| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชาตินี้ ชาติหน้า
สลักธรรม 1
ขอแสดงความเห็นหน่อยนะคะ
ประเด็นคำถามก็คือ สงสัยว่ามนุษย์มีการเวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติ หลายกัปป์หลายกัลป์จนนับไม่ได้....จริงหรือ เพราะจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โลกมนุษย์มีอายุประมาณ ๔๕๐๐ ๕๐๐๐ ล้านปีเอง
ต้องแยกความรู้ด้านวิชาการทางโลกออกจากความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้ออกจากกันให้ได้ก่อนนะคะ
ความรู้ทางโลกนั้นเป็นวิชาการที่เรียนรู้ ทำการวิเคราะห์วิจัยกันไม่มีวันจบสิ้น ก็เพราะมีโมหะอวิชชา ความมืดบอดปิดบังไม่ให้รู้สภาวะตามความเป็นจริงต่างๆ ซึ่งเป็นความรู้ทางพุทธศาสนา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เวลายาวนานเป็นอสงไขยๆ เพียรสร้างสมบารมี จนในที่สุดทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ทรงรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง
แต่ความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงแจ้งนั้นมีมากมาย ยากที่จะนำมาสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงสอนเฉพาะใบไม้ในกำมือ ให้รู้และเข้าใจเรื่องของชีวิต
ซึ่งชีวิตที่เกิดมาแต่ละชีวิตนั้นเหมือนกันหมด คือประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น
แต่เพราะสรรพสัตว์ถูกครอบงำด้วยอำนาจของโมหะ จึงมิอาจทราบได้ หลงมัวเมาปรุงแต่งเป็นคน สัตว์ สิ่งของต่างๆ ก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ เป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง โดยไม่ทราบเลยว่าอย่างไรเรียกว่าบุญ อย่างไรเรียกว่าบาป และให้ผลอย่างไร เมื่อมีชีวิตขึ้นมา ก็ต้องพบกับความแก่ และความตายในที่สุด ด้วยอำนาจของการกระทำต่างๆ ซึ่งมีเพียงกระทำในสิ่งที่ตนชอบและไม่ชอบเท่านั้น มีทั้งที่เป็นบุญและที่เป็นบาป ก็เป็นตัวผลักส่งให้ต้องเวียนเกิดอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปนับภพชาติไม่ถ้วน....ดังที่คุณกล่าวว่ามนุษย์มีการเวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติ หลายกัปป์หลายกัลป์จนนับไม่ได้.
ส่วนทางโลกนั้นมิอาจจะทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้ แต่กลับขวนขวายพิสูจน์ หาทางคำนวณอายุของซากสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ซึ่งก็มีหลากหลายวิธี วิธีหนึ่งก็อาจจะใช้สารกัมมันตรังสี เข้าช่วยก็ได้ ซึ่งก็จะมีขีดจำกัดในการคำนวณ เพราะ สิ่งที่เล็กที่สุดที่มนุษย์ทราบได้ก็อยู่ในระดับอะตอม โปรตอน อีเล็คตรอน เป็นต้น ผลที่พิสูจน์ได้ จึงมีขีดจำกัดค่ะ
ส่วนในทางธรรมนั้น ซึ่งกล่าวว่าชีวิตประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งวิชาการทางโลกมิอาจพิสูจน์เข้าไปถึงจุดนี้ได้นะคะ โดยเฉพาะนามธรรมวิชาการทางโลกนั้นไม่ทราบเลยว่าจิต เจตสิกเป็นอย่างไร ทำงานกันอย่างไร ทางโลกทราบแต่เพียงพฤติกรรมที่แสดงออกของสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นค่ะ.....ส่วนรูปธรรมนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผันแปรได้ด้วยอำนาจความร้อนเย็น ซึ่งเป็นรูปปรมาณู เล็กขนาดไหน ซึ่งเมื่อเอาเมล็ดข้าว ๑ เมล็ดแยกออกถึง ๘๒,๓๐๑,๑๘๔ ส่วน หนึ่งส่วนนั่นแหละคือ ๑ ปรมาณู
จึงเห็นได้ว่า ทางโลกแม้จะคิดค้นเครื่องมืออะไรก็ตาม ก็มิอาจหยั่งรู้ความจริงได้เท่ากับอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณหรอกค่ะโดย พี่ดา [3 ก.ย. 2551 , 10:20:37 น.] ( IP = 124.121.177.107 : : )
สลักธรรม 2การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ต่างๆ มีมาหลายชาติ หลายกัปหลายกัลป์จนนับไม่ได้นั้น ..เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่เพราะเราระลึกชาติไม่ได้จึงยากจะมีสิ่งใดไปพิสูจน์ถึงเรื่องราวในอดีตเหล่านั้น
ได้แต่อาศัยอำนาจอภิญญาจิต(บุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ที่จะเข้าไปหยั่งรู้ในเรื่องราวที่ผ่านมาได้ และผู้ที่มีอำนาจจิตพิเศษเหล่านั้นก็มีความสามารถในการระลึกชาติได้ต่างๆกัน จนก่อให้เกิดความเห็นผิดในเรื่องโลกเที่ยง โลกขาดสูญ ..ตามทิฏฐิ ๖๒ นั่นไงคะ
(เกี่ยวกับบุพเพนิวาสานุสติญาณ ..
บทว่า ปุพฺพนิวาสํ - ชาติก่อน คือ สันดานที่อยู่ในชาตินั้น ๆ ทำภพในอดีตที่ใกล้ที่สุดให้เป็นเบื้องต้น.
บทว่า อนุสฺสรติ - ย่อมระลึกตามไป ๆ ด้วยสามารถลำดับขันธ์ หรือด้วยสามารถจุติปฏิสนธิ
จริงอยู่ ชนทั้ง ๖ คือ เดียรถีย์ ๑. สาวกธรรมดา ๑. มหาสาวก ๑.อัตรสาวก ๑. พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑. พระพุทธเจ้า ๑ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนนี้ได้
ในชนเหล่านั้น เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมระลึกได้ ๔๐ กัปไม่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเดียรถีย์มีปัญญาอ่อนเพราะไม่มีการกำหนดนามรูป
สาวกธรรมดาย่อมระลึกได้ ๑๐๐ กัปบ้าง ๑,๐๐๐ กัปบ้างเพราะมีปัญญาแก่กล้า มหาสาวก ๘๐ รูป ระลึกได้แสนกัป อัครสาวกทั้งสองระลึกได้อสงไขยหนึ่ง กับแสนกัป พระปัจเจกพุทธเจ้าระลึกได้สองอสงไขยกับแสนกัปเพราะอภินิหารของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น มีประมาณเพียงนี้ แต่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายระลึกได้ ไม่มีกำหนด
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=256)
สำหรับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็มีข้อจำกัดในการสืบค้นหลักฐานในอดีต ..อย่าว่าแต่ไปค้นโลกอดีตเลย แค่ในโลกปัจจุบันนี้ก็ยังยากจะตรวจสอบเรื่องราววิวัฒนาการของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายได้อย่างแม่นยำ
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะไปค้นหาจากเครื่องมือใด และคิดหาไปก็จะเสียเวลาเปล่าๆ ตามที่ตั้งข้อสังเกตมาว่าไม่ควรคิดนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ
เพราะทั้งโลกอดีตและโลกอนาคต และไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ทุกชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยอำนาจของตัณหาและอวิชชานั้นล้วนมีสภาพเหมือนกันคือ ความเป็นขันธ์ที่มีเพียงรูปธรรม - นามธรรม มาประกอบเข้าเป็นชีวิตตามสิทธิ์แห่งภพภูมิที่มีขันธ์เดียวบ้าง สี่ขันธ์บ้าง หรือห้าขันธ์บ้าง
ขอแนะนำพระสูตรให้อ่านเพิ่มเติมนะคะ..เผื่อว่าจะได้กำจัดข้อสงสัยในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในอดีตได้บ้างค่ะ
พรหมชาลสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=09&A=0&Z=1071
เวรัญชพราหมณ์http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=1&A=0&Z=279&pagebreak=0
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2551 , 14:29:40 น.] ( IP = 125.27.173.141 : : )
สลักธรรม 3ขอบคุณครับ
ก็คงต้องอาศัยเวลา
อีกยาวนาน...นัก
ในการที่จะศึกษาและทำความเข้าใจ
ในเรื่องเหล่านี้โดย bootabe - [4 ก.ย. 2551 , 19:05:29 น.] ( IP = 202.44.8.100 : : 10.16.15.168 )
สลักธรรม 4...ไม่มีใครสามารถระบุเบื้องต้นและที่สุด ทั้งขอบเขตและปริมาณของจักรวาลได้... ในขณะที่แสนโกฏิจักรวาลหนึ่งกำลังถูกทำลาย อีกแสนโกฏิจักรวาลหนึ่งอาจกำลังก่อตัวขึ้น....
แม้ขณะที่กำลังอ่านอยู่นี้ ทุก ๆ วินาทีก็มีการเกิดขึ้นและการถูกทำลายของอีกหลายแสนโกฏิจักรวาล
มนุษย์ไม่ได้มีอยู่เพียงโลกนี้เท่านั้น ในจักรวาลหรือกาแลกซี่หนึ่ง ๆ ที่สมมุติว่ามีทางช้างเผือกพาดผ่านนั้น มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อยู่ 4 แห่งคือ อุตรกุรุทวีป บุพพวิเทหะ อปรโคยาน และชมพูทวีป ในทวีปทั้ง 4 นั้น มีพระพุทธศาสนาเกิดได้เพียงที่เดียวคือ ชมพูทวีป
โครงสร้างของมนุษย์และจักรวาลในอีกแสนโกฏิจักรวาลอื่น ๆ อันไกลโพ้น ที่กำลังก่อตัวและถูกทำลาย ก็จะมีโครงสร้างที่ไม่แตกต่างจากกาแลกซี่ที่เราอยู่นี้เท่าใดนัก ที่สำคัญคือตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์เช่นกัน
โดย herb [6 ก.ย. 2551 , 21:35:56 น.] ( IP = 202.28.182.130 : : 10.7.160.232 )
สลักธรรม 5เพราะความเป็นไตรลักษณ์นี่เองจึงไม่อาจนับจำนวนของมนุษย์และจักรวาลได้ครบถ้วน กลไกดังกล่าวเป็นความต่อเนื่องของปฏิกิริยาลูกโซ่ของการก่อตัว และการล่มสลาย ที่ไม่ควรพยายามไปหาเบื้องต้นและที่สุดของมัน เพราะพ้นวิสัยของเรา และเสียเวลาเปล่า
ทั้งนี้ความเห็นว่ามีอยู่ เป็นเพียงความคิดคำนึงว่ามีอยู่เท่านั้น
ที่ว่าไม่ควรพยายามหาเบื้องต้นและที่สุดของมนุษย์และจักรวาล ก็เนื่องด้วยความคิดของมนุษย์ถูกจำกัดด้วยเหตุผลทางกาลเทศะ (เวลาและสถานที่)เท่านั้น ไม่อาจคิดคำนึงไปถึงเหตุการณ์ที่ไม่ต้องขึ้นกับเวลาและสถานที่ได้
ธรรมชาติที่ไม่ขึ้นกับเหตุผลทางตรรก เวลาและสถานที่ มีเพียง พระนิพพาน เท่านั้น
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่เกิดสำหรับเรา ในแสนโกฏจักรวาลนี้ เราสามารถท่องเที่ยวไปได้ทุกที่ ตราบเท่าที่เหตุ-ปัจจัยของอวิชชา-ตัณหายังมีอยู่
โดย herb [6 ก.ย. 2551 , 22:09:48 น.] ( IP = 202.28.182.130 : : 10.7.160.232 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |