มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มุมมองที่แคบ ทัศนวิสัยที่กว้าง








มุมมองที่แคบ ทัศนวิสัยที่กว้าง


เช้าวันนี้พวกเราได้เริ่มต้นสวดมนต์ทำวัตรเช้าด้วยการตั้งเจตนาก่อนกระทำโดยท่านอาจารย์ได้ย้ำเตือนกับทุกคนถึงการที่จะหมั่นทำความดีให้อยู่คู่กับชีวิตของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยการ"อบ-รม"ชีวิตไว้ในความดีนั้นบ่อยๆ เพราะ อบ = ทำให้ทั่ว รม = ทำให้ติด จึงจะทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากความหมองเศร้าไปได้

และเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนระลึกถึงกุศลที่ได้กระทำไปแล้วนำกุศลนั้นมาแผ่อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญทั่วหน้ากัน ซึ่งเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการสวดมนต์ทำวัตรในเช้าวันนี้

ท่านอาจารย์ได้กล่าวอนุโมทนากุศลกับทุกคนอีกครั้ง แล้วนำเข้าสู่ห้องใจภักดิ์รักกุศลโดยบอกกับทุกคนว่า ท่านได้นำสิ่งละอันพันละน้อยมาฝากไว้ในห้องในภักดิ์รักกุศล ซึ่งหลายคนก็ได้จดไปเพื่อเป็นข้อคิดข้อเตือนใจ ไปปรับพื้นฐานจิตใจและปรุงใจของตนเองให้มีความก้าวหน้ามีความร่มเย็นสืบต่อไป และในวันนี้ได้เขียนไว้ว่า ..





ห้องใจภักดิ์รักกุศล


เราทุกคนต่างตกเป็นเป้านิ่งของวิบากกรรมที่ตามล่าให้ผลลัพธ์อยู่เสมอ..อย่างไม่มีที่หลบซ่อนพ้นได้
ด้วยเพราะกรรมที่ต่างทำมาเองในอดีตชาติ

จึงทำให้ชีวิตตนนั้นระคนเคล้าไปด้วยเรื่องราวทั้งสุขทุกข์
และทำให้เกิดความรู้สึกยินดีพอใจและไม่พอใจเสียใจในเรื่องที่เข้ามาสู่ชีวิตตลอดมา

บางครั้งก็ถูกกล่าวว่าหาความ ทั้งๆที่ตนมิได้ผิด
แต่ทว่ามุมมองที่แคบทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมองไม่สบายใจเกิดขึ้น

แต่เมื่อใดทัศนวิสัยที่กว้างด้วยปัญญาเกิดได้
และรู้ไปถึงผลของอกุศลที่ตนทำไว้ได้ในอดีตกำลังมาก่อกวนชีวิตได้แล้ว

มุมมองที่กว้างนี้เอง จะทำให้เราสามารถยอมรับวิบาก
และสงบใจจากการถูกพาดพิงกล่าวหาได้

เพราะรู้ว่าถึงจะแก้ไขตนอย่างไรก็ไม่สามารถพ้นวิบากกรรมได้
จึงต้องปล่อยให้เวลานำพาวิบากร้ายนั้นให้ผ่านพ้นไป
และมีชีวิตอย่างสุขใจในเส้นทางแห่งปัญญาเท่านั้น คือผู้ชนะใจตนเองได้

บุษกร เมธางกูร

๑๔ กันยายน ๒๕๕๑



โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ก.ย. 2551 , 21:53:17 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1



สิ่งที่กล่าวมาในบทความนี้ล้วนแต่เป็นการพูดถึงเรื่องของวิบากทั้งนั้นเลย ทุกคนที่ก้าวเข้ามายังสถานที่นี้ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งปี สองปี หรือหลายปีแล้ว สิ่งที่เราได้เรียนจนรู้ตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ไม่พ้นไปจากเรื่องกรรมและวิบากเลย

พูดง่ายๆ "กรรม" คือการกระทำ "วิบาก" คือผลของการกระทำ เมื่อเราเป็นผู้กระทำกรรมเอง ก็ย่อมต้องได้รับวิบากนั้นเอง

เมื่อเราเกิดมาทุกคน..จึงแน่นอนว่า เราเป็นเป้านิ่งของวิบาก เพราะเราเสวยวิบากอยู่ตลอดเวลา

