| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๑๑)
แด่ผู้ป่วยไข้และผู้สูงอายุด้วยดวงใจ (๑๑)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
การบริหารร่างกาย
มีผู้ใดใครที่ไหนชอบความชรา บ้างหรือไม่
แน่นอน ใครๆ ก็ไม่ชอบด้วยกันทั้งนั้น แต่จะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ทั้งไม่ต้องขวนขวายอะไรด้วยความชราก็จะค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหาโดยไม่ต้องสงสัย มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ก็เพราะมีชาติ คือ ความเกิดนั่นเอง ตั้งแต่เริ่มคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา ความชราก็ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิดและความชราก็เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันได้ เพราะความชราในตอนแรกสนับสนุนให้เกิดความชราในตอนหลัง เพราะผมขาวเล็กน้อย ไม่ช้าไม่นานก็ขาวมากขึ้น ผิวหนังเหี่ยวย่นเล็กน้อย ต่อไปอีกไม่นานเท่าใด ผิวหนังก็จะเหี่ยวย่นมากมายทั่วร่างกาย
มีผู้ใดใครที่ไหนชอบความป่วยไข้บ้างไหม
ก็แน่นอนอีกเหมือนกันที่จะหาคนชอบไม่ได้ (นอกจากป่วย "มารยา" เพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง) แต่ถึงแม้ว่าจะชอบหรือจะไม่ชอบอย่างไร มรดกเหล่านี้ เราก็จำต้องรับเอาไว้เพราะในอดีตชาติ (หลายชาติก็ได้) เราได้จัดสรรมรดกให้ตัวเราเอาไว้มากมายทั้งดีและร้าย แล้วเราจะไม่ยอมรับจะได้อย่างไร อำนาจของการกระทำของเราเองที่มันบังคับให้ต้องรับโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในชาติปัจจุบันนี้เราก็กำลังจัดสรรมรดก ที่จะให้แก่ตัวเราเองจะต้องไปรับในชาติข้างหน้าต่อๆ ไปด้วย
น่าอัศจรรย์ที่มันเป็นมรดกแสนดีหรือแสนชั่วร้ายอย่างไร เราจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้ จะเป็นความป่วยไข้เล็กๆ น้อยๆ หรือจะร้ายแรงประการใด มันจะเป็นไปให้เหมาะสมกับที่ได้ทำเหตุเอาไว้ มันจะไม่มากจนเกินไป มันจะไม่น้อยจนเกินไป (จากเหตุ) ไม่มีผู้ใดมาลงโทษนอกจากตัวของเราเองได้สร้างเหตุเอาไว้ แล้วจะไม่ให้ผลปรากฎขึ้นมาจะได้หรือ
ผมจึงได้เน้นให้เห็นประเด็นสำคัญ โดยขอให้ศึกษา "ชีวิต" เสียให้เข้าใจ แน่นอนทีเดียว ท่านผู้สูงอายุและท่านผู้ป่วยไข้ทั้งหลาย ท่านจะเหมือนกับได้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ ปัญญาในปัญหาของชีวิตจะค่อยๆ สนับสนุนให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ความเข้าใจชีวิตจะช่วยหล่อหลอมจิตใจ ไม่ให้สลดหดหู่ เศร้าหมอง เร่าร้อนหรือแห้งแล้ง ว้าเหว่ อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว เหมือนอยู่คนเดียวในโลกนี้จนเกินไป ท่านจะได้เพื่อนใจที่ไม่มีเพื่อนคนไหนสู้ได้ คือ "ปัญญาในปัญหาของชีวิตจิตใจ" แล้วเพื่อนคนนี้จะติดสอยห้อยตามท่านไปในทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เป็นเพื่อนแท้ที่จะไม่ทอดทิ้งท่านไป ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะการณ์ใดๆ และท่านจะหาเพื่อนเช่นนี้ไม่ได้ ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกไหน โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:30:56 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้ที่ได้ศึกษาชีวิตจนมีความเข้าใจ ก็จะไม่หลงใหลไปในเรื่องที่ไร้เหตุผล แล้วจะปฏิบัติตนไม่ให้ตกอยู่ในความประมาท ทั้งจะไม่หลงละเมอเพ้อฝันกับทรัพย์สิน เงินทองข้าวของอันมีค่า ตลอดจนความมีเกียรติมียศที่ยิ่งใหญ่มีผู้คนมากมายนับหน้าถือตา เพราะทราบอย่างแน่นอนในไม่ช้าก็จะต้องออกจากบ้านที่ใหญ่โตหรูหราแล้วไปนอนหลับตาอยู่ในโลงเล็กๆ และแน่นอนก็จะต้องเกิดใหม่ แล้วเกิดใหม่ต่อๆ ไปอีก ไม่จบสิ้นลงได้ง่ายๆ จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียม "เพื่อนที่แสนดี" คนนี้ เอาไว้ให้ติดตามไปในแต่ละชาติข้างหน้าด้วย
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้จะทราบอย่างจริงแท้แน่นอนว่าความทุกข์กายทุกข์ใจ เมื่อมันกำลังเข้ามาเผชิญอยู่ตรงหน้าแล้วควรจะแก้ไขอย่างไร มิใช่จะชอบร้องขอ อ้อนวอนหรือจะมีผู้ใดมาดลบันดาลให้ได้ตามขอบใจ มิใช่ผู้ใดจะซื้อ จะขาย จะชี้นิ้วหรือจะไขว่คว้าขอความช่วยเหลือเอามาจากท่ามกลางอากาศได้ หากแต่จะต้องหาความรู้ จะต้องอาศัยความพากเพียรปฏิบัติโดยมิได้ท้อถอยตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ แล้วจะได้ทดลองปฏิบัติดูสักพักหนึ่ง ก็พอจะมองเห็นคุณค่าอันมหาศาล แล้วเห็นว่าสมควรจะปฏิบัติต่อๆ ไปจนตลอดชีวิต
นอกจากจะศึกษาเล่าเรียน ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา การใช้อำนาจจิตของตนเองและการสะกดจิตคือพลังจิตของคนอื่นแล้ว ในบางคราวก็ควรใช้การพิจารณาให้จิตบังเกิดสติให้มีกำลังมากขึ้น
อำนาจความเข้าใจชีวิต อำนาจการใช้จิตให้ถูกต้องก็จะช่วยสร้างให้ชีวิตกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ดังนั้นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไข้ที่อยู่ในโรงพยาบาลหรืออยู่ในบ้านก็ไม่สมควรจะนิ่งอยู่เฉยๆ จำต้องใช้อำนาจจิตของตนเข้าช่วยด้วย เช่น ส่วนไหนของร่างก็ควรจะเคลื่อนที่ได้ก็ควรจะได้มีความตั้งใจให้มันเคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ มิใช่นอนอยู่นิ่งๆ รอความตาย หรือออกกำลังวันละครั้งสองครั้งเท่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้สมดุลกัน ในแต่ละวันที่ได้ผ่านไป แต่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้มักจะนั่งกับนอนมากจนเกินไป แล้วจะให้สุขภาพดีขึ้นมากระไรได้ ดังนั้น ถ้ามีโอกาสที่จงเคลื่อนไหวส่วนใดของร่างกายได้ ก็ควรจะได้ใช้อำนาจจิตของตนให้เข้ามามีบทบาทบังคับร่างกายให้มันทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:31:38 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าป่วยเจ็บที่ท้องแล้ว มือ เท้า ศีรษะ ก็ไม่ควรจะอยู่นิ่งๆ เหมือนคนตาย ส่วนไหนที่มันควรจะเคลื่อนไหวได้ก็ต้องหมั่นขยับเขยื้อนให้มันเคลื่อนไหวจะต้องมีความตั้งใจให้มันเคลื่อนไหวบ่อยๆ โดยกำมือ แบมือ หมุนหรือเคลื่อนไหวเท้า ต้องหมั่นยกแขนยกเท้าอยู่เสมอๆ เท่าที่จะทำได้ (ไม่เป็นที่น่าเกลียดของผู้ได้พบเห็น)
ถ้าป่วยเจ็บที่มือที่เท้า แล้วนายแพทย์ห้ามเคลื่อนไหวส่วนใดที่มิได้ป่วยเจ็บก็ควรจะได้บริหารไปแล้วก็พยายามทำให้ท้องที่อยู่ว่างๆ เป็นลูกคลื่นอยู่เสมอ เมื่อโอกาสอำนวยให้
ถ้าแขนหรือขาป่วยเจ็บ แพทย์แขวนห้อยเอาไว้ ส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็ควรจะได้เคลื่อนไหวเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ควรจะเคลื่อนไหวไปมาอยู่เสมอๆ ด้วยเมื่อเวลาที่ตื่นอยู่
ถ้าเป็นพ่อบ้านแม่บ้านที่ขยันทำงานบ้านมากก็ลดการออกกำลังกายลงไป แล้วไปทำส่วนที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว เช่น ในช่องท้องเป็นต้นให้มากขึ้น
ต้องมีความขยันแต่การบริหารร่างกายและจิตใจ มิใช่ขยันบริหารในเรื่องคิดหรือขยันแต่บ่นในเรื่องของความทุกข์กายทุกข์ใจ แม้ในเรื่องของความตายก็ตาม
บริหารร่างกายเสียจนมีความชำนาญแล้วก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ คือ อดทำไม่ได้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:32:15 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 3
นอกจากนี้ก็หมั่นท่องบ่นสวดมนต์หรือภาวนา ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเป็นของศาสนาไหนหรือศาสดาองค์ใด และปฏิบัติสมาธิหรือวิปัสสนาเท่าที่จะทำได้ ตลอดจนฟังจากการบรรยายจากเทปหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตจิตใจสลับกันไป ไม่ยอมให้มีเวลาว่างที่จะครุ่นคิดแต่ในเรื่องร้ายๆ หรือความตาย ถ้าอดคิดไม่ได้ก็ควรจะได้ฝึกฝนสติกำหนดให้รู้ทันเสียให้มีความแคล่วคล่องว่องไว
มีหญิงชายหลายคน เมื่อกำมือข้างหนึ่งแรงๆ แล้ว เป็นเรื่องน่าประหลาดแท้ๆ เขาแบนิ้วมืออกมาทั้งหมดไม่ได้ เขาบอกว่า นิ้วมันติดแน่นยกนิ้วขึ้นมาไม่ไหว บางคนติดนิ้วหนึ่ง สองนิ้วหรือมากกว่า จะต้องเอาอีกมือหนึ่งมาดึงจึงง้างออกได้ แล้วก็บ่นว่า รักษามานานนักหนาแล้วก็ไม่หาย นิ้วกลับติดเพิ่มขึ้นมาอีก ทั้งกินยาทั้งทาน้ำมัน ทั้งนวดสารพัดอย่าง นิ้วมันกลับติดเพิ่มขึ้นไปอีก
มีผู้ถามว่าเป็นโรคอะไร คำตอบก็ว่า "เป็นโรคนิ้วติด" คนฟังทั้งหลายก็พากันหัวเราะชอบใจ
ผมจึงขอให้เขาลองใช้อำนาจจิต โดยตั้งใจจริงๆ แล้วก็กำมือแล้วก็แบมือออกให้เสมอๆ อย่าไปนับว่าวันละเท่าใด นึกคิดขึ้นมาได้ก็ทำลงไป ครั้งแรกๆ ก็อย่ากำมือให้แน่นนัก เมื่อพอทำได้แล้วก็กำให้แน่นหรือให้แรงขึ้นไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ก็จะต้องเอาน้ำมันทาและหมั่นนวดอยู่เสมอๆ
ไม่นานเท่าใดนักมือก็ใช้งานได้เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ดี การบริหารมือนั้นต้องทำด้วยความตั้งใจและทำไปมากมายจนนับไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใดในวันหนึ่งๆ
ผู้ป่วยท่านหนึ่งร่างกายแข็งแรงดีมิได้เป็นโรคอะไร แต่ป่วยเจ็บที่เท้าลุกขึ้นเดินไปไหนไม่ได้ จึงต้องนอนอยู่แต่บนเตียง เป็นคนช่างคิด ช่างกังวลในเรื่องต่างๆ สารพัดอย่าง คิดถึงเรื่องของสามี บุตรธิดาและญาติมิตร หมั่นแต่คิดเศร้าเสียใจในเรื่องของอดีตและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนคิดถึงความป่วยเจ็บของตนเองไปในทางร้าย จึงเป็นเหตุให้กินอาหารไม่ค่อยลง นอนหลับไม่สนิท การย่อยเสียหาย ร่างกายอ่อนแอ และในที่สุดต้องรักษาโรคปอดบวมอีกโรคหนึ่ง ใครๆ พากันพูดว่าแปลกจริงๆ ไม่ได้ออกแดด ไม่ได้โดนฝนหรือโดนลมเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นปอดบวมไปได้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:33:08 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 4
