มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อายุ ไออุ่น และวิญญาณ









อายุ ไออุ่น และวิญญาณ


"อาบแสงแห่งสัจจะประกาศท้าความเหนื่อยยากไม่ยอมแพ้ ดวงใจรวมกันมั่นสร้างสรรค์ความดี " จากเนื้อเพลงนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนได้พยายามฝึกฝนตน กระทำที่ตนให้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ เราก็จะมาพร้มอกันสวดมนต์ไหว้พระทำวัตรเช้า แล้วก็ตั้งใจที่จะรักษาวันเวลาให้ทรงคุณภาพและมีคุณค่า

คำว่าชีวิต คืออะไร? ในพระบาลีกล่าวว่า อายุ ไออุ่น วิญญาณละทิ้งร่างกายไปเมื่อใด เมื่อนั้นร่างกายก็ถูกถอดทิ้งไว้แน่นิ่งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์

คำว่า อายุหมายถึงชีวิต คือทำหน้าที่หล่อเลี้ยงรูปที่เกิดจากกัมมชรูป ส่วนคำว่า ไออุ่น หมายถึงธาตุไฟที่ทำหน้าที่อบรูปให้ควรแก่การงานคือให้พอเหมาะอยู่ได้ ส่วนคำว่า วิญญาณหมายถึงจิตที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ ถ้าไม่มีองค์ทั้ง ๓ คือ อายุ ไออุ่นวิญญาณนี้ก็ถือว่าตาย

แต่ในขณะนี้เรายังมีอายุ มีไออุ่น มีวิญญาณ มารักษาชีวิตของเราให้มานั่งอยู่ตรงนี้ มาทำหน้าที่ที่เราเลือกได้อย่างพอเหมาะพอควรแก่ชีวิต เราจึงจะต้องอาศัยชีวิตนี้สร้างสรรค์ความดีต่อไปด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้า และทำชีวิตให้มีคุณค่าด้วยการศึกษาหาความรู้ที่พระองค์ทรงสั่งสอน โปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ไปได้

ด้วยการรู้ว่าเงื่อนต้นที่ทำให้ชีวิตนั้นต้องเวียนวน และเงื่อนต่อมาที่ทำให้ชีวิตต้องเป็นไปนั้นเป็นอย่างไร ก็คืออวิชชา-ตัณหา เราจะรู้วิธีแก้ปมเงื่อนเหล่าได้ก็ด้วยการศึกษาพระธรรมเพื่อที่จะสามารถเข้าถึง เข้าใจ และเข้าไปสู่เส้นทางสายเอกนั้นได้

จึงขอให้ทุกคนตั้งใจที่จะระลึกนึกถึงชีวิตที่มีอยู่ในวันนี้ว่าองค์ ๓ ที่ทำให้ชีวิตนั้นยังไม่ตาย เราจะอาศัยชีวิตที่มีวันนี้ทั้งวันบ่มเพาะ ปลูกฝัง แล้วสลักชีวิตไว้ด้วยธรรมะต่อไป พร้อมกันนั้นขอให้ทุกคนมองไปที่องค์พระปฏิมาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้วกล่าวคำว่า พุทธํง สรณัง คัจฉามิ ธัมมังสรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [8 ก.ย. 2551 , 11:57:59 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนกล่าวคำอุทิศกุศลให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พร้อมทั้งกล่าวคำอนุโมทนากุศลกับทุกคนด้วยความเคารพ

เมื่อเช้าก่อนที่จะสวดมนต์ก็ได้พูดกับท่านว่า เรามีโอกาสที่ดีก็เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ เพราะพระพุทธพจน์บอกว่า "อายุ ไออุ่น วิญญาณ" ละทิ้งร่างกายไปเมื่อใด เมื่อนั้นร่างกายก็ถูกทอดทิ้งไว้ให้นอนกลิ้งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์

จึงเป็นความโชคดีของเราที่เรายังมีวันนี้อยู่ มีหลายร้อยชีวิตในประเทศไทย มีหลายพันหลายหมื่นชีวิตในโลกที่กำลังจะตายอยู่ในเวลานี้ แต่เรายังมีลมหายใจอยู่เพราะเรายังมีองค์ทั้ง ๓ ที่หล่อเลี้ยงไว้

