มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความฝันกับนิมิตต่างกันอย่างไร?




จะพิจารณาทั้งสองอย่างนี้อย่างไร? เพื่อให้ได้ผลตามหลักธรรมของพระพุทธองค์

การกำหนดรู้ว่ากำลังฝันอยู่ แล้วพยายามตื่นจากภวังค์ เป็นเพราะสติรู้ในจิตใต้สำนึกหรือไม่? การกำหนดฝันต่อ บางครั้งพอมีเค้าเดิมแต่ไม่ปะติดปะต่อ เป็นเพราะกิเลสที่อยากยึดไว้ใช่ไหม?

ที่ว่าให้ตามดูนิมิตที่เกิดในสมาธิแล้วจะหายไปเอง เป็นเพราะไปสร้างนิมิตอื่นต่อไปอีก หรืออย่างไร? มีใครหยุดการฝันได้ครับ

โดย ผ่านมา [5 ก.ย. 2551 , 17:03:26 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ความฝันกับนิมิตต่างกันอย่างไร?

ความฝันกับนิมิต ต่างเป็นภาพทางใจ ไม่ใช่ความจริง

ภาพฝันเลือนลางบอกรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ ถึงจำได้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือนำมาเล่าได้ มักมีการเสริมเติมแต่งปะติดปะต่อ จนเป็นเรื่องเป็นราวที่อยากให้เป็น ภาพฝันเกิดขึ้นในขณะหลับไม่สนิท เกิดด้วยเหตุ ๓ ประการคือ

เทพนิมิต ( โอกาสเกิดเพียง ๒ % )
จิตอาวรณ์ ( โอกาสเกิด ๔๘ % ) ก่อนหลับมีความวิตกกังวล กลัว ฟุ้งซ่าน ถ้ากังวลมากก็จะนอนไม่หลับไปเลย
ธาตุกำเริบ ( โอกาสเกิด ๕๐ %) เช่น กินมากไปท้องอืดท้องเฟ้อ เจ็บป่วย การดมยาสลบก่อนผ่าตัด เป็นต้น

จะมีข้อยกเว้นบ้าง(เทพนิมิต) แต่ควรคะเนไว้ก่อนเลยว่า ความฝันของเราไม่น่าจะเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น

ส่วนภาพนิมิต เกิดขณะตื่นอยู่ มักมีภาพเดียว ชัดเจนกว่าภาพฝัน บอกรายละเอียดสีสันได้บ้าง ไม่มีเรื่องราวให้เล่า เกิดจากความแนบแน่นในอารมณ์ของจิตในระดับต่าง ๆ มี ๓ ระดับ

ตั้งแต่บริกรรมนิมิต (เกิดจากการดูภาพจริง หรือการฟัง พร้อมกับสั่งจิตด้วยคำต่าง ๆ ) อุคหนิมิต (ดูเหมือนภาพนั้นติดตาติดใจตลอดเวลา แม้ไม่ได้ดู คล้ายมีกลุ่มควันอยู่ในภาพ) และปฏิภาคนิมิต (กลุ่มควันหายไป เป็นภาพทางใจที่ชัดเจนขึ้น น่าสนใจขึ้น จำได้ขึ้นใจ โดยไม่ต้องพยายามนึก )

ทั้งขณะฝันและขณะเกิดนิมิตในสมาธิ ส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ เพราะความใส่ใจมุ่งไปที่ภาพเสมือน ที่กำลังเกิดขึ้นจากความนึกคิดที่ตนสร้างไว้ จึงไม่ใช่ความจริงที่ควรเชื่อถือ

เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งขึ้น บอกเพียงว่า ส่วนใหญ่ความฝันเกิดเพราะความกังวลทางใจ หรือความผิดปกติทางกาย ก่อนจะหลับไปมากกว่า

โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:10:06 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 2

การกำหนดรู้ว่ากำลังฝันอยู่ แล้วพยายามตื่นจากภวังค์ เป็นเพราะสติรู้ในจิตใต้สำนึกหรือไม่?

ไม่ใช่ ไม่มีใครกำหนดรู้ได้ว่า วันนี้เราจะฝันถึงเรื่องอะไร เรื่องราวในจิตใต้สำนึก( ภวังค์ ) เป็นสิ่งที่กำหนดรู้ไม่ได้ จนกว่าจะถูกผลักดันออกมาเป็นจิตสำนึก ( ความนึกคิด การกระทำขณะตื่น)

การกำหนดฝันต่อ บางครั้งพอมีเค้าเดิมแต่ไม่ปะติดปะต่อ เป็นเพราะกิเลสที่อยากยึดไว้ใช่ไหม?

ไม่ใช่ ปุถุชนธรรมชาติขณะหลับจิตมีกำลังอ่อน บังคับความนึกคิดตนแทบไม่ได้

ที่ว่าให้ตามดูนิมิตที่เกิดในสมาธิแล้วจะหายไปเอง เป็นเพราะไปสร้างนิมิตอื่นต่อไปอีก หรืออย่างไร?

มีโอกาสเป็นไปได้

มีใครหยุดการฝันได้ครับ ?

ความฝันจะไม่เกิดกับพระอรหันต์อย่างแน่นอน บุคคลนอกนั้นยังฝันอยู่


โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:14:39 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 3

สาธุ...ขอบคุณมากครับ จะขออนุญาตคัดไปฝากบอกเพื่อนๆ
คุณมาลี คงไม่ว่ากันนะ..มีประโยชน์มากทีเดียว

ขอเรียนถามคุณมาลีเพิ่มอีกนิด..นะครับ จริงหรือไม่ครับ? จิตใต้สำนึกมนุษย์ นั้นเป็นจิตเดิมแท้ของมนุษย์

แต่เพราะจิตมีสำนึก จึงทำให้เรารู้จักกิเลสทั้งหลาย และเพราะจิตมีสำนึกหรือไม่ที่ดับกิเลส เพื่อกลับไปเป็นจิตเดิมแท้หรือจิตใต้สำนึกอีกครั้ง?

หรือว่า..เป็นความสับสนกันของจิตใต้สำนึก กับ จิตไร้สำนึก (subconciousness vs unconciousness)

ในกรณีที่พระอรหันต์ไม่มีความฝันเหมือนคนทั่วไปนั้น เป็นเพราะการนอนหลับของพระอรหันต์ ไม่เหมือนคนทั่วไป
คือมีสติอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายในเข้าและออก
จึงนอนหลับในลักษณะของการมีสมาธิตลอดเวลา
พระระดับโสดาบัน หรืออะนาคามี ไม่นอนหลับเยี่ยง
พระอรหันต์หรือครับ? ขอขอบคุณล่วงหน้ามาด้วยครับ.

โดย ผ่านมา [5 ก.ย. 2551 , 17:18:53 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 4

ต้องขอทำความเข้าใจคำศัพท์ ระหว่างจิตศาสตร์ กับพุทธศาสตร์ ก่อนนะคะ

ศาสตร์ในทางจิตวิทยาเป็นทฤษฏีของนักคิดชาวตะวันตก ที่ศึกษาถึงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์-สัตว์ อาศัยข้อมูลทางสถิติ งานวิจัย เพื่อใช้อธิบายการคาดคะเนความเป็นไปได้ของความคิดและพฤติกรรมเหล่านั้น บัญญัติศัพท์ทางจิตวิทยามีอยู่มากมาย เช่น สัญชาติเวค จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก จิตกึ่งสำนึก จิตสำนึก จิตเหนือสำนึก ปมเด่น ปมด้อย ฯ ล ฯ

ในเมื่อทฤษฏีทางจิตวิทยา เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และความน่าจะเป็น มิได้เกิดจากการสำรวจเห็นความเป็นไปในการทำงานของจิตตนเองโดยตรง ความน่าเชื่อถือของทฤษฏีต่าง ๆ จึงมีเพียง ๗๕ - ๘๐ % ยังมีความคิดและพฤติกรรมอีกหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ส่วนศาสตร์ในทางพุทธวิทยานั้น เป็นผลจากพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า ที่หยั่งรู้เข้าไปถึงวิถีการทำงานของจิตโดยตรงด้วยพระองค์เอง มิได้อาศัยการคาดคะเนผลการศึกษาของผู้อื่นที่เคยศึกษามาแล้ว และผู้ใดที่ปฏิบัติตามวิธีการที่พระองค์แสดงไว้ ก็จะได้รับผลอย่างเดียวกันเป็นสากล จึงมีความเชื่อถือได้แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขที่ทรงบัญญัติไว้

บัญญัติศัพท์ทางพุทธศาสตร์ เช่น จิต เจตสิก รูป นิพพาน มรรค ผล กิเลส ฯ ล ฯ

การใช้ศัพท์เพื่ออธิบายข้ามระบบของแต่ละศาสตร์ เป็นสิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่ง ส่วนมากมักไม่ได้ความหมายที่แท้ ตามระบบจริง ถึงจะเทียบให้ใกล้เคียงมากที่สุด ก็มิได้หมายความว่าแทนกันได้

เช่นจิตใต้สำนึก อธิบายด้วยคำว่า จิตเดิมแท้ หรือภวังคจิตเป็นต้น

โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:22:53 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 5

ปฏิสนธิจิตเป็นจิตเบื้องต้นของภพนี้ ไม่ใช่จิตเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์ จึงกล่าวไม่ได้ว่าปฏิสนธิจิตคือจิตเดิมแท้

เข้าใจว่า ผู้บัญญัติคำว่า จิตเดิมแท้ คงหมายเอาจิตเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์ ซึ่งไม่มีอยู่จริง คาดคะเน-อนุมานเอาไม่ได้ด้วยความสืบต่อที่หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้นั่นเอง

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า เดิมจิตนั้นผ่องใส(ประภัสสร) แต่ถูกอุปกิเลสเข้าครอบงำ จึงทำให้จิตเศร้าหมองไป....

ได้มีการนำพุทธภาษิตนี้มาตีความเพื่อให้เข้ากับลัทธิตนแล้วอธิบายในลักษณะที่ว่า มีจิตเดิมที่เกิดก่อนอยู่ดวงหนึ่ง ไม่ดีไม่ชั่ว ต่อมาจิตดวงนั้นแหละถูกสิ่งแวดล้อมมีกิเลสเป็นต้น มาเจือปนทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ เกิดความทุกข์

เข้าใจว่าจิตเที่ยง คล้ายเป็นวัตถุธาตุประเภทหนึ่งที่สามารถใส่ข้อมูลใด ๆ ลงไปก็ได้ ใส่กิเลสลงไปจิตก็มีกิเลส ใส่ข้อมูลที่เป็นความดีความสุข จิตนั้นก็ดีด้วย วันดีคืนดีหากสามารถเอาข้อมูลที่เป็นกิเลสออกได้ ก็จะกลับไปเป็นจิตดวงเดิมที่ไม่มีข้อมูลอันเป็นกิเลสปะปนอยู่ ได้พบความสุขอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกกิเลสครอบงำไปเสียนาน

ความเห็นผิด ความเชื่อดังกล่าวมีสภาพตรงข้ามกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสรู้โดยแท้

จิตเดิมแท้ในทางพุทธนั้น...ไม่มี... ลักษณะธรรมชาติของจิตนั้นมีการ เกิด- ดับ หาเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ ดับไปแล้วไม่หวนกลับมาเกิดอีก แต่การดับของจิตดวงหนึ่งเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น จิตดวงใหม่ไม่ใช่จิตดวงเดิมที่เคยเกิดมาแล้ว

หากถามว่าเปลวเทียนที่ดับไปแล้ว ไปสู่ทิศใด...ไม่ได้ไปสู่ทิศใดทั้งสิ้น...เปลวเทียนที่จุดขึ้นใหม่ เป็นเปลวเดิมหรือไม่...ไม่ใช่เปลวเดิม... ถึงแม้จะมีคุณสมบัติร้อน เผาไหม้ได้เหมือนกัน ชื่อว่าเปลวไฟเหมือนกัน แต่เป็นเปลวไฟชุดใหม่ ไม่ใช่เปลวเดิมที่ดับไปแล้ว มาเกิดซ้ำใหม่

จิตก็เช่นเดียวกัน จิตดวงใหม่เกิดขึ้นได้เพราะความดับไปของจิตก่อนหน้า เมื่อได้ปัจจัยที่เหมาะสม(อารมณ์) จิต(ดวงใหม่) จึงเกิดขึ้น ไม่ใช่จิตดวงเดิมที่เดินทางไปเกิดทางโน้นที มาเกิดทางนี้ทีตามใจปรารถนา

และมิใช่ว่า พอเบื่อชีวิตที่ไม่สมความปรารถนาขึ้นมา ก็หาทางดับกิเลส เพื่อกลับไปหาจิตเดิมแท้ที่ยังไม่มีกิเลส เพื่อหากิเลสชนิดใหม่ใส่เข้าไปแทน กลายเป็นว่าจิตเที่ยง ไม่มีวันตาย สามารถลบ-เพิ่มข้อมูลได้ไม่จำกัด ถ้ารู้ที่อยู่ของจิตเดิมแท้ได้ ซึ่งเป็นความเห็นผิดความเข้าใจผิด ที่พบได้จากบุคคลทั่วไปในโลกนี้

โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:29:09 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 6

จริงหรือไม่ครับ? จิตใต้สำนึกมนุษย์ นั้นเป็นจิตเดิมแท้ของมนุษย์

....ไม่จริง.....ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.....

แต่เพราะจิตมีสำนึก จึงทำให้เรารู้จักกิเลสทั้งหลาย

...ไม่แน่....(มีโอกาสเพียง ๕ % )...

แต่ถ้าเปลี่ยนคำว่า จิตมีสำนึก เป็นคำว่า จิตที่มีสติสัมปชัญญะและความเพียร ในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามพุทธบัญญัติ จึงทำให้เรารู้จักกิเลสทั้งหลาย เช่นนี้

....มีโอกาสเป็นไปได้ ๙๕ %

และเพราะจิตมีสำนึกหรือไม่ที่ดับกิเลส เพื่อ กลับไปเป็นจิตเดิมแท้หรือจิตใต้สำนึกอีกครั้ง?

....ไม่ใช่.....ในชีวิตประจำวันของเรา มิใช่ว่าจะเกิดจิตสำนึกได้ตลอดเวลา ขณะจิตขึ้นวิถีเท่านั้น จึงชื่อว่าจิตสำนึก จิตสำนึกมีอยู่มากมาย ทำให้เราสามารถทำงานเลี้ยงชีพ โต้ตอบ นึกคิดในเหตุผลได้ เกิดทั้งในขณะทำดีก็ได้ ขณะทำชั่วก็ได้

ขออนุญาตเปลี่ยนคำว่าจิตมีสำนึก เป็นคำว่าการมีสติ-สัมปชัญญะ-ความเพียรที่เกิดร่วมกับมหากุศลญาณสัมปยุตจิต จึงจะระลึกได้ แยกแยะได้ว่าสภาพธรรมใดเป็นกิเลส หรือสภาพธรรมใดเป็นกุศล และสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่

กิเลสเป็นตัวปรุงแต่งจิตประเภทหนึ่ง (ในอกุศลสังคหะ ๙ กอง) กิเลสมี ๑๐ อย่าง เกิดร่วมกับอกุศลจิต อกุศลจิตนั้นเศร้าหมองไปด้วยอำนาจ ลักขณาทิจตุกะของกิเลสแต่ละตัว กิเลสเองนอกจากตัวเองเศร้าหมองแล้ว ยังทำจิตให้เศร้าหมองด้วย และเป็นอารมณ์แห่งความเศร้าหมองได้ด้วย

การดับของกิเลสมี ๒ ลักษณะ คือดับแบบกำเริบได้ และดับแบบไม่กำเริบอีกเลย

ทาน ศีล ภาวนา(บางอย่าง) ช่วยดับกิเลสได้ชั่วคราวในขณะทำ หลังทำแล้วกิเลสกำเริบได้ตามสมควร

ผู้ปฏิบัติจนผ่านวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ ขั้น จึงจะดับกิเลสบางตัวได้เด็ดขาด โดยกิเลสนั้นไม่กำเริบอีกเลย เช่น ความสงสัยในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่ามีจริงไหม บาป-บุญมีจริงไหม เป็นต้น เช่นนี้ไม่สงสัยอีกแล้ว เชื่อแน่ว่ามีจริง ๑๐๐ %

มัคคะจิตเท่านั้นที่ดับกิเลสแบบไม่กำเริบอีก การดับกิเลสมิใช่เพื่อการกลับไปเป็นจิตเดิมแท้หรือจิตใต้สำนึก แต่มีจุดประสงค์เพื่อความไม่เกิดของชีวิต (ไม่ต้องมีทั้งจิตและกายอันเป็นที่ตั้งของทุกข์นั่นเอง)เพราะกิเลสทำให้มีชีวิต การมีชีวิตเป็นทุกข์ใหญ่หลวง ความไม่มีชีวิตคือไม่เกิดในภพภูมิใด ๆ เลยใน ๓๑ ภูมิ เป็นสันติสุขยิ่งนัก

โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:38:40 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 7

หรือว่า..เป็นความสับสนกันของจิตใต้สำนึก กับ จิตไร้สำนึก
(subconciousness vs unconciousness)

ตัวจิตเองเกิด-ดับตามปัจจัยที่เหมาะสม ไม่สับสนกันหรอกนะคะ ที่สับสนคือความคิดของเรามากกว่า การไม่เข้าใจสภาพธรรมทั้งในตน และในผู้อื่นอย่างแท้จริง จึงสับสน สงสัย มีปัญญาอยู่บ้างก็ไม่แหลมพอที่ใช้ตัดสินสภาพธรรมที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเหล่านั้น~

ในกรณีที่พระอรหันต์ไม่มีความฝันเหมือนคนทั่วไปนั้น .......ไม่นอนหลับเยี่ยง พระอรหันต์หรือครับ?

การที่พระอรหันต์ไม่ฝันแล้ว เพราะสติของท่านมีปกติครองใจอยู่ กิเลสไม่อาจรบกวนจิตให้ไข้วเขวได้ เป็นการหลับด้วยกระแสภวังค์ที่เกิด-ดับอย่างต่อเนื่อง ไม่ถึงการขึ้นวิถี แม้วิถีฝันก็ไม่มี

ปุถุชนและพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๓ มิได้มีสติคุ้มครองใจอยู่เป็นปกติเหมือนพระอรหันต์ จึงยังฝันได้ เพราะยังมีกิเลสอุปการะอยู่ ด้วยอำนาจอารัมมณบ้าง เหตุบ้าง เป็นที่อาศัยให้บ้างเป็นต้น กระแสภวังค์มิได้ต่อเนื่องกันตลอด แต่เป็นการเกิด-ดับของกระแสภวังค์ สลับกับการเกิด-ดับขึ้นวิถีของจิต(วิถีฝัน)


โดย มาลี [5 ก.ย. 2551 , 17:42:56 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 8

สาธุ... สาธุ...สาธุ
ขอบคุณ..คุณมาลีอย่างยิ่ง ครับ

โดย ผ่านมาอีก [5 ก.ย. 2551 , 17:45:24 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 9

กลับมาถามอีกใน เรื่องการปฏิบัติธรรมนะครับ ที่ว่าให้รู้จักจิตมีโมหะ คำว่ารู้จักนี้มีความหมายแค่ไหมครับ

โดย ผ่านมา [5 ก.ย. 2551 , 18:26:03 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )


  สลักธรรม 10

สวัสดีครับคุณผ่านมา อนุโมทนาในความเพียรหาความรู้นะครับ ที่ถามมานั้นก่อนอื่น ขอให้เข้าใจก่อนนะครับว่า อกุศลจิต มี ๓ ประเภทใหญ่ๆครับคือ..

โลภมูลจิต เป็นจิตที่ประกอบไปด้วยความต้องการ ยิดดี อยากได้

โทสมูลจิตเป็นจิตที่หยาบกระด้าง ประทุษร้าย ไม่พอใจ ไม่สบายใจ หรือความขุ่นมัวใจแม้เพียงเล็กน้อย แม้จะยังไม่ถึงจะโกรธที่รุนแรง ก็จัดเป็นลักษณะของโทสมูลจิต

โมหมูลจิตคืออกุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยโลภะและโทสะ ดังนั้นโมหมูลจิตนี้จึงเป็นอกุศลธรรมที่รู้ได้ยาก เพราะไม่เหมือนขณะที่จิตเป็นโลภะและโทสะ

เช่นขณะที่เราดูหนังฟังเพลง หรือได้ทานอาหารอร่อยๆ ก็สามารถตอบได้ว่าขณะนั้นเป็นโลภด้วยเพราะจิตที่กำลังติด กำลังต้องการ กำลังชอบอาหาร หรือขณะไม่ชอบ ไม่สบายใจ หรือโกรธก็รู้ได้

แต่ลักษณะของโมหะที่จะสังเกตได้โดยตำราว่า..ขณะใดไม่มีโลภะไม่มีโทสะ ขณะนั้นก็เป็นโมหมูลจิต เช่น ขณะที่คิดอะไรไม่ออก เผลอตัวไม่รู้สึกตัว ขณะที่ลืมเป็นต้น ขณะนั้นจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าเพราะว่ากำลังนึกถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏ ขณะนั้นเป็นลักษณะของโมหมูลจิตครับ

ฉะนั้น สติจะระลึกรู้ขณะที่เป็นโมหะได้น้อยกว่าขณะที่เป็นโลภะหรือโทสะ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าในการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานนั้น ไม่ใช่ตั้งใจที่จะไปรู้โมหมูลจิตนะครับ แต่ให้ระลึกรู้สภาพธรรมใดๆก้ได้ที่ปรากฏที่ปัจจุบันอารมณ์ครับ.

โดย พี่เณร [5 ก.ย. 2551 , 18:51:21 น.] ( IP = 58.9.229.156 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org