| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๓๒
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
![]()
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก
ความดีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่จะต้องทำให้มีในตน คือทั้งกาย - วาจา - ใจ ให้ได้ เพราะการเป็นคนดีแล้วจะได้ผลตอบแทนมากมายแม้ในชาตินี้ก็มีผลคือ
๑. อยากจะอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีคนอยากให้อยู่ ๒. อยากจะไปไหน ก็ไปได้สะดวก เพราะมีคนอยากให้ไป ๓. อยากจะทำอะไร ก็ทำได้สำเร็จ เพราะมีคนอยากช่วยเหลือ
ความดี จึงเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล
ใครๆ ก็อยากเป็นคนดี แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นคนดีได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมัวแต่คิดว่า ตนนั้นดี โดยไม่รู้จริงว่า คนดีจริงๆ นั้น คือ คนเช่นใดและต้องทำอย่างไรนั่นเอง
คนดี ต้องอาศัยพื้นฐานของความกตัญญูกตเวทีเป็นตัวเพาะบ่มจิต และดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา
คิดให้รอบคอบ ก่อนประกอบกิจใดๆ คิดให้แน่ใจ ว่าที่ทำลงไปเป็นภัยหรือเป็นบุญ
ด้วยรักที่พ่อมีต่อลูกเสมอ
พ่อเสือ
![]()
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:25:49 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 2
"ความดีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่จะต้องทำให้มีในตน คือทั้งกาย - วาจา - ใจ ให้ได้
เพราะการเป็นคนดีแล้วจะได้ผลตอบแทนมากมายแม้ในชาตินี้ก็มีผลคือ
๑. อยากจะอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีคนอยากให้อยู่
๒. อยากจะไปไหน ก็ไปได้สะดวก เพราะมีคนอยากให้ไป
๓. อยากจะทำอะไร ก็ทำได้สำเร็จ เพราะมีคนอยากช่วยเหลือ
ความดี จึงเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล.."
จากท่อนนี้เราก็จะเห็นได้ว่า หลวงพ่อได้พยายามชี้ให้เราเห็นทั้งเรื่องดีและมองถูก เพราะทุกวันนี้มีเรื่องมากมายที่ผ่านเข้ามาทางสื่อสารมวลชนต่างๆ ที่มีการย้ายถิ่นย้ายที่ หรือแม้กระทั่งเรื่องของเราเอง
ท่านจึงบอกว่า เมื่อเป็นคนดีแล้วถ้าอยากจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้สบาย เพราะมีคนอยากให้อยู่ ตรงนี้ท่านฝากบอกมาว่า เมื่อมีข้อที่หนึ่ง ท่านให้ถามตัวเองว่า เรามีอย่างนี้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราหรือยัง?
คือ อยากจะอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีคนอยากให้อยู่ ไม่ต้องหลบๆ ไม่ต้องหามุมแอบซุก ที่ดินที่นี่ตั้งมี ๓ ไร่ ๘๔ ตารางวา แต่ต้องไปนั่งอยู่ในที่แคบๆ อยู่กันลำพังหรือแยกตนเองออกไป ถามตนเองว่า อยู่กับหมู่คณะได้อย่างสบายใจหรือยัง
เราอยู่ในสถานที่กว้างขวางแต่เราไม่ปลอดโปร่ง ไปอยู่ตรงนั้นก็กลัวคนจะมอง ไปกินข้าวก็แยกตัวออกไป ทำเหมือนกับเรามีออกซิเจนเฉพาะตนอยู่แค่มุมแคบๆ ทั้งๆ ที่นี่มีออกซิเจนมากมาย ..ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าความดีของเรายังมีไม่พอ
ข้อที่สอง อยากจะไปไหน ก็ไปได้สะดวก เพราะมีคนอยากให้ไป เช่นมาเชื้อเชิญว่า ไปบ้านเราสิ ไปด้วยกันไหม ..ไปเที่ยวกันเถอะ ไปดูหนังกัน หรือว่าเราเป็นพวกที่เขาต้องกระซิบชวนกันเบาๆ เพราะกลัวเราจะได้ยินได้รู้ว่าเขาจะไปไหน ถามตัวเองว่าเราอยู่ในเกณฑ์ที่คนเชื้อเชิญหรือว่าคนชิงชัง? เรามีผู้ต้อนรับมากขนาดไหน? โดนสังคมรังเกียจหรือเปล่า?
และข้อที่สาม อยากจะทำอะไร ก็ทำได้สำเร็จ เพราะมีคนอยากช่วยเหลือ ไม่มีใครมาขัดขวาง ...นี่คือผลที่ได้มาจากการเป็นคนดี หลวงพ่อท่านบอกว่า ความดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่จะทำให้มีในตนคือทั้งกาย วาจา และใจ เพราะการเป็นคนดีจะได้รับผลตอบแทนมากมายที่อย่างน้อยๆ ก็สามข้อตรงนี้ และผลในชาติหน้าอีกด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:26:20 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 3
"...ใครๆ ก็อยากเป็นคนดี แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นคนดีได้
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมัวแต่คิดว่า ตนนั้นดี
โดยไม่รู้จริงว่า คนดีจริงๆ นั้น คือ คนเช่นใดและต้องทำอย่างไรนั่นเอง
คนดี ต้องอาศัยพื้นฐานของความกตัญญูกตเวทีเป็นตัวเพาะบ่มจิต และดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา..."
หลวงพ่อท่านบอกว่า ทุกคนอยากเป็นคนดีทั้งสิ้น แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นคนดีได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมัวแต่คิดว่าตนนั้นดีแล้ว โดยไม่รู้จริงว่าคนดีนั้นเป็นอย่างไรและคนไม่ดีนั้นเป็นอย่างไร
คนไม่ดีนั้นเป็นคนที่ชอบซุบซิบนินทา ช่างเจรจาขี้ฟ้อง เรียกร้องเพื่อตน ขี้บ่นมากปัญหา อิจฉาได้ทุกเรื่อง ใช้เวลาสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ คิดแต่สิ่งที่มีโทษต่อจิต ชอบแยกมิตรแยกศัตรู คอยตะแคงหูหาความ ชอบเอ่ยนามผู้อื่นมาอ้าง อำพรางความผิดตน ไม่แยบยลในการแก้ปัญหา และที่หนักหนาคือมากไปมานะทิฏฐิ..เหล่านี้แหละที่เรียกว่ายังเป็นคนไม่ดี
เมื่อเรารู้ลักษณะของคนไม่ดีแล้ว ท่านก็บอกให้รู้ลักษณะของคนที่ดีว่าเป็นคนเช่นใดและต้องทำอย่างไร ..ลักษณะของคนดีก็คือ ต้องอาศัยพื้นฐานของความกตัญญูกตเวทีเป็นตัวเพาะบ่มจิต และดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา
ท่านก็บอกมาอีกว่า ไม่ใช่เพียงแต่กตัญญูต่อคนที่ให้กำเนิดเราเท่านั้นเอง แต่ต้องรวมไปถึงผู้มีอุปการคุณของเราทุกคน มีทั้งพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ มิตรสหายที่เกื้อหนุนเรา แม้แต่สถานที่ที่ทำให้เรานั้นได้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต เราจึงจะต้องกตัญญูต่อสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด อันเป็นการเพาะบ่มความกตัญญูให้เข้าไปอยู่ในจิตและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา เมื่อเรามีความกตัญญูแล้วไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะไม่เนรคุณที่นั่น และสามารถรักษาคุณภาพของที่นั่นได้
หลวงพ่อท่านบอกว่า ความกตัญญูนี้เป็นสัญลักษณ์ของคนดี แต่คนมีความรู้เป็นได้แค่สัญลักษณ์ของคนมีปัญญาก็ยังไม่ได้จัดว่าเป็นคนดี เพราะมีคนมีปัญญามากมายที่ไม่ได้เป็นคนดี อย่างที่เราจะได้เห็นจากผู้คนมากมายที่มีปัญญามาบริหารประเทศชาติแต่บางคนก็ไม่ได้เป็นคนดี แต่คนดีต้องเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณคน รู้คุณชาติ รู้คุณศาสนา รู้คุณพระมหากษัตริย์ รู้คุณสถานที่
ไม่ใช่เพียงกตัญญูต่อคนที่ให้กำเนิดเราเท่านั้นแต่ต้องรวมไปถึงผู้มีอุปการคุณต่างๆ ด้วยแม้กระทั่งสถานที่ ที่เราต้องมีความรัก เคารพ และให้เกียรติในผู้ที่มีบุญคุณกับเราและสถานที่ที่ให้ความรู้กับเรา ..นี่คือลักษณะของคนดี
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:27:00 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 4
" คิดให้รอบคอบ ก่อนประกอบกิจใดๆ
คิดให้แน่ใจ ว่าที่ทำลงไปเป็นภัยหรือเป็นบุญ "
หลวงพ่อท่านจึงได้บอกต่อว่า "คิดให้รอบคอบ ก่อนประกอบกิจใดๆ คิดให้แน่ใจ ว่าที่ทำลงไปเป็นภัยหรือเป็นบุญ" เพราะส่วนมากคิดว่าที่ตัวเองทำอยู่นี้ "ดีแล้ว" หรือที่ตัวเองทำอยู่นี้เป็นการทำบุญโดยไม่มีความรู้ว่านั่นเป็นภัยแล้ว แต่ใครที่คิดว่ายังไม่รู้ที่นี่ก็มีหนังสือให้อ่าน ถ้ายังไม่รู้อีกก็มีบุคคลให้ซักถามมากมาย ฉะนั้นเราอย่าคิดว่าเรารู้ เพราะการที่คิดอย่างนี้อาจเป็นภัยได้โดยที่คิดไปเองว่านั่นเป็นบุญ
เราจึงควรนำเรื่องเหล่านี้มาขบคิดว่าสิ่งที่หลวงพ่อท่านนำมาเตือนนี้ก็เพราะท่านรัก น้ำคำที่เจือไปด้วยน้ำใจบนกระดานนี้ท่านมีให้ลูกๆ ทุกคน ท่านบอกให้เราคิดอยู่เสมอว่า เราเป็นคนที่ใครเขายินดีต้อนรับหรือไม่? เพราะนี่คือเรื่องของคนดี และเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะถ้าเราคิดว่าตนเองดีแล้วแน่แล้วก็จะเป็นการสกัดกั้นปิดหนทางไม่ให้ใครกล้าเข้าไปแนะนำ อบรมหรือสั่งสอนต่อไป
ก็เหมือนกับคนรวยที่บอกว่าตนเองรวยมากแล้ว ใครที่ไหนจะกล้าเอาเงินไปให้คนรวย แต่เอาเงินไปให้ขอทานดีกว่า ซึ่งหลวงพ่อท่านสอนอยู่เสมอว่า "ยิ่งอวดยิ่งอด ยิ่งลดยิ่งเพิ่ม" และท่านให้ทำตัวเหมือนต้นข้าวที่โน้มรวงลงต่ำซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีเพราะมีน้ำหนัก ก็จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้เราทำตรงกันข้ามแล้วใช้ชีวิตอย่างไม่รอบคอบกัน จึงมีส่วนที่ทำให้เรายังไม่ปลอดภัย
และหลวงพ่อท่านก็บอกมาว่าบางคนอาจคิดว่า "ไม่เห็นเป็นไร เพราะฉันก็อยู่บ้านฉัน ฉันจะไปไหนก็เงินของฉัน ฉันจะทำอะไรก็เรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันไม่แคร์ " หรือ "ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยเพราะฉันไม่เห็นอยากจะไปด้วย ฉันก็ไม่อยากจะเสวนากับคนนี้ ไม่อยากจะคบกับผู้นี้เลย " หลวงพ่อท่านก็บอกว่า อันนี้ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
ท่านบอกว่าชีวิตของพวกเรานี้ต้องอยู่อย่าง"เสือพึ่งป่า ปลาพึ่งน้ำ" จึงต้องมีน้ำคำและน้ำใจให้กันและกัน ต้องมีการให้อภัยและให้โอกาส ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีไว้สำหรับคนที่พร้อมจะพัฒนาตนเอง เรื่องที่อยู่บนกระดานนี้จึงเหมือนกับขุมทรัพย์ที่บอกกับเราว่า เรามาค้นหาตัวเองว่าเราเป็นคนดีหรือยัง และมีแต่คนดีเท่านั้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:28:10 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 5
ถาม ใจความสำคัญของเรื่องนี้คือความกตัญญูใช่หรือไม่?
ตอบ สำหรับตนเองนั้นเห็นว่าในข้อความนี้ทั้งหมดนั้นมีความสำคัญอยู่ที่คำว่า "มัวแต่คิดว่าตนเองนั้นดีแล้ว" ก็คือเรื่องของความคิดที่ "คิดผิด" เราต้องตีให้แตกว่าความกตัญญูกตเวทีนี้คืออะไร เพราะบางคนคิดแต่เพียงว่าตัวเองมีแล้วเพราะฉันกตัญญูต่อพ่อแม่ ดูแลส่งเสียให้พ่อแม่ ..แต่คนอื่นฉันไม่สน อย่างนี้ยังใช้ไม่ได้เพราะความกตัญญูต้องมีเป็นพื้นฐานด้วยการอบรมบ่มเพาะเข้าไปในจิตใจ และเมื่อความกตัญญูนี้มีอยู่ในจิตแล้ว ก็จะมีจิตสั่งให้ไปทำงานที่อภิธรรมมูลนิธิ
ฉะนั้นความกตัญญูที่มีอาบอยู่ตั้งแต่ก่อนมา เมื่อมาถึงมูลนิธิแล้วก็ยังคิดกตัญญูต่อ หรือไปที่ไหนก็ยังคิดกตัญญูคือตอบแทนคุณสถานที่ แม้จะช่วยไม่ได้มากแต่ก็ช่วยดูแลสอดส่อง เช่นตอนนี้ก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ได้มีโครงการปรับปรุงห้องน้ำหลังอาคารนี้เพื่อผู้สูงอายุและผู้ที่แข้งขาไม่แข็งแรงโดยเปลี่ยนจากแบบเก่าเป็นแบบโถนั่งชักโครก
ซึ่งต้องขออนุโมทนากับคุณพัชรินทร์ที่บริจาคเงินสองหมื่นบาทให้ทันทีหลังจากที่คุยกันจบโดยขับรถไปเบิกเงินมาให้ และตัวอาจารย์เองได้สมทบเพิ่มไปอีกหนึ่งหมื่นบาท แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมเป็นเงินเท่าใดนั้นไม่ทราบ เพราะมีจุดที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง แต่ไม่เป็นไรก็จะขอรับผิดชอบเองในส่วนที่เหลือหรือใครจะร่วมบริจาคก็ไม่ห้ามเพราะงบประมาณคงบานปลายอีกไม่น้อย
และต้องขออนุโมทนากับคุณมารศรีซึ่งสูงอายุแล้วเช่นกันที่เสียสละเวลามาช่วยดูแลงานปรับปรุงห้องน้ำในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็มีปัญหาว่ากดน้ำไม่ลง สาเหตุของปัญหาก็คือว่า ที่ผ่านมาผู้ที่ใช้ห้องน้ำนั้นทิ้งกระดาษชำระลงไปในโถส้วมด้วยความมักง่ายจึงทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว
ถ้าหากเราออกจากบ้านไปใช้ห้องน้ำที่อื่นเช่นที่ห้างสรรพสินค้าก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเลอะเทอะไปหมดเลย เพราะแต่ละคนที่มาใช้นั้นชอบใช้แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ความไม่รับผิดชอบนั้นคือความไม่รู้จักบุญคุณ และตอนนี้เราก็มีการปรับปรุงห้องน้ำให้ใหม่แล้ว แต่ก็พบกับปัญหาที่เกิดจากการทิ้งกระดาษชำระของคนที่ขาดความรับผิดชอบ
ถามว่าที่นี่เป็นที่ของใคร? เป็นบ้านของเรา เราจึงต้องมีความกตัญญูเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เราคิดรอบคอบก่อนที่จะประกอบกิจใดว่าจะทำอย่างนี้ดีหรือไม่ คิดให้รอบคอบก่อนที่จะโยนกระดาษทิชชู่ทิ้งลงไปในชักโครก คิดให้รอบคอบว่าส้วมจะเต็ม
ฉะนั้น ความกตัญญูในที่นี้หลวงพ่อท่านก็เน้นเหลือเกินว่า ไม่ใช่เรากตัญญูเฉพาะกับพ่อแม่แล้วก็อ้างว่าฉันเป็นคนกตัญญูกตเวทิตา แต่กับคนอื่นนั้นฉันไม่สน..ซึ่งทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรามาอยู่รวมกันในที่นี้เราก็ต้องรู้จักกตัญญูต่อสถานที่ และให้นึกว่าเป็นเหมือนบ้านของตัวเอง เรารักตัวเองอย่างไร เราก็ควรรักคนอื่นอย่างนั้น เรารักสะอาดอย่างไรเราก็ต้องทำความสะอาดอย่างนั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:29:05 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 6
ถาม บางคนอ้างว่าเรียนพระอภิธรรมจนจบเป็นบัณฑิตแล้วยังทำพฤติกรรมที่ไม่ดีก็มี ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?
ตอบ การที่อ้างว่าเรียนพระอภิธรรมแล้วจัดว่าเป็นคนดีนั้น..ไม่ใช่ เพราะความกตัญญูนั้นจัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนดี ส่วนความรู้นั้นเป็นได้แค่สัญลักษณ์ของคนมีปัญญา และคนมีปัญญาก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนดีเสมอไป เราจึงต้องมองให้รอบคอบอย่างที่มีคำกล่าวว่า "คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต"
เราจึงรอบคอบและรอบรู้โดยอย่าสุดโต่งอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งเราคิดว่าเราเลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดและเลือกทำสิ่งนั้นแต่ก็เป็นความสุดโต่งมาก โดยจะขอยกเรื่องราวที่ได้พูดคุยกันเมื่อวานนี้มาเป็นตัวอย่าง คือมีการตั้งพูดมาว่า เมื่อเรียนรู้แล้วว่าการทำสังฆทานนั้นให้ผลมหาศาล ฉะนั้นก็จะมุ่งทำสังฆทานอย่างเดียวไปเลย ...นี่เรียกว่า สุดโต่ง
พระอภิธรรมมีไว้ให้เรียนให้รู้ ไม่ได้มีไว้ให้หลง เพราะถ้าหากหลงแล้วก็จะเป็นการหลงผิด และสิ่งที่เราเรียนกันนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้เปรียบไว้ให้เห็นว่า บุญชนิดนี้ที่ปุถุชนคิดว่าดีแล้ว ..แต่ยังมีดีกว่านั้น โดยมีดีขึ้นเป็นขั้นๆ ไป พอเมื่อได้เรียนรู้ถึงขั้นสูงแล้วก็จะปฏิเสธไม่เอาบุญขั้นที่ต่ำกว่า ..ซึ่งอย่าลืมว่า
ก็เลยอธิบายไปว่า ใช่! ที่สังฆทานมีอานิสงส์มากมหาศาล แต่ขอเปรียบเทียบว่า สมมุติว่าเรามีเรือลำหนึ่งที่พร้อมจะบรรจุเสบียงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นข้าวเป็นน้ำเป็นทานเป็นศีลเป็นภาวนา เราก็ควรใส่ลงไป แต่ถ้าเรือลำใหญ่มากเลยแต่เราเลือกที่จะใส่สังฆทานลงไปอย่างเดียว อย่างนี้ก็จะมีเสบียงที่ไม่พร้อมนะ จึงควรที่จะเตรียมเสบียงให้พร้อมทุกด้านด้วยการไม่สุดโต่งทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การที่คิดว่าเลือกดีแล้วว่าเป็นการกระทำอย่างเยี่ยมที่สุดนี้ คิดหรือว่าเราจะรักษาความเยี่ยมที่สุดนี้ไว้ได้ เพราะคำว่าสังฆทานนั้นท่านให้ทำกับ "สงฆ์" และเราต้องหา สงฆ์ให้เป็นซึ่งเมื่อได้ทำกับท่านเมื่อไหร่ก็จะมีบุญมหาศาล ถ้าหากเรายังไม่รู้จักคำว่าสงฆ์ก็ลองท่องว่า ...สงฆ์ใดสาวกศาสดา รับปฏิบัติมา แด่องค์สมเด็จภควันต์ เห็นแจ้งจตุสัจจ์เสร็จบรร ลุทางที่อัน ระงับและดับทุกข์ภัย โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใส สะอาดและปราศมัวหมอง เหินห่างทางข้าศึกปอง บ่มิลำพอง ด้วยกายและวาจาใจ เป็นเนื้อนาบุญอันไพ ศาลแด่โลกัย และเกิดพิบูลย์พูนผล ฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:29:34 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 7
นี่คือคำว่าสงฆ์ที่ท่านหมายถึงอริยะสงฆ์นั่นเอง ฉะนั้นการทำบุญกับพระอริยะสงฆ์จึงมีบุญมหาศาล เพราะโอกาสที่จะได้พบพระอริยะสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงทราบว่าในอนาคตนั้นพระศาสนาจะเสื่อมลงไปจนถึงที่สุด จึงทรงพระกรุณาให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้มีโอกาสทำบุญที่ดี ในเมื่อมีน้อยลงๆ จึงได้มีการทำสังฆกรรมโดยอนุญาตให้พระ ๔ รูปทำหน้าที่แทนสงฆ์นี้ จึงจัดว่าเป็นสังฆทาน แล้วพระ ๔ รูปนี้ทำหน้าที่เป็นผู้รับสังฆทาน
ต่อมาพระภิกษุมีกิจมากทั้งการศึกษาและกิจอื่นๆ ที่อาจว่างอยู่ไม่ถึง ๔ รูป จึงได้กำหนดให้มีการทำสังฆกรรมโดยอุปโลกน์พระ ๑ รูปขึ้นมาทำหน้าที่แทนสงฆ์ ๔ รูปนี้ และต่อมาอีกก็ได้เกิดปัญหาว่าถ้าหากวัดหนึ่งมีภิกษุเพียงรูปเดียวที่เป็นทั้งเจ้าอาวาสและพระลูกวัดแล้วจะทำสังฆทานอย่างไร
ก็ต้องไปหาภิกษุที่ใหญ่กว่าเช่นไปหาเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เพื่อได้การอุปโลกน์ และการอุปโลกน์นี้ก็ไม่ใช่พูดขึ้นว่า "เธอเป็นนะ " แต่ต้องมีการสวดปาติโมกข์และหลังสวดปาติโมกข์ไม่เกินสิบห้านาทีต้องมีการแต่งตั้ง การอุปโลกน์นี้จึงเรียกว่าเป็นตัวแทนสงฆ์ ..ก็จะเห็นว่าเรื่องนี้มีขั้นตอนมากมาย
แต่เราล่ะ..เมื่อคิดจะทำสังฆทานก็เดินไปพบพระรูปหนึ่งแล้วเราตาไม่ทิพย์ก็เลยไม่รู้ว่าท่านได้รับอุปโลกน์มาหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าเราไปสุดโต่งอยู่อย่างเดียวนี้ก็จะลำบากแล้ว..จึงควรทำทุกอย่างที่เป็นบุญ และเป็นบุญที่ละโทษ ความที่เรายึดติดว่านั่นเป็นสิ่งดีก็อาจจะเป็นความสุดโต่งได้
ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นต้องเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายมีเพื่ออะไร คือเพื่อสอน อบรมให้เห็นชีวิตนานาจิตตัง เห็นความเป็นไป และเห็นจริงขึ้นมาว่าในชีวิตแห่งการเวียนว่ายตายเกิดไม่ว่าจะเป็นภูมิเบื้องต่ำ กามภูมิ หรือรูปภูมิ อรูปภูมินั้น มีการท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิด
เมื่อต้องเวียนว่ายตายเกิดนั้นก็คือ ภาราหะเว ปัญจักขันธาฯ มีขันธ์เป็นภาระ ท่านจึงสอนทางหลุดพ้นขึ้นมาเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา หรือเรียกว่าเอกยนมัคโคให้เราศึกษา นับวันนี้เราก็ไม่รู้ว่าใครคือใคร บริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ แต่ให้เราทำที่ตนเองด้วยฤกษ์สะดวกด้วยความสบายใจ
และคิดให้รอบคอบก่อนประกอบกิจใดๆ อย่าทำเพราะเลือกที่รักผลักที่ชัง คิดให้แน่ใจว่าที่ทำไปนั้นเป็นภัยหรือเป็นบุญ เพราะส่วนมากจะเอาบุญ มาอ้าง โดยลืมภัย ของตนเอง หรือไม่ผู้รับก็อ้างว่า สงเคราะห์ญาติ สงเคราะห์โยม เป็นการทำที่ได้บุญจนลืมภัยตัวเอง
ขอความเจริญความผาสุกความมีปัญญาความก้าวหน้าอยู่ในบุญ คุ้นกับความสงบ และจบชีวิตจากสังสารวัฏจงเป็นของทุกท่านโดยไวชาติเทอญ
![]()
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2551 , 11:30:17 น.] ( IP = 125.27.170.169 : : )
สลักธรรม 8![]()
การมัวแต่คิดว่าตนเองนั้นดีแล้ว เป็นสิ่งที่น่ากลัวค่ะ เพราะเป็นความประมาทกล้าเสี่ยง นึกว่าตนเองดีแล้ว เป็นการสกัดกั้นความดีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในตน
และได้ข้อเตือนสติในการใช้ชีวิต คือ "คิดให้แน่ใจ ว่าที่ทำลงไปเป็นภัยหรือเป็นบุญ"
กราบขอบพระคุณในคำสอนของหลวงพ่อค่ะ
อนุโมทนากับกุศลกรรมของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะโดย เซิ่น [25 ส.ค. 2551 , 12:56:16 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 9ขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟอีกเช่นเคย ที่หมั่นเพียรสะสมกรรมดี มีการให้เช่นนี้เป็นต้น และนี่ละครับเป็นการมอบประโยชน์ให้แก่ทุกๆคนที่เข้ามาอ่านจริงๆเลยครับ
ยิ่งตอนที่ว่า..คนไม่ดีนั้นเป็นคนที่ชอบซุบซิบนินทา ช่างเจรจาขี้ฟ้อง เรียกร้องเพื่อตน ขี้บ่นมากปัญหา อิจฉาได้ทุกเรื่อง ใช้เวลาสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ คิดแต่สิ่งที่มีโทษต่อจิต ชอบแยกมิตรแยกศัตรู คอยตะแคงหูหาความ ชอบเอ่ยนามผู้อื่นมาอ้าง อำพรางความผิดตน ไม่แยบยลในการแก้ปัญหา และที่หนักหนาคือมากไปมานะทิฏฐิ..เหล่านี้แหละที่เรียกว่ายังเป็นคนไม่ดี ..ตรงนี้ละครับจะต้องจดจำเอาไปปรับปรุงสำรวจตนเองให้มากๆเลยครับ
หลวงพ่อท่านมีเมตตาจริงๆ คอยชี้แนะอบรมขัดแคะชีวิตที่ติดอยู่ในบาป ให้มีทางเดินที่ดีเสมอมานะครับน้องกิ้ฟ รักหลวงพ่อจังเลยครับ และระลึกบูชาในพระคุณของท่านเสมอมาและตลอดไปครับโดย พี่เณร [25 ส.ค. 2551 , 17:35:28 น.] ( IP = 58.9.150.46 : : )
สลักธรรม 10การเป็นคนดีนั้น หากตัวเราเองคิดว่าเราดีแล้วนั้นประมาทอย่างยิ่ง เพราะเป็นธรรมชาติเรามักเข้าข้างตัวเอง
พวกเรานับว่าโชคดีมหาศาลที่มีหลวงพ่อ ผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาคอยดูแลให้คำแนะนำ และกล่าวตักเตือนอยู่เสมอ พร้อมชี้ให้เห็นถึงพื้นฐานของคนดีว่าควรมีความกตัญญู และยังชี้ให้เห็นอีกว่าคนดีนั้นควรเป็นเช่นไร โดยไม่ลืมที่จะบอกว่า..แล้วคนที่ไม่ดีนั้นเป็นเช่นไร
จะน้อมนำคำอบรมสั่งสอนนี้มาปรับปรุงตนให้มาก เพื่อเป็นคนดีที่พร้อมจะเดินทางต่อไปสู่จุดหมายที่วาดหวังไว้ค่ะ
กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีต่อลูกเสมอมาค่ะ
....ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่นำคำเตือน คำสอนของหลวงพ่อมาบอกกล่าวชี้แนะให้พวกเราได้พิจารณาและนำไปปรับปรุงปฏิบัติตนเพื่อเป็นคนดีต่อไปค่ะ
.....ต้องขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากๆ ที่เพียรกระทำกุศลอาจิณณกรรมด้วยดีมาเสมอมา ซึ่งดีทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านด้วยค่ะ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [26 ส.ค. 2551 , 10:15:24 น.] ( IP = 124.121.176.195 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |