มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จะจับปัจจุบันธรรมได้อย่างไร?








ตอบคำถามโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูรและคณาจารย์


ถามวันนี้มีเวลาปฎิบัติวิปัสสนาเลยรีบตวงบุญ แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นว่า ..สภาพธรรมที่ปรากฏขณะหนี่งๆนั้นดับไปเร็วเหลือเกิน จะจับปัจจุบันธรรมได้อย่างไร?

ตอบ จะจับปัจจุบันธรรมได้อย่างไรนะหรือ ถ้ามาหาวิธีที่พยายามจะจับปัจจุบันธรรมก็มีความเห็นผิดว่า เป็นตัวตนอีกนะ

เรารู้สภาพธรรมได้ทางทวารทั้ง ๖ แต่ถ้ายังไม่ได้เจริญวิปัสสนาภาวนา ก็ไม่รู้ว่าสภาพธรรมใดปรากฎให้รู้ทางทวารใด และเมื่อใครที่ยังไม่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรม ก็จะยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน

เมื่อเจริญวิปัสสนา ก็จะรู้ชัดขึ้นตามลำดับของสติปัญญาว่า สภาพธรรมใดปรากฏให้รู้ทางทวารใดเสียก่อน แล้วค่อยเจริญไปสู่ความรู้ปัจจุบัน นามรูปทีหลัง อย่าข้ามขั้น

อุปมาเหมือนภาพยนตร์ที่จะมาเข้าโรงภาพยนตร์ เราก็ต้องทราบก่อนว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นเข้าฉายที่โรงไหน เมื่อทราบแน่นอนแล้วว่าโรงไหน เราก็สามารถไปดูได้ถูกเรื่อง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 ส.ค. 2551 , 11:20:10 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ถามใคร่ถามความแตกต่างระหว่างการพิจารณาเรื่องความจริงของสภาพธรรมกับการรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นต่างกันอย่างไร เราจะรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้อย่างไร

ตอบ ความจริงเป็นสิ่งที่รู้แจ้งได้ เช่น เวลาที่เจ็บปวดก็รู้ลักษณะของความเจ็บปวดที่ปรากฏในขณะนั้นได้ ใช่ไหมโดย ไม่จำเป็นต้องคิดว่าปวดเลย

ความเจ็บปวดเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปทันทีเช่นเดียวกับนามธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

เวลาที่คิดเรื่องความเจ็บปวด หรือคิดว่า "ปวด" ความปวดนั้นก็ดับไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้แจ้งลักษณะของความปวดนั้น เราเพียงแต่คิดเรื่องนามธรรมชนิดหนึ่งที่ดับไปแล้วเท่านั้นเองนะไม่ใช่เรื่องจริงที่กำลังปรากฏ

สิ่งที่กำลังปรากฎเท่านั้นที่ (ปัญญา) จึงจะรู้แจ้งได้

ปัญญาที่รู้แจ้งนั้น....ชัดกว่าปัญญาที่คิดเรื่องสภาพ

ธรรมที่ดับไปแล้ว...หรือที่ยังไม่ปรากฎเข้าใจไหมละ

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:20:33 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม แต่ก็ปวดอยู่นานเหมือนกัน

ตอบ ที่บอกว่า ปวดอยู่นานนั่นคิดเอาไม่ใช่ความจริง ความปวดดับไปแล้วก็เกิดอีกๆแทนความดับ แต่เวลาที่เราคิดถึงเรื่องความปวดนั้น ความจริงในขณะนั้นก็เป็นนามธรรมที่คิดนึก เพราะจิตเกิดได้ทีละ ๑ ดวง (ขณะ) เท่านั้น

ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ขณะที่จิตคิดถึงเรื่องความปวดนั้น ความปวดก็ต้องดับไปแล้ว ที่เราคิดว่าปวดนานเพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:20:57 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 3



ถามในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น เราเจริญสติใช่ไหมเพราะเป็นธรรมที่ควรเจริญ สติย่อมระลึกรู้สึกหนึ่งสิ่งใด ไม่แน่ใจว่าจะรู้ลักษณะของสติถูกต้องแล้วหรือยัง จึงขอเรียนถามเพื่อความมั่นใจ และความถูกต้องด้วย

ตอบ คำว่า "สติ" นั้นเวลาที่กล่าวว่าเราระลึกรู้อะไร ก็อาจจะหมายความเพียงว่า เรารู้หรือมีอะไรเป็นอารมณ์เท่านั้นก็ได้ แต่จะใช้คำอะไรสำหรับสภาพธรรม ที่เป็นสตินั้นก็ไม่สำคัญ สำคัญที่รู้ว่าสติมีลักษณะอย่างไร

สติเป็นโสภณเจตสิกที่เกิดกับโสภณจิตเท่านั้น โสภณจิตทุกดวงมีสติเกิดร่วมด้วย สติกั้นอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น สติเกิดกับจิตที่ดีงามในขณะที่ให้ทาน ในขณะที่ละเว้นจากการฆ่า ในขณะที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ ในขณะที่เจริญวิปัสสนารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม สติเกิดกับจิตที่ดีงามทุกดวงไม่ว่าจะเป็นในทาน ศีล หรือภาวนาก็ตาม แต่สติแต่ละขั้นนั้นก็ต่างกันตามประเภทออกไป

ในการเจริญวิปัสสนา ปัญญา เป็นสภาพธรรมที่รู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ปัญญาที่รู้เช่นนี้จะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจริญสติ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่ามีสติ นี่ละที่ต้องเข้าใจด้วยนะ

ในขณะที่รู้ลักษณะของสภาพธรรม เช่น รู้ว่าความแข็งเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง การเห็นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ก็รู้ได้ว่าขณะนั้นมีสติ ข้อสำคัญก็คือต้องสังเกตรู้ว่าขณะหลงลืมสติและขณะมีสตินั้นต่างกัน เช่น ขณะที่เดินหรือรับประทานอาหารนั้น บางครั้งก็หลงลืมสติ และบางขณะก็มีสติ ซึ่งก็จะรู้ความต่างกันได้ด้วยตัวเอง สติอาจจะเกิดขึ้นบ้างหลังจากที่หลงลืมสติไปมาก

สภาพที่ระลึกรู้ลักษณะของ นามธรรมและ รูปธรรมที่ปรากฎในขณะนั้นเป็นสติ ม่ใช่ตัวตน เราบังคับให้สติเกิดไม่ได้ เพราะสติ เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งไม่ใช่ตัวตน สติจะเกิดได้ก็เมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:21:15 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 4



ถาม เคยสงสัยเหมือนกันค่ะว่า เมื่อแรกเริ่มที่ได้ยินเสียงครั้งแรกกำหนดไม่ทันแต่เสียงนั้นก็ดังเป็นเวลานาน แล้วก็มากำหนดทีหลังนั้นถือว่ายังเป็นปัจจุบันหรือไม่ แท้ที่จริงเสียงนั้นไม่ได้ดังติดต่อกันเป็นเวลานานเหมือนที่ได้ยินแต่แท้จริงเสียงนั้นเกิดดับๆๆ แต่ไม่รู้เท่าทันนั่นเอง แต่ขอถามต่อค่ะว่า สติจะเกิดได้ก็เมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านั้น เหตุปัจจัยที่ว่านั้นมีอะไรบ้างคะ?

ตอบ สติจะเกิดได้ก็เมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านั้น เหตุปัจจัยที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง?เป็นคำถามที่ต้องทำความเข้าใจมากเลยนะคะ เวลาที่เราพูดถึงเหตุ เรามักจะคิดถึงเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดผลอย่างหนึ่ง แต่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดนามและรูปแต่ละชนิดนะคะ

เช่นเวลาเห็นก็มีสีเป็นปัจจัยโดยเป็นอารมณ์ของจิตเห็น แต่การเห็นก็ไม่ได้มีสีเป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จักขุปสาทซึ่งเป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ก็เป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นด้วยเหมือนกัน การศึกษาธรรมจะทำให้รู้เรื่องปัจจัยต่างๆ มากขึ้น และจะรู้ว่าการรู้อารมณ์แต่ละประเภทนั้นอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

เราควรรู้ว่า..เราจะเจริญปัญญาขั้นไหน?

เราจะอบรมปัญญาเพียงขั้นที่รู้ความจริงด้วยการศึกษาเล่าเรียนและพิจารณาธรรมเท่านั้นหรือ? หรือว่าจะอบรมเจริญปัญญา ที่รู้แจ้งด้วยการปฏิบัติก็ต้องรอบคอบด้วยค่ะ

ข้อสำคัญจะต้องไม่ลืมว่า จะรู้นามธรรมและรูปธรรมได้ในขณะที่ปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่นามและรูปที่ไม่ปรากฏ

และการที่ผู้ใดจะรู้นามธรรมและรูปธรรมใดนั้น ก็แล้วแต่การสะสมและสติปัญญาของผู้นั้น

จะตั้งเป็นกฎเกณฑ์ว่าจะรู้นามนั้นรูปนั้น และจะรู้นามใดรูปใดก่อนหลังนั้นไม่ได้นะคะ

จึงคิดว่าต้องทำความเข้าใจในเรื่องปัจจัยให้ดีมากๆก่อนค่ะ แล้วความเข้าใจนั้นจะพัฒนาการจิตให้มีพลังแห่งปัญญามากขึ้น เมื่อปัญญาถูกกระทำบ่อยๆจนมีความสามารถ (ปรีชา) ก็จะพบความจริงตามลำดับแน่นอนค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:22:04 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 5



ถาม ที่บอกว่า อย่ากำหนดรูปและนามพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น กำหนดรูปเหม็นก็กำหนดไปเลย ไม่ต้องกำหนดว่านามรู้ในรูปเหม็นอะไรแบบนี้ เลยมานึกถึงการปฏิบัติของตัวเอง คือบางครั้งกำหนดนามรู้แล้วรู้ต่อไปว่ารู้ว่าที่นามเข้าไปรู้ก็คือรูป(เช่นรูปทางใจ) ก็เลยสงสัยขึ้นมาว่านี่เราปฏิบัติผิดหรือเปล่าหนอ

ตอบ ที่ท่านห้ามก่อน คือว่าถ้ากำหนดไปว่ารูปเหม็น ก็ให้กำหนดไปเลย ไม่ต้องตามด้วยนามรู้ เพราะการที่เรารู้ทันอารมณ์ตรงนั้นเลย และรู้เป็นรูป (เหม็น) ก็เรียกว่า มนสิการถูกแล้วเพื่อกันจิตที่ไปหยุดรู้นั่นเอง จึงไม่ให้กำหนดนามต่อไป เพราะนั่นเป็นการนึกคิดแล้ว (ชั่วขณะนั้น) และกันคนจะเอาไปนึกว่า รูปเหม็นนามรู้นั่นเอง

แต่ที่เล่ามานั้น มนสิการได้ทันที่นาม (คือความรู้สึก) ที่เกิดขึ้นจริงๆได้นั่นเอง ตรงนั้นถูกต้องเลย และสติปัญญา ที่เกิดขึ้นต่อมาจากตรงนั่น (คนละขณะ)ก็รู้ไปในรู้แรกคือนามรู้อะไร นั่นเอง สติที่เกิดรู้ตรงนั้นจึง มีการกำหนดรู้ไปว่า รู้ว่าที่นามเข้าไปรู้นั้น คือ รู้รูปเหม็นนั่นเอง

ตรงนี้ต่างจากการกำหนด ทั้งรูปและนามไปพร้อมๆกันนะ เนื่องจากว่าเป็นคนละขณะจิตกันจึงไม่นับว่ากำหนดรูปและนามไปพร้อมๆกัน เพราะได้เข้าไปรู้ด้วยนาม ที่เกิดไว (สติ) คือรู้ทันจิต นั่นเอง จึงเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

คราวนี้เมื่อสตินั้น เกิดแล้ว สติก็นำไปสู้รู้ต่อ คือรู้ในรูป อีกที ไม่ผิดหรอก บางคนใช้ท่องเอา ว่ารูปเหม็นนามรู้ อันนี้เอารูปนามมาบริกรรม ไม่ใช่กำหนดนั่นเอง คือไม่ให้กำหนดเป็นคู่ๆเพราะจะเป็นการท่องหรือนึกคิดไป เพราะเขาคิดว่า รูปนามต้องมาคู่ๆๆกันเสมอ เลยคิดเอาแบบนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:22:24 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 6



ถามที่บอกว่า "สติที่เกิดรู้ตรงนั้นจึงมีการกำหนดรู้ไปว่า รู้ว่าที่นามเข้าไปรู้นั้น คือ รู้รูปเหม็นนั่นเอง" ตรงนี้ปกติไม่ได้กำหนดรูปเหม็นแล้ว แต่กำหนดว่านามรู้เลย (คือกำหนดว่านามรู้อย่างเดียวโดยที่ใจก็รู้ว่านามรู้ในรูปที่เกิดมาคู่กัน) หรือบางทีก็ไม่ได้กำหนดเลยคือรู้ไปเฉยๆไม่ได้กำหนด อย่างนี้ถูกต้องมั้ยคะ

เพราะจำได้จากคำอธิบายว่า บางทีการไม่กำหนดก็คือการปฏิบัติวิปัสสนาเหมือนกัน เหมือนแสงจากไฟฉายที่เปิดขึ้นครั้งเดียวแล้วไปกระทบสิ่งต่างๆ

ตอบ ถูกต้องค่ะ ตรงนั้นคือการอธิบายขั้นตอนตามความเป็นจริง ให้เห็นว่า จิตมันเกิดรู้คนละขณะกัน แต่ในความเป็นจริง(ที่สุด)ถ้าได้ปัจจุบันแล้ว ก็มีแค่สติที่ประกอบด้วยปัญญาเข้าไปดูอาการ หรือเข้าไปรู้เรื่องราวนั้นๆด้วยนามเช่นเคย จึงไม่ต้องไปกำหนด

เพียงแต่กำหนดนามรู้เท่านั้น หรือบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องกำหนด (รู)ป)นั่นเอง เพราะนามทำหน้าที่ดูแลและป้องกันวิปลาสได้แล้ว ก็เหมือนไฟฉายคือเห็นทั่วในบริเวณนั้น โดยการสาดแสงไฟฉายครั้งเดียว อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นก็อยู่ในขอบเขตของอำนาจที่นามรู้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปประกาศว่า อะไรๆบ้าง เพราะอารมณ์ตรงนั้น มีสติปัฏฐานดูทั่วถึงอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ลองหลับตาลงตรงนี้สิ (ที่โต๊ะทำงาน) แล้วลืมตาขึ้น... การเห็นก็เกิดขึ้น และมีสิ่งให้เห็นหลายชนิด แต่การเห็นนั้นเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง สามารถเห็นทั่วได้ ชัดบ้างไม่ชัดบาง (คือการใส่ใจในบางอย่าง)

ตรงใจใส่นั้น คือ นามรู้ แต่ที่มีการรู้ว่ามีอะไรนั้น ก็นามรู้อีกนะ เมื่อลืมตาขึ้นแล้วเห็นจอคอมพิวเตอร์เห็นคีย์บอร์ดเห็นหนังสือเห็นปากกาเห็นอะไรเต็มไปหมด จึงไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำ คือต้องลืมตาอีก

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:22:46 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 7



ฉะนั้น คนที่ฝึกใหม่ๆ จะดูไปหมด และก็เอาไปกำหนดเสียหมด (ขาดปัจจุบันไป) คือนามรู้นี่มันรู้ในสภาพที่เกิดขึ้นทั่วไปหมด บางทีเราก็เลยแค่รู้ตามนามไปเฉยๆไม่ต้องกำหนดก็ได้ เพราะสิ่งที่รู้นั้น ไม่ได้ก่อกิเลส (วิปลาส)ให้ ก็เพียงรู้เฉยๆไป แล้วคำว่าขาดปัจจุบันนั้นคือขาดความจริงนั่นเอง

บางทีก็นึกกันว่าต้องกำหนดให้ตรงปัจจุบันก็เลยกำหนดไปหมดว่าที่นามรู้คืออะไรๆ ปรากฏว่าความรู้ในสภาพที่ปรากฏเลยหายไปเลย เหมือนกับการที่เห็นจอคอม และเห็นคีย์บอร์ด แต่มาชัดตรงเสียงเรียกที่ดังขึ้น ตรงชัดนี้แหละ คือนามที่เข้าไปรับรู้อารมณ์ใหญ่ และสิ่งที่เห็นนั้น ก็เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพราะมีวัตถุสะท้อนมา แต่ไม่เป็นอารมณ์ที่เราต้องใส่ใจ

การที่เรากำหนดไปหมดว่าอะไรๆ นั่นละคือสิ่งที่ต้องแก้ไขนั้นเอง เพียงแค่รู้ในสภาพที่จริง ชัด เด่น แรง เป็นพอ เพื่อทำลายอภิชฌาโทมนัสให้หมดไป ดังนั้นจึงต้องห้ามไว้

แต่คนทั่วๆไปนั้น ต่างคิดว่าตนเองเข้าใจว่าห้ามอะไร เพื่ออะไร (ทั้งๆที่ไม่รู้จริง) เลยแก้ไขยาก ที่ห้ามไว้ก็เพียงเพื่อทำลาย และป้องกันทำลายอภิชฌาโทมนัสให้หมดไปเท่านั้นเอง

เราเรียนวิถีแล้วว่า อติมหันตารมณ์คืออารมณ์ที่เด่นชัดเราก็ดูหรือกำหนดแค่นั้นพอ ไม่ใช่วิ่งตามไปกำหนดทุกๆวิถี เพราะถ้าตามก็ไม่ทันได้แต่คิดเอาเองทั้งนั้นเลย เพราะจริงๆแล้วในชีวิตเราทุกวันเราก็ไม่ได้ใส่ใจในสิ่งนั้นๆเลยคือ อารมณ์ที่เป็นปริตตารมณ์ แต่เรียนเพื่อให้เข้าใจเท่านั้น ว่าอารมณ์มีต่างๆกันไป ไม่ใช่ให้ไปดันทุรังดูไปหมด



โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2551 , 11:23:04 น.] ( IP = 125.27.172.189 : : )


  สลักธรรม 8

เป็นการถาม-ตอบ ที่ให้ความรู้และเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานค่ะ

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟค่ะ ที่ได้นำความรู้มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [28 ส.ค. 2551 , 17:57:34 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 ก.ย. 2551 , 18:47:38 น.] ( IP = 124.121.175.241 : : )


  สลักธรรม 10

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้รู้แจ้งอะไรได้บ้างคะ?

โดย คนศรีราชา [28 ก.ย. 2551 , 22:27:48 น.] ( IP = 125.27.66.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org