ขันธ์ห้าที่นั่งหรือยืนอยู่นี้ก็เป็นผลของกรรม เรียกว่า วิบากขันธ์ เราจึงมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณวรรณะต่างๆ กัน บางคนก็สายตายาว/สายตาสั้น บางคนก็ตาสีดำ/สีน้ำตาล บางคนพออายุมากขึ้นแกล้วตาก็เริ่มเป็นสีน้ำข้าว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปตามอำนาจของกรรม ไม่ว่าจะดำจะขาว จะอ้วนจะผอมจะเชฟบ๊ะหรือเชฟดี ..ต่างก็เป็นวิบากขันธ์ทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:57:04 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้น คำว่า เราจึงเป็นเป้านิ่งของวิบากที่ให้ผลลัพธ์อยู่เสมอ..อย่างไม่มีที่หลบซ่อนได้ คำนี้เราก็พอจะเข้าใจแล้ว แต่จะขอนำเรื่องมาเล่าเสริมว่า เมื่อวานนี้ไม่ได้มาทำงานที่มูลนิธิแต่พักอยู่ที่บ้าน เพราะเป็นหวัดไม่ค่อยสบายและต้องเตรียมตัวไปงานศพในช่วงหัวค่ำ แต่ระหว่างที่พักอยู่กับบ้านนั้นก็ได้ทำงานทางเว็บไซด์และออนไลน์อยู่ ก็มีน้องคนหนึ่งได้เข้ามาคุยด้วยแล้วก็ขอฝากเงินไปร่วมทำบุญในงานศพเมื่อวานนี้ด้วยจำนวนหนึ่งพันบาท ต่อจากนั้นก็ได้คุยกันถึงเรื่องที่ความเจ็บป่วยที่แต่ละคนมี ซึ่งเขาก็บอกว่าเมื่อวานเขาไปตรวจสุขภาพไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลมา

เขาเล่ามาว่า "พี่รู้ไหม กรรมนะเป็นอย่างที่พี่บอกเป๊ะเลย เพราะกรรมมันตามล่าจริงๆ เลย นิดเดียวก็ตามล่าได้"

ถามเขาไปว่า "มันล่ายังไงล่ะ"

เขาบอกว่า ตอนที่พยาบาลแทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือดนั้น เขาได้มองที่มือตัวเองเลย เห็นว่าเข็มมันกระดุ๊กกระดิ๊กไปทางซ้ายทางขวามเพื่อหาเส้นเลือด เพราะหาเส้นยากมาก และก็ต้องเปลี่ยนที่แทงเข็มเพื่อควานหาแส้นไปหลายตำแหน่งจนพยาบาลต้องขอโทษเพราะหาเส้นยากมาก และผนังเส้นเลือดนั้นเหนียวดิ้นหนีตลอด (ซึ่งอาการที่เขาเล่ามานี้ตัวเองก็เป็นเหมือนกันคือหาเส้นเลือดยาก และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถึงกับต้องผ่าเนื้อลงไปเพื่อดึงเส้นเลือดขึ้นมาเจาะ)

และตรงที่น้องเขาต้องเจ็บมากๆ ตรงนี้แหละเขาก็เลยบอกมาว่า กรรมตามล่าเขาเหลือเกิน วิบากมันมาให้ผลแม้จนกระทั่งตอนเจาะเลือดที่ต้องเจ็บมากเลย นี่จึงเป็นตัวอย่างที่บอกว่า หลบซ่อนกรรมไม่ได้ ได้แต่เป็นเป้านิ่งของวิบาก แม้กระทั่งไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ก็ต้องนั่งนิ่งๆ เป็นเป้านิ่งให้ต้องเจ็บ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:57:24 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 3



อำนาจของวิบากที่เกิดขึ้นกับทุกรูปทุกนามนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะทางร่างกาย แต่มันได้เกิดมาทางใจให้เราต้องเร่าร้อนได้ ให้กลุ้มใจได้ ทำให้ชีวิตต้องระคนเคล้าไปด้วยเรื่องราวของสุขทุกข์ ถ้าหากเป็นวิบากกุศลก็จะให้เรื่องราวที่รู้สึกว่า สุข ถ้าเป็นวิบากอกุศลก็จะให้ความรู้สึกว่าทุกข์ แล้ววิบากนี่แหละที่ก่อกวนให้เรารู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ทั้งดีใจไม่ดีใจ ..สิ่งเหล่านี้มีมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวันตาย และไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบไหนที่มาปรากฏทางทวารทั้งหกของเราคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็มีอยู่สองอารมณ์เท่านั้นคือ พอใจกับไม่พอใจ

และในเนื้อเรื่องของวิบากนั้นบางครั้งดูเหมือนว่า "เราไม่ผิดเลย" แต่เราถูกกล่าวหา หรือถูกยัดเยียดความผิด หรือถูกมองผิด

ในขณะที่เราสำรวจว่า เราไม่ผิดเลย นั่นแหละ ..เป็นมุมมองที่แคบ เพราะเรามองแค่ชาตินี้ชาติเดียว

เรามองเพียงพฤติกรรมในวันนี้ เมื่อวาน อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว แต่เราไม่เคยมองไปถึงชาติที่แล้ว ..จึงเรียกว่าเป็นมุมมองที่แคบ

เมื่อมุมมองที่แคบเกิดขึ้น จึงทำให้เราขุ่นมัวเศร้าหมองเสียใจเกิดขึ้นกับคำติฉินนินทาเหล่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:57:43 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 4



แต่เมื่อใดก็แล้วแต่ที่มีทัศนวิสัยที่กว้าง ..ไม่ได้มองเพียงแค่เมื่อวาน อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว แต่มองไปถึงชาติที่แล้วได้ คือมองด้วยปัญญาว่า เราทำมาเอง โดยมีหลักของผลอกุศลกรรมบถมาบอกตนเอง

ซึ่งเมื่อก่อนนี้หลวงพ่อเสือท่านจะให้ลูกศิษย์เขียนผลของอกุศลกรรมบถเป็นการบ้านคนละ ๕๐ จบ กองใส่พานมาถวายท่านแทนธูปเทียนดอกไม้ จนกระทั่งแต่ละคนจำได้ เช่น ๑. การฆ่าสัตว์มีผล ๙ ประการคือ เป็นคนทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่ายฆ่าตนเอง หรือถูกฆ่า โรคภัยเบียดเบียน ความพินาศของบริวาร อายุสั้น เป็นต้น

การกระทำเช่นนี้ก็จะทำให้เราสามารถจำได้และระลึกได้ว่า อ๋อ! ที่เรามีคนเกลียดชังมาก หรือมีผู้ปองร้ายมาก ก็เพราะผลของกาเมสุมิจฉาจาร ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรมบถทั้งสิ้น

เมื่อทัศนวิสัยที่กว้างด้วยปัญญานี้เกิดขึ้นได้ ก็จะรู้ไปถึงผลของอกุศลที่ตนได้ทำไว้ เช่น ขณะนี้เราไม่สบายเป็นหวัด ก็รู้ว่าความทุพพลภาพนี้เป็นผลของอดีตกรรม แต่ฝนที่ตกลงมาไม่ได้ทำให้เราเป็นหวัด แต่อดีตของเราที่เคยเบียดเบียนสัตว์ทรมานสัตว์เอาไว้นั้นมันกำลังให้ผล ส่วนฝนที่ตกลงมานั้นเป็นปัจจัยสนับสนุนเพราะเรากระโหลกบาง

ซึ่งหากเรารู้ได้ว่ากำลังมาก่อกวนชีวิตแล้วเราก็จะมีมุมมองที่กว้าง ใครจะมาพูดอะไร..เราก็มองออกแล้วว่า กรรมในอดีตชาติมันกำลังมาส่งผล หรือพอมีใครมาว่าเรา ก็ อ๋อ! กรรมมันว่า แล้วใครเป็นคนทำกรรม..เราทำมาเอง แต่มันใช้ผู้นั้นหรือเสียงผู้นั้นเป็นทางผ่านเท่านั้นเอง ความสงบใจก็เกิดขึ้นได้ คือสงบใจจากการถูกกล่าวหา ถูกพาดพิงในเนื้อเรื่องต่างๆ นี้ ด้วยการรู้ที่ตน ..เพราะความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตน

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:57:59 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 5



เพราะเรารู้ว่าถึงจะแก้ไขหรือแก้ตัวอย่างไรก็แล้วแต่ก็ไม่สามารถพ้นวิบากนี้ไปได้ พอเรารู้ว่าเป็นวิบากแล้วเราก็จะแก้ไขนิดหน่อย เช่น เราได้พูดแล้ว เราก็ไม่พูดซ้ำสอง ..ซ้ำสาม ..ซ้ำสี่ เพราะเหนื่อย พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย ..อย่างนี้เรียกว่าเราได้พยายามแก้ไขอย่างดีที่สุดแล้ว แล้วยอมรับชะตากรรมคือ ปล่อยให้เวลาพาวิบากร้ายๆ เหล่านั้นให้หมดไป

การแก้ตัวแก้ไขนั้นก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาได้เพราะวิบากนั้นยังให้ผลอยู่ เหมือนกับตอนนี้เราจะขับไล่แสงอาทิตย์ได้ไหม? ไม่ได้ แต่รอสิ..สั กหกโมงเย็น หรือหนึ่งทุ่ม แสงอาทิตย์ก็จะหมดไปแล้ว เวลา..จึงช่วยคลี่คลายทุกๆ อย่าง คือวิบาก แต่ทั้งนี้เราจะต้องแก้ไขก่อนนะคือทำให้ดีที่สุดแล้วก็รอเวลา ด้วยการรู้ว่าวิบากมันยังมีอำนาจอยู่

การให้เวลานำพาวิบากร้ายนั้นให้ผ่านพ้นไป และมีชีวิตอย่างสุขใจในเส้นทางแห่งปัญญาได้ก็ คือผู้ชนะใจตนเอง ฉะนั้น เราจะสุขใจในเส้นทางนั้นก็อยู่ที่ตัวเราเอง หากใครอยากจะสุขใจในเส้นทางก็ต้องเพียรพยายามรักษาใจตนเองให้มีทัศนะวิสัยที่กว้างไกล อย่ามองแบบมุมมองที่แคบเพราะเรารู้แล้วว่าเราเป็นเป้านิ่งของกรรม

ใครอยากมีความสุขใจตลอดเวลาบ้าง ก็ขอให้ทำตามข้าพเจ้าแบบนี้สิ...




ข้าพเจ้าสุขใจในเส้นทาง

ข้าพเจ้าสุขใจไร้หมองหมาง ..... ได้เดินไปบนทางตามที่ฝัน
มีโอกาสช่วยเหลือและแบ่งปัน ..... ทั้งสร้างสรรค์ใจตนให้พ้นภัย

ข้าพเจ้าพบคนต่างกิเลส ..... ก่อภัยเภทล้นหลามตามนิสัย
จึ่งมองดูด้วยความที่เข้าใจ ..... ว่าเป็นภัยเฉพาะตนคนสร้างกรรม

ข้าพเจ้าถูกเหมาเป็นผู้ร้าย ..... เขามาป้ายสีใส่ไม่อิ่มหนำ
ข้าพเจ้าดูสีที่ป้ายทำ ..... รู้เป็นวิบากกรรมสร้างผลงาน

ข้าพเจ้าเข้าใจไม่เอาเรื่อง ..... รู้ว่าเปลืองเวลาในสังสาร
เขาคือเขา เราคือเรา ต่างสันดาน ..... พบแล้วผ่านไม่รั้งผูกฝังใจ

ข้าพเจ้าสงสารผู้พาลนั้น ..... หากผลกรรมตามทันอนาคตสมัย
ต้องเจ็บร้อนเพราะกรรมที่ทำไป ..... คงยิ้มได้แค่ตอนนี้ที่ปัจจุบัน

ข้าพเจ้าพบสิ่งไม่ดีงาม ..... จึงตั้งใจหลีกทรามไม่สังสรรค์
แยกเส้นทางด้วยความรู้เท่าทัน ..... เพื่อไม่พบสิ่งนั้นในชีวี

ข้าพเจ้าสุขใจในเส้นทาง ..... แม้นมีหลุมบ่อบ้างในวิถี
ก็มุ่งมั่นเดินไปด้วยความดี ..... เพราะปลายทางสายนี้แสนงดงาม

ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร
๑๔ กันยายน ๒๕๕๑

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:58:17 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 6



หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้ทบทวนถึงเรื่องที่ได้เสวนาธรรมกันไปในห้องใจภักดิ์รักกุศลครั้งก่อน คือการเวียนว่ายตายเกิดของชีวิตโดยได้นำเรื่องราวของมัฏฐกุณฑลีมาเป็นตัวอย่างของชีวิตที่ตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดา ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เหตุการณ์ตายในกรณีด้วยปฏิจจสมุปบาทไปแล้ว

"อายุ ไออุ่น วิญญาณ" ละทิ้งร่างกายไปเมื่อใด เมื่อนั้นร่างกายก็ถูกทอดทิ้งไว้ให้นอนกลิ้งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ แต่ตอนนี้เราทุกคนยังมีโอกาสสร้างสรรค์ความดี และเมื่อหมั่นทำความดีความดีจะอยู่คู่เรา หลุดพ้นจากความหมองเศร้าที่ทำให้เรามืดมน

ข้อคิดต่างๆ ที่อยู่บนกระดานนี้เป็นสิ่งที่ให้นำไปหมั่นคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ และตัดสินด้วยตนเองว่าเป็นกรรมชนิดไหนที่เราทำมา วิบากชนิดไหนที่กำลังส่งผลมา .. แต่อย่าไปตัดสินผู้อื่น

เมื่ออายุ ไออุ่น และวิญญาณละทิ้งร่างกายของเราไปคือต้องตาย เราก็ต้องไปเกิดแน่นอน ในสัปดาห์นี้ก็ได้ไปหาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมาให้ท่านได้รับรู้อีกสามเรื่องสั้นๆ คือ มนุษย์ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต เกิดเป็นรูปพรหม เกิดเป็นอรูปพรหม

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 21:58:48 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 7



มนุษย์ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต

มนุษย์ทุกคนตายแล้วมีโอกาสไปเกิดเป็นเปรตได้ทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเราเคยเป็นมาแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เราจึงต้องมาเรียนให้รู้เพื่อจะได้ไม่ทำอย่างนั้นอีก

เรื่องก็มีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองสาวัตถี มีนิสัยเกเรชอบชวนเพื่อนไปลงว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำ คนในสมัยนั้นใช้เสื้อผ้าไม่มากเวลาจะอาบน้ำก็จะถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออกมาพาดไว้แบบชุดนอนชุดเที่ยวชุดเดียวกัน พอเพื่อนๆ เล่นน้ำกันเพลินอยู่นั้น ด้วยนิสัยเกเรชอบลามกที่อยู่ในขันธสันดานของเขานั้นก็แสดงอำนาจขึ้น โดยเขาจะแอบขึ้นมาบนฝั่งก่อนแล้วเอาเสื้อผ้าของเพื่อนๆ ไปซ่อน

จากนั้นก็ไปซ่อนตัวแอบดูเพื่อนๆ ที่แก้ผ้าว่ายน้ำให้เห็นชัดๆ ตา เพราะเวลาว่ายเล่นด้วยกันนั้นดูไม่ชัด พอเพื่อนว่ายน้ำเสร็จก็พากันเดินขึ้นฝั่งมาแบบชีเปลือยเที่ยวหาผ้าผ่อน เมื่อเขาเห็นคนอื่นเปลือยกายแล้วมีความสุขสนุกบันเทิงใจ และก็เห็นอะไรไม่สนุกสนานเท่ากับเห็นคนเปลือยกาย

ชายผู้นี้นอกจากจะมีความชอบในธรรมอันลามกนี้แล้วยังมีนิสัยชอบแกล้งผู้อื่นด้วยคือเอาผ้าไปซ่อนด้วย แล้วก็ทำอย่างนี้เป็นอาจิณ โดยพอตกดึกแล้วก็จะเที่ยวย่องแอบดูคนอื่นโป๊ตามช่องตามรูตามรอยแตกด้วยจิตลามกแม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะมีอะไรอยู่ด้านหลังก็ตาม

ครั้นเมื่อถึงคราวตาย ขณะจิตใกล้ตายคือมรณาสันนกาลนั้นก็มีภาพเปลือยกายปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นกรรมนิมิต ซึ่งถูกกับนิสัยของเขามากและก่อให้เกิดความยินดีขึ้น แล้วเขาก็ได้ตายลงในขณะนั้นเลยพอดี ผลที่ภาพคนเปลือยมาปรากฏให้เห็นนี้เมื่อเขาตายแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตเปลือยกายอยู่ข้างทางเดิน

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:01:12 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 8



พอฟังเรื่องนี้แล้วก็รู้เลยว่า เพราะความสนุกจึงทุกข์ถนัด แล้วก็นึกถึงภาพชีวิตของคนในสมัยนี้ที่ชอบนุ่งน้อยห่มน้อย คนที่ชอบโชว์ คนที่ชอบดูโชว์ จึงเป็นผู้ที่มีโอกาสไปเกิดเป็นเปรตเพราะเริ่มปลูกอุปนิสัยจนอีกหน่อยก็กล้าเปลือยกายเดินโชว์ได้ จิตที่มีความใคร่ในสิ่งที่น่าเกลียดนี่จะปลูกสร้างอุปนิสัย ซึ่งใครจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมาปรากฏเป็นกรรมนิมิตให้เราเลือกได้เมื่อไร

ท่านอาจารย์มนต์ทิพย์ได้อธิบายว่า ชายคนนั้นมีกรรมภพ ก็คือ การกระทำกรรมไม่ดีด้วยการเอาเสื้อผ้าของเพื่อนๆ ซ่อน ทำประจำจนเคยชินเรียกว่ามีอกุศลอาจิณกรรมเกิดขึ้นเสมอๆ

อกุศลอาจิณกรรมคือกรรมภพของเขานี้เกิดขึ้นมาจากกามุปาทาน ..กามุปาทานเกิดจากกามตัณหา ..กามตัณหาเกิดมาจากสุขเวทนาคือความรู้สึกเป็นสุข ..สุขเวทนาเกิดมาจากจักขุสัมผัส คือการได้เห็นเพื่อนๆ เปลือยกาย

เมื่อมีกรรมภพก็ย่อมมีอุปปัตติภพ คือ วิบากขันธ์(ผลของกรรม)เกิดขึ้นตกค้างสะสมอยู่ในภวังค์ท้ายวิถี และเมื่อใกล้เวลาใกล้ตาย วิบากขันธ์นั้นก็มาปรากฏเป็นกรรมนิมิตให้เขาได้เห็นก็คือภาพเปลือยนั่นเอง จนกระทั่งมีจุติจิตคือตายลงไป ก็เกิดปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งน้อมเหนี่ยวเอากรรมนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ จึงส่งผลให้เขาไปเกิดเป็นเปรตชีเปลือย

เราก็จะเห็นได้เห็นถึงวงจรของปฏิจจสมุปาทว่าแต่ละสิ่งล้วนมีเหตุมีผลต่อเนื่องกันเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน การที่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่มีตัณหาเป็นตัวผลักดันให้ทำ ส่วนการที่สงบนิ่งแล้วมีสตินี้จะทำให้การกระทำที่ยืดยาวนั้นหยุดลงได้

คนที่ชอบรูปโป๊เปลือยเหล่านี้ทำเพราะมีกามตัณหามาผลักดันเป็นก้นบึ้งของอนุสัย แล้วก็ทำให้เกิดต่อไป แต่ถ้าหากเราเรียนรู้ถึงหิริ-โอตตัปปะแล้วเราก็เกิดการยับยั้งชั่งใจ มีการปรับเปลี่ยนนิสัยแก้ไขความไม่ดีเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะมาผลักดันให้ภวังค์ท้ายวิถีของเรามีคุณสมบัติที่ดีซึ่งเราสามารถเลือกทำได้

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:02:01 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 9



มนุษย์ตายแล้วไปเกิดเป็นรูปพรหม

ในการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเรามีโอกาสไปเกิดได้ทั้งสิ้นตามเหตุตามปัจจัยที่ได้สั่งสมไว้ ต่อไปก็จะเป็นการพูดถึงการไปเกิดเป็นรูปพรหม โดยพระสาวกรูปหนึ่งของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อ สหกะ

พระสหกะนี้เมื่อบวชแล้วท่านได้บำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุรูปฌาน ต่อมาเมื่อคราวที่ท่านจะมรณภาพท่านได้เข้ารูปฌาน คือ ภ น ท มโน บริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฯลฯ ฌ ฌ ภ

เมื่อออกจากรูปฌานแล้วจิตก็ตกสู่ภวังค์ แล้วท่านก็มรณภาพในขณะจิตที่ตกภวังค์นั้นเองด้วยอำนาจของจิตที่มีรูปฌานเป็นอารมณ์ จึงส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็นรูปพรหมอยู่ในพรหมโลก

ผู้ที่เรียนวิถีก็จะมองภาพนี้ออกว่า เมื่อ ฌานจิตจำนวนมากเกิดขึ้นแล้วจนสิ้นสุดวีถี ก็จะมีภวังคจิตเกิดขึ้นในท้ายวิถี ซึ่งในพระสูตรจะพูดถึงเหตุการณ์ตรงนี้ว่า "ต่อจากฌานแล้วจิตก็ตกภวังค์แล้วก็ตายในขณะนั้น" ซึ่งก็ใช่เพราะว่าเมื่อออกจากฌานแล้วก็จะมีภวังค์เกิดขึ้นแล้วมีมรณาสันนวิถีมารับ คือมีวิถีตายมาทำให้สิ้นสุดจากภพชาตินั้น

ซึ่งต้องบอกว่า วิถี ภ น ท มโน บริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฯลฯ ฌ ฌ ภ นี้เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ แต่จะมีมรณาสันวิถีมาเกิดต่อเป็นวิถีสุดท้าย ( ภ น ท มโน บริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฯลฯ ฌ ฌ ภ ภ น ท ม ช ช ช ช ช จุติ / ปฏิ ภ ภ ภ ภ ภ ภ )

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:09:34 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 10



ในขณะที่ท่านเข้าฌานวิถีนั้นเท่ากับท่านกำลังสร้างกรรมนิมิตในมรณาสันนกาล เพราะผู้ที่ได้ฌานนั้นท่านไม่มีนิมิตอย่างอื่นนะนอกจากกรรมนิมิต นี่แหละท่านจึงมาสร้างนิมิตไว้ในวิถีเหล่านี้เป็นอารมณ์เป็นมรณาสันนกาล

ซึ่งตรงนี้ขออธิบายเหมือนกับจะรู้จริงว่า ..ตอนนี้ท่านคงรู้ว่าจิตสงบแล้ว ท่านก็ออกจากฌาน พอออกจากจากก็สิ้นสุดวิถีลงภวังค์แล้วก็ขึ้นมรณาสันนวิถี แล้วก็ไปเกิดเป็นรูปพรหม

(คำว่า มรณภาพนี้ได้ถามท่านอาจารย์มนต์ทิพย์ว่า ทำไมจึงใช้คำว่า เมื่อใกล้มรณภาพนี้กับผู้ที่ไปเกิดเป็นรูปพรหม/อรูปพรหม แต่พอพูดถึงการตายแล้วไปเป็นมนุษย์ทำไมไม่ใช้คำว่ามรณภาพ แต่ใช้คำว่าเมื่อใกล้ตาย ท่านตอบว่า ปริมาณส่วนใหญ่ของผู้ที่ได้ฌานมักอยู่ในเพศนักบวชเพื่อหาสมณธรรม

และที่จะทำให้เกิดความวิเวกสงบนี้ก็ไม่ได้อยู่กลางเมือง แต่อยู่ในป่าทั้งนั้น และผู้ที่จะเข้าป่าได้ก็จะเป็นผู้ออกบวชหรือพระธุดงค์ ฉะนั้น เท่าที่ท่านมองเห็นก็คือพระทั้งนั้นที่ตายไปเกิดเป็นพรหมเป็นอรูปพรหมเพราะมีอุปสรรคในการทำสมณธรรมน้อยมาก การที่จะได้ฌานนั้นก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เลย

อย่างเช่นการทำกสิณลมก็ต้องไปหายอดหลิว ยอดหญ้า ยอดไม้ที่มีระดับอยู่ในสายตาซึ่งก็หาไม่ได้ในเมือง แล้วก็ต้องใช้เวลานานในการที่จะจ้องดูยอดหญ้าที่พลิ้วไปตามลมนั้น ซึ่งต่างจากพวกเราที่พอเข้าปฏิบัติอ้อมน้อยแค่ไม่กี่วันก็คิดฟุ้งซ่านกันแล้วว่า ป่านนี้สามี/ภรรยาจะอยู่อย่างไรคงจะเหงาแล้ว พอคิดอย่างนี้ก็พากันกลับบ้าน แต่พระท่านไม่มีเรือนไม่มีครัว ท่านจึงอยู่ทำอย่างนั้นได้จนมีรูปฌานเกิด)

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:10:24 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org