มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตาย




ตาย
โดย หลวงตาแพรเยื่อไม้


เมื่อตอนเช้าเคล้าชื่นระรื่นรส
พอสายหมดลมลับลงดับขันธ์
เมื่อตอนสายได้สนุกสุดสุขครัน
พอบ่ายพลันชีวาตม์ลงขาดรอน
เมื่อตอนบ่ายรายล้อมพร้อมหน้าญาติ
พอเย็นขาดชีวาลงคาหมอน
เมื่อตอนเย็นเล่นสนุกไม่ทุกข์ร้อน
พอค่ำมรณ์ม้วยมิดอนิจจัง


คำกลอนนี้เป็นบันทึกความจำ ซึ่งข้าพเจ้าลืมชื่อผู้เขียนและหนังสือเล่มนั้นเสียแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยมานาน ปรกติข้าพเจ้าเป็นคนลืมเก่ง จนกลายเป็นคนเจริญยากคนหนึ่ง แต่สำหรับสิ่งที่ถูกใจแล้ว ข้าพเจ้าก็ลืมยากเหมือนกัน เช่น คำกลอนที่เขียนไว้ข้างบนนี้

โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:21:10 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ความตายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต มีท่านผู้รู้ได้นิยามชีวิตไว้ว่า
“ชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง ความตายคือที่สุดของความเปลี่ยนแปลง”

เป็นสภาวะหรือธรรมชาติที่ไม่เคยรับฟังคำวิงวอนหรือขู่ตวาดของใครๆ เหมือนตะวันตก ก็คือที่สุดของตะวันออก..... ไม่มีศาสดา ผู้วิเศษคนใดจะใช้อำนาจความวิเศษของตนเปลี่ยนแปลงกฎของธรรมชาติให้โลกมีกลางวันตลอดกาลได้

“ตะวันขึ้นแล้วก็ตก ชีวิตเกิดแล้วก็ตาย” ตะวันขึ้นแล้วก็ตก คนเราได้เห็นจำเจอยู่ทุกวัน ไม่เคยรู้สึกประหลาดใจ ทั้งๆ ที่เห็นว่ากลางวันมีค่ากว่ากลางคืน เราต่างก็มีจิตใจปรกติต่ออาการของดวงตะวันขึ้น – ตก อยู่ทุกวัน การขึ้น – ตกของดวงตะวัน ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเสียใจอย่างไรเลย ส่วนอาการของชีวิตเกิดแล้วก็ตายนี้ เราส่วนมากมิอาจจะรักษาใจให้เป็นปกติได้ เพราะอะไร ?

การที่เราไม่ตกใจ เสียใจ ที่เห็นดวงตะวันตกดินก็น่าจะด้วยเหตุ ๒ ประการ ๑. เห็นทุกวัน ๒. ช่วงเวลาขึ้นตกของตะวันเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ (กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง) การเห็นทุกวันนั้นย่อมทำให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:24:13 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : )


  สลักธรรม 2

หลักสูตรการศึกษาซึ่งมีวิชาการหลายแขนง ก็ล้วนแต่มีความมุ่งหมายที่จะเข้าถึง “ธรรมดา” อันเป็นแก่นแห่งวิชาการนั้นๆ การเรียนจึงต้องอาศัยการทำบ่อยๆ เพื่อให้ใจเข้าง “ธรรมดา” อันเป็นหลักวิชาการแต่ละแขนง พอถึงแก่นแห่งวิชาแล้วก็เกิดเป็นปรกติภาพ คือ สงบ เพราะเห็นหลักธรรมดาแล้วนั่นเอง ฉะนั้น การเห็นบ่อยๆ รู้บ่อยๆ จึงมีประโยชน์มาก

ในอาการของชีวิตเกิดแล้วตายซึ่งเป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็น่าที่คนเราจะรักษาปรกติภาพไว้ได้เพราะมีให้ดูเป็นประจำ เห็นการเกิดการตายกันอยู่เสมอ แต่ก็หาได้รักษาปรกติของจิตใจไว้ได้ไม่ กลับเห็นว่าเป็นเรื่องผิดปรกติ เป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณต่อจิตใจที่สุด

แม้เห็นคนตายที่ห่างออกไป คือคนอื่นที่ไม่รู้จักกันก็อดที่จะเศร้าสลดใจไม่ได้ ซ้ำยิ่งคนใกล้ชิดกับเราด้วยแล้วก็เหมือนกับหัวจิตหัวใจเราได้สลายลงไป การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนเราไม่ยอมคุ้นเคยกับความตาย เหมือนกับคุ้นต่อการตกของดวงตะวัน เห็นว่าความตายเป็นแขกแปลกหน้าอยู่เสมอ แม้แต่การจะพูดถึงมัน หากพูดผิดกาลเทศะก็เหมาว่าเป็นคนปากเสีย เราพยายามนักหนาที่ลืมตายกัน พยายามลืมในสิ่งที่จำต้องประสบ

แต่แล้วผลของการฝึกฝนพยายามเช่นนั้นช่วยอะไรเราได้บ้าง ? เมื่อมรณะสมัยผ่านมาถึงเราจริงๆ ค่าที่เราไม่เคยตระเตรียมรอคอยต้อนรับ ก็ทำให้เราเสียขวัญ ร้องไห้ เอาเถอะ น้ำตาแม้จะเป็นเครื่องหมายแห่งความโง่ที่ไม่ยอมรับรู้ความจริงในธรรมชาติ แต่มันมีความหมายพิเศษแฝงอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นเครื่องวัดเครื่องประมาณความดีของผู้ตาย

โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:26:26 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : )


  สลักธรรม 3

พ่อแม่น้ำตาซึมไหลด้วยความรันทดเมื่อมองเห็นศพลูก เพราะคุณค่าของความเป็นพ่อแม่เป็นลูกนี้ มันมีความหมายลึกซึ้งอย่างยากที่จะช่วยกันกลั้นน้ำตาได้ ในสมัยเช่นนี้ถ้าใครถือว่าใจแข็งปลงตก บางทีก็เสียคน ถูกหาว่าเป็นคนใจดำ

ฉะนั้นน้ำตาแม้จะเป็นเครื่องหมายแห่งความโง่ แต่การร้องไห้ก็ไม่ใช่ความผิด ถ้าเป็นไปได้ การไม่ยอมร้องไห้ด้วยอำนาจที่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเห็นตะวันตกดิน แม้คนจะประณามว่าใจดำ ก็ยังมีความปลอดภัยมากกว่าร้องไห้เพราะความโง่ คนฉลาด เห็นการตายเป็นการสูญเสียครั้งเดียว แต่คนโง่ต้องสูญเสียร่ำไป เหมือนคำของปราชญ์ที่ว่า

“คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง”

พระพุทธเจ้าสงสารพวกเรา เกรงว่าพวกเราจะตายซ้ำตายซากกัน แล้วก็ต้องทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงสอนให้หมั่นนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อให้คุ้นกับความตายจะได้รักษาใจให้เป็นปกติเมื่อความตายมาถึง โดยให้เจริญ “มรณัสสติกรรมฐาน”

พวกเราอย่าพยายามลืมตายกันเลย จงแบ่งเวลาในวันหนึ่งรำลึกถึงความตายด้วยความมุ่งหมายดังพระพุทธเจ้าตรัสไว้บ้าง จะได้สร่างเมาและใช้ชีวิตให้มีค่า หาไม่แล้วเมื่อลูกตาย เมียตาย พ่อตาย แม่ตาย ฯลฯ ก็จะเฝ้าแต่ฝังตัวเองอยู่ในความเศร้า

โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:29:06 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : )


  สลักธรรม 4

เหมือนเรื่องราว เคยมีคหบดีผู้หนึ่ง เมื่อบุตรชายตายนำไปฝังที่สุสาน ทุกเวลาสายัณห์เย็น จะต้องมานั่งร้องไห้รำพรรณที่ศพลูก จนไม่มีเวลาจะพบสายลมแสงแดดที่น่าพิสมัยของโลกได้

วันหนึ่งเมื่อจากบ้านมาถึงสุสานยังไม่ทันร้องไห้ เหลือบตาเห็นเด็กคนหนึ่งมาชิงร้องไห้ก่อน ก็เลยลืมคิดที่จะร้องแข่งกับเด็ก จึงเข้าไปถามเด็กว่าร้องไห้ทำไม

เด็กคนนั้นตอบว่า “ฉันต่อเรือนรถไว้อย่างสวยงามแต่ยังขาดล้อ ที่ร้องไห้ก็เพราะปรารถนาจะได้ล้อรถ” คหบดีจึงถามว่า “ล้อรถที่ไหนล่ะที่เจ้าอยากได้น่ะ !”

เด็กตอบว่า “เรือนรถที่ต่อไว้นั้นสวยงามมาก จนไม่ควรจะใช้ล้อที่สร้างจากวัตถุของโลกนี้ เห็นสมควรอยู่ก็แต่พระอาทิตย์กับพระจันทร์เท่านั้น ฉันอยากได้พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาทำล้อรถ” คหบดีฟังแล้วก็ประณามเด็กทารกคนนั้นว่า “เจ้านี่จะบ้าหรือ ? ที่มาร้องไห้เอาพระอาทิตย์พระจันทร์ สิ่งนั้นมันสูงเกินนัก ไม่มีใครหรอกจะได้สิ่งที่สูงสุดนั้นมาครองเป็นสิทธิได้”

เด็กนั้นก็ย้อนตอบว่า “ช่างฉันเถอะ ! ถึงฉันจะบ้าบอ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าการบ้าเพราะร้องไห้จะเอาในสิ่งที่สูงถือเอาไม่ได้ก็ยังมองเห็น คงจะบ้าน้อยกว่าคนที่ร้องไห้จะเอาในสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ร้องไห้จะให้คนที่รักซึ่งตายไปกลับฟื้นขึ้นมา”

คหบดีได้คิด นับแต่นั้นก็เลิกมาป่าช้า เลิกฝังชีวิตไว้กับความเศร้าที่เปล่าประโยชน์ ทำไมหนอ เราจึงจะได้คิดกันอย่างท่านคหบดีผู้นี้บ้าง เพราะจะช่วยให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดทุน

“การนึกถึงความตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันธ์อันธการ
ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ”

ฝึกใจให้คุ้นกับความตายเข้าไว้ แล้วจะได้ไม่ต้องตายทั้งเป็น

โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:33:30 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : )


  สลักธรรม 5

อีกประการหนึ่ง การเห็นอาการขึ้นลงของดวงตะวันซึ่งเป็นไปอย่างมีช่วงเวลาสม่ำเสมอ เป็นธรรมชาติที่รักษาใจคนให้เป็นปรกติได้ไม่หวั่นไหวกับการตกของดวงตะวัน และรู้จักการตระเตรียมประกอบกิจการงานให้เหมาะแก่เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น จะทำงานอะไร ต่างก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้

การเคลื่อนคล้อยของดวงตะวันที่คงเส้นคงวา ทำให้คนไม่สู้วิตกกังวลเกิดทุกข์ร้อนอย่างใดๆ ส่วนการเคลื่อนคลานของชีวิตหาได้มีความแน่นอนไม่ ผู้ใหญ่จะต้องตายก่อนเด็ก หรือเด็กจะต้องตายก่อน พ่อแม่จะตายก่อน หรือลูกจะไปก่อน

เพราะอนิมิตฺตมนญฺญษตํ มจฺจานํ อิธชีวิตํ ความตายย่อมไม่มีนิมิตเครื่องหมายบอกให้รู้ได้
เป็นหน้าที่ของคนต่างหากที่ควรจะเตรียมตัวต้อนรับมันเสมอ อย่าให้มันมาถึงโดยที่ไม่เตรียมตัว เดี๋ยวจะต้องจรจากชีวิต เหมือนคนเดินทางที่กะทันหันไม่ทันจะเตรียมจัดเสบียง

ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ผู้อ่านสนใจคำกลอนที่บันทึกไว้แต่ต้นด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คิดถึงความตายอย่างมีสติสัมปชัญญะขึ้นบ้าง

คัดลอกมาจากลานธรรมจักร


โดย ไผ่สีทอง...นำมาฝาก [9 ก.ย. 2551 , 18:36:41 น.] ( IP = 58.9.144.41 : : )


  สลักธรรม 6

การมเจริญมรณานุสติ รวมทั้งการทำความดี เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นกับชีวิต

ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำสิ่งดีๆ มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [10 ก.ย. 2551 , 12:51:06 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 7

เป็นเรื่องราวที่สอนให้เจริญมรณานุสสติได้เป็นอย่างดีค่ะ..อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [11 ก.ย. 2551 , 12:03:55 น.] ( IP = 124.121.176.57 : : )


  สลักธรรม 8

เป็นเรื่องที่ดีให้ข้อเตือนใจและแง่คิดในเรื่องของความตายได้ดีเลยค่ะ รวมทั้งมีเรื่องของมัฏฐกุณฑลีมาอยู่ตรงนี้ด้วย ..

ขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2551 , 21:57:17 น.] ( IP = 58.9.96.122 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org