ชายอีกผู้หนึ่งอายุ ๖๙ ปี แล้วเกิดล้มลงไปในห้องน้ำ ศีรษะฟาดพื้น เมื่อญาติพาไปส่งโรงพยาบาลแล้วแพทย์ก็ช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ก็เป็นอัมพาตไป เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยที่สุด พูดอ้อแอ้เหมือนเด็กๆ แต่เป็นคนไม่ช่างคิดไปในทางร้าย เพราะได้เคยศึกษาและพิจารณาเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมมา นายแพทย์และญาติมิตรพากันชมเชยว่าเขาช่วยตัวเองได้ดีมาก เขาพยายามขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ทั้งวันไม่ยอมหยุดนิ่งเลย นอกจากจะนอนหลับ
แม้จะขยับมือขยับเท้าได้นิดๆ หน่อยๆ เขาก็พยายาม แม้ที่ท้องก็ทำลูกคลื่นอยู่เสมอ ช่วยให้มันทำงานได้ดียิ่งขึ้น เขาพยายามขยับเขยื้อนร่างกายได้เล็กๆ น้อยๆ ในตอนแรก แล้วต่อมาเมื่อทำได้ก็มิได้นิ่งอยู่เฉยๆ หากแต่จะกลิ้งตัวเองกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งๆ ไม่ทราบว่ากี่สิบครั้ง เวลานี้เขาสามารถกลิ้งตัวเองจากริมเตียงข้างหนึ่งไปถึงริมเตียงอีกข้างหนึ่งได้แล้ว แม้ในเรื่องพูดเขาก็พยายามอยู่เสมอแต่ยังฟังได้ไม่ชัด อย่างไรก็ดี การไม่ยอมแพ้และใช้อานาจจิตเข้าต่อสู้อย่างจริงจังของเขาช่วยให้เขาทุเลาเร็วยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
ใครๆ ที่พากันเข้าใจว่าเขาเป็นอัมพาตคงจะต้องนอนอยู่นิ่งๆ ไปจนตายนั้น ได้คาดคะเนผิดไปเสียแล้ว เพราะเหตุที่มิได้มีความเข้าใจเรื่องของกรรมในปัจจุบันที่ปฏิบัติอยู่เสมอๆ และอำนาจของจิตที่ใช้อยู่บ่อยๆ
ท่านผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้ ควรจะได้บริหารร่างกายให้จริงจังอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง เช้ากับเย็นหรือมากกว่านั้น ละถ้ามีโอกาสแล้วไม่ว่าเวลาไหนก็ควรจะได้เคลื่อนไหวร่างกาย มือ เท้า แขน ขา คอ การหายใจเข้าออกยาวๆ และบริหารช่องท้องให้เป็นลูกคลื่น ต้องพยายามทำทั้งหมดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังที่บรรยายมาแล้ว
การบริหารร่างกายต่อไปนี้สำหรับในเวลาเช้าและเย็น มีมากท่าด้วยกัน แต่ผมพยายามสลับท่าเสียเพื่อจะได้ไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป และขอเตือนท่านผู้บริหารทุกๆ ท่านว่า ครั้งแรกๆ ทำเพียง ๑๐ หรือ ๒๐ ครั้ง เท่านั้น เมื่อยค่อยๆ ชินแล้วต่อไปจึงทำครั้งละ ๕๐ ค่อยๆ หัด ค่อยๆ ทำไป จนมีความชำนาญแล้ว การเคล็ดขัดยอกจึงจะได้ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดการเคล็ดขัดยอกขึ้น ก็ต้องหยุดบริหารในท่านั้นๆ
ท่าที่ ๑ ยืนตรง ส้นเท้าห่างกันประมาณ ๑ คืบ แยกปลายเท้าออกไปจากกันแล้วแกว่งแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้าและแกว่งกลับมาข้างหลัง ด้วยความตั้งใจและด้วยกำลังแรงพอสมควร
เมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้าให้กำมือให้แน่น เมื่อแกว่งแขนไปข้างหลังให้แบมือออก นับที่แกว่งแขนไปข้างหน้าให้ได้ ๕๐ ครั้งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:33:52 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 5
ท่าที่ ๒ ยืนอย่างเดียวกับท่าที่ ๑ แล้วกำมือขวาแล้วชกไปข้างหน้าโดยแรง เวลาถอยมือกลับมาข้างหลังแบมือออก แล้วกำสลับกับมือซ้ายโดยทำอย่างเดียวกัน ต้องตั้งใจและชกออกไปแรงๆ นับที่มือข้างขวาให้ได้ ๕๐ ครั้ง
ท่าที่ ๓ เอามือเกาะที่ลูกกรงหรือที่ราวบันได แล้วย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งซ้ายและขวาสลับกันโดยยกเท้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ด้วยความตั้งใจ นับเท้าขวาที่ยกขึ้นให้ได้ ๕๐ ครั้ง
ท่าที่ ๔ ยืนเหมือนกันและทำเหมือนกันกับท่าที่ ๒ ต่างกันตรงที่ว่า มิได้ชกตรงไปข้างหน้า หากแต่ชกตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ กำมือแบมือแล้วก็นับอย่างเดียวกัน
ท่าที่ ๕ ทำลูกคลื่นที่ท้องแรงๆ ๓๐๐ ครั้ง (ควรจะทำเพียง ๑๐๐ ครั้ง เหลืออีก ๒๐๐ เอาไว้สลับกับท่าบริหารอย่างอื่นเเมื่อเหน็ดเหนื่อย)
ท่าที่ ๖ ยืนเหมือนกับท่าที่ ๑ ยกแขนทั้งสองข้างยกขึ้น โดยงอข้อศอกให้กำมืออยู่ตรงหน้า ให้มือขวาและมือซ้ายอยู่ซ้อนกัน มือขวาอยู่ข้างบนมือซ้ายอยู่ข้างล่างกำมือให้แน่น คือยกแขนขึ้นมาให้อยู่ในระดับหน้าอก แขนทั้งสองจะได้ฉากกับลำตัว ครั้งแล้วก็เอามือทั้งสองสวนกันตรงหน้าให้สุดทาง แล้วก็ง้างถอยออกมาข้างหลังให้ถอยจนเต็มที่จนสุดทางเหมือนกัน เมื่อแขวนสวนกับข้างหน้ากำมือ และถอยหลังแบมือ ทั้งสลับมือขวามือซ้ายขึ้นบนและลงล่าง และนับมือขวาได้ ๕๐ ครั้ง
ท่าที่ ๗ นอนหงาย เอามือทั้งสองวางทอดไปข้างลำตัว แล้วยกขาขึ้นแล้วงอลงทำเหมือนการถีบจักรยาน ๕๐ ครั้ง
ท่าที่ ๘ ยืนเหมือนท่าที่ ๑ ห้อยมือทั้งสองลงไปข้างลำตัว (ยื่นแขนออกไปด้านหน้าเล็กน้อย แล้วแกว่งแขนทั้งสองข้างไปทางขวาพร้อมๆ กันทั้งสองข้างให้สูงที่สุด แล้วแกว่งกลับไปทางซ้ายให้สูงที่สุดเช่นเดียวกัน (แกว่งไปข้างลำตัวทั้งซ้ายขวา) แต่แขนที่แกว่งไปทางขวานั้นให้กำมือแล้วแบมือออกเมื่อแกว่งแขนทั้งสองไปทางซ้าย แล้วก็แกว่งกลับมาทางขวาก็โดยทำนองเดียวกัน ทำทางขวาและทางซ้ายอย่างละ ๒๕ ครั้ง
ท่าที่ ๙ ยืนเกาะราวบันไดแล้วแกว่งขาขวาไปข้างหน้าแล้วก็แกว่งมาข้างหลังให้เต็มเหวี่ยง ๒๕ ครั้ง โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:34:26 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 6
ท่าที่ ๑๐ เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปให้ตรงทางด้านข้างของร่างกายและให้ได้ฉากกับร่างกาย แล้วหมุนแขนทั้งสองข้างให้เป็นวงกลมช้าๆ หมุนไปทางด้านหน้า ๒๕ ครั้ง หมุนกลับไปทางด้านหลัง ๒๕ ครั้ง กำและแบมือตามสมควร
ท่าที่ ๑๑ บริหารเอว ยื่นแขนออกไปข้างตัวทั้งสองข้างแล้วหมุนไปทางซ้ายและทางขวา (ศีรษะและเอวก็หมุนไปด้วย) รวม ๒๕ ครั้ง ต่อจากนั้นก็ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นไปให้สูงที่สุด แล้วเอนตัวไปทางตรงกันข้ามแล้วก็ทำอีกข้างหนึ่งโดยทำนองเดียวกัน ๒๕ ครั้ง
ท่าที่ ๑๒ บริหารคอ ต้องค่อยๆ ทำ ระวังคอเคล็ด นั่งตัวตรงแล้วค่อยๆ ก้มลงไปข้างหน้าเฉพาะศีรษะและคอ ก้มแล้วก็นับ ๑,๒,๓,๔,๕, ช้าๆ ต่อจากนั้นก็หงายศีรษะให้เต็มที่แล้วนับ ๑ ถึง ๕ เช่นเดียวกัน
ค่อยๆ หันหน้าไปทางซ้ายแล้วก็นับ หันหน้าไปทางขวาแล้วก็นับอย่างเดียวกัน
หงายหน้าไปทางหลังให้เต็มที่แล้วค่อยๆ บิดหรือหมุนศีรษะไปทางขวาช้าๆ แล้วจึงนับ ๑ ถึง ๕ ค่อยๆ บิดแล้วหมุนศีรษะไปทางซ้ายแล้วนับเช่นเดียวกัน
ก้มศีรษะลงแล้วค่อยๆ บิดศีรษะไปทางขวา - ทางซ้ายแล้วนับ ๑ ถึง ๕
ท่าที่ ๑๓ เป็นการบริหารเข่าโดยตรง ซึ่งผู้ชราส่วนมากมักจะปวดเขาอยู่เสมอ การบริหารนี้ให้นั่งตัวตรง มือวางข้างลำตัวและท้าวกับพื้น เท้าทั้งสองเหยียดไปข้างหน้า ใช้หมอนเล็กๆ หรือจะใช้ผ้าม้วนกลมๆ วางรองไว้ที่ได้พับขาด้านในตรงข้างเข่าออกแรงกดที่หัวเข่าให้น้ำหนักลงที่หมอนนั้นให้แรงๆ แล้วปล่อยขาในท่าพัก ทำเช่นนี้ประมาณ ๒๐ ครั้งทั้งเช้า - เย็น หัวเข่าของท่านจะหายขัดและเดินได้สะดวก
ท่าที่ ๑๔ เห็นการบริหารหลัง โดยเฉพาะผู้ชราที่ปวดบริเวณกระดูกสันหลังตรงเอวหรือกระเบนเหน็บ การบริหารให้นอนหงายมือทั้งสองวางข้างลำตัว ขาเหยียดตรง ใช้หมอนเล็กๆ หรือจะใช้แขนซ้ายหรือแขนขวาข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ตามแต่ถนัดสอดไปตรงกระดูกสันหลังตรงบริเวณที่ปวด ต่อไปยกศีรษะและเท้าขึ้นพร้อมๆ กันให้สูงเท่าที่สามารถจะทำได้ พยายามให้น้ำหนักตกลงบริเวณที่ปวด แล้ววางลงในท่าเดิม ทำเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ครั้ง เช้า - เย็น อาการปวดหลังจะทุเลาลงมากทีเดียวและบางท่านทำประจำจะไม่ปวดหลังเลย โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:35:02 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 7
จำนวนท่าทั้งหมดมีมาก จำนวนนับก็มาก ทั้งนี้ก็จะต้องอยู่ในดุลพินิจของท่านว่าบกพร่องอะไรมาก แล้วควรจะเหมาะสมอย่างไร
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วก็ควรจะเดิน ถ้าเดินได้จะออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดินภายในบริเวณบ้านหรือจะเดินกลับไปกลับมาภายในห้องก็ได้ แต่ต้องเดินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาโอกาสเดินอยู่เสมออย่างน้อยหลายร้อยก้าวและถ้าร่างกายแข็งแรงดีก็ควรเดินเป็นพันๆ ก้าว โดยนับจากที่ตั้งต้นไปจนถึงปลายทางกลับไปกลับมาว่ากี่เที่ยว ถ้าเดินไม่ได้ก็จะต้องบริหารร่างกายส่วนอื่นทดแทน
อย่างไรก็ดี ต้องเดินด้วยความตั้งใจจริงๆ แต่ละก้าวหนักหน่วงแกว่งแขนเท่าที่จะทำได้ด้วยดวงจิตที่แจ่มใส มิใช่เดินทอดน่องทำเป็นทองไม่รู้ร้อนหรือเหมือนกับคนที่ปราศจากหัวใจหรือซากศพเดินได้
แล้วก็อย่าได้ลืมที่ผมได้เตือนเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาสก็อย่าได้เสียโอกาสนั้นไป จะต้องขยับเขยื้อนร่างกาย ขยับมือขยับเท้าหรือนิ้วมือ นิ้วเท้าไปจนถึงช่องท้องและการหายใจเข้าหายใจออก ตลอดไปจนการเดินบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ ให้จิตใจเข้าไปมีบทบาทโดยเป็นหัวหน้าสั่งร่างกาย แล้วเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แน่นอนสุขภาพกาย สุขภาพจิตก็ย่อมจะดีขึ้นได้ สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้ก็จะลดการทรมานลงไป ไม่ลงนั่งก็ร้องโอย ลงนอนก็ร้องโอยดังแต่ก่อน
ข้อเตือนครั้งสุดท้ายก็คือ ต้องพยายามศึกษาเล่าเรียน "ชีวิต" จากพระอภิธรรมปิฎก พยายามสร้างจิตของตนให้เกิดมหากุศลญาณสัมปยุต คือกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา พยายามบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา คือทำสมาธิหรือวิปัสสนา และถ้ามีโอกาสก็ควรจะได้ปล่อยสัตว์ที่จะถูกฆ่าตายเสมอๆ เท่าที่จะทำได้ พยายามรักษาจิตใจของตนเอาไว้ไม่ให้ไหลไปในสิ่งแวดล้อมที่จะพาตนเองและญาติมิตรเข้าไปสู่แดนอันตราย และถ้ามีหนทางแล้วเป็นไปได้ ก็จะพยายามหาหนทางให้เพื่อนร่วมความทุกข์ยากทั้งหลายได้เห็นหนทางที่ดีที่เราเองพอจะชี้แนะได้ให้เขาได้เห็นเมื่อมีโอกาสอำนวยให้
สำหรับท่านที่นับถือศาสนาอื่น ท่านก็ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจิตใจ ก็ขอให้สวดมนต์ภาวนาตามที่ศาสดาของท่านได้สอนเอาไว้ ทำสมาธิก็ได้ และทำบุญกุศลอย่างใดเท่าที่ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ขัดกับศาสนาของท่านก็ทำไป เช่นช่วยเหลือคนยากจน อดอยาก คนทุพลภาพ หรือผู้สูงอายุและผู้ป่วยไข้ เป็นต้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ส.ค. 2551 , 08:35:40 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 8
ติดตามมาศึกษาต่ออย่างกระชั้นชิดค่ะ แล้วก็ได้ท่าการบริหารไปใช้ประโยชน์อีกหลายท่าเลย แล้วก็ทึ่งจริงๆ เลยว่า ท่านอาจารย์บุญมีท่านล้ำสมัยมากเลยกับการบริหารร่างกายด้วยท่าเหล่านี้ ซึ่งเพิ่งมาเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้เอง
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาพี่เณรด้วยค่ะที่นำมาให้ศึกษาโดย น้องกิ๊ฟ [15 ส.ค. 2551 , 10:12:42 น.] ( IP = 125.27.174.32 : : )
สลักธรรม 9มาอ่านทุกตอนเลยครับ และตอนนี้ก็อดที่จะมาแสดงความรู้สึกไม่ได้เลย ที่ท่านอาจารย์นั้นเป็นผู้มากมายไปด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญจริงๆครับ
ขอก้มกราบระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับโดย ทับตะวัน [15 ส.ค. 2551 , 10:30:56 น.] ( IP = 58.9.144.67 : : )
สลักธรรม 10
ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกทึ่งและมหัศจรรย์มากเลยค่ะ คำบรรยายของท่านอาจารย์บุญมี นี้มีมานานมากนับสิบปีเห็นจะได้....แต่ท่านก็ทันสมัยเลย ที่สอนให้ออกกายบริหารด้วย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกับผู้สูงวัยทั้งหลาย
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ที่นำมาให้ได้อ่านและศึกษาเล่าเรียนเป็นประจำ....กราบอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [15 ส.ค. 2551 , 11:02:57 น.] ( IP = 124.121.176.185 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |