| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมได้(๓)
ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมได้
(เรียบเรียงจากธรรมบรรยายของหลวงพ่อเสือ)
ตอนที่ผ่านมา
เรื่องของกรรม พระพุทธองค์ทรงสอนว่า กรรมมี ๓ ประเภท คือ กรรมดี กรรมชั่ว ที่มีอยู่ในปุถุชน กับอีกประเภทหนึ่ง คือ กรรมที่ไม่ประกอบทั้งดีทั้งชั่ว และยังทรงสอนว่ากรรมประเภทใดที่ควรจะดำเนินและทำให้ถึงที่สุด กรรมชั่ว อกุศลกรรม อย่าทำเด็ดขาด เพราะสร้างเหตุอย่างไรต้องได้รับผลอย่างนั้น เราเป็นผู้สร้างเหตุและยอมรับแล้ว ปลูกต้นมะพร้าวออกผลเป็นมะม่วงไม่ได้ ปลูกต้นมะม่วงจะออกผลเป็นมะพร้าวไม่ได้ เราเป็นผู้สร้างกรรมตลอดเวลา สร้างดีก็ได้ดี สร้างชั่วก็ได้ชั่ว ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต้องให้ผล ส่วนกรรมที่ไม่ประกอบทั้งดีทั้งชั่วเรียกว่ากิริยาจิต อาการที่จิตรับรู้แล้ววางเฉยได้ ทุกวันนี้เป็นอย่างไร พอมีคนว่าปุ๊บ เราได้ยินเสียง จิตได้ยิน เราโกรธ กิเลสเข้า เราได้ยินเชาชมมา จิดเป็นผู้ทำงาน ได้ยินปุ๊บ จิตถูกปรุงแต่ง โลภะกิเลสเข้า กิเลสเป็นตัวปรุงแต่งจิต ให้มีการับผลตลอดเวลา
แต่มีกรรมชนิดหนึ่งซึ่งไม่ถูกกิเลสเข้าปรุงแต่ง แต่มีตัวปรุงแต่งคือปัญญา เข้าสกัดกั้นกิเลสออกไป นั่นคือ กิริยาอาการของจิต ที่จำเป็นจะต้องเห็น จำเป็นต้องได้ยิน จำเป็นจะต้องเดิน ความจำเป็นทั้งสิ้น ทำลายความอยากออก กิเลสก็เข้าไม่ได้ ความจำเป็นเพราะมีตา มีแสงสว่าง มีรูปมากระทบ มีความตั้งใจ จึงเกิดการเห็น ไม่ใช่เพราะอยากเห็น เป็นสภาพจิตของพระอรหันต์ เป็นอโหสิกรรมทั้งหมด ไม่มีผลของกรรมอีกต่อไป พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างมีเหตุผล
ฉะนั้น จงมีศรัทธาเชื่อเรื่องกรรม เพราะหลบหลีกไม่ได้เลย เรียนแล้ว เหตุกับผลต้องตรงกัน เราชอบความจริง ทุกคนชอบความจริง ไม่ชอบคนที่มาโกหก พระพุทธองค์สอนเรื่องจริง จงเชื่อ ฉะนั้น ถ้าเรียนสักแต่ว่าเรียน เดี๋ยวจะให้ผลเป็นฟุ้ง นะลูก
ธรรมทั้งหลายมีเหตุแล้วต้องมีผล ผลเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุไม่ได้ ฉะนั้นที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้ทั้งดีทั้งชั่ว เป็นวิบากคือผลของกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น จะได้หมดความอนาทรร้อนใจว่ามีคนอื่นมาทำให้เดือดร้อน ที่คิดว่าเขาทำนั้นโมหะอันประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเข้าปรุงแต่งแล้ว
ต่อไปก็คือเชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน เพื่อจะได้เลิกอนาทรร้อนใจว่า ลูกของเราแท้ ๆ ไม่ได้ดั่งใจ แม่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ทำไมลูกจึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่าความคุ้นเคยในอัธยาศัยของตน ความสันทัดจัดเจนในการสร้างสมกรรมมีมาตลอดเวลา เป็นสมบัติของตน เมื่อมีศรัทธาทั้ง ๓ นั้นแล้ว จึงควรอนุโมทนาสาธุแก่ศรัทธาตัวที่ ๔ คือ เพราะมีพระพุทธองค์ จึงมีความจริงมาประจักษ์ให้เราพิสูจนน์นั่นเอง จึงมีความศรัทธาเชื่อคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 ส.ค. 2551 , 08:56:10 น.] ( IP = 58.9.149.205 : : )
สลักธรรม 1จงเพิ่มเติมทุนในใจให้อยู่กับความดีอย่างหนึ่ง เวลาทำอะไรลงไป รู้ทันทีว่าเราเป็นผู้สร้าง ผลต้องมีแน่ จะได้เลือกทำได้ เมื่อเวลากระทบ เช่น ถูกโจรปล้นบ้าน จะได้ไม่วุ่นวายใจ รู้ว่าอดีตเราเคยอทินนาทานไว้เยอะ รู้แล้วความโกรธก็จะน้อยลง มีสติที่จะทำให้ระลึกได้ มีความรอบคอบที่จะไปแจ้งความและป้องกันตนเองเสียใหม่ ไม่เสียเวลาไปบ่นเพ้อ แช่งด่า เป็นบาปต่อ แทนที่จะได้ใช้บาป กลับเติมบาปอีก บาปที่มันส่งผลนี่ได้ใช้ไปแล้ว ลูกไม่ยอมใช้เฉย ๆ ตวงบาปเข้าไปใหม่ มันจะหมดได้อย่างไร มันออกไปแล้วเราโกยเข้ามาใหม่ รุงรังอยู่ในตัวเอง
พ่อสอนเรื่องไม่เกิด ไม่สอนเรื่องเกิด นี่ยังไม่ตรงเป้าแห่งการพ้นทุกข์ เป็นการดำเนินปูพื้นฐานให้ก้าวเดินไปในทาง เพราะต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนดี มีความเห็นถูกต้อง รู้ว่าพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ รู้จักพอแล้วก็กำจัดของเก่าที่มีอยู่ในตัวคือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเปรียบเสมือนแขกที่คุ้นเคยไปมาหาสู่เข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเป็นเวลานานแล้ว วิธีกำจัดไม่ต้องไปขับไล่แขกเก่าเหล่านี้ให้เป็นที่ขัดใจ แต่หาแขกใหม่ฝ่ายดีเข้าไปแทนที่ คือฝ่ายกุศลนั่นเอง เมื่อใจกุศลเข้าเมื่อนั้นอกุศลก็เข้าไม่ได้ หาบุญเข้ามาแทนที่ บาปก็เข้าไม่ได้ เพราะจิตเกิดดับทีละขณะ ฝ่ายดีเข้า ฝ่ายชั่วก็ต้องหนี จึงเป็นการกำจัดบาปไปในตัว ด้วยการดำเนินตามแนวทางของบุญ ตามรายละเอียอดในหนังสือ "บุญกิริยาวัตถุ ๑๐" ไม่เติมกิเลสตัณหา ไม่นำพาตัวเองให้ทุกข์
ขั้นแรกก็คือ ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก จนกระทั่งทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ได้แล้ว ก็กำจัดเหตุแห่งการเกิดทุกข์ต่อไป ทุกข์นี่แก้มันได้หมดไหม ต้องไม่เกิดจึงจะไม่มีทุกข์ ขึ้นต่อไปก็คือ ทุกข์นั้นให้กำหนดรู้ แก้ที่สมุทัยด้วยการเดินไปในมรรค ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์โดยตรงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 ส.ค. 2551 , 09:00:21 น.] ( IP = 58.9.149.205 : : )
สลักธรรม 2ในหลักของพระพุทธศาสนา แบ่งการปฏิบัติไว้ ๒ วิธี คือ
๑. สมถกรรมฐาน หรือที่เรียกว่าทำสมาธิ เพื่อให้จิตสงบนิ่งอยู่ในสิ่งที่ต้องการเพียงอารมณ์เดียว
๒. วิปัสสนากรรมฐาน คือการมีสติอยู่กับปัจจุบันทุก ๆ ขณะ เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลง เมื่อเว้นจากโลภ โกรธ หลงได้ ก็รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นมาก็จะต้องมีการตั้งอยู่แล้วดับไป หามีสาระแก่นสารไม่ เชื่อมโยงติดต่อกันก็ไม่ได้ แต่ที่ถูกปิดบังความจริงไว้เพราะมีการสืบต่อแทนความดับ นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนตาย-เกิด อยู่ตลอดเวลา รูปมันอยู่คงที่ไม่ได้ จะต้องมีรูปดับ รูปเกิด ทำงานอยู่อย่างนี้ปฏิบัติเพื่อเข้าไปเห็นความจริง แล้วจะได้ท้อถอย เบื่อหน่ายความยึดมั่นถือมั่นออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีเรา ไม่มีของของเรา ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง บังคับบัญชาไม่ได้
สมาธิคือการหนีภัย ทำไมจึงเรียกว่าหนีภัย หนีจากอารมณ์ที่ไม่ต้องการ เช่น โกรธ เบื่อ หนีทานั่งสมาธิ ในความจริง ชีวิตหนีอะไรพ้น หนีได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม เราจะนั่งสมาธิตลอดไปได้หรือไม่ ชีวิตเรา นั่งเดี๋ยวก็เมื่อยแล้ว ทุกข็มันเข้ามา ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ลืมตาขึ้นเดี๋ยวก็ไม่พอใจอีก
วิปัสสนาคือการเผชิญภัย สมาธิคือการหนีภัย เราหนีมาพักจากสิ่งที่ไม่ต้องการเพื่อสร้างสติ เมื่อสร้างสติแล้ว สติสามารถป้องกัยภัยต่าง ๆ ได้ทีหลัง ไม่ใชีหนีมานั่งสมาธิแล้วพ้นทุกข์ ถึงแม้จะทำได้ถึง ๗ วัน ไม่ใส่ใจอะไร แต่จิตมันก็รู้ว่าสงบ ความทุกข์ไม่ได้เกิดที่ใจอย่างเดียว ซึ่งเป็นนามธรรม แต่เกิดที่รูปธรรมด้วย นั่งนาน ๆ ก็เป็นทุกข์ คำว่าทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ชีวิตเรามีทวารที่รับทุกข์ตั้ง ๖ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจะหนีพ้นได้ไหม เมื่อเปิดประตูอยู่ตลอดเวลา หนีไม่พ้น ฉะนั้น เรามาทำสมาธิต้องมีหลัก คือสงบใจ สงบเพื่อไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้ระลึกนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น มันไม่เป็นความจริงในปัจจุบัน เมื่อจิตสงบบนความจริงแล้ว ดูความจริงว่าในความจริงนั้น สิ่งที่มันเกิดนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อเราเห็นว่ามันไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย มันเกิดขึ้นมา ทำเหตุแล้วมันก็ดับไป เราก็จะถ่ายถอนจากความยึดมั่นถือมั่นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 ส.ค. 2551 , 09:03:28 น.] ( IP = 58.9.149.205 : : )
สลักธรรม 3แต่สมาธิเป็นการยึดมั่นถือมั่นโดยตรง เพราะยึดมั่นว่าอารมณ์นี้ชอบ อารมณ์ชอบมีจริงไหม มันเกิดขึ้นมาตามเหตุปัจจัยและก็ดับ แต่เรายึดไว้ ว่านี้ไม่ชอบ ชอบอย่างนี้ ยึดกับสมมุติ จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
วิปัสสนาไม่ได้ให้หนี แต่ให้คอยดู ว่าอะไรที่เข้ามา มันจะอยู่กับเราตลอดไปไหม ไม่มี มันไม่สามารถอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร ชีวิตมีแต่ความสับสนวุ่นวายที่ผ่านเข้ามาทางทวารต่าง ๆ แล้วอะไรล่ะที่เป็นของเรา เมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นของเราจริง มันจะได้ถ่ายถอนจากอุปาทาน หลุดจากอุปาทานแล้ว ตัณหาคือความต้องการมันก็หยุด เมื่อหมดเหตุแห่งตัณหา มันก็หมดเหตุแห่งทุกข์
พ่อไม่สอนสมาธิในทางผิด คนเราอยู่ดี ๆ มานั่งเฉย ๆ ๔๐ นาที จำเป็นหรือไม่ ไม่จำเป็น เป็นการบังคับ ทุกวันนี้ก็ทุกข์อยู่แล้ว หลักของพระพุทธศาสนานั้น การปฏิบัติต้องเป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ การบังคับทำให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น สอนให้มีแต่สมาธิคือการกำหนดจิตอยู่กับอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านเท่านั้นเอง กำจัดแค่ความฟุ้งซ่าน แล้วเอาสติเข้าไปกำหนดรู้กำหนดดู กำหนดเห็นความจริง
สิ่งที่เป็นหัวใจอันสำคัญของพระพุทธศาสนาคือ สติ หมายถึงการระลึกรู้ได้ ชีวิตของเราทั้งร่างกายและจิตใจเหมือนละครโรงใหญ่ ที่เปิดฉากเล่นโดยไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ตัวละครแต่ละตัวออกมาเล่นบทแล้วก็เลิกราไปตัวใหม่ก็เข้ามาเล่น เวทีชีวิตไม่เคยปิดฉากลงเลยแม้กระทั่งตายไป แล้วก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ในชีวิตมีตัวละครต่าง ๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ หิริ โอตตัปปะ ฯลฯ ชื่อต่าง ๆ มีความหมายต่างกัน สติก็เป็นตัวละครตัวหนึ่ง การระลึกรู้สึกตัวได้ก็หมายถึงตัวละครนี้เข้ามาอยู่หน้าเวที คือหน้าที่ชีวิตของเรา สติจึงเปรียบเสมือนตัวละครที่ด้อยความหมาย เพราะไม่มีโอกาสได้ออกมาแสดง แต่ถ้าสติได้ถูกฝึกฝนให้หยั่งรากลงได้มั่นคงแล้ว จะไม่มีวันถูกถ่ายถอนได้โดยง่าย
สมาธิหลายร้อยหลายพันรูปแบบซึ่งมีมากตอนนี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์เลย มีอยู่เพียงสายเดียวไม่มีสองเรียกว่ามหาสติปัฏฐาน ๔ ฐานที่ตั้งแต่งสคติอันยิ่งใหญ่ที่กำหนดไปในกาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อจะได้รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้แจ้งว่าจะกำจัด ณ ที่ใด สติจะครองความเป็นใหญ่ เรียกว่าสตินทรีย์ สติจึงช่วยในกิจทั้งปวง สติสามารถจะนำและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ภายใต้อำนาจของสติได้ ทางสายเดียวเท่านั้นไม่มีสองเลย ที่จะดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย ทางสายเดียวเท่านั้นที่จะระงับความโศกเศร้าและคร่ำครวญได้ ทางสายเดียวเท่านั้นที่ทำลายล้างความทุกข์และโทมนัสได้หมดสิ้น ทางสายเดียวเท่านั้นที่บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ทำพระนิพพานให้แจ้งประจักษ์แก่ตนเองได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 ส.ค. 2551 , 09:07:26 น.] ( IP = 58.9.149.205 : : )
สลักธรรม 4ทำอย่างไรสติมันจึงจะเก่ง เราต้องหัดมีสติ มหาเศรษฐีมีมาจากไหน ก็ต้องมาจากเศรษฐีธรรมดาก่อน สะสมทรัพย์สมบัติมากขึ้นแล้วจึงเป็นมหาเศรษฐี มหาสติก็ต้องมาจากสติธรรมดาที่ฝึกไว้มากแล้วเหมือนกัน
การฝึกสติในชีวิตประจำวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว จะไปไหน ไปเพื่ออะไร อยู่บ้านให้อยู่ด้วยสติ ลงจากบ้านให้ลงด้วยปัญญา อยู่บ้านเรายังยึดว่าเป็นของเรา เราเอาของเราทำให้มาก เมื่อเรามีสัญญายึด รู้แล้วว่ายึดเป็นทุกข์ แต่ยังมีสิ่งที่เป็นโมหะครอบงำอยู่ ยังไม่หลุดรอดไปได้ จงทำสัญญาอันนั้นให้มีปัญญา เมื่อเป็นของเรา เราทำอะไรของเราก็ได้ การทำอะไรตามใจ เปลี่ยนเสีย กำหนดรู้ ช้าหน่อย ช่างมัน จะกิน จะวาง จะนั่ง เอาสติกำหนด อยู่บ้านเรากำหนดได้ พอลงจากบ้านปุ๊บ เราจะกำหนดสติอย่างเก่าไม่ได้ เพราะยังอยู่ในชีวิตที่ต่างจิตต่างใจ ลงด้วยปัญญา คือตั้งเป้าเสียก่อน ไปเพื่ออะไร ไปเพื่อแก้ทุกข์ อย่าไปเพื่อแก้อยาก เอาปัญญาเข้าควบคุม มันได้สติสัมปชัญญะ กำหนดรู้ว่าการที่จะต้องทำนั้นมีแต่ทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะได้ทรัพย์หรือเสียทรัพย์ การไปเป็นทุกข์ เพราะว่าจะต้องมีรูปที่ถูกสั่งจากนามไป การออกคำสั่งนั้นใครชอบ ถ้าเราถูกใช้ รูปธรรมถูกใช้ นามธรรมถูกใช้ นามนั้นบงการด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ ต้นตระกูลดั้งเดิมของเรา ดูให้มันลึกเข้าไปเลยก่อนออกจากบ้าน
ระลึกรู้สึกตัวได้วันละนิด มันจะสะสมพลังเอาไว้ มีสติเข้าไว้ ระลึกว่า กำลังนั่งอยู่ กำลังยืนอยู่ เมื่อรู้สึกได้มากแล้ว เอาปัญญาเข้ารู้สึกด้วยว่า รูปมันเดิน รูปมันนั่ง รูปมันยืน แล้วจึงไปทำงานโลกียะ ฟุ้งซ่านช่างมันอีก แต่ตรงนี้ได้แล้ว ดีกว่าทั้งวันไม่ได้เลย
ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ พยายามสร้างเหตุฝ่ายดีโดยการหาหัวหน้า จอมทัพ คือสติ พ่อเอาจอมทัพมาให้ลูก นะลูกนะ ลูกเล่นอยู่กับจอมทัพ จอมทัพจะไปหาพรรคพวกมาเอง
ขอกำลังเจตนาอันตั้งมั่นมาด้วยการกระทำทางกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่มีมาในกุศลอันเกิดขึ้นด้วยกำลังศรัทธาทั้งอดีตและปัจจุบัน จงได้เป็นพลวปัจจัยให้ลูกทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ให้มีจิตแจ่มใส มีสติปัญญาเป็นตัวอุดหนุนชักพาแก้ไขปัญหาชีวิตได้หมดจด จนสามารถดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องแห่งธรรมะ รู้จักความจริง และสามารถบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกคน
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 ส.ค. 2551 , 09:12:14 น.] ( IP = 58.9.149.205 : : )
สลักธรรม 5มาศึกษาต่อค่ะ ...ให้เห็นความสำคัญของสติ จึงควรหมั่นเจริญสติจนมีกำลังเข็มแข็ง ชำนาญแล้ว ปัญญาก็เกิดขึ้นได้ง่าย
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะที่มีคุณค่ายิ่งมาฝาก....อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [27 ส.ค. 2551 , 09:31:58 น.] ( IP = 124.121.174.214 : : )
สลักธรรม 6
ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกและในที่สุดก็มาถึงบทสรุปของวิธีการที่จะทำให้ไปพ้นกรรมให้ได้ ทำให้มีโอกาสค่อยๆ คิดหลายสิ่งอย่างใจเย็น และเห็นคุณค่าในคำสอนของครูอย่างมากมายเพราะในคำอธิบายเหล่านี้เป็นสิ่งที่มาจากความแตกฉานจริงๆ
กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝากโดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2551 , 11:53:07 น.] ( IP = 125.27.173.105 : : )
สลักธรรม 7มาติดตามอ่านและได้รับคำสอนและวิธีการดำเนินชีวิตขั้นต่างๆ เพื่อพาชีวิตพ้นจากการเกิด
กราบขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ..ที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [27 ส.ค. 2551 , 12:44:50 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 8
อ่านธรรมบรรยายของหลวงพ่อด้วยความตั้งใจค่ะ
ได้รับประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ตอนแรกที่สอนให้รู้จักชีวิต ให้มีชีวิตที่อยู่ในคุณงามความดี ประกอบด้วยสาราณียธรรม ๖
สอนให้รู้จักกรรมชนิดต่างๆ การให้ผลของกรรม
และท้ายที่สุดสอนให้มีชีวิตอยู่กับสติ หลวงพ่อบอกว่าให้เล่นกับสติที่เป็นจอมทัพ แล้วจอมทัพจะไปหาพรรคพวกมาเอง
เพื่อเดินไปบนทางสายเอก ทางสายเดียวเท่านั้นที่ทำลายล้างความทุกข์และโทมนัสได้หมดสิ้น ทางสายเดียวเท่านั้นที่บรรลุมรรคผลนิพพานได้
กราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่เมตตาสั่งสอนให้ลูกๆเป็นคนดีและให้ได้ดี
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมอันทรงคุณค่ามาฝาก
โดย ธัญธร [3 ก.ย. 2551 , 20:18:54 น.] ( IP = 118.173.37.62 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |