มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมได้(๒)




ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมได้
(เรียบเรียงจากธรรมบรรยายของหลวงพ่อเสือ)


ตอนที่ผ่านมา

ฉะนั้น คำพูดจะเป็นพิษ ถ้าไม่คิดก่อนพูด ในการพบปะสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อยู่ร่วมกันแล้ว เราควรจะพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน พูดน้อย ผิดน้อย ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย จงระลึกอยู่เสมอว่า

๑. ธุระของเราหรือไม่ ความไม่ใช่ธุระของเรา คือ การซักถามผู้อื่นในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะเป็นการล่วงเกิดสิทธิของผู้อื่น เช่นถามว่า "สามีเธอให้เงินเดือนเธอเดือนละเท่าไร" "เธอมีเงินเดือนเท่าไร" "เดือนหนึ่งใช้อะไรบ้าง" มีเก็บแล้วเท่าไร" นี่คือการล่วงเกินที่น่าละอายที่สุด เพราะเราลองคิดดูว่าคนเราย่อมต้องรักษาสิ่งที่ตนเองปิดบัง ถ้าเราถูกล่วงเกินบ้างใครจะชอบ พยายามเอานิสัยนี้ออกจากการกระทำที่จำเจให้ได้แล้วจะไม่เป็นพิษ

๒. ควรจะถามเขาหรือไม่ มันต่างกัน แต่มันอยู่ในเนื้อความเดียวกัน แต่แยกความออกมาเป็นเรื่องเท่านั้นเอง เช่น เมื่อมีบุคคลใด บุคคลหนึ่ง หรือสองบุคคล เขาทำงานร่วมกัน มีการรับรู้เรื่องราวด้วยกัน มีการต้องใช้จ่ายร่วมกัน และเรามีส่วนที่อุดหนุนช่วยเหลือเขา ซึ่งการช่วยเหลือนั้นผ่านมือหนคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เมื่อทำเราทำแล้ว ควรจะจบแล้ว เพราะการทำบุญได้บุญอยู่แล้ว แต่เรายังไม่จบ ยังติดตามถามว่าเอาไปให้อีกคนหนึ่งหรือยัง เช่นฝากเงินไปให้คนหนึ่ง แล้วก็คอยถามแล้วถามอีกว่า คนที่รับฝากนั้นเอาไปให้ผู้รับแล้วหรือยัง นี่แหละคำพูดจะเป็นพิษ เพราะผู้ที่ถูกถามนั้นจะคิดว่า เขาไม่ไว้ใจฉันใช่ไหมลูก ฉะนั้น เมื่อเราทำแล้ว ควรจะแล้วที่เราทำ เขาจะให้กันหรือไม่เป็นเรื่องของเขา เราทำแล้ว ขอให้เลิกคำพูดชนิดนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:43:42 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๓. สมควรเล่าต่อหรือไม่ คำพูดจะเป็นพิษได้ในข้อนี้เช่น ได้รับฟังเรื่องโดยที่เป็นเรื่องที่เรารับฟังได้ แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินหรือนำความนั้นไปเล่าต่อ เพราะพูดมาก ผิดมาก เราก็นำเรื่องที่เขากำลังกระทำด้วยการบุกเบิก หรือส่งเสริม หรือปิดบังในทางที่ว่าจะมีช่องโหว่ซึ่งจะถูกโจมตีนั้น ไปเล่าขานต่อในที่ทั่วไป โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าคนที่เราเล่าให้ฟังนั้นจะนำคำพูดของเราไปส่งเสริมหรือไปทำลาย

หลัก ๓ ข้อนี้ขอให้ลูกศิษย์ผู้ที่กำลังจะละกิเลสสู่มรรคผลนิพพานจงพิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญแล้วตัดสินใจวาจาให้มากกว่านี้ เพราะคำพูดนั้นสร้างภัยพิบัติอันมหันต์มาแล้วมากต่อมาก อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัยยังไม่ร้ายแรงเท่าวาทภัย แล้วลองสอบถามด้วยการเปิดใจกว้าง ก่อนเราจะพูดเราเคยคิดถึง ๓ ข้อนี้ไหม

