| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมได้
สลักธรรม 1เมื่อชีวิตต้องมีทั้งทางร่างกายและความสามารถรู้ได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ฉลาดรอบคอบจึงต้องมองและศึกษาชีวิตทั้งสองด้าน คือทั้งร่างกายและจิตใจ
ทางด้านร่างกายเราเรียกว่ารูปธรรม ส่วนทางด้านจิตใจเราเรียกว่า นามธรรม การศึกษาทั้ง ๒ ด้าน จะทำให้รู้เหตุ รู้ผล รู้การทำงานของชีวิตที่ถูกต้อง คำสรุปของชีวิตว่าคืออะไร ก็คือสิ่งที่มีเหตุและมีปัจจัยปรุงแต่งให้อุบัติขึ้นมาตามภพภูมิต่าง ๆ ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ ที่ คือ เกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก และเกิดเติบโตขึ้นโดยฉับพลัน เรียกว่าโอปปาติกะ ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ แหล่งนี้ เมื่อเกิดมาแล้วก็ดำรงชีวิตไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็หนีไม่พ้นความตาย
ความตายเป็นของคู่อยู่กับการเกิด และเช่นเดียวกัน การเกิดก็ย่อมเป็นของคู่อยู่กับความตาย ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่พระอรหันต์ ฉะนั้น สัตว์ทุกประเภท ทั้งสัตว์ประเสริฐที่เราใช้เรียกมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานซึ่งเป็นผู้ที่ขวางต่อทางมรรคผลนิพพานนั้น ต่างก็มีความเสมอเหมือนกัน คือมีสามัญลักษณะเหมือนกันในข้อที่ว่า ต่างก็ประกอบไปด้วย รูป นาม ขันธ์ ๕ ยกตัวอย่างเช่นคนและสุนัข ย่อมต้องมี ๕ อย่างเหมือนกัน คือ..โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 09:47:33 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 2๑ ต้องมีรูป ที่สามารถปรากฏบ่งบอกลักษณะได้ว่าเป็นรูปพรรณสันฐานชนิดใด คนก็มีรูป สัตว์ก็มีรูป
๒ ต้องมีเวทนา คือการเสวยอารมณ์เข้าไปได้ เป็นสุขได้ เป็นทุกข์ได้ เฉย ๆ ได้
๓. ต้องมีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ คนมีความจำสัตว์ก็มีความจำ จำหน้าคน จำบ้านที่อยู่ได้
๔. ต้องมีสังขาร คือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งแล้วจากเหตุ ปัจจัย ให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส ได้ถูกต้อง ว่ามีความรู้สึกเช่นไร พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คนและสัตว์ต้องมีเหมือนกัน
๕. ต้องมีวิญญาณ วิญญาณแปลว่าจิต คือตัวการสามารถรู้ได้ เช่น รู้เบื่อ รู้เมื่อย รู้เจ็บ รู้หนาว รู้ร้อน คนและสัตว์ย่อมต้องมีเหมือนกัน
ชีวิตของทั้งคนและสัตว์ต้องมีเหมือนกัน คือ รูป นาม ขันธ์ ๕ สิ่งที่เป็นลักษณะสามัญนี้ยังตกอยู่ภายใต้กฎของความจริงอีกชั้นหนึ่ง คือ มีแต่ความไม่เที่ยง เรียกว่า อนิจจัง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เรียกว่า ทุกขัง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เป็นของผู้ใด และไม่สามารถบังคับบัญชาตามใจได้ เรียกว่า อนัตตา เพราะความไม่รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงทำให้หลงฟั่นเฟือนต่อชีวิต คิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี คิดว่าชีวิตเป็นของสุข คิดว่าชีวิตนั้นเที่ยง คิดว่าชีวิตนั้นเป็นเรา