มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กำลังใจ..ในห้องใจภักดิ์รักกุศล








กำลังใจ..ในห้องใจภักดิ์รักกุศล



เช้าวันนี้ก่อนที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า ท่านอาจารย์ให้ผู้ที่อยู่ในห้องสวดมนต์ทุกคนมองไปที่ภาพของหลวงพ่อเสือพร้อมกับฟังเพลง "พ่อคนนี้" ด้วยความตั้งใจ และเมื่อเสียงเพลงจบลงแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า "คำเตือนของหลวงพ่อที่มอบให้พวกเรานั้นมีมากมายทีเดียว เป็นถ้อยคำที่สั้นและง่าย เช่น ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว ซึ่งเป็นคำเตือนใจที่วิเศษและแสนดีเพื่อให้กลับมาดูตนเอง รักตนเอง ให้โอกาสตนเองทำความดีให้มาก

ฉะนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านหันหน้ามาที่พระประธานเพื่อที่จะทำความดีให้มากด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้า มาฟังเรื่องราวที่เป็นข้อเตือนใจ ใช้ชีวิตเป็นไปในการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตตามหลักเหตุผลที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ และในโอกาสนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจและประนมมือขึ้นมองไปที่พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพเลื่อมใสบูชาอย่างสูงสุดแล้วกล่าวคำว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ "

หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้นำทุกคนสวดบทบูชาพระรัตนตรัยและทำวัตรเช้าจนกระทั่งจบบทพระคาถา และท่านอาจารย์ได้นำทุกคนรวบรวมกุศลที่ได้ทำแล้วพร้อมกับส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อนที่เสร็จสิ้นการทำวัตรเช้าในวันนี้ด้วยความพรั่งพร้อมในกุศลทั้งสามกาลอย่างน่าอนุโมทนา

ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับทุกคนว่า .." การที่เรามาร่วมกันสร้างกุศลกันในวันนี้เพื่อสร้างชีวิตจิตใจของเราให้เสมือนมีกำแพงสกัดกั้นกิเลส ตัณหา ราคะ อุปาทาน ไม่ให้แผ้วพานเข้ามาที่เรา การมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่สุจริตชอบประกอบไปด้วยกุศลกรรมนี้ก็เหมือนกับการสร้างกำแพงบุญให้กับชีวิต

ขอให้ทุกคนใช้เวลาช่วงนี้ดื่มด่ำกุศลนั้นพร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ ๓ ครั้ง พร้อมกับรู้ว่า เรากำลังสร้างกำแพงบุญของเราอยู่ และขออนุโมทนากับกุศลจิตของทุกท่านด้วยความเคารพในบุญของท่านทุกๆ คน "

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [17 ส.ค. 2551 , 14:40:02 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



"วันเวลาที่ผ่านไปจากสัปดาห์ที่แล้วที่เราได้มาร่วมพิธีถวายพระพรแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษา และเราก็ยังได้ร่วมระลึกถึงพระคุณของแม่กันในสัปดาห์นั้น วันเวลาได้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วซึ่งเร็วเหลือเกิน วันนี้ก็จะเข้าสู่ปลายเดือนสิงหาคมแล้ว

และเหลืออีกเพียงสี่เดือนก็จะสิ้นปี คือปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ กำลังจะจากจรไปในอีกสี่เดือนข้างหน้า ซึ่งไม่ได้จากไปอย่างธรรมดาแต่ไปพร้อมๆ กับการทิ้งของฝากคือ "อายุ" ไว้กับเรา ทิ้งตัวเลขของอายุที่มากขึ้นไว้ให้เราพร้อมกับความชราคร่ำคร่าของชีวิต และความคร่ำคร่าเหล่านั้นได้นำความแก่ ความเสื่อม และความตายมาให้ในที่สุดที่เป็นกฎธรรมดาของชีวิต

ดังนั้นชีวิตของเรานั้นน่าเป็นห่วง เราจึงต้องห่วงตัวเองโดยจะต้องทำความดีให้มากที่สุด เพราะในเนื้อเพลงกำแพงบุญบอกว่า..หมั่นทำความดี ความดีจะอยู่คู่เรา หลุดพ้นจากความหมองเศร้าที่พาให้เรามืดมน.. แต่จะทำอย่างไรล่ะที่จะทำให้หลุดพ้นจากความหมองเศร้าไม่ทำให้เรามืดมน? ก็คือการไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ออกไปอย่าให้แต่ละวันเสียเวลาไปอย่างเปลืองเปล่าไม่ได้อะไรเลย

แต่อย่างที่ท่านมาศึกษาพระอภิธรรมกันนี้ เป็นเวลาที่เราจะได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตเราว่า แท้จริง"ชีวิต " ที่เรารักและหวงแหนนี้คืออะไร? คำตอบทั้งหมดนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วทรงประกาศสัจจธรรมออกมาในเรื่องราวของชีวิตให้เรามีโอกาสศึกษาเล่าเรียน แล้วนำสิ่งที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้นไปวิเคราะห์

แล้วพระองค์ท่านก็ได้ชี้ทางบรรเทาทุกข์ชี้สุขเกษมศานต์ไว้ให้ก็คือการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตนเองให้เป็นผู้ที่มีความสงบ และในที่สุดเป็นผู้ที่มีความสะอาดปราศจากกิเลสเศร้าหมองไปได้ในที่สุด สิ่งเหล่านี้ก็คือเรื่องราวที่ผู้เกิดมาเป็นชาวพุทธก็ควรจะทำความมีปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา

จึงน่าอนุโมทนาและยินดีกับทุกท่านที่ก้าวเข้ามาศึกษาพระอภิธรรมปิฎก เพราะพระอภิธรรมปิฎกนั้นว่าไว้ด้วยเรื่องราวของชีวิตจิตใจของเราว่ามีการทำงานอย่างไร เราเกิดมาได้อย่างไร โดยในการเกิดนั้นมีอะไรบ้างเป็นตัวที่มาทำงานกัน และที่ปฏิเสธเรื่องราวของชีวิตที่เป็น"เรา" นี้ ปฏิเสธเพราะอะไร? ท่านมีเหตุผลมาให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรา ..ธรรมชาติของชีวิตนั้นประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ห้าบ้าง ขันธ์สี่บ้าง ขันธ์เดียวบ้าง เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสามสิบเอ็ดภูมิแบ่งออกเป็นแหล่งกำเนิดสี่อย่างคือ เกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก เกิดแล้วเติบโตขึ้นทันทีด้วยอำนาจกุศลและอกุศลเรียกว่า โอปปาติกะ

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:40:28 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 2



แหล่งกำเนิดทั้งสี่นี้ก็มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ในชีวิตแต่ละชีวิตนั้นไม่ว่าจะเป็นเราหรือเขา ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่า แต่ขึ้นชื่อว่า "ชีวิต" แล้วจุดหมายของชีวิตคือมีความตายเป็นที่สิ้นสุดในชาติหนึ่งๆ และตายแล้วก็ไม่ได้ตายเลย..ตายแล้วต้องเกิด จุติแล้วต้องปฏิสนธิทันทีด้วยอำนาจกรรมที่แต่ละคนทำมาที่มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว แต่กรรมฝ่ายไหนล่ะที่มีอิทธิพลต่อใจของเรามาก กรรมเหล่านั้นแหละที่จะเป็นตัวนำ"คติ"

คติ แปลว่า ที่ไป แล้วไปไหน? คือไปในสุคติภูมิ ไปในทุคติภูมิ และคติเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เพราะอัธยาศัยและอาจิณกรรมที่เราทำอยู่ทุกวัน เมื่อหมั่นทำความดี ความดีจะอยู่คู่เรา เมื่อหมั่นทำความชั่ว ความชั่วก็จะอยู่คู่เรา

ดังคติเตือนใจของหลวงพ่อที่นำมาพูดเมื่อเช้าว่า ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว และจากบทเพลงพ่อคนนี้ที่ร้องว่า "ไม่เคยลืม ไม่เคยลืม ไม่เคยลืมทุกคำสอน ไม่เคยลืมใจอาวรณ์ กราบก่อนนอนขอพรคุ้มครอง" นั้นการที่เราจะนำพรของผู้ที่มีบารมีมาคุ้มครองเราได้ เราก็ต้องสร้างบารมี จริงๆ แล้วในหลักของพระพุทธศาสนานี้ให้เรามาสร้างบารมีมาสร้างปัญญา

บารมีคืออะไร? บารมีคืออำนาจเหนือกิเลส และก่อนที่ท่านจะมาสร้างปัญญาได้ท่านจะต้องมีบารมีมา คือมีอำนาจเหนือความโลภเช่นพอถึงวันศุกร์ตอนเย็นก็คิดว่าสบายแล้วพรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน มีโปรแกรมในวันเสาร์อาทิตย์ว่าจะซักผ้าซักผ่อน ไปดูหนังฟังเพลงพักผ่อนหย่อนใจ ..สิ่งเหล่านี้เป็นไปด้วยอำนาจกิเลสทั้งสิ้น หรือบางคนก็คิดว่าจะกลับมาจัดการเรื่องราวที่ค้างคาใจชนิดปะฉะดะซึ่งเป็นโทสะ เป็นต้น

แต่การที่ท่านมีวันหยุดแล้วเดินออกมาจากที่อยู่อาศัยที่เป็นของๆ เราอย่างเหนียวแน่น ที่เราทำอะไรก็ได้ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตอนอยู่ที่บ้าน จะนอนท่าไหนก็ได้ จะกินอย่างไรก็ได้ จะกินกี่มื้อก็ได้ "เพราะบ้านของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้"

แต่เมื่อท่านได้หลุดออกมาจากตรงนั้นนั่นก็แสดงว่าท่านต้องมีอำนาจบารมีที่เหนือกิเลสเป็นตัวผลักดันให้ออกมา คือ อำนาจที่อยู่เหนือความโลภ เหนือความพอใจและความไม่พอใจ ซึ่งเป็นบารมีที่ผลักดันให้ออกมาหาปัญญา ..นี่จึงบอกว่า มีบารมีแล้วจึงมาหาปัญญา

และปัญญานั้นคือแสงสว่างของชีวิตที่บอกทิศทางชีวิตได้ถูกต้องว่า เมื่อเราต้องการได้ดี เราจะต้องทำอย่างไรจึงได้ดี เมื่อเราต้องการพ้นจากความชั่ว เราจะต้องทำอย่างไรจึงพ้นจากความชั่ว ..นี่คืออำนาจของบารมีและปัญญาที่เราแต่ละคนได้สั่งสมให้มีมากขึ้นมาเป็นลำดับในชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:40:45 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 3



นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จึงขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นพลวปัจจัยให้แก่ท่านตลอดไป และขอให้ท่านมีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่แข็งแกร่ง มีแรงที่จะต้านทานอกุศลทั้งหลายได้

และขอมอบสิ่งละอันพันละน้อยไว้ให้ทุกท่านก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการหาปัญญาไว้ในห้องใจภักดิ์รักกุศล เพราะห้องนี้หรือห้องเรียนที่มีอยู่ในมูลนิธินี้เป็นห้องที่ต้องมาด้วยใจที่ภักดีต่อตนเองและรักกุศลก็คือไม่ต้องการอกุศลนั่นเอง

ในห้องนี้จึงมีเรื่องราวมากมายที่ขับขานลำนำเพลงรัก ให้แก่ทุกคนที่เข้ามาทักและร้องขอ วันนี้จึงมีสิ่งที่มาบอกท่านว่า







ห้องใจภักดิ์รักกุศล


ชีวิตนี้น้อยนัก "แต่มีค่ามากที่สุด" จึงไม่ควรปล่อยให้ชีวิตเป็นไปกับสิ่งไม่มีสาระอันหาคุณค่าไม่ได้

จิตของคนเรามักจะตกต่ำอยู่เสมอ ทำดีไว้มากมายแต่มักไม่ค่อยเอามานึกคิด แต่เรื่องเดียวที่ทำพลาดไป ก็เก็บเอามาคิดและก็ทุกข์เศร้าหมอง

อีกนั่นแหละ ใครทำดีกับเรา เราก็มักไม่จำ หรือจำก็ไม่ชัดเจน แต่พอเขาทำกับเราโดยที่เราเองคิดว่าไม่ดี เราก็โกรธเขาได้มากมาย ด้วยเหตุนี้เราต้องวางใจและมุ่งทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ความศรัทธาที่จะได้รับจากผู้อื่น มองและตระหนักในคุณค่าของชีวิตที่ดี และศรัทธาที่จะทำดีต่อไปดีกว่า

เพราะทำความดี เหมือนหยดสีขาวลงไปบนสีดำ ยากที่ใครจะมองเห็น

แต่ถ้าทำความไม่ดีแม้แต่น้อยนิด ก็เหมือนหยดสีดำลงบนสีขาว ความชัดเจนจะปรากฏขึ้นทันที

ผู้ทำความดีที่แท้จริง จึงไม่ควรหวังให้ผู้ใดเห็น แต่จงเห็นตนเองเสมอ และเพียรหยดสีขาวลงบนดวงใจจะดีกว่านะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

บุษกร เมธางกูร

๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:41:04 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 4



ชีวิตนี้น้อยนัก ... เพราะเราอยู่กันไม่นานหรอก เราก็ต้องแยกย้ายต้องตายจากกันไป อย่างที่หลวงพ่อพูดเสมอว่า เราไม่ตายจากเขา เขาก็ตายจากเรา เราไม่ไปจากเขา เขาก็ไปจากเรา ไม่มีใครที่จะมาเป็นคู่ตุนาหงันกับเราได้ตลอดชาติ เพราะเรามีความตายเป็นของธรรมดา

ชีวิตที่น้อยนักนี้ ท่านบอกว่าเหมือนกับพยับแดด เหมือนหยดน้ำซึ่งพร้อมจะระเหยแห้งไปโดยเร็ว อยู่กันไม่กี่ปี โดยเฉลี่ยอย่างมากก็สองหมื่นวันแล้วเราอยู่กันมากี่วันแล้วนี่ เกณฑ์ขัยชีวิตนั้นมีอยู่ ๗๕ ปี บางคนตอนนี้ก็อายุ ๖๓ ปีแล้ว เมื่อนำไปลบกับ ๗๕ ก็เหลือเพียง ๑๒ ปี ให้นำ ๓๖๕ คูณเข้าไปก็จะเป็นจำนวนวันที่เหลืออยู่

และการจะอยู่ไปจนถึงขัยชีวิตนั้นก็ยาก เพราะอาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือมีอุปฆาตกรรมเกิดขึ้นก็ได้ซึ่งเราไม่รู้เลย และแต่ละวันเวลาก็ผ่านไปเร็วมากเผลอแป๊บเดียวก็หมดลงไปแล้วหนึ่งวัน ซึ่งถ้าหากเทียบกับการสะสางความชั่วที่เป็นตะกอนมากมายอยู่ในจิตใจของเราเป็นอาสวะกิเลสนี้ เรามีเวลาไม่พอกับการสะสาง

จึงได้บอกว่าชีวิตของเราน้อยนัก "แต่มีค่ามากที่สุด" ...เพราะไม่ว่าสมบัติพัสถานในโลกนี้จะมีมากเท่าใด ถ้าหากเทียบกับชีวิตแล้วเราต้องการชีวิตมากกว่า เพราะยามเจ็บป่วยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเราก็ไม่ต้องการแต่เราต้องการชีวิตไว้

โรงพยาบาลที่มีคนไข้นอนอยู่ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคเล็กโรคน้อยหรือโรคมาก ต่างก็ต้องการหายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งสิ้นไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็ได้ เพราะอยากให้ความเจ็บป่วยที่เกิดมานี้ได้หายไป เราดูได้เลยอย่างโรคมะเร็ง เช่นถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จนตรวจพบอาการแล้วก็จะอยู่ได้อีกหกเดือน แต่ทั้งๆ ที่รู้อย่างนี้ต่างก็ต้องการจะยื้อเอาชีวิตไว้ให้อยู่ได้มากกว่านั้น

ทุกวันนี้เรากินข้าวเพื่ออะไร? เพื่อต้องการมีชีวิต เพราะอดข้าว..ตาย อดน้ำ..ตาย อดนอน..ก็ตาย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ตายได้หมดเลยโดยมีกรรมมาสนับสนุน ดังนั้น เราจึงต้องเติมพลังวังชา เติมยารักษาโรค ชีวิตของเราจึงดำรงอยู่ เรามีการบริหารร่างกาย มีการทำโยคะ ก็เพื่อให้ร่างกายของเราแข็งแรงรักษาชีวิตเอาไว้

แต่เมื่อชีวิตของเราพอจะอยู่ได้แล้วเราก็ "ลืมชีวิต" แต่หาอุปกรณ์สังโยชน์เช่น สร้อย แหวน มาสวมใส่เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วเราก็คิดว่าเรารักสิ่งเหล่านั้น แต่ที่จริงแล้วเรารักชีวิตมากเราจึงหาสิ่งเหล่านั้นมาประดับ ฉะนั้น ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ว่าจะมีแก้วนพเก้ามากองรวมกันมากเท่าใดก็มีค่าไม่เท่ากับความต้องการมีชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:41:19 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อชีวิตนี้น้อยนักแต่มีค่ามากที่สุด และเมื่อมีค่ามากที่สุด จึงไม่ควรปล่อยให้ชีวิตเป็นไปกับสิ่งไม่มีสาระอันหาคุณค่าไม่ได้ ...เราก็ต้องพิจารณาว่าเราทำไปเพื่ออะไร ที่จะทำนี้ดีหรือชั่ว แล้วจะให้ผลอย่างไร โดยใครเป็นผู้ได้รับ? ก่อนที่จะทำอะไรจึงต้องคอยคิดพิจารณาอยู่เสมอ

จิตของคนเรามักจะตกต่ำอยู่เสมอ ... คือจะนึกเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ มักจะห่วงและไขว่คว้าไปในเรื่องที่ต่ำกว่า ก็ลองดูที่ตนเองได้เลยว่า เมื่อแต่ละคนมีลูกซึ่งเป็นสิ่งที่มาหลักแล้ว การที่จะไปนึกถึงที่สูงกว่าและมาก่อนคือพ่อแม่นั้นก็ยากแล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นการไหลไปตามลำดับไหล่สู่ที่ต่ำ เช่น บุคคลที่มาก่อนคือ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ แล้วก็ตัวเรา ต่อจากตัวเราก็คือลูกเรา

ผู้ที่มาก่อนเช่นพ่อแม่นั้นจึงอยู่ในลำดับที่สูงกว่า พอเรามามีครอบครัวเราก็จะมีความยึดในครอบครัวของเราซึ่งเป็นลำดับที่ต่ำกว่า และเมื่อลูกของเราไปมีครอบครัวเขาก็จะยึดในครอบครัวของเขาที่มีลำดับต่ำลงไปอีก ..จึงเป็นการไหลลงต่ำตามปกติ ส่วนผู้ที่จะนึกถึงพ่อแม่ว่าจะต้องมาก่อนลูกนั้นก็เป็นไปได้ยาก

ฉะนั้น การที่เราจะให้ใครมาเหลียวแลเราแม้กระทั่งลูกของเราเอง โดยที่เรารู้ทฤษฎีของการไหลลงเช่นนี้ เราก็จะไม่อาดูรเท่าใด เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดที่เขาก็ต้องรักครอบครัวเขา รักลูกของเขา เพราะพ่อแม่เราก็ยังรักเราเลย

ชีวิตของเราจึงเป็นบันไดขาลงทั้งสิ้นใจของเราจึงมักจะตกต่ำอยู่เสมอ และมักจะนึกไปถึงเรื่องที่ไม่ดีก่อนเรื่องใดๆ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [17 ส.ค. 2551 , 14:41:36 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 6



เราได้ทำดีไว้มากมายแต่มักไม่ค่อยเอามานึกคิด... ก็เหมือนเราที่มีชีวิตในวันนี้ทั้งวัน หรือสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งสัปดาห์เราได้ทำกุศลมากมายทำมาหลายสิบชั่วโมงแต่เราไม่ค่อยเอามานึกคิด แต่เราชอบที่จะนึกคิดในเรื่องไม่ดีที่เกิดอยู่ในช่วงเวลาเพียงห้านาทีว่าอะไรเกิดขึ้นกับฉัน หรือในสองนาทีนั้นอะไรเกิดขึ้นกับฉัน แล้วเราก็เก็บเอาความรู้สึกนั้นมาคิด แม้มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำพลาดไป ก็เก็บเอามาคิดและก็ทุกข์เศร้าหมอง .. จนกระทั่งเอาความเศร้าหมองนั้นกลบความดีทั้งหมดเลย

และก็เช่นเดียวกับชีวิตเราที่ ใครทำดีกับเรา เราก็มักไม่จำ หรือจำก็ไม่ชัดเจน เขาจึงต้องมีเพลงมาเตือนให้ เช่น

เราจำความมีบุญคุณของพ่อแม่ไม่ชัดเจน เพลงก็มาเตือนว่า แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล

และเมื่อยังนึกไม่ออก เพลงก็มาเตือนต่อว่า แม่เราเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันไปจนไกล

ฟังแล้วก็ยังจำไม่ได้อีกว่าแม่ของเราเป็นอย่างไร เพลงก็เตือนต่ออีกว่า แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม

ยังจำไม่ได้อีกว่าแม่ถนอมอย่างไร ยังใจทำให้กอดให้หอมแม่ไม่ลงเลย เพลงก็บอกต่อว่า แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม

พอฟังแล้วก็ได้คิดว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพลงก็เตือนต่อไปว่า ควรคิดพินิจให้ดีค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน บวช เรียนพากเพียรจนสิ้นหยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย

ทำไมบวชเรียนแล้วจึงทดแทนไม่สิ้น? เพราะท่านเคยอุปมาอุปไมยเล่าไว้ว่า แม้จะนำบิดามารดามาแบกไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ป้อนข้าวป้อนน้ำท่านแล้วให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงบนตัวเรานี่แหละ ทำแบบนี้ไปจนตลอดชีวิตของท่านก็ยังตอบแทนบุญคุณท่านได้ไม่เท่ากับบุญคุณที่ท่านให้เรามา

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:41:53 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 7



เรื่องราวของความดีที่พ่อแม่ที่ทำให้เรา เราจึงไม่ค่อยมีความชัดเจน แม้กระทั่งกับครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้ อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี ..เราก็จำไม่ค่อยชัดเจน และบางคนก็จำไม่ได้

แต่ท่านเหล่านั้นได้ทำกับเราโดยที่เราเองคิดว่าไม่ดี เช่น แม่ดุ พ่อเตือน ครูมาติติง เราก็คิดว่าเขาทำไม่ดีหรือสิ่งเหล่านั้นไม่ดี แต่กลับคิดว่าเราดีที่สุด เรามั่นคงอยู่กับความคิดว่าเราดีที่สุด เมื่อเราคิดอย่างนี้ เราก็สามารถเกิดอารมณ์โกรธเขาได้มากมาย

ด้วยเหตุนี้ คือ ด้วยธรรมชาติของจิตที่มีความจำในความดีได้น้อย ธรรมชาติที่ชอบนึกไปแต่ในเรื่องไม่ดี และธรรมชาติที่ไม่ค่อยเห็นใครดี ..ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้ เราต้องวางใจที่เราคนเดียวแล้วมุ่งทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทั้งเราและเขามักมีความจำไม่ดีไม่ค่อยชัดเจนในเรื่องดี และชอบนึกแต่เรื่องไม่ดี เมื่อรู้เช่นนี้แล้วจึงต้องไม่หวังผลตอบแทนจากใครทั้งสิ้น แม้แต่ความศรัทธาที่จะได้รับจากผู้อื่น มองและตระหนักในคุณค่าของชีวิตที่ดีว่า ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร และศรัทธาที่จะทำดีต่อไปโดยไม่หวังผล

เพราะการทำความดีก็เหมือนหยดสีขาวลงไปบนสีดำ เช่นน้ำหมึกสีดำที่หยดลงไปในน้ำพอเขย่าครู่เดียวน้ำก็มีสีดำกลืนไปหมด และก็ยากที่ใครจะมองเห็นสีขาวในสีดำ แต่ถ้าหากทำความไม่ดีแม้แต่น้อยนิด ก็เหมือนหยดสีดำลงบนสีขาว ความชัดเจนจะปรากฏขึ้นทันที เช่นผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนง่าย มีความหมองได้ที่เห็นได้ชัดเจนเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:42:18 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 8



ผู้ทำความดีที่แท้จริง จึงไม่ควรหวังจะให้ผู้ใดเห็น แต่จงเห็นตนเองเสมอ และเพียรหยดสีขาวลงบนดวงใจจะดีกว่า..นี่คือสิ่งที่นำมาให้ มากล่อมใจและมาเป็นกำลังใจให้กับท่านในวันนี้

เราจึงต้องวางใจและมุ่งทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเราวางใจได้อย่างนี้เราก็จะสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองได้ และก็ขอเป็นผู้หนึ่งที่จะออกมาพูดตรงนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนไม่ท้อแท้

เมื่อวานนี้จะไม่สบายมาก มีไข้ตัวร้อนตั้งแต่เช้ามืด มาถึงห้องนี้แล้วก็มานอนพักครู่หนึ่ง แล้วก็ไปพักต่อในออฟฟิศก่อนที่จะกลับบ้านอย่างอ่อนแรง ได้รีบกลับบ้านไปเพิ่มพลังใจไปหาใครคนนึงปลอบใจด้วยการเข้าไปสวดมนต์ในห้องพระ

แล้วสัจจธรรมก็บอกว่า ที่กำลังเป็นคือวิบาก และวิบากนี้มีหมดได้ ..พรุ่งนี้จะต้องหายถ้าหากเราได้พักในวันนี้ เพราะพรุ่งนี้เรามีหน้าที่ที่จะต้องมา "ให้" ผู้อื่น พอได้กำลังใจจากการรู้วิบาก จึงได้มีแรงกลับมาในวันนี้ ถามว่าวันนี้ยังตัวร้อนเป็นไข้อยู่ไหม? ก็ยังเป็นอยู่ แต่เมื่อรู้ว่ามันเป็นเพียงวิบากก็..ช่างมัน

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตแจ่มใส มีสติ มีปัญญา สามารถศึกษาเล่าเรียนเพื่อแตกฉานในธรรม และสามารถปฏิบัติธรรมนำความรู้ที่เกิดขึ้นจากการตรัสรู้นั้นมาขัดเกลาจิตใจให้เป็นไปเพื่อดับความเศร้าหมองดับความเร่าร้อนและอกุศลทั้งปวงที่มีอยู่ ให้มีจิตใจที่หมดจดและสะอาดบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ได้โดยไวชาติกันทุกท่านทุกคน อนุโมทนา



โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2551 , 14:42:35 น.] ( IP = 61.90.64.233 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์
และขออนุโมทนาคุณน้องกิ๊ฟที่นำสิ่งดีๆมาถ่ายทอด

โดย abctoy - [17 ส.ค. 2551 , 23:49:22 น.] ( IP = 118.172.251.55 : : )


  สลักธรรม 10

ต้องขอขอบพระคุณและชื่นชมในการสร้างสมบุญกุศลของน้องกิ้ฟอย่างมากครับ ที่รวดเร็วทันใจจริงๆในการถอดเทปบันทึกการแสดงธรรมและพิมพ์จัดสีส่งตรงมายังลานธรรมทันทีเลยครับ นับว่าพลังใจในการกระทำหน้าที่อันดีงามที่เกิดจากใจศรัทธานี้ของน้องกิ้ฟมีมากจริงๆ อนุโมทนาครับ

สำหรับเนื้อหาสาระทั้งหมดในกระทู้นี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตของปุถุชนนั่นเอง ที่มักจะมีความจำดีแต่เรื่องอกุศล ซึ่งว่าไปแล้วกคืออกุศลวิบาก ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของตนนั่นเองแต่ต่างหารู้ทันไม กลับไปลูบคลำคร่ำครวญในอารมณ์นั้นๆจนเกิดความหม่นหมองใจ

ด้วยความเห็นผิด คิดผิดและจำผิดนั้นๆ เป็นตัวมาบงการสกัดกั้นความก้าวหน้า คือแทนที่จะคิดนึกแต่เรื่องดีๆมีกุศล (ที่ตนได้ทำไป) และไม่ขว้าเอาอารมณ์เพียงนิดที่มาสะกิดจิตให้เกิดความไม่พอใจมาเป็นเรื่องที่หนักอกและก็หน่วงเอาอารมณ์นั้นมาคิดแล้วคิดอีก โดยตนเองขาดความรู้ไปเลยว่านั่นเป็นการเกิดของอกุศลจิตอีกจนได้เฮ้อ..ชีวิต

พี่เณรเองก็เป็นบ่อยๆครับ แต่ระยะเวลาสั้นลงแล้วครับ เพราะหางานทำที่ดีให้ตนเองแทนความฟุ้งซ่านนั้นๆ จึงเป็นวธีการอย่างหนึ่งที่จะขจัดอารมณ์เก่าๆที่ไม่เข้าท่า (อกุศล)ให้หางหายไปได้อย่างดีเลยครับผม และในบางครั้งก็สามารถระลึกได้ง่ายขึ้นว่าเป็นเพียงวิบากของเราเองที่คนอื่นมองเราผิด แต่ทำจิตของเราให้ถูกตรงต่อความดีเป็นใช่ได้ แค่นี้ก็ห่างบาปและได้บุญบารมีแล้วครับ

โดย พี่เณร [18 ส.ค. 2551 , 09:12:24 น.] ( IP = 58.9.146.43 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org