ฉะนั้น สิ่งที่เรามองข้ามไป มันเป็นประโยชน์สำหรับชีวิต ถ้ามองข้ามไปแล้วแทนที่จะเป็นประโยชน์กลับเป็นพิษทันที ไม่มีใครต้องการให้ใครล่วงเกินสิทธิของตน การถามเรื่องส่วนตัว ผู้ที่ถูกถามเกิดความรำคาญ ฉะนั้น เรากำลังทำอะไร สร้างศัตรูทันทีแล้ว ทุกวันนี้เราไม่ต้องการมีศัตรู แต่เราลืมไปว่าคำพูดของเราสร้างศัตรูอยู่ตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เราถาม เราพูด เราเล่าไปนั้น เขาพร้อมจะรับฟัง เขาพร้อมจะตอบเราหรือไม่ เราก้าวก่ายเขา เราแย่ ไม่ใช่เขาแย่ จะต้องเป็นผู้ขาดทุนเพราะตอนที่พูดนั้นสติก็ไม่มี สัมปัชัญญะก็ไม่ มีแต่ความเพ้อเจ้อไร้สาระไร้แก่นสาร เป็นการเกี่ยวดองตัวเองไว้กับผู้อื่นทันที การไปสู่มรรคผลนิพพานต้องไปเพียงตามลำพัง อาศัยความสันโดษเป็นทุน แต่ระหว่างการเดินทาง ใจอธิษฐานขอถึงมรรคผลนิพพาน แต่ทั้งทางด้านร่างการและมโนสำนึก เรารัดตรึงอยุ่กับสิ่งที่หยาบกว่าตลอดเวลา แล้วจะไปพ้นจากสังสารวัฎได้อย่างไร ผู้ที่ต้องการมรรคผลนิพพานต้องเอาเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ไปทำ ผู้ที่ทำคือผู้ที่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:44:32 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 2

๓. เมตตามโนกรรม คือการนึกคิดอะไรต่อะไรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตาจิตทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่นึกคิดไปในทางจะเบียดเบียนปองร้ายผู้อื่น ความนึกคิดมีความสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกายกับวาจานั้นเนื่องมาจากความคิดทั้งสิ้น จึงมีความสำคัญที่จะต้องอบรมบ่มปัญญาให้เกิด บ่มให้มีสติในการคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วตัดสิน เพราะการคิดกับการทำนั้นเกี่ยวเนื่องกัน หากคิดดีก็สั่งให้พูดดี คิดชั่วก็พูดชั่ว คิดดีก็สั่งกายไปทำงานดี คิดชั่วก็สั่งกายไปทำเรื่องชั่ว

๔. สาธารณโภคี คือรู้จักแบ่งปันทรัพย์สมบัติ ลาภ ต่าง ๆ ที่ได้มาด้วยความสุจริตธรรมให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวงไว้แต่ผู้เดียว

๕. สีลสามัญญตา คือเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีระเบียบ มีวินัย มีความสุจริต มีความดีงาม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่าเบื่อหน่ายแก่ผู้อื่น

๖. ทิฏฐิสามัญญตา คือมีความเห็นอันถูกต้องว่า การกระทำนั้นเป็นคติแห่งตน ใครทำใครได้ ทั้งดีทั้งชั่ว แล้วไม่หาเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครให้เกิดความบาดหมาง กินใจกัน นี่คือคุณธรรมของความดี

ฉะนั้น เราจึงต้องยอมรับว่า เราเป็นผู้อยู่กับกรรมตลอดเวลา สำหรับกรรมดีและกรรมชั่วที่ปุถุชนมีอยู่ในั้น เมื่อแยกแยะแล้ว มีหลายประเภท

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:45:27 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 3

ประเภทที่ ๑ ได้แก่กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา แบ่งออกเป็น ๔ อย่าง คือ

๑. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันชาติ ถ้าเป็นฝ่ายดีพ่อบอกว่ามีสติ สร้างสติปัญญาให้ผลตรงปัจจุบันชาติเลย เพราะจะทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลงทันที

๒. กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า ทำไมจึงไม่ให้ผลในปัจจุบันชาติ แต่ให้ผลในชาติหน้า เพราะอะไร เช่นเมล็ดพันธุ์ถั่ว ๑๐ ชนิด เพาะลงในดินพร้อมกัน การเจริญเติบโตต่างกันเหมือนกับการเจริญเติบโตของกรรมก็มีต่างกัน ทำไมปัจจุบันต้องมีผลเข้าไปด้วย เพราะปัจจุบันไปเร่งเร้า เปรียบเสมือนลานของนาฬิกา รวม ๕ ชนิด ไขลานให้เต็มเหมือนกัน แต่มันจะไปจบลงเหมือนกันไหม ไม่เหมือนกันกรรมที่แต่ละคนทำไว้ต่างกัน คนเราจึงเหมือนกันไม่ได้ อันนี้เป็นหลักหนึ่ง เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราจะไม่ใช้คำพูด "เขากับฉันเหมือนกัน" คนเราไม่ชอบร้อนเหมือนกัน" "คนเราอยากได้ดีทุกคน" เราพูดด้วยตัวเราเองตัดสินทั้งนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่เหมือนกัน คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในชนหมู่มากแล้ว เราจะได้วางใจได้ถูกต้อง

กรรมที่ให้ผลในชาติหน้านี้ได้แก่อกุศลกรรมบถ ๑๐ เมื่ออดีตเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้มาก เกิดมาเป็นคนในชาติปัจจุบันก็อายุสั้น ลูกจงจำไว้ว่า เราเอากายทำอะไร เท่ากับกำลังทำตนเอง กล่าววาจาออกไปถึงใคร กำลังทำตนเอง เอาใจไปนึกถึงใครกำลังทำตนเอง ฉะนั้น ทำให้ดี เราฆ่าคนอื่น ก็คือกำลังฆ่าตนเอง จำหลักนี้ไว้ กาย วาจา ใจ ดำเนินออกไปอย่างไร กำลังทำตนเอง แล้วเลือกทำเอา

๓. กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป เช่น ชาติที่แล้ว เราฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมามาก ชนกกรรมดีส่งมาให้เกิดเป็นคนก็อายุสั้น หรือมีโรคภัยเบียดเบียนเสมอ ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจุบันและสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย เพราะอดีตชาติเราไม่ได้ฆ่าอย่างเดียว จิตของเรามีการทำดีทำชั่วอยู่ตลอดเวลา เราอาจมีการบริจาคทานไว้ด้วย ก็เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี เมื่อมีเงินทองก็ได้เป็นทุนมาเยียวยาช่วยรักษาโรคทำให้ชีวิตยืนยาวออกไป แต่กรรมนี้ก็ยังไม่หมดผล เพราะถ้าเราตายจากชาตินี้ ไม่ได้ทำทานต่อ เราก็เกิดเป็นคนอัตคัดขัดสน ผลของการฆ่าสัตว์ยังมีอยู่ ไม่มีเงินรักษาก็อายุสั้นทันที มันจะให้ผลตลอดเวลาจนกว่าจะถึงกรรมตัวที่ ๔

๔. กรรมที่เลิกให้ผล เป็นอโหสิกรรม ยกเลิกการให้ผลทั้งดีทั้งชั่ว เมื่อเป็นพระอรหันต์เท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:50:16 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 4

ประเภทที่ ๒ กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ แบ่งออกเป็น ๔ อย่าง คือ

๑. กรรมที่นำให้เกิด จิตของเราเมื่อใกล้ตายจับอารมณ์อะไร อารมณ์นั้นจะนำเกิดทันที เป็นกรรมนำเกิด เช่น จับอารมณ์เจ็บปวด มีมิจฉาทิฏฐิเข้าประกอบ อารมณ์นั้นก็จะนำเกิดเป็นสัตว์นรก ถ้าอารมณ์ก่อนจะตายมีโลภะ อยากได้ หรือหวงแหนทรัยพ์สมบัติมาก มีมิจฉาทิฏฐิเข้าครอบงำ ก็จะนำเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ถ้านึกถึงแต่คุณงามความดี มีจิตใจปรารถนาดี ไม่ต้องการให้ผู้อื่นทุกข์ยาก ไม่รบกวนผู้ที่รักษาพยาบาลตนมากเกินไปโดยไม่จำเป็น เพราะมีความเกรงใจ ละอายใจ ความเกรงและละอายต่อการกระทำชั่วมาประชุมกันทำให้เราไม่กล้ารบกวนผู้อื่น เมื่อตายลง กรรมก็นำเกิดเป็นเทวดา บางคนเมื่อใกล้จะตายร้องกระจองงอแง เรียกร้องให้คนอื่นมาเอาอกเอาใจรบกวนผู้อื่นอย่างหนัก ไม่เกรงใจคนอื่น ด้วยความไม่ละอายต่อบาป ความละอายต่อบาปเราต้องฝึกกันตรงนี้เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่พอจะตายค่อยมีความกลัวบาป ละอายต่อบาป ไม่ใช่อย่างนั้น ฝึกไว้แล้วมันจะทำให้เกิดความเกรงใจ ไม่กล้าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เขาเรียกว่าละอายต่อบาป เห็นไหมลูก เป็นตัวของตัวเอง เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ไม่อนาทรร้อนใจบ่นเพ้อรำพันมาก นี่คือตัวอย่างของชนกกรรม กรรมที่ได้จากอารมณ์ใกล้ตาย นำเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งคนด้วย นี่คือให้ผลตามหน้าที่ จะอ่านเรื่องราวละเอียดของการเกิดเหล่านี้ได้ในหนังสือ "ถนนชีวิต ๗ สาย"

๒. กรรมพี่เลี้ยง เมื่อเกิดมาเป็นคน กรรมพี่เลี้ยงก็จะต้องหล่อเลี้ยงลักษณะความเป็นคนให้มีการเจิรญเติบโตในภพภูมิ เกิดเป็นวัวเป็นควายทำไมกินหญ้าแล้วอยู่ได้ ตัวเบ้อเร่อก็เพราะกรรมพี่เลี้ยงสอดคล้องกัน ทำให้ชีวิตรูปนั้นสามารถหล่อเลี้ยงด้วยกรรมชนิดนี้ได้ โดยมีพืลผลธัญญาหารเช่นนั้นเรียกว่า อุปถัมภกกรรม เลี้ยงให้เจริญเติบโตต่อไป แต่ถ้าชนกกรรมนำให้เกิดเป็นคนแล้ว แต่กรรมพี่เลี้ยงไม่ส่งผล พอหลุดจากท้องแม่ก็ตาย เพราะกรรมพี่เลี้ยงไม่ส่งต่อ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:53:38 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 5

๓. กรรมเบียดเบียน เบียดเบียนอย่างไร ขัดในความดี ขัดในความชั่ว ให้กรรมอื่นส่งผลได้ไม่เต็มที่ เบียดเบียนทางด้านดี ไม่ให้ผลดีเต็มที่ เบียดเบียนทางด้านชั่ว ไม่ให้ผลชั่วเต็มที่ ไม่ให้เกิดความเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น อดีตชาติเคยทำทานมามาก เกิดเป็นลูกเศรษฐี กรรมพี่เลี้ยงส่งผล แต่ถูกกรรมเบียดเบียนฝ่ายชั่ว จำเป็นต้องให้พ่อแม่ต้องออกต่างจังหวัด แม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ฝากเขาเลี่ยงทางโรงพบาบาล เห็นไหม? อุปปีฬิกกรรมเบียดเบียนให้ไม่ได้เสวยสุขเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีพร้อมอยู่แล้ว หรือมิฉะนั้นก็ชนกกรรมนำเกิดเป็นคน กรรมพี่เลี่ยงส่งผลให้เป็นลูกยากจก เป็นลูกคนตระกูลต่ำ เศรษฐีไม่มีลูกผ่านไปพบเข้า ขอมาเลี้ยงอย่างดี นี่คือให้ผลตกต่ำไม่เต็มที่ มีคนเอาไปอุปการะให้ หรือว่าเรากำลังจะได้รับมรดก จะได้เงินอยู่แล้ว แต่ถูกเบียดเบียนจากพี่น้อง ต้องฟ้องร้องกัน ทำให้ผลดีนั้นได้ไม่เต็มที่ บางคนถูกกรรมฝ่ายชั่วให้ผลป่วยเจ็บจวนตายเป็นโรคที่ต้องตายแน่ แต่ถูกกรรมเบียดเบียน ได้ยาวิเศษ มีคนเอายามาช่วยรักษาหายจากโรค อุปปีฬิกกรรมจึงเบียดเบียนได้ทั้ง ๒ อย่าง ทั้งดีทั้งชั่ว

๔. กรรมตัดรอน ตัดรอนทั้งฝ่ายชั่วและฝ่ายดี ตัดรอนจากอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่งโดยฉับพลัน เช่น เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง มีพร้อมทุกอย่าง ถูกยิงตาย ถูกฆ่าตาย หรือมิฉะนั้น เกิดมาเป็นยากจก ทำมาหากินไป เกิดถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ จากความจนเป็นรวยไปเลยอุปฆาตกกรรมส่งผลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ของพวกนี้อยู่ที่กรรมในอดีตทั้งสิ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:56:39 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 6

ประเภทที่ ๓ กรรมที่ให้ผลตามความหนักเบา มี ๔ อย่าง คือ

๑. กรรมหนัก ในที่รวมทั้งหนักอย่างดี เรียกว่า ครุกรรม และหนักอย่างชั่ว เรียกว่าอนันตริยกรรม เช่น ได้ ญาณปัญญา เป็นกรรมชนิดหนักฝ่ายดีไม่มีกรรมอื่นมาตัดรอนได้อีกแล้ว ไม่มีอะไรมาตัดรอนกรรมชนิดนี้ได้ ได้ญาณปัญญาแล้วไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติ ความมีปัญญานี้จะไม่ลืมไปได้เลยเป็นกรรมที่เก็บไว้อย่างหนัก กระทบกระเทือนใจอย่างหนัก เช่น ได้นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ ฯลฯ จะระลึกรู้ตลอเวลา มันเป็นส่วนหนึ่งซึ่งฝังอยู่ในจิต เก็บไว้ในความทรงจำเรีกยว่ากรรมหนักฝ่ายดี คือญาณนั่นเอง

กรรมหนักในฝ่ายชั่ว เรียกว่าอนันตริยกรรม เป็นกรรมหนักที่สุด ไม่มีกรรมใดมาตัดรอนได้ คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ประทุษร้ายพระพุทธเจ้าแม้แต่ห้อพระโลหิตและทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ผู้ใดก็แล้วแต่ทำล่วงเกินบิดามารดาให้ถึงแต่ชีวิต ไม่ว่าจะทำดีมาขนาดใด กรรมดีนั้นไม่สามารถตัดรอนหรือส่งเสริมได้เลย พระอรหันต์คือผู้ที่ประเสริฐสุดแล้ว เป็นผู้ที่สละออกจากความมีกิเลสแล้ว ผู้ทำร้ายพระอรหันต์ผู้นั้นกรรมหนัก ประทุษร้ายพระพุทธเจ้าแม้ห้อพระโลหิต ทำไมเล่า พระพุทธเจ้าวิเศษอย่างใด เพราะท่านเป็นผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาธิคุณ คนที่มีเมตตาสูง ผู้ที่กล่าวมานี้มีคุณธรรมสูงทั้งสิ้น พ่อแม่มีคุณธรรมสูงกว่าลูก พระอรหันต์มีคุณธรรมประจำตัวเองสูง พระพุทธเจ้ามีคุณธรรมสูงอันวิเศษ พระสงฆ์ก็จัดว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนเพราะมีวินัยควบคุม ฉะนั้นการล่วงเกินผู้ที่มีคุณธรรมสูงจึงเป็นกรรมหนัก โดยเฉพาะ ๕ อย่างนี้จัดเป็นอนันตริยกรรม

คนเราเริ่มเถียงพ่อเถียงแม่ ตวาดพ่อ ตวาดแม่ หัดความเคยชินไว้ อีกหน่อยก็ฆ่าเป็น คนที่ฆ่าได้เพราะเริ่มมาจากของเล็ก ๆ ก่อน ทุกคนไม่อยากฆ่าพ่อฆ่าแม่ แต่อะไรล่ะจะเป็นตัวประกาศว่าเราจะไม่ฆ่า ฉะนั้น ถ้าเราไม่อยากจะเป็นไปถึงขนาดนั้นตัวที่จะสกัดกั้นทำให้เราไม่ฆ่าได้คือ อย่าลบหลู่ อย่าล่วงเกินเป็นทุนไว้ในใจ มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดมโนสำนึก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 08:59:26 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 7

