มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อยู่ด้วยรัก (๒)




ธรรมบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


เรื่อง...อยู่ด้วยรัก


ตอนที่ผ่านมา

ทำไมเราจึงจำอดีตชาติไม่ได้ ถามตัวเราเองแล้วหันกลับมาดูตัวเอง วันหนึ่งๆแต่ละวันนี่ อย่าเพิ่งพูดถึงชาติที่แล้ว วันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึง ๑๑.๐๐ นาฬิกานี่ เราทำอะไรมาบ้าง เราเห็นมากี่อย่าง ได้ยินมากี่เสียง เสียงอะไรบ้าง เราพอใจมากี่ครั้ง เสียใจมากี่อารมณ์ จำได้หมดไหมลูก ไม่หมด ทำไมจึงจำได้ไม่หมด ก็เพราะว่า เรานี้มิมีสติตั้งมั่นในการกระทำเลย แม้แต่ปัจจุบันคือวันนี้ เพิ่งผ่านไปใหม่ๆเรายังจำไม่ได้ จะจำชาติอดีตได้อย่างไร

การเกิดเป็นของสำคัญมากที่เราน่าจะต้องเรียนและทำความเข้าใจ การเกิดนั้นไม่ใช่เป็นของดีเลย จะเกิดเป็นคนชั้นใด ผิวพรรณใด วรรณะใด เพศใด ศาสนาใด หรือชนชาติใดก็แล้วแต่ ไม่มีใครสักคนเดียวปฏิเสธไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมาด้วยได้ เมื่อมีเกิดขึ้นมาแล้ว ต้องมีเติบโต เสื่อมชราและมรณะ คือ เกิด แก่ แล้วตาย นี่คือทุกข์ประจำ นอกนั้นยังมีทุกข์จรเบ็ดเตล็ด เช่นความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความบ่นเพ้อรำพัน ปรารถนาสิ่งใดไม่สมความปรารถนา สิ่งนี้จะมีมาได้ก็ต่อเมื่อมีเกิดขึ้นมาก่อน การดำเนินชีวิตของคนทั่วไป แบ่งออกได้เป็น ๓ ลักษณะคือ

๑.บางคนหรือบางกลุ่ม ดำเนินชีวิตไปด้วยโลกียธรรมเป็นใหญ่ ชีวิตของคนกลุ่มนี้ หรือคนนี้จะต้องคลุกเคล้าด้วยโลกธรรม ๘ ประการ ชีวิตปนเปหมุนเวียนไปจนตายอยู่ ๘ อย่าง คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข กับเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เรียกว่าฝ่ายชื่นชม ๔ กับฝ่ายขมขื่น ๔ ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้ หาสาระแก่นสารไม่ได้เลย เรียกว่า โลกานุวัตรบุคคล

๒. บางคนหรือบางกลุ่ม มีชีวิตดำเนินไปด้วยความรูสึกนึกและอุปาทานในชีวิตเป็นใหญ่ว่า เป็นฉัน เป็นของๆฉัน นี่คือยศของฉัน นี่คือตำแหน่งของฉัน ความรู้สึกยึดมั่นเช่นนี้ ทำให้เกิดทิฏฐิมานะขึ้นมา ลำพองตนเอง และเมื่อมีทิฏฐิมานะแล้ว การดำเนินชีวิตก็เป็นไปในทางที่จะไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา ยินดีและรักใคร่ สิ่งเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้ชีวิต จึงต้องเจอะเจอแต่สิ่งที่ไร้สาระ ไร้แก่นสาร เสแสร้ง และมิหนำซ้ำยังพันธนาการตนเองไว้กับสิ่งที่หยาบกว่า เรียกว่า อัตตานุวัตรบุคคล

๓. บางคนหรือบางกลุ่ม มีชีวิตดำเนินไปโดยอาศัยธรรมะเป็นใหญ่ คือมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุ ด้วยผล รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักเลือกคบคน และรู้จักการดำรงชีวิตว่าอะไรควรทำ อะไรควรละ ซึ่งจะทำให้ชีวิตของบุคคลประเภทนี้สามารถคลายจากเครื่องพันธนาการ และหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏได้ บุคคลประเภทนี้เรียกว่า ธัมมานุวัตรบุคคล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:23:20 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สังสารวัฏคืออะไร สังสารวัฏก็คือ รอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันมิรู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฏก็คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำๆซากๆ

เราลองคิดดูว่า ในชีวิตเราตั้งแต่เกิดมาจนการะทั่งวันนี้ มีอะไรบ้างที่เราเคยมีความยินดี แล้วความยินดีนั้นนั้นยังคงทนอยู่จนถึงนาทีนี้ ไม่มีเลย เป็นเพียงอารมณ์ชั่วครู่ ชั่วยาม เราเคยรัก เราเคยเศร้า อยากจะได้เขาคนนั้นมาเป็นของเรา อยากจะได้สิ่งเหล่านั้นมาเป็นของเรา มาอยู่ในครอบครองของเรา เมื่อได้มาสมความปรารถนาแล้ว อารมณ์ที่ต้องการนั้นก็หมดไป เพราะมันเสื่อมค่าทันที กลับปรารถนาอย่างอื่นต่อไป เช่น เมื่อเราอยากจะได้ออกเรือนร่วมหอกับคนนี้แล้ว ก็มีความตะเกียกตะกายดิ้นรนแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อจะให้ได้มา เมื่อได้มาแล้ว เราต้องการอะไรต่อไป เราต้องการให้เขาดูแลเรา เอาใจเรา ให้สิ่งที่เราพอใจ สรรเสริญเรา แต่สิ่งเหล่านี้อยู่เหนืออำนาจบังคับบัญชาของใครๆทั้งสิ้น เพราะว่าชีวิตแต่ละชีวิตนั้นต้องการเหมือนกันหมด คือความสุขกาย ความสุขใจ ความพอใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วใครเล่าจะมาเป็นผู้ให้ ถ้าเราไม่ให้ตนเอง

ลองนึกดูให้ดีจะเห็นว่า ชีวิตที่เราผ่านมานั้นไร้สาระ ไร้แก่นสารสิ้นเชิง น่าอดสู น่าสลดหดหู่ยิ่ง สิ่งที่เราเคยนึกว่ามันดีที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ ยังดีที่สุดสำหรับเราหรือเปล่า ไม่มีเลย มีแต่ความพบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก

เขาไม่ตายจากเรา.... เราก็ตายจากเขา
มันไม่ไปจากเรา.... เราก็หายไปจากมัน
มันไม่เสื่อมจากเรา.... เราก็เสื่อมจากมัน

เพราะว่าธรรมชาตินั้นล้วนมี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นที่ตั้ง คืออำนาจของความจริง ๓ ลักษณะ คือความไม่เที่ยง ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และความไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ชีวิตแต่ละชีวิตย่อมมีลักษณะทั้ง ๓ นี้คละเคล้าปนอยู่ทุกขณะจิต แต่ที่เราไม่เห็นความไม่เที่ยง ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงที่เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ จึงหลงเพลิดเพลินไปกับชีวิต คิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี คิดว่าชีวิตนั้นเป็นสุข คิดว่าชีวิตนั้นเป็นของเที่ยงคงที่ คิดว่าชีวิตนั้นเป็นตัวตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นฉันและเป็นของฉัน ความคิดเช่นนี้เรียกว่า วิปลาส

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:25:35 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 2

วิปลาส หมายถึง ความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อะไรเล่าที่เป็นของดี ร่างกายตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า อวัยวะภายในภายนอกล้วนเป็นสิ่งโสโครกที่สุด เป็นอสุภะที่น่าเกลียดน่าขยะแขยงที่สุด เหม็นสาบเหม็นสาง ตับไตไส้พุงเหล่านั้นมีการหมุนเวียนขับถ่ายของเลือดลมอยู่ตลอดเวลาจึงไม่บูดไม่เน่า แต่ที่จริงแล้วมันบูดเน่าอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ของดีเลย

ความยินดีที่เราได้รับจากการเห็นสิ่งที่ดี ที่ชอบใจ เราก็นึกว่าความสุข แต่ความสุขนั้นไม่จีรังยั่งยืน เป็นเพียงสุขเวทนาเกิดขึ้นเพราะความพอใจในอารมณ์นั้นเพียงชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้นเอง ไหนเล่าที่เป็นของเที่ยง เห็นอะไรก็ไม่เที่ยง เป็นเพียงการรับรู้อารมณ์ตามทวารต่างๆ มีการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่นได้รู้รส ได้สัมผัส จิตของเราทำงานซัดส่ายไปทั่วทุกทวารตลอดไป หาความเที่ยงแท้แน่นอนของจิตไม่ได้ จิตอยู่นิ่งไม่ได้ จิตว่างไม่มี ฉะนั้น จิตเที่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกัน ชีวิตที่เราคิดว่าเป็นฉัน เป็นของๆฉัน เป็นหญิง เป็นชาย ล้วนเป็นสมมุติทั้งสิ้น ชีวิตที่แท้จริงคือ รูป นาม ขันธ์ ๕

เราจะหาสุขอันสถาพรได้เมื่อรู้จักจิตของตนเองว่า จิต เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเรามิเคยรู้เฉยๆ กลับเอาสัญญาวิปลาสเข้าไปร่วม จึงทำให้การรู้อารมณ์นั้นสร้างสุข สร้างทุกข์ให้ จึงต้องเรียนรู้ว่าธรรมชาติที่เป็นปรมัตถสัจจะนั้นเป็นอย่างไร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:26:34 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 3

ธรรมชาติแห่งปรมัตถสัจจะก็คือ สิ่งใดมีเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา สิ่งนั้นก็ย่อมมีดับไปเป็นของธรรมดา คงที่ไม่ได้เลย ฉะนั้น เราจะต้องคอยเตือนตนเองและระลึกรู้สึกอยู่เสมอว่า เวลาเราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เราได้สัมผัสถูกต้อง จะดีบ้าง ชั่วบ้าง เป็นวิบาก แล้วมันก็ดับไปเอง เราใช้กรรมเก่าในอดีตชาติอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็เลือกทำกรรมใหม่ให้ดีด้วย

การระลึกว่าที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม กรรมนั้นย่อมต้องให้ผลแน่นอน อย่ามัวแต่นั่งรอ นั่งขอ นั่งวอนไหว้ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่สร้างมาเอง จงวางชีวิตไว้ให้ดี ด้วยการสร้างศรัทธา ๔ ให้เกิดขึ้น ศรัทธาคือความเชื่อโดยมีเหตุผลนั่นเอง

ศรัทธา ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ให้คือ ศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ได้แก่

๑.เชื่อเรื่องกรรม
๒.เชื่อเรื่องวิบากกรรม
๓.เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน
๔. เชื่อคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเชื่อในความตรัสรู้ของพระองค์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:30:33 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 4

๑.ศรัทธา คือความเชื่อในเรื่องกรรม กรรมคือเจตนา เจตนานั้นหมายถึงความจงใจที่จะกระทำ การกระทำนั้นมีอยู่ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ

ทำดีหรือทำชั่วทางกาย เรียกว่า กายกรรม
พูดดีหรือพูดชั่ว เรียกว่า วจีกรรม
นึกคิดดีหรือนึกคิดชั่ว เรียกว่ามโนกรรม

เมื่อกาย วาจาและใจของเราเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำกรรม กรรมเป็นเหตุ เมื่อสร้างเหตุแล้ว ไม่มีเหตุอันใดทำแล้วไม่ได้รับผล และไม่มีผลอะไรในโลกนี้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เชื่อเรื่องกรรมคือสร้างตนเองให้เป็นคนมีเหตุ กรรมดี กรรมชั่ว ทำแล้วต้องได้รับผลแน่นอน ไม่มีใครสามารถจะแก้ไข ลบล้างให้หายไปได้ เพราะกรรมนั้นเป็นนามธรรม มิใช่รูปธรรม ถ้าเป็นรูปธรรม เช่น แขนเราล้างขัดขี้ไคลได้ แต่นามธรรมล้างไม่ได้ การคิดแก้กรรมให้หายไปจึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดแก้กรรมเก่า แต่จงเริ่มต้นทำกรรมใหม่ที่ดี เช่น การพูดธรรมะ การฟังธรระ และการปฏิบัติธรรม นี่คือการทำกรรมใหม่ที่ดี จะถือเป็นการแก้กรรมก็ได้ แล้วเราก็จะได้รับผลกรรมที่ดีเองในอนาคต กรรมดีมีกำลังแรงกว่า กรรมชั่วก็หมดโอกาสจะให้ผลได้

๒.ศรัทธา คือเชื่อในวิบากกรรม วิบากหมายถึงผลของกรรม ผลของกรรมนั้นย่อมมาตามเหตุ สร้างเหตุดีย่อมต้องได้รับผลดี สร้างเหตุชั่วย่อมต้องได้รับผลชั่ว ฉันใด ฉันนั้น ปลูกต้นมะพร้าวจะให้ออกลูกมาเป็นผลมะม่วงไม่ได้ กรรมชั่วจะให้เกิดผลดีก็ไม่ได้ ดังนั้น การดลบันดาลจึงไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามเหตุและผล เป็นคำสอนที่คงทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีวันวิปริต ไม่มีผันแปรไปได้ เราจึงต้องเชื่อ เพื่อจะได้มาศึกษาและอ่านความจริงเกี่ยวกับชีวิต เพื่อชีวิตนั้นจะเกิดความสงบนิ่งได้ โดยงดเว้นการประพฤติปฏิบัติในกรรมไม่ดีต่อไป เช่น เราถูกตำหนิติเตียนก็เพราะว่า อดีตเราเคยสร้างเหตุเอาไว้ จึงต้องได้รับผลเช่นนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:35:56 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 5

๓.ศรัทธา คือความเชื่อในเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตนเอง ในชีวิตของคนเรา ต่างจริตต่างอัธยาศัยกัน จริตมีถึง ๖ จริต คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธิจริต และศรัทธาจริต ทุกจริตมีอยู่ในชีวิตของแต่ละบุคคล เพียงแต่ว่าจริตใดจะออกมานำโดดเด่นมากน้อยกว่ากันเท่านั้น เช่น บางคนโกรธง่าย ก็เพราะมีโทสจริตเป็นตัวนำ บางคนเชื่อง่าย ใครบอกก็เชื่อ ไม่มีเหตุมีผลเท่าไร ก็เพราะมีศรัทธาจริตเป็นตัวนำ เมื่อมีจริตแตกต่างกัน ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นการกระทำออกไปนั้นมีต่างๆกัน จึงต้องได้รับผลของกรรมไม่เหมือนกัน สัตว์โลกจึงต่างมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย ผู้ใดทำกรรมไว้อย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น ไม่มีใครดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้

๔ . ศรัทธา คือความเชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคงทนต่อการพิสูจน์ เป็นปรมัตถสัจจะ

สัจจะคือความจริง ความจริงมี ๒ จริง จริงแท้กับจริงเทียม จริงเทียมหมายถึงสิ่งที่สมมุติขึ้นเพื่อใช้เรียกขานในชนหมู่เผ่าพันธ์เดียวกันให้เกิดความเข้าใจ เช่น คำว่า ชาย หญิง คน สัตว์ สีเขียว สีแดง ฯลฯ เป็นจริงเทียม เมื่อไปพูดกับคนต่างชาติที่ไม่รู้จักภาษาไทยก็ไม่อาจเข้าใจได้

แต่ความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อนแข็ง ความรู้สึกปวดเจ็บ เมื่อย ความรู้สึกเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส เหล่านี้เป็นจริงแท้ เรียกว่าปรมัตถ์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนชาติใด หรือสัตว์ชนิดใด ความรู้สึกก็ต้องเหมือนกันหมด ในอดีตที่ผ่านมานานนับไม่ถ้วน ความจริงที่ว่านี้ก็มีอยู่ ในอนาคตก็ต้องมีต่อไปแน่นอน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:41:03 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 6

ศรัทธาอันประกอบไปด้วยปัญญาทั้ง ๔ ประการนี้ ผู้ใดมีอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคงแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าดำเนินอยู่ในหนทางอันประเสริฐ เพราะจะเป็นหลักปฏิบัติให้พ้นจากภัยทั้ง ๔ อย่าง คือ

๑. ไม่พลัดไปนับถือสาสนาอื่น หรือลัทธิใดๆที่ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้

๒.ทำให้พ้นจากการเกิดในที่ไม่แน่นอน

๓.จะพ้นภัยจากการเกิดในทุคติภูมิ มีสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน

๔.จะพ้นภัยจากการกระทำอันเป็นทุจริตในอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐

ศรัทธาอันประกอบไปด้วยปัญญานี้ย่อมเกื้อกูลให้พรหมวิหารธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อเวลาที่เราเห็นศัตรู หรือคนที่เราไม่ชอบ เห็นคนที่กล้าเสี่ยง เห็นคนมีมิจฉาทิฏฐิมากๆ จงนึกเมตตาเขาว่า เรากำลังเดินผ่านพ้นจากภาวะนั้นมายังไม่ตลอด แต่ก็มีโอกาสที่จะพ้นได้ น่าสงสารเขาเหล่านั้นที่ยังมืดบอดอยู่ เขายังห่างไกลต่อรัศมีพระธรรม ฉันกับเขาต้องตายเหมือนกัน แต่มีที่ไปต่างกัน โทสะจะลดลงได้ด้วยการแผ่เมตตาจิตออกไป แล้วอธิษฐานทันทีว่า ขอกำลังศรัทธาในพระพุทธศาสนานี้ จงเป็นพลวปัจจัยให้ฉันอย่าได้มีโอกาสพลาดถลำไปเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปเลย

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2551 , 07:46:28 น.] ( IP = 58.9.135.230 : : )


  สลักธรรม 7

ศรัทธาอันประกอบไปด้วยปัญญา ให้ประโยชน์มากๆ ทำให้อยู่ในเส้นทางที่ควรดำเนิน จะไม่หลงไปในทางที่ผิดๆ

กราบขอบพระคุณในคำสอนของหลวงพ่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [20 ส.ค. 2551 , 12:31:55 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 8

หลายประโยคที่ได้อ่านทำให้เกิดภาพพจน์ที่ชัดเจนหลายเรื่องเลยค่ะ อย่างเช่นคำที่หลวงพ่อกล่าวว่า "เราจะต้องคอยเตือนตนเองและระลึกรู้สึกอยู่เสมอว่า เวลาเราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เราได้สัมผัสถูกต้อง จะดีบ้าง ชั่วบ้าง เป็นวิบาก แล้วมันก็ดับไปเอง เราใช้กรรมเก่าในอดีตชาติอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็เลือกทำกรรมใหม่ให้ดีด้วย " และ "ไม่ต้องไปคิดแก้กรรมเก่า แต่จงเริ่มต้นทำกรรมใหม่ที่ดี" นับเป็นคำปกาศิตของชีวิตได้เลยที่จะไม่ทำให้เกิดความเสียเวลาอีกต่อไป

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านทำความเข้าใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ส.ค. 2551 , 15:45:42 น.] ( IP = 125.27.173.154 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณในคำสอนของหลวงพ่อเป็นอย่างสูงค่ะ
อ่านไปด้วยความรู้สึกระลึกถึงรูปแบบชีวิตที่หลากหลาย
ซึ่ง ประกอบไปด้วยความคิด ความศรัทธาที่แตกต่างกัน
และ เรื่องราวที่ต้องมากระทบและกระทำ ทำให้ไม่เห็นสิ่งที่ใกล้ตัว และก่อเหตุแห่งสังสารวัฏฏ์อย่างไม่จบสิ้น
และทางเลือกของชีวิตคงต้องพัฒนาสติ ศรัทธาและปัญญาให้เพิ่มขึ้นค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างสูงค่ะ

โดย น้องอุ๊ [20 ส.ค. 2551 , 21:15:00 น.] ( IP = 125.24.55.65 : : )


  สลักธรรม 10


คำสอนของหลวงพ่อ อ่านกี่หนกี่หนก็รู้สึกซาบซึ้งใจทุกครั้ง ให้เห็นแก่นแท้ของการดำเนินชีวิตว่าควรจะประพฤติ ปฏิบัติอย่างไร

กราบขอบพระคุณพีเณรมากค่ะที่นำคำสอนที่มีค่ายิ่งมาให้ได้อ่านและทำความเข้าใจเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [21 ส.ค. 2551 , 10:07:04 น.] ( IP = 124.121.173.71 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org