เป็นของเรา แท้ที่จริงคำว่า "เรา" และ "ของของเรา" ไม่มี ถ้าของของเรามีเราต้องบัญคับบัญชาได้ เช่น แขนของฉัน หัวของฉัน ตาของฉัน ถ้าเป็นของของฉัน ฉันต้องควบคุมสิ่งนั้นได้ว่า ตาของฉันอย่าเสื่อม อย่าสั้น อย่ายาว บังคับให้เป็นไปตามใจของเราไม่ได้ เพราะเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไหลเรื่อยไปตามเหตุ ปัจจัยเกิดจากกรรมที่ตนเองทำมาทั้งสิ้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 09:51:38 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 3ในการเกิด ไม่มีพ่อแม่คู่ใดเลยในโลกนี้ ที่จะสามารถให้กำเนิดบุตรตามใจปรารถนาได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ แม้แต่ เพศ หรือความเฉลียวฉลาดที่ต้องการให้มีในบุตรของตน เพราะทุกสิ่งเป็นอนัตตา ดังนั้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดมั่นในร่างกายของเราได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว บางครั้งที่เราหลงไปเพราะมีโมหะ หรือมีอวิชชามาปรุงแต่งจิต เรียกว่า จิตสังขารปรุงแต่ง ก็ทำให้ดูเหมือนว่าร่างกายนี้เป็นของเราจริง เช่น เวลาร่างกายกระทบความเย็น รู้สึกว่าตัวเองหนาว เพราะตอนนั้นอวิชชาปิดบังอยู่ โมหะปิดบังอยู่ ที่จริงเรามิได้เป็นผู้หนาวอากาศมันหนาว ใช่ไหมลูก ถ้าเราไม่ได้กระทบกับอากาศ เราจะไม่รู้สึกหนาว เราคิดว่าอากาศนั้นเป็นเรา ความเย็นของรูปทำให้รู้สึก เพราะเรามีจิตรับรู้ แต่ความเย็นอยู่ข้างนอก เราไปดึงเอาสิ่งที่อยู่ข้างนอกมาเป็นของของเราอยู่ตลอดเวลา เพราะเรามีโมหะ ความไม่รู้จักเหตุ ไม่รู้จักผลเป็นตัวปิดบังความจริงอยู่เสมอ
ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าร่างกายเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างประณีตที่สุด และสลับซับซ้อนมาก แล้วธรรมชาตินั้นจึงครองความเป็นใหญ่ไว้แต่ผู้เดียว ทั้งในการสร้าง การเปลี่ยนแปลง และการทำลาย ธรรมชาตินั้นก็คือ ธรรมชาติของกรรม ของจิต ของอุตุ ของอาหาร ชีวิตจะอยู่ได้ด้วยกรรม จิต อุตุ และอาหารเป็นตัวหล่อเลี้ยง ชีวิตมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยของกรรม จิต อุตุ และอาหารด้วย แต่เราหลงยึดมั่นว่าฒิฬ สิ่งที่บังเกิดขึ้นกับ "ฉัน" นั้นเป็นฉัน เป็นของของฉัน แท้ที่จริงมีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไหลเรื่อยไป
พระพุทธศาสนาได้สอนให้เรารู้จักว่า ที่ตั้งของกรรมคือกาย วาจา และใจ เมื่อมีที่ตั้งแห่งการกระทำแล้ว ย่อมมีผลของการกระทำแน่นอน จึงสอนให้เว้นจากทุจริตทางกาย วาจา และใจให้ได้ นอกจากนี้ยังสอนให้ประกอบสุจริตให้เกิดขึ้นในกาย วาจา ใจ ทั้งยังสอนหนทางที่จะบำเพ็ญให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองของจิต คือ เว้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นกิเลสทำให้เราไม่สามารถพ้นไปจากสังสารวัฏได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 09:57:37 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 4สังสารวัฎคืออะไร ก็คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันมิรู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฎ ก็คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ของชีวิต ตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ ตราบนั้นชีวิตไม่มีวันสิ้นสุดไปจากความทุกข์ได้ หนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ถึงบรมสุขก็คือ ไม่ต้องเกิด
การศึกษาพระอภิธรรมปิฎกจะสามารถทำให้ตนนั้นเป็นคนมีคุณธรรมประจำใจ เมื่อมีคุณธรรมประจำใจแล้ว คุณธรรมนั้นก็จะกลับมาเป็นที่พึ่งของตนเองได้ ไม่มีความหวั่นเกรงต่อสิ่งที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว เพราะรู้เหตุ รู้ผล เป็นคนมีระเบียบวินัยปราศจากความประมาท เป็นผู้มีกุศลจิตด้วยการปฏิบัติตนให้ประกอบไปด้วย กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต
ธรรมที่จะช่วยให้สุจริตทั้ง ๓ เกิดขึ้นได้ก็คือ สาราณิยธรรมแปลว่าธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกได้ถึงธรรม คือมีคุณธรรมประจำใจ เป็นเหตุให้เกิดความดี ให้เกิดจิตเป็นกุศลมี ๖ ประการโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 10:00:00 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 5๑ เมตตากายธรรม หมายถึงการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น คน สัตว์เดรัจฉานที่มองเห็นได้ หรือที่มองเห็นไม่ได้ เช่น เทวดา เปรต อสุรกาย เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะต่างก็มีสังสารวัฏอันยาวนาน ไม่รู้จักขาด ด้วยการเกิด การตาย อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ บุคคลเหล่านี้อาจเป็นพ่อ แม่ มิตรสหาย ญาติพี่น้อง ตลอดถึงสัตว์เดรัจฉานทุกชนิด การกระทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ต้องกระทำด้วยความเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ช่วยเหลือกิจธุระต่าง ๆ ให้ด้วยความเต็มใจประกอบไปด้วยเมตตา คืออยากให้ผู้อื่นได้รับความสุข
๒ เมตตาวจีกรรม คือการพูดอะไรต่อเพื่อนมนุษย์ ก็พูดด้วยเมตตาจิตทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วยความเต็มใจ คือพูดด้วยความจริงใจ ไม่คดในข้อ งอในกระดูก
พูดด้วยความจริงใจอย่างไร เช่น เขามาปรึกษาความทุกข์ร้อน ขอข้าวของเงินทอง เราก็รู้แล้วว่าที่เขามาขอนี้เขาต้องทุกข์แล้ว แต่เมื่อเราไม่มีให้ก็ย่อมพูดดีได้ ไม่ว่าพูดว่า "เออ อยากทำอย่างนี้ สมน้ำหน้า ใครทำมาล่ะ แล้วมายุ่งกับฉัน" นี่พูดดีไหม ไม่ดี ควรจะพูดว่า "ที่เราต้องพบความเดือดร้อนนี้มันเป็นวิบากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าไปทุกข์กับมันมากเลย ทำงานไป ตั้งหน้าประกอบสัมมาอาชีวิเดี๋ยวก็หามาได้อีก" หรือถ้าของของเขาหายไป ก็พูดปลอบโยนว่า "เลี้ยงชีพพออิ่มไปก็ดีแล้ว ทรัพย์สมบัติตายแล้วก็เอาไปไม่ได้" นี่พูดด้วยเมตตาจิต และความจริงใจ จริงใจว่าอย่างไร "ตอนนี้ฉันก็ยังไม่มี แต่ก็มีความอยากช่วยทุกอย่าง แต่ก็จนปัญญา เพราะเงินจำนวนนี้จะต้องใช้ ของที่หายไปก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปซื้อมาทดแทน ขอให้เกิดความสงบขึ้นมาในจิตใจเสียก่อน จะได้ไม่เร่าร้อน" พูดดีได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 10:02:19 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 6สิ่งที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง คือ กาย วาจา และใจ โดยเฉพาะอะไรอยู่ตรงกลาง ตรงนั้นน่ากลัวที่สุด คือวาจา วาจาของเราเกิดได้ทั้งภัยทั้งคุณ "คำพูดจะเป็นพิษ ถ้าไม่คิดก่อนพูด"
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ทำเพื่อตัวเอง ทุกคนทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำทางกาย วาจา ใจ ผลที่ทำก็ต้องได้กลับคืนสู่ตัวเอง ทำสิ่งที่ดีก็กลับสู่ตัวเอง จะทำชั่วก็กลับคืนสู่ตัวเอง ฉะนึ้น ทุกคนมีสิทธิ์เลือกกระทำได้ เพื่อหาผลประโยชน์ในทางที่ดีต่อไป คำพูดทุกคำมีความหมายทั้งสิ้น และเป็นผลทั้งสิ้น
การพูดการเจรจาได้เคยให้หลักไว้แล้ว่า พูดน้อย-ผิดน้อย ไม่พูดเลย-ไม่ผิดเลย เราต้องดูว่า วาจาเกิดจากการเปล่งเสียงออกมาให้ผู้อื่นได้รับฟัง การเปล่งเสียงขึ้นมาเองโดยไม่มีการสั่งงานจะมีขึ้นไม่ได้ ต้องมีจิตเป็น้สั่ง จิตสั่งดี คำพูดก็ออกมาดี จิตสั่งชั่ว คำพูดออกมาก็ชั่ว ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างใครทำใครได้ ไม่มีใครคิดจะพูดให้ใครโกรธ ไม่มีใครคิดจะพูดให้ใครเกลียด เราต่างได้รับฟังแล้วนำมาตีเทียบกับสัญญาของเราเองแล้วก็เสพอารมณ์ คิดไปเองว่า นี่คือเสียงดี นี่คือเสียงไม่ดี สร้างความวิตกกังวลซัดส่ายฟุ้งซ่านให้กับชีวิตตลอดเวลา
คำว่า "ไม่คิดก่อนพูด" หมายถึง ไม่สติระลึกว่าสมควรหรือไม่สมควร ว่าพูดไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรให้พูด พูดไปแล้วดีหรือชัว ดี-ชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ตนย่อมได้รับผลที่ตนเองทำมาทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น คำพูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดโกหก คำทั้ง ๔ อย่างนี้ไม่ได้เป็นผลดีกับตัวเองเลย เพราะจะบ่งบอกถึงอุปนิสัยถึงรากเง่าอันถูกอบรมมาว่า ลักษณะความคุ้นเคยและความเคยชินที่ตนเองทำมานั้นเป็นอย่างไร เผ่าพันธุ์ของตนเองนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้างโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 10:09:22 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 7การพูดโกหก เป็นการกล้าเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับความทุกขเวทนาที่ตนเอง เพราะการพูดโกหกนั้น เมื่อพูดแล้วก็ต้องผูกเรื่องโกหกต่อ ๆ กันไป ต้องหาของอื่นมาโกหกเพื่อปิดบังของเก่า ๆ ปิดบังอยู่เรื่อย ๆ ไปไม่มีวันจบสิ้น เมื่อเว้นจากการพูดเท็จได้ แล้วพูดแต่ความจริงติดเป็นนิสัยก็จะไม่กล้าพูดโกหก คนที่มีวาจาสัตย์ย่อมได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ ผู้ที่ไม่พูดเท็จอานิสงส์ก็คือ เกิดเป็นคนไม่มีกลิ่นปาก อันนี้สำคัญมาก วาจา ลมปากก็น่าเชื่อถือ ยิ่งถ้าปฏิบัติให้ถึงไม่จำเป็นต้องพูดด้วยแล้ว จัดอยู่ในสีลวิสุทธิ คำพูดนั้นหอม
การพูดส่อเสียด ยุยงให้แตกร้าว ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับตัวเองเลย เป็นการประจานตนเองอยู่ตลอดเวลา