๒. กรรมที่สะสมไว้สม่ำเสมอ ทำอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง เรียกว่า อาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำทีละเล็กทีละน้อย กรรมดีทีละเล็กทีละน้อย กรรมชั่วสะสมไว้ทีละเล็กทีละน้อย เช่น กรรมดี ไหว้พ่อไหว้แม่ สะสมทีละเล็กทีละน้อย ไหว้เป็นบุญ ใส่บาตรตามประเพณี ถึงเวลาที่แม่บอกให้ออกไปใส่บาตร ไปใส่สะสมทีละน้อยเก็บไว้ ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็ตบยุงวันละแผะสองแผะ หงุดหงิดวันละนิดวันละหน่อย ฟุ้งวันละนิดวันละหน่อย ตวาดคนวันละนิดละหน่อย นี่เขาเรียกว่าสะสมเข้าไปแล้ว ทั้งดีทั้งชั่ว ฉะนั้น ใครฟุ้งมาก สะสมมาก ทำอยู่บ่อย ๆ สม่ำเสมอ มันก็เหมือนดินพอกหางหมู

๓. กรรมที่ให้ผลเมื่อจวนจะสิ้นใจ เรียกว่า อาสันนกรรม หมายถึงว่าแล้วแต่จะระลึกถึงอะไรได้ เมื่อใกล้ตาย ก็จะรับผลกรรมอันนั้นก่อน เช่น ตั้งแต่เล็กทำบุญมาตลอดเวลา ๔๐ ปี ชีวิต ๔๐ ปีนี่ให้ทาน บริจาคทาน ช่วยเหลือพ่อแม่ กตัญญูกตเวทีมาพออายุ ๔๐ ได้ยศฐาน์บรรดาศักดิ์ เมาเหล้า เริ่มออกสังคม เมาเหล้าสักปีหนึ่งใกล้ตายเพราะเป็นโรคพิษสุรา พอจิตใจใกล้ตายนึกถึงเหล้า นึกถึงความมึนเมา คนเมาก็มีโทสะ นึกถึงเรื่องอย่างนี้ ความดีที่ทำมา ๔๐ ปียังไม่ให้ผล กรรมที่เมาเหล้าปีเดียวนี้ให้ผลก่อน หรือมิฉะนั้นก็ได้ทำชั่ว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ มาตลอดเวลา เปลี่ยนใจมาทำดี ๒ ปี ตั้งใจทำมาหากินด้วยความสุจริต ช่วยเหลือ กตัญญู รักษาศีล เจริญภาวนา เมื่อใกล้ตายความคุ้นเคยในระยะ ๒ ปีนี้มาให้ผล กรรมที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ยังไม่ส่งผล ได้เกิดดีก่อน กรรมฝ่ายชั่วต้องส่งผลทีหลัง จึงเรียกว่ากรรมใกล้ตาย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 09:01:38 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 8

๔. กรรมที่สักแต่ว่าทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เรียกว่า กฏัตตากรรม สักแต่ว่าทำ เช่นทำอย่างเสียไม่ได้อย่างเมื่อกี้นี้ เรียกลูกมาไหว้หลวงพ่อ พ่อบอกให้ไหว้ก็ไหว้ แม่บอกว่าแม่รักหนูมาก ลูกไหว้แม่เสีย ลูกก็ไหว้ หรือสวดมนต์อย่างเสียไม่ได้ ถึงเวลาที่คนอื่นเขาสวดมนต์กันก็จำเป็นต้องสวดไปด้วยอย่างเสียไม่ได้ สักแต่ว่าทำ ไม่มีเจตนาศรัทธาเข้าทำนั่นเอง ทางฝ่ายไม่ดีก็เช่นแม่ใช่ให้ขอดเกร็ดปลา ใจไม่มีเจตนาฆ่า ถึงเวลาทำกับข้าว เอาปลาไปฆ่า ขอดเกร็ดปลาไปบ่นไป ใจมันนึกถึงว่าเดี๋ยวจะไปเที่ยว นี่เรียกว่าสักแต่ว่าทำเหมือนกันทั้งดีทั้งชั่ว

กรรมชนิดนี้จะให้ผลก็ต่อเมื่อกรรมอื่นไม่ให้ผลแล้ว ลักษณะกรรมสักแต่ว่าทำนี้ อำนาจของมันก็คือทำให้ฟุ้ง ฟุ้งง่าย เพราะอดีตสักแต่ว่าทำมาเยอะ ฉะนั้นวิธีเปลี่ยนแปลงก็คือ จะทำอะไรตั้งใจสักนิดหนึ่ง มันจะได้ไม่เป็นสักแต่ว่าทำ กรรมนี้จะให้ผลเมื่อกรรมอื่นไม่ให้ผลแล้ว เช่น ตอนนี้ไม่มีงานที่จะต้องทำแล้ว นั่งเฉย ๆ ทุกอย่างไม่ต้องให้ผลเพราะเหนื่อยแล้ว ฟุ้งแล้ว นี่ให้ผลตอนไม่มีกรรมอื่นให้ผล จริงไหมลูก เห็นไหมเพราะอำนาจของกรรมสักแต่ว่าทำนี้ทำให้ฟุ้ง จำตัวนี้นะ ทำให้ฟุ้งง่าย

คนเราต้องมีหน้าที่ภาระเยอะแยะเพราะอดีตทำมา ต้องออกไปทำมาหากินไปพบกับนักเรียน โทสะเกิด มีงานทำไปเรื่อย ๆ พอหมดใกล้จะนอน ไม่ต้องทำอะไรเลย สบาย เริ่มฟุ้ง นื่คือให้ผลตอนที่ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ผล

ไม่เคยเรียนมาใช่ไหมลูกว่าฟุ้งนี่ เกิดจากกรรมอะไรให้ผล เถียงไหมล่ะ ส่วนมาก คนที่ไม่ทำอะไรแล้ว ฟุ้งใช่ไหม ใครที่ทำงานด้วยความตั้งใจแล้วฟุ้งบ้าง ไม่ฟุ้งเพราะมีหน้าที่ หน้าที่ก็คือกรรมส่งผลมา เมื่อหมดแล้วก็ฟุ้ง ฉะนั้น ที่บางคนเข้าใจว่า หมดไปชาติหนึ่ง ๆ ใช้หนี้กรรมชาตินี้หมดไป ใช้หนี้บุญหมดไปแล้ว ไปอีกชาติหนึ่งกรรมสักแต่ว่าทำนี่ให้ผล เป็นความเข้าใจผิด กรรมกำลังให้ผลอยู่แล้วตอนนี้ ที่ลูกฟุ้งเพราะกรรมสักแต่ว่าทำนี้ให้ผล บางคนฟุ้งไปในเรื่องดี ก็กรรมดีที่สักแต่ว่าทำดีมันฟุ้งให้ดี บางทีก็ฟุ้งโกรธเพราะกรรมที่สักแต่ว่าทำชั่วไป มาให้ฟุ้งมาให้ชั่ว ให้โกรธง่าย

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 ส.ค. 2551 , 09:05:37 น.] ( IP = 58.9.145.116 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามอ่านต่อค่ะ และรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดความฟุ้งบ่อยๆ ก็เพราะอำนาจของกรรมที่สักแต่ว่าทำ นั่นเอง ครั้งต่อๆ ไปจะต้องทำสิ่งใดๆ จึงต้องตั้งใจให้มากกว่านี้

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพราเณรค่ะ ที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [26 ส.ค. 2551 , 12:58:31 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 10



มาอ่านแล้วก็เลยได้พบความสำคัญของกฏัตตากรรมไม่น้อย เพราะไม่ได้ให้ผลเล็กๆ น้อยๆ ตามชื่อเลยแต่อำนาจทำให้เกิดความฟุ้งนั่นเอง

และนอกจากจะได้ทบทวนทำความเข้าใจในเรื่องของกรรมชนิดต่างๆ แล้ว ยังสะดุดใจกับประโยคที่ว่า "ทุกวันนี้เราไม่ต้องการมีศัตรู แต่เราลืมไปว่าคำพูดของเราสร้างศัตรูอยู่ตลอดเวลา "

นับเป็นข้อควรคำนึงอย่างยิ่งเลยนะคะเมื่อจะพูดจากับใคร ..กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [26 ส.ค. 2551 , 14:26:43 น.] ( IP = 125.27.173.186 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org