นผู้รู้รับผิดชอบตัวเอง เป็นคนกตัญญูกตเวทิตาคุณ

ก็หวังเหลือเกินว่าทุกคนจะใช้ชีวิตที่เหลือของตนเองเพื่อชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่ได้เต็มที่ แม้ในวันที่ ๑๒ สิงหาคมที่เราอาจไม่ได้พบกันเพราะไม่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าหากใครที่ยังมีแม่อยู่ก็กลับไปดูแลท่านบ้าง กลับไปหาแม่ไปถามว่า แม่เป็นอย่างไรบ้าง หรือว่าถ้าอยู่กับแม่ขอให้พูดหวานขานเพราะกับแม่บ้าง.. เพราะแม่ไม่ต้องการอะไร นอกจากการเจริญเติบโตที่มีพลังแห่งความดีของลูกนั้นเอง

ก็ขอเป็นตัวแทนของแม่ทุกคนมาบอกว่าแม่รักลูกจริง ๆ และด้วยการที่มาเป็นตัวแทนนี้ก็มีของฝากในวันแม่มาบอกว่า

ห้องใจภักดิ์รักกุศล


จงระมัดระวังคำพูด และมีมารยาทในการฟัง และจงมีกำลังใจที่จะเป็นคนดีที่รู้จริงให้ได้

ด้วยการไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย อาศัยความหวังและความเพียรสร้างเพื่อนแท้ให้แก่ชีวิต

อาศัยความคิดและความระวังสร้างพลังในการเดินทางและปลดปล่อยวางสิ่งที่เราไม่ชอบออกจากหัวใจ

เพียงแค่นี้ ก็สร้างกำไรให้แก่ชีวิตได้อย่างงดงาม

ของขวัญวันแม่แด่ทุกคน

บุษกร เมธางกูร
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 00:58:30 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 4



จงระมัดระวังคำพูด.. หมายความว่า เวลาพูดให้ใช้วาจาที่มีน้ำคำ น้ำใจ และไมตรีจิตอยู่เสมอ พูดหวานขานเพราะอย่าพูดห้วนๆ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือกล่าวออกไปด้วยความทุจริตผิดศีล

และมีมารยาทในการฟัง.. ก็คือ เวลาที่ฟังใครพูดก็ให้เขาพูดให้จบเสียก่อน เพราะเขาอาจมีความทุกข์อยู่ก็มีความเมตตาเปิดให้โอกาสเขาได้ระบายความในใจออกมาบ้าง ไม่ใช่ตัดบทหรือคิดว่าเขาในใจว่าเขามีความสามารถเท่านี้หรือ เพราะความคิดของเขาอาจคับแคบคิดได้เท่านั้นจริง และไม่มีใครอยากพูดให้ใครโกรธหรอก แต่นิสัยเขาเป็นอย่างนั้นเองเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้เราไม่ชอบ เราจึงต้องรู้จักทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มหรืออยู่กันสองคนก็ตาม

และจงมีกำลังใจที่จะเป็นคนดีที่รู้จริงให้ได้.. คำนี้ฟังดูง่าย แต่คนดีที่รู้จริงนี่สิมีไม่มาก เพราะความดีทำง่าย เช่น ช่วยเหลือกิจการงานชอบ หรือการให้ทาน หรือการอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น ผู้ที่ทำได้ก็จัดว่าเป็นคนดี

แต่จะเป็นคนดีที่รู้จริงนั้นยาก เพราะคนดีที่รู้จริงต้องรู้ว่าชีวิตคืออะไร? คือต้องรู้ว่าชีวิตนั้นไม่นอกเหนือไปจากเครื่องหมายจิต เจตสิก และรูปในกระดานแผ่นนี้ เพราะฉะนั้นเป็นคนดีที่รู้จริงให้ได้ ก็เป็นดั่งเช่นที่ท่านทุกคนได้ก้าวเข้ามาศึกษาเรื่องชีวิต นั่นกำลังสร้างชีวิตดีที่รู้จริง

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:00:34 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 5



อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย.. เพราะคนดีที่รู้จริงจะไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย และคนดีที่รู้จริงก็ไม่ใช่รู้พระปริยัติธรรมอย่างเดียวโดยท่องได้จำได้

ถามว่า เครื่องหมายจิตกลุ่มนี้คืออะไร? คนดีที่รู้จริงก็ตอบได้ว่าเป็นกุศล ชื่อของเขาก็คือ มหากุศล แต่คนดีที่รู้จริง ๆ ต้องสามารถนำมหากุศลนี้ไปสร้างให้เกิดขึ้นที่ตนให้ได้ ไม่ใช่ให้มีอยู่แต่ในกระดาน เพราะว่าถ้าเผื่อเรารู้เแค่ตรงนั้นไม่เอาไปใช้ กาลเวลาที่ผ่านไปนั้นก็เป็นไปอย่างน่าเสียดาย

ที่ว่าน่าเสียดายเพราะอะไร? เพราะเราแค่เพียงจำจบ แต่เราไม่สามารถทำให้จบได้นั่นเอง ซึ่งการที่เราเป็นคนดีที่รู้จริงได้นี้ เราก็จะมีความหวังและมีความเพียรเพื่อจะสร้างเพื่อนแท้คือปัญญาให้แก่ชีวิตของเราได้

อาศัยความหวังและความเพียรสร้างเพื่อนแท้ให้แก่ชีวิต... สำหรับบางคนที่เป็นนักศึกษาเก่าเคยเรียนมาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อยังมาสอน แล้วก็เกิดเอาคำหลวงพ่อไปคิดผิดก็มี เช่น หลวงพ่อสอนว่า "หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย" แล้วก็ไม่หวังอะไรเลยแม้กระทั่งความดี ไม่คิดหวังแม้กระทั่งพัฒนาความดี ซึ่งไม่ใช่.. หลวงพ่อท่านไม่ได้สอนให้ทำแบบนั้น

หลวงพ่อไม่ได้สอนให้เราเลิกหวังไปทุกอย่าง แต่ท่านสอนว่าอย่าไปหวังในโลกธรรมเลย เพราะโลกธรรม ๘ คือมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรญเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ เขาเรียกว่าโลกียธรรม ๘ ประการ เป็นสิ่งที่หวังไม่ได้ เช่น หวังให้ใครรักเราตลอดไปก็หวังไม่ได้ หวังให้เขาอยู่กับเราไปจนตายก็อยู่ไม่ได้ เพราะเราไม่ตายไปจากเขา เขาก็ตายไปจากเรา ไม่ว่าจะให้รักกันปานจะกลืนกิน แต่เขาไม่ตายจากเราเราก็ตายจากเขา ไม่มีอมตะนิรันดร์กาล ดังนั้น ในระหว่างที่เรากำลังเดินทางร่วมกันไปได้นี้ เราต้องสร้างเพื่อนแท้ คือ ปัญญาให้กับชีวิตตนเอง เพราะปัญญาเท่านั้นที่พาให้เราพ้นทุกข์

แล้วก็ให้เรามีความหวังได้ ท่านให้เรามีความหวังอย่างไร? ในขณะที่หลวงพ่อบอกว่าหวังมากผิดหวังมากไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย นั้นคือหวังในโลกธรรม แต่ให้เรามีความหวังว่า ถ้าเผื่อเรามาสม่ำเสมอ ทำสม่ำเสมอ ในเรื่องราวของปัญญา.. เราต้องดีกว่านี้ ถ้าเผื่อเราหมั่นระลึก หมั่นรู้สึกตัว... สติของเราต้องดีกว่านี้ ถ้าเผื่อเรามีความรู้จริงความรู้ถูก สติสัมปัชชัญญะดี.. ชาติหน้าเราต้องดีกว่านี้ และเมื่อมีความหวังแล้วความหวังนั้นก็ต้องประกอบไปด้วยความเพียร เพื่อนแท้จึงจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:01:00 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 6



อาศัยความคิดและความระวัง.. คือ คิดก่อนพูด อย่ากินก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น อย่าเล่นก่อนทำ นี่คือคำที่หลวงพ่อสอนเสมอ ..คิดเสียก่อนว่า ทำไปทำไม มีตัวการอะไรในกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นคนได้รับ อาศัยความคิดถูก ความคิดรอบคอบ และความระวังคำพูด ระวังมารยาท ระวังใจของตนเอง

สร้างพลังในการเดินทาง .. เพราะชีวิตของเราต้องเดินทางไปข้างหน้าตลอด ไปสู่แก่ ความเจ็บ และความตาย ฉะนั้นต้องอาศัยความคิดที่ถูกและมีความระมัดระวังใจให้มีพลังในการเดินทาง

และปลดปล่อยวางสิ่งที่เราไม่ชอบออกจากหัวใจบ้าง .. เราจะเห็นได้ว่า ถ้าให้แต่ละคนถามตัวเองแล้วทำเครื่องหมายมาว่า มีอะไรที่เราไม่ชอบบ้าง เราจะสามารถทำเครื่องหมายได้เกิน ๕ อย่าง เช่น ไม่ชอบคนนี้ ไม่ชอบเรื่องนี้ ไม่ชอบบ้านสกปรก ไม่ชอบเสื้อผ้าไม่สวย ไม่ชอบใครมาวุ่นวายกับเรา ไม่ชอบพูดซ้ำซาก ไม่ชอบพูดไม่รู้เรื่อง ..เราก็จะเขียนได้สารพัด แล้วเราไม่ปลดวางไป ซึ่งเหลืออย่างเดียวที่ทุกคนไม่เขียนคือไม่ชอบการเกิด เมื่อใดเรามีใจไม่ชอบการเกิดได้ นั่นแหละชีวิตของเราเริ่มมีเป้าหมายที่ดี

ถ้าเราทำได้เพียงแค่นี้ คือ ระวังคำพูด มีมารยาทในการฟัง และมีกำลังใจที่จะเป็นคนดีที่รู้จริงทั้งมีความคิดและความระวังและสะสมเพื่อนแท้เราก็สามารถสร้างกำไรให้กับชีวิตเราได้อย่างงดงาม

นี่คือของขวัญวันแม่ ที่ขอเป็นตัวแทนแม่มามอบสิ่งนี้ให้กับทุกคน ถามว่า ทำไมเอาสิ่งนี้มาให้? ก็เพราะว่ามานั่งคิด แล้วมานั่งย้อนดูว่าชีวิตของเรานี้เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกันแต่ละคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ต่างกับนก

ซึ่งนกที่จะพูดถึงในที่นี้ก็คือ นกในเพลงชะตาชีวิตที่จะนำมาเปิดให้ท่านได้ฟังกัน ..

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:01:34 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 7



นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย...เรามาคนเดียว มีจุติและปฏิสนธิเพียงลำพัง ไม่มีจุติแล้วปฏิสนธิออกมาเป็นฝาแฝด ถึงจะเป็นแฝดก็เป็นคนละคนกัน

คิด คิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง .. ลองคิดดูซิ ตอนนี้เรามีสิ่งที่สมมติขึ้นมาเท่านั้นเองว่าเป็นเพื่อนเรา เป็นสามีเรา เป็นภรรยาเรา เป็นลูกเรา ยืนอยู่รอบ ๆ ตัวเราแต่จริง ๆ แล้วเขาเหล่านั้นต่างคนต่างเกิดต่างคนก็ต่างต้องตายไป เรายืนอยู่คนเดียวในโลก หามิตรแท้ไม่ได้เลย ให้รักมากแค่ไหนเขาก็ตายจากเรา เขาต้องทอดทิ้งเราไปแน่ ดูอย่างอาจารย์บุญมีซิ บอกว่ารักลูกมากแต่ก็ยังทิ้งลูกไป ตอนนี้เลยเหลือตัวคนเดียว

ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง.. จริง ๆ แล้ว เราขาดมวลมิตรโดยเฉพาะกัลยาณมิตร และไร้คนสนิท เพราะใจเรานั้นมีเครื่องกำบังอันหนึ่ง คือไม่ชอบให้ใครก้าวเข้ามารู้อะไรในตัวเรามากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามเสแสร้งแล้วแกล้งทำ บิดเบือนความจริง มีหน้ากาก มีหัวโขนกันตลอดเวลา

แล้วหลงใหลหมายปองคนปรานี.. พอมีอะไรก็หลวงพ่อคะช่วยหนูที หนูทำดีทำไมมีเรื่อง .. ก็ไปนั่งเล่าให้รูปปั้นของหลวงพ่อฟังกัน

ฉะนั้น ด้วยความที่เราเหมือนนกน้อยแล้วมีชะตาชีวิตของแต่ละคน จึงได้หยิบยื่นสิ่งเหล่านี้มาให้ทุกท่าน มาให้ของขวัญวันแม่แก่แต่ละคนว่า นกตัวเล็ก ๆ จ๋า เจ้าต้องมีเวลาบินจากจร จงรีบเร่งถ่ายถอนจะได้ไม่ต้องย้อนอยู่ด้วยกรรม นะจ๊ะ เพราะนกตัวนี้มาคนเดียว ทำคนเดียว แล้วไปคนเดียวจากรักนี้ไปรังโน้น เพราะทุกคนมีความตายแน่นอน ขณะที่ยังเป็นอยู่นี้ควรพยายามสะสมความดีไว้ เพราะว่ากำลังของความสะสมนี้มันจะส่งมาเป็นอารมณ์ใกล้ตาย และอารมณ์ใกล้ตายนี้ ชวนะเหลือ ๕ ขณะ ซึ่งไม่ต่างกับธรรมทูต ๕ องค์ ที่รับอารมณ์ต่อจากมรณาสันนกาลแล้วก็จุติแล้วก็ปฏิสนธิทันที

ตรงนี้แหละถ้าเราเข้าใจจะเป็นคนดีที่รู้จริง เมื่อเราเสามารถเอาความจริงมาปฏิบัติที่ตนเราก็จะสามารถสร้างเพื่อนแท้ให้แก่ชีวิตได้ เมื่อเพื่อนแท้เกิดขึ้นในชีวิตได้เมื่อไร ความคิดและความระมัดระวังมันก็เกิดขึ้นมากมายในการเดินทางของเรา เราก็จะสามารถปลดปล่อยเรื่องไร้สาระออกไปจากหัวใจได้ และก็สร้างกำไรให้แก่ชีวิตได้อย่างงดงาม นี่คือสิ่งที่ให้สำหรับวันแม่

และเนื่องในวันนี้ก็เป็นวันแม่และก็ทำหน้าที่เหมือนแม่มาตลอดเวลา ตั้งแต่เช้ามาจนถึงขณะนี้ ก็อยากถามความรู้สึกบ้างว่าเป็นอย่างไรบ้าง

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:02:12 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 8



ความรู้สึกของลูกศิษย์ท่านแรก

" วันนี้มาด้วยความมั่นใจว่า อย่างไรก็ตามตนเองจะต้องได้มีโอกาสทำพิธีในวันแม่ เพราะตั้งแต่เป็นลูกศิษย์ที่นี่ก็ชื่นใจตรงที่ว่า พอถึงวันแม่ วันพ่อ วันสำคัญใด ๆ อาจารย์จะพาพวกเราทำพิธี มันเหมือนกับทำให้เราไม่ขาดตกบกพร่องในความเป็นพลเมืองดี บอกตรง ๆ ว่าเมื่อก่อนนั้นความรู้สึกของการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มีเพียงแค่ผิวเผิน แต่พอได้ก้าวมาเป็นลูกศิษย์ที่นี่มันมีความรู้สึกว่า ๓ อย่างนี้มีความมั่นคงในใจ พอทำพิธีเมื่อใดอาจารย์จะหาเพลงมาเปิดให้ฟัง พอฟังเพลงครั้งใดก็ทำให้เกิดความรู้สึกซึ้งใจ

อย่างเพลงอิ่มอุ่นที่ให้ก็นึกย้อนไปถึงแม่ แล้วก็นึกย้อนไปถึงเมื่อก่อนว่าเราทำดีกับแม่ไม่มากเลย จนกระทั่งว่า ได้มาเจออาจารย์บุษกร ทำให้รู้สึกว่าจากที่ดูแลแม่แบบทำไปด้วยหน้าที่นั้นกลายมาเป็นการทำด้วยใจ เพราะประทับใจกับภาพอาจารย์บุษกรที่มีในช่วงที่ท่านอาจารย์บุญมีป่วย เมื่อท่านอาจารย์บุญมีก้าวเข้ามาในห้องที่อาจารย์บุษกรนั่งอยู่นั้นอาจารย์บุษกรมีความดีใจมาก ซึ่งไม่เคยเห็นลูกคนใดเกิดดีใจมากขนาดนี้ที่ได้เห็นหน้าพ่อ จึงเกิดความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น และก็ได้เห็นและประทับใจทุกครั้งในเวลาที่อาจารย์บุญมีกับอาจารย์บุษกรได้พบกัน

ก็นึกย้อนกลับมาถามตัวเอง เราเคยให้ความรู้สึกกับแม่ของเราอย่างอาจารย์บุษกรไหม? ภูมิใจที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ที่นี่ ที่นี่และท่านอาจารย์ได้เปลี่ยนความรู้สึกเป็นลูกที่ดี เพราะฉะนั้น ๑๐ ปีที่แม่เป็นอัมพาต มีความรู้สึกว่าเราได้ทุ่มเทให้กับแม่โดยที่อาจารย์เป็นผู้ที่เปลี่ยนเรา และก่อนที่แม่จะเสียชีวิตนั้นกิจกรรมในวันแม่โดยปกติก็คือ จะร่วมทำบุญกับแม่แล้วก็เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

และการที่ตั้งแต่เล็กไม่เคยกราบแม่ อย่างดีก็แค่ยกมือไหว้ จากการยกมือไหว้หลวงพ่อก็บอกให้หัดกราบแม่ แต่การที่ไม่เคยทำ จึงเขิน ไม่กล้ากระทำ ถามว่ารักแม่ไหม ตอบว่ารัก แต่บางสิ่งบางอย่างเราไม่เคยทำ เช่น ไม่เคยหอมแก้มแม่ จึงไปเข้าปฏิบัติ พอออกจากการปฏิบัติมาก็มากราบเท้าแม่ จำได้ว่าแม่เหมือนงง ๆ ค่ะ แต่ท่าที่แม่มีอาการงงนั้นมันสร้างความปลื้มใจให้เรา เพราะเป็นสิ่งที่แม่ไม่เคยได้รับจากลูก

พอแม่ป่วยอาจารย์อีกนั่นแหละที่ไปเยี่ยม อาจารย์ซึ่งไม่ใช่ลูกของแม่แต่อาจารย์ไปหอมแม่ ภาพของอาจารย์ที่หอมแม่ทำให้เรากล้าที่จะหอมแม่ตัวเอง และได้เห็นภาพแม่รู้สึกมีความสุข เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าอาจารย์ท่านเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตให้เรา "

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:02:45 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 9



"เมื่อก่อนนั้น อาจารย์จะมาสอนทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ก็เกิดความรู้สึกว่า คุณต้อยไม่ต่างกับแม่ของเรา นั่งสั่งสอนเราทุกเช้า และเวลาที่คุณต้อยสอนธรรมะนั้นถ้ามีใครแหยมมาคือผิดท่าอาจารย์จะสั่งสอนทันทีเลย ฉะนั้นจะเห็นว่าที่มูลนิธิแห่งนี้มีคุณต้อยเป็นแม่ และเป็นแม่ที่ให้ลูกจริง ๆ คือ ทุ่มเทให้ทั้งหมดเลย ลูกศิษย์ที่มานานแล้วจะทราบเลยว่าคุณต้อยรักที่นี่มาก ๆ แม้เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังจากที่ไปเข้ากับการผ่าตัด แทนที่คุณต้อยจะให้รถไปส่งที่บ้าน กลับให้มาส่งที่มูลนิธินี่ก่อน และทุกครั้งที่คุณต้อยเข้าโรงพยาบาลก็จะเอาความเจ็บปวดมาตีแผ่เป็นธรรมะให้กับพวกเรา

และมีเกิดความรู้สึกว่า แม่รักเรามาก ตอนนี้ยังรู้สึกโหยไห้กับความรู้สึกที่แม่ให้เราหรือที่เรายังไม่เต็มที่กับแม่ แต่เมื่อมองย้อนไปแล้วสิ่งที่เราได้จากแม่คือความรักก็จริง แต่สิ่งที่นำมาปรนเปรอให้เรานั้นถามว่ามันสร้างทางให้เราเกิดไหม? เป็นความรักที่ยังทำให้เราเกิด แต่แม่(อาจารย์บุษกร)ที่นี่ให้กับเรา นี่ซิ มันให้เราไม่เกิด เพราะฉะนั้นจึงเกิดความรู้สึกว่าคุณต้อยไม่ต่างกับแม่ของเรา

ตัวเองมีอายุมากกว่าคุณต้อย ๖-๗ ปี ถ้าถามว่ามีความเคารพอาจารย์ไหม? เคารพ เพราะสิ่งที่เราได้รับมานั้นมันล้นค่า ให้เราได้รู้จักความจริง ให้เราได้เอาสิ่งนี้เข้าไปปฏิบัติ ใครที่มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติก็จะได้คำตอบทุกคน ใครที่มีปัญหาชีวิตมาหาอาจารย์ หรือเราเอาเรื่องราวมาเป็นปัญหา อาจารย์ก็ตีแผ่ออกมาให้เห็นเป็นเหตุเป็นผลให้เราเถียงไม่ได้ ตีแผ่ออกมาเป็นธรรมะให้เราสงบขึ้น แล้วก็จะยอมรับความจริงได้มากขึ้น

เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่วันแม่จะมีความรู้สึกพิเศษแล้วก็จะเขียนเรื่องลงกระทู้เพื่อเป็นกำลังใจให้อาจารย์ ทุกครั้งที่อาจารย์ป่วย อาจารย์เจ็บป่วยทรมานไหม? เจ็บปวดทรมาน แต่อาจารย์มีจุดยืนอยู่เพื่อมูลนิธิ เพื่อพวกเราทุกคน วันนี้ก็ขอแสดงความรู้สึกต่อแม่ของตัวเองและต่ออาจารย์ว่าอาจารย์คือแม่ของเราทุกคนค่ะ

และคุณต้อยเป็นครูที่ดุ พวกลูกศิษย์เก่าก็จะบอกว่า คุณต้อยเป็นครูกระดาษทราย เพราะทุ่มเทให้และเอาจริง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีมาให้ขัดคนหนึ่ง คือมีลูกศิษย์ใหม่ซึ่งเคยเรียนพระอภิธรรมมาแล้วอยากจะปฏิบัติ ซึ่งก็ไปมาแล้วหลายที่แต่เป็นสมาธิ ซึ่งเขาได้เปิดอ่านจากอภิธรรมออนไลน์ แล้วก็มาที่นี่ เพื่อจะมาซื้อหนังสือ แล้วอยากจะเข้ามาคุยเรื่องการปฏิบัติ

แต่น้องคนนี้วิบากดีมากได้มาเข้ามาในขณะที่อาจารย์มาพอดี จึงได้เห็นภาพที่อาจารย์สอนน้องเขาซึ่งอาจารย์เรียกน้องเขาว่า "ลูก" ทุกคำ การที่อาจารย์ทุ่มเทการสอนให้น้องเขาซึ่งเป็นคนใหม่ซึ่งไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนเลยนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า แล้วลูกศิษย์เก่าๆที่เคยเห็นหน้ากันมาแล้วอาจารย์จะทุ่มเทให้แค่ไหน อาจารย์ทุ่มเทการสอนน้องคนนั้นโดยการขมวดพระอภิธรรมแล้วสอนแนวทางการปฏิบัติให้ จึงมีความรู้สึกว่าอาจารย์มีใจที่กว้างคือให้ได้ทุกคนค่ะ "

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:03:51 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )


  สลักธรรม 10



หลังจากที่ลูกศิษย์ท่านนั้นได้แสดงความรู้สึกจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวต่อว่า เป็นครูกระดาษทรายจริงๆ แล้วก็ขัดไม่เลือกไม้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นไม่ฉำฉา ไม้เต็ง ไม้รังก็ขัดให้ได้ มีบางท่านเคยถามว่าทำไมที่นี่ไม่มีการส่งเสริมให้คนภายนอกรู้ เช่น ออกรายการทางวิทยุ หรือออกโฆษณาให้มาที่นี่ ? เพราะครูบาอาจารย์ที่นี่ไม่ต้องการปริมาณ แต่ต้องการคุณภาพ ในสมัยท่านอาจารย์บุญมีนั้นแม้กระทั่งลูกศิษย์คนเดียวก็สอน แม้หลวงพ่อเสือเองท่าก็บอกว่ามีลูกศิษย์มาคนเดียวพ่อก็สอน และถ้าไม่มีลูกพ่อก็สอนตัวเองคือนั่งปฏิบัติวิปัสสนาไป และที่เราสอนก็ไม่มีการสอบ แต่ต้องการให้เข้าใจแล้วนำไปใช้

จึงได้บอกว่าขัดไม่เลือกไม้จริง ๆ ใครที่เข้ามาในขณะที่กำลังมีชีวิตก็จะขัดให้ แล้วตัวเองก็เตรียมตัวตายเหมือนกันเพราะอายุก็มากขึ้น ๆ ที่บอกว่าเตรียมตัวก็คือ ได้สั่งน้อง ๆ พี่ๆ ไว้แล้ว หลายคนเพราะว่าตั้งใจจะทำกุศลให้เต็มที่ และเหตุที่มีแรงบันดาลใจให้ทำกุศลให้เต็มที่ก็คือธรรมะที่รู้ได้เลยว่าเพื่อนแท้ ชาติหน้าไม่ต้องการความอดอยากยากจน จึงมีความมุ่งมั่นในการทำทาน เพราะเราอาจโชคดีในชาตินี้เกิดมามีพ่อแม่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินสักนิดหนึ่ง ท่านก็เลี้ยงเราได้ชาตินี้ชาติเดียว ให้เราได้ชาตินี้ชาติเดียว

แล้วเราก็ไม่มีความแน่ใจเลยว่าชาติต่อไปจะไปเป็นลูกของแม่ที่มีเงินมีทองดูแลเราหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีความมั่นคง และเรื่องข้างหน้าก็ไม่มีความแน่ใจ จึงต้องหาทุนให้กับชีวิตของตัวเองโดยทำบุญมาตลอดตามที่หลาย ๆคนทราบ แล้วกับโรงพยาบาลศิริราชก็ได้ร่วมทำบุญไว้มาก แล้วก็จะทบทวนอยู่ตลอดว่าบุญอย่างนี้เคยทำหรือยัง เคยหรือไม่กับการให้ที่อยู่อาศัย เป็นต้น และก็พบว่าเหลืออย่างหนึ่งที่เรายังไม่ได้ทำ คือเรายังไม่เคยซื้อรถให้กับโรงพยาบาลเลย คือรถฉุกเฉินสำหรับไปรับคนไข้ฉุกเฉินหรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุอันเป็นภาวะวิกฤต ..จึงตั้งใจที่จะซื้อรถพยาบาลฉุกเฉิน ถามว่าทำไมตั้งใจแรงขนาดนี้? เพราะเรียนธรรมะแล้วจึงต้องรู้จักเพื่อนแท้ และเราต้องเดินทางข้ามภพข้ามชาติไปในชาติหน้า เราจึงต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ

อย่างเมื่อวานนี้กลับบ้านกับลูกศิษย์ ก็คุยธรรมะกันไป พอไปถึงสี่แยกก็มีรถคันหนึ่งวิ่งปร๊าดออกมาตัดหน้า ตัวเองได้เอนตัวไปนิดหนึ่งพร้อมกับรู้สึกว่าเขาผู้นั้นใจร้อนไม่มีสติแล้วก็น่าสงสาร แต่ไม่โกรธเลย ในความเยือกเย็นนั้นรู้ว่า เขาไม่ได้ฝึกสติ เขาน่าสงสาร และ เขาอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้จากความประพฤติเช่นนี้ ตอนนี้จิตใจที่รู้สึกธรรมะอยู่เรื่อย ๆ นี้ ถามว่าเพราะอะไร? เพราะไม่อยากให้หลวงพ่อผิดหวัง หลวงพ่อท่านสอนลูกมามากมายแล้วจึงอยากเป็นลูกคนหนึ่งที่ได้นำธรรมะมาใช้ ให้มีสติระลึกชั่วดี ระลึกกระทบกระทำ แล้วนอกจากนั้นยังมีความรู้สึกที่เป็นปัจจัยสนับสนุนอีกคือวันนี้บูชาแม่ ก็อยากหล่อหลอมชีวิตตัวเองให้เป็นชีวิตที่ดี เพราะยังต้องเดินทางไปในสังสารวัฏ จึงต้องการมีชีวิตที่ดีแล้วติดความดีไปในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป

นอกจากไม่อยากให้หลวงพ่อผิดหวังแล้วก็ไม่อยากให้แม่ที่ทำให้เราเกิดมาต้องผิดหวังในตัวเรา จึงขอเป็นคนดี ขอเป็นชีวิตที่ดี อยากเป็นชีวิตที่ดีของหลวงพ่อ อยากเป็นชีวิตที่ดีของพ่อแม่ และทุกคน

ฉะนั้นจึงพยายามเป็นครูกระดาษทราย นอกจากที่ท่านแรกได้พูดไปแล้ว ก็มีอีกท่านหนึ่งที่เมื่อขึ้นกระดานทีไร ก็จะบอกว่า เนี่ย ..เขาอีกแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้เตือนเขาคนนี้แค่เฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไม่ว่ามีโอกาสเมื่อใดก็จะเตือนภัยให้ตลอดเวลา

แม้ว่าจะเป็นการคุยกันทางเอ็ม เอส เอ็น ก็ตาม ซึ่งบางครั้งก็จะเตือนเรื่องผิดชอบชั่วดี เตือนสิ่งที่ควรมีในตัวตนให้ ซึ่งการที่บอกไปออกไปนั้นก็เหมือนกันว่าเอากระดาษทรายถูให้ทุกวัน จึงอยากทราบว่า รู้สึกอย่างไรบ้างกับแม่คนนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ส.ค. 2551 , 01:04:42 น.] ( IP = 58.9.136.63 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org