การกล่าวคำผรุสวาจาคือการกล่าวคำหยาบ ซึ่งเป็นคำที่ไม่ไพเราะหู ไม่น่าฟัง ไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนดี ใครก็แล้วแต่ที่ตนเองไม่พูดคำหยาบ จัดว่าดี แต่ยังฟังคำหยาบได้ เรียกว่าดีจริงหรือไม่ ไม่จริง เพราะไม่พูด แต่ยังชอบฟัง คนดีจริง ๆ ได้ยินคำด่าก็เดินหนี ไม่ฟังจนจบเรื่องหรอกลูก การพูดจาไม่ไพเราะ ไม่สุภาพต่อกัน ก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจ ความเกลียดชังในหมู่คณะขึ้น ก่อให้เกิดความวิวาทได้
การกล่าวคำพูดเพ้อเจ้อไร้แก่นสารก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เป็นประโยชน์กับตนเองเลย ควรจะเลิกเสียตั้งแต่วินาทีนี้ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด คำพูดเพ้อเจ้อเป็นคำพูดพล่อย ๆ ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง เป็นการสร้างความชำนาญทำให้เกิดโอกาสส่อเสียดกันขึ้นมาได้ เมื่อส่อเสียดจนเก่งแล้ว คำหยาบก็หลุดออกมาได้ เมื่อพูดคำหยาบได้ก็สามารถโกหกได้ วจีทุจริตทั้ง ๔ อย่างนี้ไม่ได้เกิดแต่ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง มันเป็นความสันทัดจัดเจนมาจากทำพูดไร้สาระ ไร้แก่นสาร ควรพูดแต่คำที่จำเป็น เช่น พูดในสิ่งที่มีเหตุมีผลในทางเพิ่มพูนปัญญา เป็นการแนะแนวทางปัญญา จงพูดไป
การฝึกฝนสันทัดในวจีทุจริตทั้ง ๔ นี้ ย่อมจะเกิดผลของกรรมติดตามมาที่ตนเองในชาติต่อ ๆไป มีรายละเอียดเรื่องผลของอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ อยู่ในหนังสือ "ทางที่ไม่ควรดำเนิน"
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2551 , 10:13:49 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 8มาเพิ่มเติมความรู้ค่ะ และได้รับรู้ถึงข้อธรรมที่จะช่วยให้สุจริตทั้งกาย วาจา และใจ
กราบขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ...ที่ได้นำคำสอนมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [25 ส.ค. 2551 , 12:32:39 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 9อ่านแล้วทบทวนไปมาก็พบว่า ชีวิตของเรานี่ช่างเสี่ยงต่อการทำบาปได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน ยิ่งอยู่กับคนหมู่มากด้วยแล้วยิ่งพลาดได้อย่างรวดเร็วเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำเรื่องดีๆ มาเตือนใจให้เกิดความระมัดระวังอีกครั้ง ..โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 15:06:19 น.] ( IP = 125.27.171.96 : : )
สลักธรรม 10อ่านแล้วก็ให้เห็นประจักษ์อีกว่า... อะไรที่อยู่ตรงกลางนั้นสำคัญเสมอ แม้แต่เรื่องของกิเลสซึ่งเกิดได้ทั้งทางกาย-วาจา-ใจ แต่ทางวาจาซึ่งอยู่ตรงกลางนั้นจะน่ากลัวที่สุด....เฮ้อ ชีวิตนี้ช่างอยู่ได้อย่างยากลำบากเสียเหลือเกิน ...ทุกอย่างก้าว ทุกทำพูด ทุกความคิด หากขาดเสียซึ่งการมีสติแล้ว เสี่ยงเหลือหลาย เสี่ยงต่อบาปอกุศลที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิด
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะที่มีค่ายิ่งมาฝาก...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [26 ส.ค. 2551 , 14:15:58 น.] ( IP = 124.121.174.112 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |