มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


"ไม่ฉลาดเลย" ...ในห้องใจภักดิ์รักกุศล









"ไม่ฉลาดเลย" ...ในห้องใจภักดิ์รักกุศล



เพลงสลักธรรมที่ได้จบลงไปก็คือสัญลักษณ์ของการมากระตุ้นเตือนให้ใจเรามีความดำรงคงมั่นที่สร้างสรรค์ความดีในเช้าวันนี้ต่อไป ขอให้ทุกคนมองไปที่องค์พระปฏิมาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วน้อมใจเคารพบูชาเลื่อมใสในพระสัพพัญญุตญาณ และความเชี่ยวชาญที่พระองค์ได้สั่งสมมาจนเป็นพระปรีชาญาณนั้นที่ทรงเผยแผ่พระสัทธรรมคำสอนออกมาเพื่อให้เราทั้งหลายได้ "เรียนรู้ ดูจำ แล้วทำได้ "

"เรียนรู้"..คือ เรียนให้รู้ว่าชีวิตนั้นคืออะไร มาอย่างไร จะไปที่ไหน และไปด้วยอะไร

"ดูจำ" ..คือจำได้ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นจะต้องมีความเกิดและมีความดับ จำได้ในเรื่องราวที่เป็นสัทธรรม

"แล้วทำได้"..คือ ทำมรรคผลนิพพานได้ด้วยความเพียรของเราเอง

ดังนั้น การที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้จะต้องอาศัยความพรั่งพร้อมของการกระทำกุศลทุกๆ อย่าง ในเช้าวันนี้จึงขอให้เราสวดมนต์ทำวัตรเช้าโดยพร้อมเพรียงกันเสียก่อนเพื่อที่จะได้ทำกุศลอื่นๆ ต่อไป

ขอให้ทุกคนกล่าวตามว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ..ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์...





เราก็ได้สวดมนต์ทำวัตรเช้ากันจบลงแล้ว และในขณะนี้ขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสงบที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์นี้นึกถึงและส่งความห่วงใยไปสู่ประเทศชาติของเราไม่ว่าจะเป็นทางทิศไหนก็ตาม เพราะขณะนี้กำลังมีความเร่าร้อนด้วยเพลิงกิเลสคือโทสะมากมาย

การที่เราได้มีโอกาสมานั่งทำกุศลในห้องนี้เป็นการดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดีมีการประกอบจิตใจไว้ด้วยความตั้งมั่นสร้างสรรค์ความดีมีกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ซึ่งนับว่าเป็นโชคของพวกเรา และเป็นทางที่เราเลือกดำเนินด้วยตนเอง

และในขณะที่เราอาศัยประเทศไทยดำรงชีวิตอยู่นี้เราก็มีความห่วงใยและปรารถนาที่จะให้มีแต่ความสงบสุข มีการประกอบกิจการที่ชอบ ให้ทุกคนมีสติมีปัญญา แต่ก็เป็นเรื่องเหลือความสามารถที่พวกเราจะอาศัยความอยากนั้นให้สมความปรารถนาจึงต้องอาศัยเมตตาจิตแผ่กุศลไปถ้วนทั่ว พร้อมทั้งสวดเพื่อให้กุศลนี้คุ้มครองประเทศไทย จึงขอให้ทุกคนมาพร้อมใจกันสวดคาถาโพธิบาทเพื่อให้ทุกทิศของประเทศนั้นสงบร่มเย็นได้โดยไว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [31 ส.ค. 2551 , 14:57:51 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



หลังจากที่สวดคาถาโพธิบาทและกล่าวคำแผ่เมตตาเสร็จสิ้นแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับทุกคนว่า ..เราได้ทำกุศลพร้อมเพรียงกันโดยการสวดมนต์ทำวัตรเช้าพร้อมทั้งจบเรื่องราวที่ตนเองด้วยเมตตาจิตที่อุทิศกุศลไปยังเพื่อร่วมเกิดแก่เจ็บตาย มีความปรารถนาให้กับประเทศไทยไปทุกทิศ ชีวิตของเราสั้นนักเดี๋ยวก็ต้องตายกันแล้ว แต่บางคนก็ลืมตายจึงสามารถทำอะไรๆ ได้อย่างประมาทขาดสติ จึงขอให้ท่านหลับตาลงสักนิดเพื่อจะได้ฟังเสียงที่บอกว่าชีวิตของเรานั้นในที่สุดก็ต้อง..ตาย

เพลงละครชีวิต

ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน แม้นดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัว

พระ นาง ตัวโกงถึงคราวออกโรงพันพัว ชวนหัวเมามัวเต้นยั่วดังฝัน

ละครระกำช้ำจิตใจ ละครดีใจเราหัวร่อ นั่นแหละภาพล้อเราทุกวัน

บทตัวละครมีแต่ยอกย้อนชวนให้ ระเริงจิตใจให้เคลิ้มไปพลัน

ละครมีสอนใจกัน ละครเลิกแล้วลืมพลัน เหมือนนอนหลับฝันเพียงคืน.





เพลงนี้ฟังแล้วน่ากลัวนะเพราะทุกวันนี้นอกจากเราจะเล่นละครชีวิตแล้วเราก็ยังดูละครอีก และการดูละครของเราก็เลือกที่รักผลักที่ชัง เพราะละครมีสองฝ่ายคือฝ่ายที่ดีกับฝ่ายที่ร้าย ถ้าผู้ที่ดูแล้วทำใจไม่เป็น ไม่รู้ว่าขณะที่ดูนั้นก็คือสิ่งที่เขานำมาเล่นให้ดูตามบทบาทก็หลงระเริงไป และพอจบตอนหนึ่งๆ แล้วเราก็เข้านอนไป

ทุกวันนี้หลังจากที่จบข่าวแล้วก็จะมีละครช่องต่างๆ ให้เลือกดู อย่างที่จบไปไม่นานนี้ก็เช่นเรื่องนางทาส หรือเรื่องสวรรค์เบี่ยงที่คนติดตามดูกันมากเลย ติดตามชมกันแต่ละตอนอย่างเร้าใจให้ติดตามตามต่อไปในวันข้างหน้า และถ้าผู้ดูละครที่วางใจไม่เป็นก็จะติดละครแล้วก็โลดแล่นไปกับความชอบความชัง ชีวิตของผู้ดูอย่างเราจึงไม่มีอะไรเลยนอกจากความชอบกับความชังที่เกิดขึ้นในอารมณ์อยู่เรื่อยๆ หรือภาษาธรรมะที่เรียกว่าอภิชฌากับโทมนัส

นี่จึงเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะผู้เล่นละครเขาก็เล่นจบไปโดยกำเอาความเคยชินติดตัวเขาไปจากการสวมบทเป็นชื่อนั้นชื่อนี้เป็นตัวร้ายบ้างตัวดีบ้าง ก็เป็นการสร้างความชำนาญให้เขาไปทั้งดีและไม่ดี แต่เราซึ่งเป็นผู้เปิดดูละครเอง..ถ้าหากเราไม่เลือกใคร่ครวญให้ดีก็เหมือนกับการเอาสิ่งที่นักแสดงเขาเล่นแล้วเขาได้เงินนั้นมาทำร้ายตัวเองด้วยการสวมบทคือพอใจหรือไม่พอใจแล้วก็ยังเสียค่าไฟอีกด้วย พอตัวละครที่เราชอบเช่น "อีเย็น" ถูกแกล้งปุ๊บ เราก็"ร้อน" หรือพอ "อีเย็น"ได้ดีปุ๊บ เราก็ดี ซึ่งชื่อละครเรื่องนี้คือ นางทาส แต่แท้จริงแล้วตัวเราเองคือ นางทาสหรือนายทาส ที่ตกเป็นทาสของอารมณ์

โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 14:58:22 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 2



ทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมาย ชีวิตของเราผ่านเรื่องร้อนหนาวผ่านเข้ามามากมาย และยังจะมีผ่านเข้ามาอีกตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพราะเพลิงกิเลสไม่หมดไปจากชีวิตคนแน่นอน แต่เพลิงกิเลสหมดไปจากชีวิตพระอรหันต์ ตราบใดที่เรายังระคนอยู่ด้วยการมองผิด เห็นผิด จำผิด ชีวิตเราก็ระคนปนทุกข์อยู่นั่นเอง

ฉะนั้น ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน..จะฟังอย่างไรก็ขอเชิญที่หน้ากระดานตรงนี้






ห้องใจภักดิ์รักกุศล


"แม้ทุกคนจะไม่ชอบความแก่ แต่ทุกคนก็อยากมีชีวิตไปจนแก่"

ด้วยเพราะความกลัวตาย จึงพากันหาทางทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตไว้

ความไม่ชอบ คือ โทสะ
ความอยาก คือ โลภะ
ความไม่รู้ความจริงว่าต้องตาย คือ โมหะ

กิเลสทั้ง ๓ นี้ครอบงำและบงการชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงไม่ฉลาดเลยที่จะเชื่อในปัญญาความสามารถของตนจนเกินไป เป็นการดีที่จะพึงสังวรไว้เสมอว่า

..ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดอาจจะอ่อนแอลงได้ และผู้ที่ฉลาดที่สุดอาจจะพลาดพลั้งได้..

ซึ่งไม่ควรประมาทในชีวิตและความมีของตนเองเลย.

ด้วยความปรารถนาดี

บุษกร เมธางกูร
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑


โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 14:58:40 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 3



"แม้ทุกคนจะไม่ชอบความแก่ แต่ทุกคนก็อยากมีชีวิตไปจนแก่" เพราะไม่มีใครอยากตาย เราไม่รู้เลยว่าเราจะเจ็บตายหรือไม่ เรายังไม่มีความพร้อมเหมือนเราไม่รู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตายที่ไหน ตายด้วยโรคอะไร ตายแล้วจะไปไหน ..เพราะความไม่รู้นี่แหละจึงทำให้เรากลัว

แต่ถ้าทุกคนรู้ว่าพรุ่งนี้จะตาย โดยได้นอนตายแบบยิ้มด้วย และก่อนที่จะตายก็ไม่มีความเจ็บความปวดเลย จะเห็นแต่วิมานลอยมารับอย่างมีความสุข แล้วก็นอนตายอยู่ในที่ที่เราเลือกได้ โดยความตายของเราในวันพรุ่งนี้จะจบปัญหาทุกอย่าง คนอยู่หลังก็สบายคนอยู่หน้าก็สบาย ..ถ้าเป็นอย่างนี้จะอยากตายไหม? อยาก ..แต่นี่เราไม่รู้เลยในอนิมิตทั้งหลาย ความไม่รู้นี่แหละที่ทำให้ทุกคนกลัวตาย

ด้วยเพราะความกลัวตาย จึงพากันหาทางทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตไว้ ..จากที่ใช้คำพูดว่า "แม้ทุกคนจะไม่ชอบความแก่ แต่ทุกคนก็อยากมีชีวิตไปจนแก่" เพราะความแก่นั้นทำให้หงำเงอะเลอะเทอะ แต่ทุกคนก็ไม่พ้นไปจากความแก่ และทุกคนก็กลัวความตายจึงหาทางทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตไว้ ดังเช่นที่เราอยู่กันมาทุกวันนี้ก็เพราะเรารักษาชีวิตด้วยการกินข้าวกินน้ำ บริหารร่างกาย เพราะเรากลัวความเสื่อม ชรา และมรณะซึ่งเป็นภัยที่ใครก็หนีไม่พ้น

ความไม่ชอบ คือ โทสะ ..ความกลัวความตายหรือความไม่ชอบนี่แหละ คือ โทสะ
ความอยาก คือ โลภะ ...ความอยากได้มีชีวิตไว้ คือ โลภะ
ความไม่รู้ความจริงว่าต้องตาย คือ โมหะ ...ความไม่รู้ความจริงว่าต้องตาย คือ โมหะ

กิเลสทั้ง ๓ นี้ครอบงำและบงการชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบ ..คือตั้งแต่เกิดมาจนตายเรามีกิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่จะหลีกหนีหรือปลีกออกนั้นถ้าเทียบเป็นระยะเวลาแล้วเราก็ทำได้ไม่กี่ชั่วโมงหรอกในชีวิตหนึ่งชาติเกิด

และเราอาจจะหนีพ้นโลภะ และโทสะได้..ก็ชั่วคราว แต่โอกาสที่เราจะหนีพ้นโมหะนี้ ต้องบอกว่ายากเย็นเข็ญใจเพราะมีความเห็นผิดนั่นเอง เพราะความไม่รู้ความจริงว่าชีวิตคืออะไร รูปนามคืออะไร มีอะไรมาปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อใจของเราบ้าง.. โอกาสที่เราจะได้เข้าไปเจริญวิปัสสนาเพื่อรู้ความจริงด้วยปัญญานั้นจึงยาก

โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 15:03:29 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 4



กิเลสทั้งสามตัวนี้จึงครอบงำและบงการชีวิตมาตั้งแต่ต้นจนจบทั้งชีวิตของเราและของคนอื่น ให้ชีวิตต้องอยู่กับความมืดมน หมองหม่น และมัวเมา มืดมน..ไม่รู้ชีวิต หมองหม่น..เศร้าเพราะเราไม่ประสบอารมณ์ที่ปรารถนา และมัวเมา..ในเรื่องต่างๆ ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้จริงๆ โดยเฉพาะความมัวเมาเรื่องนอกตัว เช่นหลงไปกับละครว่า ..ไม่รู้ว่าพัชร์เฟื่องจะกลับมาได้หรือเปล่า? พัชร์เฟื่องคือตัวละครในเรื่องสู่ขวัญนิรันดร ก็โถละครเขาแสดงให้ดูแต่ก็ไปมัวเมาว่าเขาย้ายถิ่นย้ายฐานไปในอดีตชาติ

ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็รู้อยู่ว่า คนเราจะเดินกลับไปในอดีตไม่ได้ เพราะถ้าหากเรากลับไปในอดีตได้เราก็กลับไปซ่อมได้ในสิ่งที่เราเรียนไม่เก่ง เราไม่ขยัน เราไม่ขวนขวายนี่ และมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ละครเรื่องนี้เขาผูกเรื่องขึ้นมาว่า กลับไปมิติเก่าในสมัยกรุงธนบุรีได้ ทั้งๆ ที่ใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุบันนี่แหละ ..พอดูแล้วเราก็เชื่ออีกเพราะในขณะที่พัชร์เฟื่องไปพบกับแม่พุดซ้อน เราก็รู้สึกโกรธแม่พุดซ้อน ไม่ชอบที่แม่พูดซ้อนผมยาวเกินไปเลย แต่งตัวทำไมอย่างนี้

ฉะนั้น การผูกเรื่องของละครจึงทำให้เราผูกพันแล้วก็ไม่สามารถคลายพันที่ผูกไว้นั้นได้ ดังนั้น ชีวิตของเราจึงถูกบงการตั้งแต่ต้นจนจบไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาเราถูกกิเลสบงการให้เป็นไปด้วยความอยาก มีความปรารถนา และต่อต้านกับสิ่งที่เราไม่อยากได้โดยหลีกตนเองออกไปหาความสมปรารถนา

เรามีชีวิตอยู่อย่างไร? ทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเราที่ทุกคนมานั่งอยู่ในห้องนี้ มาใช้เวลาให้หมดไปกับการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ฟังเรื่องราวที่เป็นกุศล แล้วสร้างสิ่งที่จะมาบันดลชีวิตของเราให้เป็นผู้ประเสริฐได้ในอนาคตก็คือ การรู้พระอภิธรรมปิฎกและการปฏิบัติธรรม ซึ่งต่างจากผู้ที่อยู่นอกห้องนี้หรือในขณะที่เราไม่ได้อยู่ในห้องนี้ที่ไม่สามารถไปรับประกันได้ว่าจะกลับไปอยู่กับกิเลสอีกไหม หรือจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรอีก

เพราะขณะนี้ประเทศไทยทั้งประเทศร้อนเป็นเพลิง เราจึงได้มาสวดมนต์กันเพื่อแผ่เมตตาไปทั่วทิศ และเราก็ทำได้แค่นี้จริงๆ นอกจากนี้ก็อยู่นอกเหนือความสามารถ ถามว่าตัวเองอยากได้อะไร? อยากให้ประเทศไทยสงบ ทำไมจึงอยากให้ประเทศสงบ? ก็ต้องบอกว่า เป็นห่วงในหลวงมาก เพราะพระองค์ท่านเป็นบุคคลที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เราเกิดมาที่เราได้เห็นพระองค์ทำสิ่งต่างๆ แต่มาบัดนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์ท่านเป็นสิ่งที่ไม่น่ารื่นรมย์เลย

เรื่องของกรรมที่จำเพาะเจาะจงไม่มีใครหลบหลีกได้ เวลาที่จะส่งผลให้นั้นไปว่าจะอยู่ที่ไหนกรรมก็ส่งไปให้ได้ทั้งฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ สิ่งที่เราจะช่วยได้ในตอนนี้ก็คือต้องเป็นคนดีคนหนึ่งของประเทศ หรือเป็นคนดีหมู่หนึ่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่เร่าร้อนไปกับเพลิงกิเลสหรือสิ่งยั่วยุเหล่านั้น แล้วไม่ทำตัวเป็นผู้เลือกที่รักผลักที่ชัง แต่รักตัวเองด้วยการมาหาความรู้

โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 15:03:52 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 5



ฉะนั้นบางคนจึงอย่าคิดว่าตัวเองฉลาด ซึ่งได้เขียนไว้ว่า ..จึงไม่ฉลาดเลยที่จะเชื่อในปัญญาความสามารถของตนจนเกินไปว่าข้าแน่แล้ว ดีแล้ว รู้หมดแล้ว แต่เป็นการดีที่จะพึงสังวรไว้เสมอว่า ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดอาจจะอ่อนแอลงได้ และผู้ที่ฉลาดที่สุดอาจจะพลาดพลั้งได้ ซึ่งไม่ควรประมาทในชีวิตและความมีของตนเองเลย ..

เพราะคนฉลาดไม่ได้หมายถึงว่าคนนั้นเป็นคนที่มีปัญญาเสมอไป คนมีปัญญาก็ไม่ได้แปลว่า คนนั้นจะฉลาดเสมอไป แต่เมื่อใดคนมีปัญญาแล้วฉลาดรู้ ฉลาดทำ ฉลาดคิด คนนั้นก็จะมีชีวิตที่ไปได้โลดและเอาตัวรอด

ดังนั้น จะมีความฉลาดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ จะมีปัญญาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะอาจพูดไปในสิ่งที่เขารับฟังไม่ได้ หรือเอาธรรมะไปสอนที่เขายังรับฟังไม่ได้เรียกว่าเป็นความไม่ฉลาดใช้ให้เหมาะกับกาลเวลา จึงต้องมีทั้งความฉลาด มีปัญญา มีไหวพริบปฏิภาณ และโดยเฉพาะการรู้รักษาความสงบใจของตนเองไว้ให้ได้

บางคนที่มีความประมาทเราก็จะเห็นจากการแสดงของเขาที่ชอบพูดว่า คนนั้นดี คนนี้ดี ฉันนี่แหละดี ฉันนี่แหละเก่ง ..นี่เป็นความประมาทเกินไป เพราะคนที่เก่งกว่าเรายังมีอีกเยอะแยะ คนทีดีกว่าเราก็ยังมีอีกมากมาย ..เราเป็นเพียงผู้ที่เดินตามหลังมาเท่านั้น การที่เรามองว่า "ไม่เห็นมีใครฉลาดเลยสู้ฉันไม่ได้" ตรงนี้แหละคิดผิด

แต่ถ้าเรายังไม่เห็นใครฉลาดจริงๆ ก็จงนึกถึงผู้ที่เขาฉลาดกว่าเรา เช่น ท่านอาจารย์บุญมี หลวงพ่อแสวง หลวงพ่อเสือ ..ความลำพองอหังการ์ของเราก็จะยวบลงมาได้ ไม่ร้องแต่เพลงเย้ยฟ้าท้าดิน "เย้ยทั้งฟ้า ท้าทั้งดินสิ้นยำเกรง หรือใครเก่งเกินข้าฟ้าดินกลัว" เพลงนี้อยู่เพลงเดียว

ถ้าหากใครที่มีความรู้สึกอย่างนี้อยู่คิดว่าฉันเป็นฮีโร่(ที่ไม่ได้ยี่สิบห้าล้านไม่มีใครให้เหรียญทอง) ไม่มีใครเทียบเราได้ ก็ให้หันกลับไปมองผู้ที่เราศิโรราบได้ เช่น บรรพบุรุษของเราผู้ที่สร้างบ้านสร้างเมืองไว้ให้ แม้ใครจะมาสร้างตอนนี้ก็สู้บรรพบุรุษไม่ได้เพราะท่านสร้างแผ่นดินไว้ให้ แล้วแผ่นดินนี้จึงค่อยมาปลูกสิ่งก่อสร้างขึ้นในภายหลัง ..ท่านเหล่านี้จึงเป็นผู้ที่ดีกว่าเรามากมาย การที่ฉลาดคิดฉลาดทำเช่นนี้ก็จะทำให้เราลดความเร่าร้อนลง ลดความมานะลำพองลงไปได้

โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 15:06:36 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 6



ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดอาจจะอ่อนแอลงได้ ..จึงเป็นการดีที่เราจะพึงสังวรเสมอว่า ผู้ที่แข็งเรงที่สุดอาจจะอ่อนแอลงได้ดังเช่นพญาช้างสารที่ยังล้มลงได้เลยในยามป่วย ยามถูกอาวุธ ซึ่งเราก็จะเห็นเลยว่าคนที่แข็งแรงที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยชราความแข็งแรงก็เสื่อมไป

และก็เคยเห็นคนที่แข็งแรงมากๆ อยู่คนหนึ่งและก็เพิ่งได้ไปพบมาเมื่อวันศุกร์นี้ เป็นผู้หญิงที่ทั้งร่างกายก็แข็งแรง ความคิดก็ว่องไว การศึกษาก็สูงจบปริญญาโทจากต่างประเทศ มีความรู้ความสามารถมาก ทั้งยังพูดจาไพเราะมากเวลาทำรายการโทรทัศน์ของตนเองก็ยังพากษ์เสียงเองด้วย แต่ตอนนี้มีสุขภาพที่แย่มากสภาพความแข็งแรงหายไปหมด เดินไม่ค่อยคล่องเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นผู้หญิงเก่งมาก สำหรับตนเองนั้นก็เคยคิดนะว่า ความสามารถเท่ากับผู้หญิงคนนี้ก็คงจะดีนะ เราคงเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้มากกว่านี้อีก เพราะคนนี้พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟเลย แล้วก็รู้จักทุกวงการ แต่ตอนนี้บวชเป็นแม่ชีซึ่งมีสุขภาพที่อ่อนแอ

ผู้ที่ฉลาดที่สุดอาจจะพลาดพลั้งได้ ....เช่น ขงเบ้งที่ดูแลชีวิตคนอื่นแต่ลืมดูตนเองกว่าจะมามองดูดาวแล้วก็ไม่ทันแล้วและขนาดดูแล้วก็ยังตาย รัสปูตินก็พลาดไปกินแซนด์วิชผสมยาพิษ เราจึงไม่ควรประมาทในชีวิตและความมีของตนเองเลยว่าปัญญาวุธน่ะมีพอแล้ว อาวุโสมีพอแล้ว ความไหวพริบมีพอแล้ว ..เพราะนั่นแหละคือความประมาทและความกล้าเสี่ยงที่สุด

นี่คือสิ่งที่นำมาบอกในวันนี้ด้วยความปรารถนาดี และขออนุโมทนากับทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคทรัพย์ปรับปรุงห้องน้ำของมูลนิธิ ซึ่งตนเองเป็นผู้สร้างที่นี่แล้วส่งมอบอาคารให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดเก่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ บัดนี้ก็ล่วงเลยมา ๒๑ ปีแล้ว จึงมีหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซมและตอนนี้ก็ปรับปรุงห้องส้วมด้านหลังอาคารนี้เสร็จแล้ว กำลังดำเนินการต่อในส่วนของด้านหลังสำนักงาน จึงขออนุโมทนามายังทุกท่านที่ช่วยกัน

ก็ได้คุยกับลูกศิษย์คนหนึ่งที่อ่านเมล์เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วเขาก็โอนเงินมาร่วมบริจาคจากออสเตรเลียทันทีเลย แล้วเขาก็ฝากคำอนุโมทนากับพี่ๆ ทุกคนมาด้วย จึงได้บอกกับเขาไปว่า สิ่งที่เขาทำนี้เป็นการแก้ไขทุกข์จริงๆ เพราะปกติแล้วไม่มีใครอยากเข้าส้วมหรืออยากจะไปนั่งเล่นในส้วม แต่ที่ไปเข้าส้วมก็เพราะต้องการแก้ทุกข์ ปลดความทุกข์ของร่างกายออกไป ถ้าไม่มีส้วมในมูลนิธิก็แย่เลยเพราะเราไม่สามารถไปถ่ายลงในท่อระบายน้ำหรือตามพุ่มไม้หมือนบางคนได้

และเขาก็จำได้จากคำที่สอนไปคราวก่อนว่า ความกตัญญูกับพ่อแม่นั้นยังไม่พอ แต่ต้องกตัญญูกับสถานที่ที่เราไปอยู่นั้นด้วย ..ฉะนั้นตัวเขาเองก็ได้มาอาศัยห้องน้ำที่นี่เป็นที่แก้ไขทุกข์เป็นเวลาหลายปีตั้งแต่เด็กจนโต ถึงตอนนี้จะไปอยู่ที่อื่นแต่ก็ได้เคยถ่ายไว้ที่นี่ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสปรับปรุงซ่อมแซมครั้งนี้เขาก็เลยจะร่วมทำด้วยและได้โอนเงินมาให้แล้ว และยังมีอีกหลายคนที่ได้ร่วมบริจาคมาซึ่งน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง

ถามว่า เราทำแล้วเราได้อะไร ? เราได้กุศล แล้วกุศลทำให้เราเป็นอย่างไร? ทำให้เราเจริญขึ้น มีความคิดที่ดีขึ้น มีมุมมองที่กว้างขึ้น..การที่มองกว้างและคิดดีจะเป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราสบาย ซึ่งในการศึกษาพระอภิธรรมนี้จะทราบว่า ใจจะสบายจากความเห็นถูก รู้ถูก และทำถูก การเรียนทั้งหมดนั้นก็เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าเรียนแล้วเพื่อนำไปจำบางครั้งก็ไม่เป็นประโยชน์เลย

โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 15:06:58 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 7



อย่าลืมว่า"กรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก " เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น

เราก่อกรรมอะไร...ใครทำคนนั้นก็ได้รับ ใครทำ ใครได้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

บ่อที่เราขุด..เราขุดบ่อ ขุดหลุมพรางของเราไว้เอง ถ้าหากเราขุดบ่อน้ำใสไว้เราก็จะเป็นอย่างเพลงบัวขาว ..น้ำใสไหลกระเซ็นเห็นตัวปลา แต่ถ้าขุดบ่อน้ำขุ่นไว้ก็จะไม่ได้เห็นทั้งปลา และยังอาจมีสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ หรือสัตว์ที่เรารังเกียจว่ายวนอยูในนั้นเช่น ปลาไหล เป็นต้น

หมุดที่เราปัก ..ถ้าเมื่อใดเรามีโทสะที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิดมากๆ เมื่อเราตายเราก็ได้ไปตามหมุดที่เราปักไว้คืออบาย เป็นสัตว์นรกลงนรกไป หรือเมื่อใดที่เรามีความเห็นผิดว่า คนนี้ดี คนนั้นดี เราดี ..หลงว่าเป็นตัวเรา หลงผิดอย่างมากมายก่ายกองนี้ก็จะมาเป็นบ่อที่เราขุดและหมุดที่เราปักไว้กับความเป็นเดรัจฉานมีโมหะนำเกิด

แต่เมื่อใดเรามีเบญจศีลและเบญจธรรมเป็นสิ่งที่ประจำชีวิต มีศีลห้า มีเมตตากรุณา มีอภัยให้โอกาสผู้อื่นนี้ เราก็ปักหมุดของเราอยู่ในมนุษย์ภูมิ และถ้าหากเรามีน้ำใจมีหิริคือเกรงความชั่ว มีโอตตัปปะคือกลัวผลบาป แล้วมีการบริจาคอยู่เสมอๆ อำนาจกุศลทานนี้ก็ผลักดันให้เราปักหมุดอยู่ในเทวภูมิ

แต่ถ้าหากเราตั้งใจมีสติมีความสามารถในการทำสมาธิจนฌานเกิดขึ้นก็เท่ากับเราปักหมุดของเราไว้ในพรหมภูมิ แต่เมื่อใดที่มหาสติปัฏฐานของเรามั่นคง..เรากำลังถอนหมุดของเราออกทุกอันแล้วกำลังเกลี่ยบ่อปิดไม่ให้มีทางลงและทางไป จบชีวิตของเราด้วยการปิดบ่อ ถอดหมุดชีวิตจาก ๓๑ ภูมิได้ เมื่อนั้นเราก็พบบรมสุขคือพระนิพพานได้

ก็ขอให้ทุกท่านสามารถตั้งตนไว้ชอบประกอบด้วยกุศลกรรม สามารถนำพากาย วาจา ใจ ให้เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยสติปัญญาได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ..อนุโมทนา



โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2551 , 15:07:15 น.] ( IP = 58.9.105.54 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟเป็นอย่างมากจริงๆ พร้อมทั้งขออนุโมทนาในกุศลที่ทำเป็นอาจิณของน้องกิ้ฟด้วยครับ

ความเป็นจริงในชีวิตนั้นคนเราไม่รู้ความจริงได้ โดยเฉพาะความเป็นอยู่ไปจนถึงความตายว่าเกิดมาได้เพราะอะไร ที่สำคัญคือตายเมื่อใด เมื่อความไม่รู้เช่นนี้จึงลืมตาย

เมื่อลืมตายก็ต่างสร้างความวุ่นวายมากมายให้แก่ตนเองและสังคมได้ นี่ละครับความทุกข์ที่มีอยู่แต่ไม่มีผู้รู้จัก...น่ากลัวมากเลยครับ

การได้มีข้อคิดเตือนใจเช่นนี้บ่อยๆดีมากเลยครับ เพื่อจะได้สะกิดใจให้ตื่นจากความหลับหลงในอารมณ์ได้มากทีเดียวครับ.

โดย พี่เณร [1 ก.ย. 2551 , 07:32:56 น.] ( IP = 58.9.139.238 : : )


  สลักธรรม 9

การที่คิดว่าตนเองฉลาดและเก่งนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด เพราะกำลังประมาทในการใช้ชีวิต

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลกรรมของน้องกิ๊ฟค่ะ

โดย เซิ่น [1 ก.ย. 2551 , 14:07:52 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 10


ทุกวันนี้เราตกอยู่ในความประมาทเรื่องของชีวิตอยู่ตลอดเวลา โดยลืมว่าต้องแก่ ลืมว่าต้องตาย แต่ละวันสาละวนอยู่กับการปักหมุดไปตามอำนาจ โลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดอยู่ตลอดเวลา กอปร์กับ อำนาจที่หลงระเริงในความสามารถ เก่งกาจของตน ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำหมุดนั้นให้หนาแน่นยิ่งขึ้น

ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่กรุณาชี้แนะให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่นี้ให้เป็นไปด้วยความฉลาดที่กอปร์ด้วยสติปัญญา...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 ก.ย. 2551 , 18:35:19 น.] ( IP = 124.121.175.241 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org