ถามว่า เราอายุเท่าไหร่? เราก็จะตอบกันเป็นตัวเลขว่ากี่ปีๆ แต่คำว่าอายุในที่นี้คือตัวการที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงรูปที่เกิดจากกรรมให้ดำรงอยู่ เพราะกัมมชรูป ไออุ่นก็หมายถึงธาตุไฟที่มีหน้าที่อบรูปที่ควรแก่งาน เราจะรู้เลยว่า ถ้าเราไปจับคนตายก็จะรู้สึกถึงความเย็นชืดเพราะไม่มีไออุ่นแล้ว ส่วนคำว่าวิญญาณก็หมายถึงจิตทำหน้าที่รู้อารมณ์

ถ้าหากไม่มีองค์ทั้ง ๓ นี้เรา ก็ถือว่าตาย จุติจิตก็เกิดขึ้นแล้วในตอนนั้น เราทุกคนต้องตายแน่แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้ตาย จึงต้องอาศัยชีวิตในขณะที่ยังมีลมหายใจนี้สร้างความดีให้มากๆ เพราะว่าทำดีย่อมต้องได้ดี และในเรื่องนี้ก็มีการปุจฉา-วิสัชชนาว่า ..

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 11:58:31 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 2



ปุจฉา : องค์ประกอบ ๓ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณนี้ อะไรดับก่อน?

วิสัชชนา : ก่อนที่จะอธิบายเรื่องอะไรดับไปก่อนท่านก็ให้ย้อนไปดูที่การเกิด คือเมื่อวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิ(ปฏิสนธิวิญญาณ) ในขณะนั้นก็มีเหตุเข้ามาประชุมกันก็ได้แก่ การสมสู่อยู่ด้วยกัน มีเชื้อสองเชื้อคือเชื้อของเพศพ่อกับไข่ของเพศแม่ และมีสัตว์ตายมาปฏิสนธิทันที

..ตรงนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" เป็นพื้นฐานให้เกิดรูปทั้ง ๓ และเมื่อมีปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นแล้วต่อจากนั้นก็เป็นภวังค์ .. .นทม ชชชชช จุติ/ปฏิสนธิ ภภภ ..(ภวังควิญญาณ)

ก็จะเห็นว่า ถ้าไม่มีปฏิสนธิวิญญาณเป็นพื้นฐานแล้ว ภวังควิญญาณที่เป็นปัจจัยโดยตรงให้รูปทั้งสามเกิดขึ้นมาก็จะไม่มี และในเรื่องของความตายนี้เมื่อนำเอาองค์ประกอบทั้ง ๓ มาวิเคราะห์จะพบว่า อายุหรือชีวิต กับไออุ่นหรือไฟ (อุณหภูมิ) ล้วนเป็นรูป .. ซึ่งรูปนั้นจะทำงานได้ต้องอาศัยวิญญาณมาเป็นปัจจัย

ฉะนั้น เมื่อวิญญาณดับ รูปทั้ง ๒ ก็ดับด้วย เพราะรูปทั้ง ๒ มีวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด สภาพร่างกายหลังตายในพระไตรปิฎกกล่าวว่า เมื่อในร่างกายไม่มีอายุ(ชีวิต) ไออุ่น (ธาตุไฟ) และวิญญาณ เมื่อนั้นร่างกายนี้จะเป็นของหนัก แข็ง ใช้งานไม่ได้ที่เรียกว่าซากศพ

เราจึงเป็นคนโชคดีที่เรายังมีวันนี้อยู่ เรายังมีความพร้อมที่จะรับฟังและเลือกทำ แต่แน่ๆ คือเราทุกคนต้องตาย ตายแล้วก็ต้องเกิด แล้วจะเกิดเป็นอะไร ก็ไปเกิดอยู่ในถนนชีวิต ๖ สายในแหล่งกำเนิดสี่ คือเกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก เกิดเป็นโอปปาติกะ ..ล้วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้น

เราก็ต้องรู้ว่าในเรื่องของภพภูมินั้น ตายแล้วต้องเกิด และเกิดตามอำนาจกรรมของแต่ละคนๆ ที่ได้คติไป ซึ่งตรงนี้ถ้ามีคนมาถามเราว่า เป็นมนุษย์นี้ตายแล้วเกิดเป็นเทวดาได้อย่างไร? เราก็จะมีคำตอบให้เลยว่า เพราะมีอำนาจของหิริ โอตตัปปะ และจาคะสะสมไว้ให้เป็นที่ไปเกิดเป็นเทวดา ..นี่เป็นคำตอบที่เราเรียนมา แต่ก็มีคำปุจฉา-วิสัชชนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกต่อว่า ..

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 11:59:28 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 3



ปุจฉา : มนุษย์ตายแล้วเกิดเป็นเทวดาได้อย่างไร?

วิสัชชนา : สำหรับคำตอบในเรื่องนี้ก็ยกตัวอย่างพระสูตรเรื่อง มัฏฐกุณฑลี มาเล่าให้ฟังว่า มัฏฐกุณฑลีเป็นชายหนุ่มที่มีตุ้มหูเกลี้ยง เพราะมีพ่อเป็นนายช่างทองที่ทำทองลวดลายสวยงามสารพัดไว้ขาย แต่ด้วยความขี้เหนียวมากจึงตีทองเป็นแผ่นบางๆ ทำตุ้มหูให้มัฏฐกุณฑลีใส่เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นลูกของนายช่างทองแต่ไม่มีความวิจิตรบรรจง ทั้งบุญสุนทานก็ไม่ยอมทำเลย เลี้ยงลูกมาด้วยความอดอยากลำบากทั้งมีที่ฐานะที่จะอยู่ดีกินดีได้แต่ก็บีบคั้นตนเองและครอบครัวจนกระทั่งร่างกายของนายมัฏฐกุณฑลีขาดสารอาหาร

พอนายมัฏฐกุณฑลีอายุ ๑๖ ปีก็ป่วยหนักมากเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารที่เรื้อรังและโรคผิวหนังที่มีอดีตกรรมมาร่วมผลักไส ให้เป็น นายช่างทองพ่อของมัฏฐกุณฑลีก็พยายามหายามารักษาก็ไม่หาย รักษาอยู่เองจนกระทั่งอาการหนักมากแล้วแม้จะพาหมอมารักษาก็หมดหนทางรักษา นายช่างทองผู้เป็นพ่อกลัวว่าคนที่มาเยี่ยมไข้จะเห็นสมบัติภายในบ้านจึงนำมัฏฐกุณฑลีออกมานอนรอความตายไว้ที่แคร่นอกบ้าน

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแผ่ข่ายพระญาณแล้วเห็นมัฏฐกุณฑลีในข่ายพระญาณทรงทราบว่า เมื่อพระตถาคตไปเยี่ยมมัฏฐกุณฑลีเมื่อไหร่ มัฏฐกุณฑลีจะมีจิตเลื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้น และความเลื่อมใสนั้นร่วมกับอดีตกรรมฝ่ายกุศลจะส่งผลให้มัฏฐกุณฑลีเกิดได้ที่ดาวดึงส์

( ..ตรงนี้รู้สึกชัดเจนเลยว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่ทรงปกป้องอบายภูมิให้กับทุกคน ด้วยการวางเส้นทางที่ควรดำเนินไว้ให้เราได้ศึกษาและปฏิบัติเพื่อนำตนให้พ้นไปจากอบายภูมิได้ และในสมัยนั้นพระพุทธองค์ทรงมีพุทธกิจเข้าข่ายพระญาณในยามสี่ตรวจดูอัธยาศัยอันอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์เพื่อที่จะไปโปรด

ทุกวันนี้ใครที่กำลังหลับอยู่ก็พยายามฝึกตนเองให้รู้สึกตัวนะว่า ยามนี้ในอดีตกาลอันไกลโพ้นของพระพุทธศาสนาพระบรมไตรโลกนาถของเราใช้เวลานี้ตรวจดูเวไนยสัตว์ สักวันหนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้าพระศรีอาริยเมตไตรย์พระองค์ก็ทำอย่างนี้ เราก็จะได้ต้องมนตราของท่านบ้างคืออยู่ในข่ายพระญาณ ไม่ใช่เมื่อท่านตรวจดูแล้วเรามีแต่ขี้ตาก็ไม่ดีนะ..สำหรับตนเองนั้นได้ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ในเวลาดังกล่าว..)

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:01:00 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 4



รุ่งเช้าในวันนั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงหน้าบ้านนั้น นายมัฏฐกุณฑลีกำลังนอนหันหลังอยู่และไม่กล้าพบหน้าใครด้วยความอายในโรคผิวหนังที่เป็นอยู่ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมายืนหน้าแคร่ที่มัฏฐกุณฑลีนอนป่วยอยู่นั้น พระองค์ทรงทราบว่าแม้จะเรียกอย่างไรมัฏฐกุณฑลีก็ไม่หันกลับมาแน่ๆ จึงทรงเปล่งพระฉัพรรณรังสีออกมาให้เห็นแวบหนึ่งเพื่อให้แสงสะท้อนอ้อมไปเข้าตาทำให้มัฏฐกุนฑลีรู้สึกตัวว่ามีแสงอะไรเกิดขึ้น

ด้วยความสงสัยในแสงสว่างนั้นเขาจึงพลิกตัวกลับมาเห็นพระสิริโฉมของพระพุทธเจ้าที่งดงามและสงบเหลือเกินมาประทับยืนอยู่ตรงแคร่ พระองค์ทรงแย้มพระสรวลให้แล้วกล่าวทักมัฏฐกุณฑลีด้วยพระสุรเสียงที่ล้นปรี่ไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธองค์ทรงมีพระญาณหยั่งรู้ว่าจะนำธรรมะหมวดใดไปสอนใคร มัฏฐกุณฑลีที่กำลังรับทุกขเวทนาอยู่นั้นก็มีจิตที่เลื่อมใสโสมนัส อำนาจของทุกขเวทนาก็ลดลง อำนาจสุขเวทนา(โสมนัส)เกิดขึ้นแทน

ภายหลังจากการฟังธรรมแล้วมัฏฐกุณฑลีก็ระลึกรู้ได้เลยว่าช่างเป็นความวิเศษนัก เกิดความเลื่อมใสและสงบเยือกเย็นแล้วก็ได้คิดว่า บิดาของเขาช่างโง่เหลือเกิน ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ไม่ไกลเลย แล้วบิดาก็ได้ตระเวณขายทองไปจนทั่ว แต่ด้วยความโง่จึงพลาดโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พลาดโอกาสทำบุญ พลาดโอกาสฟังธรรมเหมือนที่เราได้ฟังเดี๋ยวนี้ ..ความเป็นห่วงบิดาก็ได้เกิดขึ้นมาในขณะนั้น

ในขณะนี้มัฏฐกุณฑลีรู้ว่าสมบัติของตนเองที่เป็นตุ้มหูทองนั้นก็ไม่มีแล้ว และก็รู้ตัวว่ามือของตนขยับเขยื้อนไม่ไหว ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำจิตอย่างเดียวเป็นเครื่องบรรณาการถวาย จึงส่งกระแสทางใจน้อมไปยังตุ้มหูนั้นแล้วกำหนดเป็นรูปทางใจทำเป็นแผ่นทองปูรองรับพระบาทถวายพระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใส เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบแล้วว่ามัฏฐกุณฑลีมีจิตที่เลื่อมใสแล้วจึงได้เสด็จหลีกไป มัฏฐกุณฑลีได้มองจนพระพุทธองค์จนลับตาแล้วก็หมดลมไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:01:27 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 5



ตรงนี้ถ้าเป็นอย่างเราก็คงจะอธิบายการไปเกิดในดาวดึงส์ได้แค่ว่า เป็นอำนาจของหิริ โอตตัปปะ จาคะเท่านั้น แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีฌานเข้าไปดูท่านก็จะเห็นความเป็นไปของอาการที่มัฏฐกุณฑลีทำ ซึ่งท่านก็จะวิเคราะห์โดยปฏิจจสมุปบาทมาว่าที่ไปเกิดบนสวรรค์ได้ว่า..

จากเรื่องราวทั้งหมดนั้นมัฏฐกุณฑลีเกิดจักขุวิญญาณเป็นดันดับแรก คือได้เห็นพระพุทธเจ้า จากนั้นก็เกิดมโนวิญญาณคือการนึกคิด

ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าและได้นึกคิดแล้วก็เกิดสุขเวทนา คือรู้สึกเป็นสุข เมื่อรู้สึกเป็นสุขแล้วก็เกิดกรรมภพ คือ การกระทำความดีด้วยการทำจิตตนเลื่อมใสถวายทานที่สำเร็จทางใจเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า ตรงนี้แหละที่เปิดโอกาสให้กุศลชวนะหลั่งไหลมาเกิดขึ้นมากมาย

เมื่อกรรมภพฝ่ายกุศลเกิดขึ้นแล้วอุปปัตติภพฝ่ายกุศล คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เกิดขึ้นตามเป็นวิบากสะสมอยู่ในจิตหรือวิญญาณ

เมื่อวิญญาณดับ(ตาย) อุปปัตติภพที่สะสมวิบากก็ปรุงแต่งให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณที่เป็นกุศล ส่งผลให้มีชาติ คือ การเกิดขึ้นของรูปนาม (ชีวิต)ใหม่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ..นี่คือการจาระไนเรื่องพระสูตรโดยปฏิจจสมุปบาทโดยท่านอาจารย์มนทิพย์

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:01:47 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 6



ที่นำมาเล่าให้ท่านฟังนี้ก็เพื่อให้รู้ว่า ชีวิตไม่ง่ายที่จะจัดวาง แต่ไม่ยากเกินที่จะจัดการ เพราะการที่เราจะเอาชีวิตไปวางไว้ในที่ดีนั้นง่ายไหม? ..ไม่ง่าย การที่เราเรียนรู้เรื่องจิตที่เป็นอกุศล เป็นกุศล เป็นมหัคตะ เป็นโลกุตระแล้วจะจัดวางชีวิตให้เป็นไปตามผังของจิตนั้นทำได้ง่ายไหม? ..ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะจัดการของผู้ที่มีปัญญา

ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายทุกคน เราอยู่ในโลกที่เป็นละครสั้นๆ เท่านั้นเอง เราเล่นละครไปตามบทที่เราเขียนไว้ และเราสามารถเขียนสคริปต์ด้วยการทำกรรมใหม่ได้ แต่มีอีกหลายล้านคนที่เขากำลังเล่นละครโลกคือละครแห่งความฉิบหาย (โลกะ แปลว่า ฉิบหาย, พินาศ) คืออยู่ไปอย่างคนโลกๆ ไม่รู้เลยว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรควรละ อะไรไม่ควรละ อะไรคือสิ่งที่ควรถือและปฏิบัติ

จึงให้มีการสำรวจตัวเองว่า เราเป็นคนกี่เปอร์เซ็นต์ คือศีลทั้งห้าคิดเป็นข้อละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใครมีศีลห้าบริบูรณ์คนนั้นก็จะเป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าขาดไปหนึ่งข้อก็เป็นคนได้เพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากมีศีลได้แค่สามข้อก็เป็นคนได้หกสิบเปอรืเซ็นต์ ถ้าเผื่อมีศีลสองข้อเป็นได้แค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อมีศีลได้ข้อเดียวก็เป็นคนได้แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์

ส่วนผู้ที่ไม่รักษาศีลเลย..ไม่ใช่คน ก็จะเป็นมนุสสเปโต มนุษย์ครึ่งเปรตมีแต่ความโลภ ช่วงชิงผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของตนเอง ก็จะเห็นว่ามีมากมาย เป็นมนุสเดรัจฉาโน ก็คือมนุษย์กึ่งเดรัจฉาน มักหลับไหลลืมหลงเสมอมีเวลาก็หาวตลอด ง่วงนอนตลอด ไม่มีจิตที่จะตื่นขึ้นมารับความจริง มีชีวิตกิน อยู่ ขับถ่ายแล้วก็เสพเมถุนวุ่นกับกามรมณ์

เมื่อเราได้มีโอกาสมาตรงนี้เราจึงต้องสร้างคุณงามความดีเพราะว่าตายแล้วเกิด และต่อไปนี้ก็มีห้องใจภักดิ์รักกุศลที่จะมาอธิบายให้ทุกท่านฟังดังนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:02:04 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 7





ห้องใจภักดิ์รักกุศล


การไม่ยอมรับในเรื่องกรรมและวิบากนั้น ทำให้คนเราต่างพากันวิ่งวุ่น

บ้างเสียดาย..เวลาที่ผ่านไป
บ้างกังวล.....ในอนาคต

ชีวิตจึงต้องระทมทุกข์ตลอดมาและตลอดไป

ดังนั้น เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามา จงต้อนรับปัญหานั้นด้วยความเงียบสงบ เหมือนการนั่งเฉยๆ เมื่อไฟดับ

เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ เราจะมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้นทีละนิด

ในความมืดมนของชีวิต สติปัญญาเท่านั้น สามารถคลี่คลายปมปัญหาและความมืดลงได้

และจงเตือนตนว่า ...

อดีตนั้นผ่านไปแล้ว ..เหมือนความฝัน
อนาคตก็เป็นจินตนาการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ความจริงของชีวิตปรากฏในปัจจุบัน

ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร
๗ กันยายน ๒๕๕๑


โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:03:14 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 8



เพราะคนเราที่ไม่ยอมรับเรื่องกรรมว่าเราต่างมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และไม่รู้ว่าที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้นั้นเป็นสิ่งที่เราได้รับมาล้วนเป็นเรื่องวิบากเก่าของเราทั้งสิ้น เมื่อสัตวโลกส่วนมากไม่เข้าใจและยอมรับในเรื่องกรรมและวิบากจึงต่างพากันวิ่งวุ่นแก้ไขตื่นตระหนกตกใจแล้วก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนไม่มีที่สิ้นสุด และไม่รู้เลยว่าจุดยืนของตนเองนั้นทำไปเพื่ออะไร

บางคนก็เสียดายเวลา เล่าบ่นเพ้อรำพันตัดอาลัยไม่ขาดในสิ่งที่ผ่านมา มักใช้คำว่า รู้อย่างนี้น่าจะ...... รู้อย่างนั้นน่าจะ...... กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้วเพราะไปรู้แต่เรื่องอดีตทั้งสิ้นเลย

รู้อย่างนี้ตั้งใจเรียนดีกว่า ....ก็อ้าว ปัจจุบันนี้กำลังเรียนกันอยู่ก็ตั้งใจเรียนไปสิ
รู้อย่างนี้ขยันดีกว่า ...ก็อ้าว อดีตผ่านไปแล้วปัจจุบันก็ขยันสิ
รู้อย่างนี้เชื่อพระพุทธเจ้าเสียนานแล้ว ....ก็อ้าว ปัจจุบันนี้ยังมีพระพุทธพจน์อยู่ก็เชื่อเสียตั้งแต่วันนี้สิ

บางคนก็กังวลใจไปในอนาคต ถามกันจังว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร? ฉันจะเป็นอย่างไร? ธนาคารจะเป็นอย่างไร? ประเทศจะเป็นอย่างไร? แต่ไม่เคยถามว่า ฉันจะตายแล้วไปไหน? ลืมถามตนเอง ฉะนั้น เราไปกลัวเรื่องนอกตัวหมดเลย

ใช่! เรื่องนอกตัวนั้นมีส่วนทำให้ชีวิตของเรากระเพื่อมไป แต่อย่าลืมว่าแรงกระเพื่อมนั้นมันกระเพื่อมไปกับวิบากของแต่ละคน ขอยกตัวอย่างสมมุติว่าตอนนี้มันมีเรื่องรบราฆ่าฟันตีกัน เราก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:03:39 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 9



แต่ถามว่าทำไมเราต้องเดือดร้อนไปด้วยทั้งที่สัตว์อื่นๆ (สุนัข-แมว)ที่อยู่ในประเทศไม่เห็นจะเดือดร้อนกัน ก็เพราะจิตของสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ไปใส่ใจ ซึ่งที่จริงจิตของสัตว์เหล่านี้มีโมหะมากนะแต่นี่สมมุติให้ฟังเพื่อเน้นที่ "การใส่ใจ" ว่า มันไม่ได้ไปใส่ใจว่าธนาคารจะปิดไหม? น้ำจะท่วมไหม? พวกมันคิดน้อยคิดแค่กินอยู่หลับนอนไปวันๆ

แต่เราคิดมากและคิดไม่ถูก เพราะจริงๆ แล้วเราอาศัยแค่เพียงปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และพอตายไปสมบัติทุกชนิดไม่ว่าจะกี่ร้อยล้านกี่พันล้านกี่หมื่นล้านก็ต้องวางทิ้งไว้แบบไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะอายุ ไออุ่น วิญญาณทอดทิ้งไปเมื่อไหร่ร่างกายก็เหมือนท่อนไม้ เพราะมือแข็งทื่อกำมือไม่ได้แล้ว แบมือไปเปล่าๆ

แต่ถ้าป่วยอยู่แม้จะเป็นอัมพาตก็ยังพยายามที่กระกระดิกนิ้วให้ได้เพื่อที่ทำบางสิ่งที่ต้องการเพราะยังมีความอยากอยู่ หรือเคยชอบนั่นชอบนี่หรือชอบเงินทองพอมีคนมาบอกว่า เดี๋ยวจะมีคนจัดการขายบ้านให้ ก็พยายามพยักหน้ารับให้ได้

เราก็จะเห็นได้เลยว่า จิตของเราเท่านั้นเองที่ทุรนทุรายวุ่นวาย ชีวิตจึงต้องระทมทุกข์ตลอดมาและตลอดไป เพราะไม่เข้าใจเรื่องกรรมและวิบากนั่นเอง แต่ถ้าผู้ใดเข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็จะชลอความวุ่นวายใจ โดยมีการแก้ไข ป้องกัน และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เช่นเราเอาของใส่เซฟไว้ดีแล้ว เปิดห้องหับไว้ดีแล้ว แต่ขโมยมันยังอุตส่าห์งัดเข้าไปแล้วยกไปทั้งเซฟที่หนัก ๆ

นั่นเป็นการป้องกันดีแล้วเพราะไม่ได้เอามาวางไว้ที่หน้าบ้าน แต่ขโมยมันก็ยังเอาไปได้ เราก็ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้วก็ปลงใจว่า ..เออ กรรมมันตามล่า เราเคยเอาของเขามา เราเคยวิ่งราว เคยปล้นของคนอื่นมา เคยทำให้คนเสียทรัพย์มา นี่ถึงเวลาแล้วก็ต้องใช้หนี้ไป

เมื่อนึกอย่างนี้แล้วยังไม่หาย ก็ให้นึกถึงตอนตายที่มือแข็งไขเซฟไม่ได้แล้ว ถึงจะมีของเต็มอัดอยู่ในนั้นก็เปิดไม่ได้แล้ว จึงต้องหัดสูญเสียตั้งแต่ตอนเป็นบ้าง อย่าไปเสียดายมากจนทำให้นอนไม่หลับ แต่กินได้ก็ยังดี ถ้ากินไม่ได้แล้วนอนไม่หลับด้วยก็แย่เลย

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:04:27 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )


  สลักธรรม 10



ดังนั้น เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามา จงต้อนรับปัญหานั้นด้วยความเงียบสงบ อย่ากระต่ายตื่นตูม อย่าร้องแรกแหกกระเฌอ ให้ทำเหมือนกับการนั่งเฉยๆ เมื่อไฟดับ เพราะเวลาที่ไฟดับกระทันหันนั้นสิ่งที่ควรทำคือนั่งนิ่งๆ ก่อน หลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ เราจะมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้นทีละนิด เพราะสายตาของเราปรับระดับกับแสงได้ เมื่อเราหยุดสักนิดนึง.. สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะไม่เกิดปัญญา ..

ในความมืดของชีวิตก็เช่นเดียวกัน สติปัญญาและเท่านั้นที่จะสามารถคลี่คลายปมปัญหาและความมืดลงได้ ก็คือรู้ว่าเป็นกรรม เป็นวิบาก

และจงเตือนตนเองเสมอว่า อดีตนั้นผ่านไปแล้ว ไม่มีจริงแล้วเหมือนความฝัน ถามว่าความฝันเป็นเรื่องจริงไหม? เรื่องไม่จริงแต่ฝันจริง เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่มีความฝันแล้วเพราะจะเรียกว่าฝันได้ต้องอยู่ในขณะฝัน ตื่นขึ้นมาแล้วจึงมีแต่ความจำ

อดีตนั้นผ่านไปแล้ว ..เหมือนความฝัน และอนาคตก็เป็นจินตนาการที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ทั้งอดีตและอนาคตนั้นเรามีสิทธิ์ฝัน แต่ฝันนั้นอาจเป็นฝันกลางฤดูฝนที่ไกลเกินตน เช่น เรามักหวังว่าอนาคตจะโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ให้มีความรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างมีการโปรยหนามโปรยตะปูเพื่อให้เกิดความรู้ว่านี่เป็นวิบากกุศล นี่เป็นวิบากอกุศล ไม่ใช่ฝันว่าโปรยแต่กลีบกุหลายลงไปจนพอกระทบกับเรื่องจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรก็เป็นความโง่ที่เกิดขึ้นได้ที่ไม่รู้ว่านั่นคือวิบากฝ่ายอกุศล

ฉะนั้น จึงต้องปูไว้สองทางเพราะวิบากมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล และความจริงของชีวิตจะปรากฏในปัจจุบันเท่านั้น นี่คือสิ่งที่นำมาให้ทุกท่านในวันนี้ อย่าลืมว่าชีวิตประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ และฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร เป็นฉากที่สอนให้คนค้นพบตัวเอง และเราจะค้นพบตัวเองได้ว่าตัวเองคืออะไร ขณะนี้เรากำลังเรียนตัวเองคือเรียนเรื่องจิตอยู่ กำลังศึกษาความละเอียดละออของความเป็นไปในการทำงานของจิตที่เกี่ยวกับปัจจัย

สิ่งที่สำคัญก็คือ ลองหันไปถามตนเองว่า เราได้ใช้สิ่งที่เราเรียนไปบ้างแล้วหรือยัง? เช่นในขณะที่เราอยู่ตามลำพังก็ถามตนเองว่า ที่เราเรียนเรื่องจิตไปว่ามี อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคคตจิต ๙ และวิบากจิตทั้งหลายนั้น เราเรียนไปแล้วเราได้ใช้หรือยัง? เราใช้แล้วคืออกุศลจิต ๑๒ แล้วก็พยายามลดละเลิกสิ่งเหล่านี้อยู่ และพยายามใช้วันเวลาทำกุศลคือมหากุศล ๘ และพยายามให้เป็นมหากุศลญาณสัมปยุตมาก ส่วนมหัคคตจิตคงไม่ได้ใช้เพราะคิดว่าไปไม่ถึง แล้วมรรคจิตล่ะ ..มรรคจิตคือเป้าหมายที่เราตั้งใจและอธิษฐานอยู่

ตรงวิบากจิตล่ะนอกจากจะรู้ว่า เราเกิดมาจากวิบากแล้วก็ยังมีวิบากที่ส่งผลมาจากกรรม เมื่อกระทบอะไรก็แล้วแต่พยายามกล้ำกลืนไว้ในสิ่งที่บางทีก็ตัดไม่ได้ แต่ห้ามใจไม่ให้กระทำกรรมใหม่ที่ชั่วออกไปได้ ...พวกท่านล่ะเอาแผนผังเหล่านี้ไปพังกิเลสหรือยัง เอาแผนผังเหล่านี้ใช้เพื่อจะมีชีวิตเดินไปลำพังหรือยัง ก็ฝากเป็นอุทาหรณ์สอนใจไว้ว่า วิชชาจรณสัมปันโน วิชาที่เรียนไปจะสำเร็จเป็นส่วนที่ทำให้เราได้ดีก็คือนำไปใช้

ก็ขอพุทธานุภาพแห่งพระพุทธรัตนะ ธรรมนุภาพแห่งพระธรรม สังฆานุภาพแห่งพระสงฆ์อริยะเจ้าทั้งหลาย จงปกป้องน้องพี่อภิบาลทุกคนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีจิตอันมั่นคงอยู่ มีศรัทธาปสาทะ สามารถเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษาเจตนาและการกระทำให้เป็นไปในความพ้นทุกข์ได้ทั่วหน้ากันโดยปราศจากอุปสรรคนานาประการทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ.



โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ย. 2551 , 12:05:06 น.] ( IP = 125.27.173.145 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org