มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มุมมองที่แคบ ทัศนวิสัยที่กว้าง








มุมมองที่แคบ ทัศนวิสัยที่กว้าง


เช้าวันนี้พวกเราได้เริ่มต้นสวดมนต์ทำวัตรเช้าด้วยการตั้งเจตนาก่อนกระทำโดยท่านอาจารย์ได้ย้ำเตือนกับทุกคนถึงการที่จะหมั่นทำความดีให้อยู่คู่กับชีวิตของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยการ"อบ-รม"ชีวิตไว้ในความดีนั้นบ่อยๆ เพราะ อบ = ทำให้ทั่ว รม = ทำให้ติด จึงจะทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากความหมองเศร้าไปได้

และเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนระลึกถึงกุศลที่ได้กระทำไปแล้วนำกุศลนั้นมาแผ่อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญทั่วหน้ากัน ซึ่งเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการสวดมนต์ทำวัตรในเช้าวันนี้

ท่านอาจารย์ได้กล่าวอนุโมทนากุศลกับทุกคนอีกครั้ง แล้วนำเข้าสู่ห้องใจภักดิ์รักกุศลโดยบอกกับทุกคนว่า ท่านได้นำสิ่งละอันพันละน้อยมาฝากไว้ในห้องในภักดิ์รักกุศล ซึ่งหลายคนก็ได้จดไปเพื่อเป็นข้อคิดข้อเตือนใจ ไปปรับพื้นฐานจิตใจและปรุงใจของตนเองให้มีความก้าวหน้ามีความร่มเย็นสืบต่อไป และในวันนี้ได้เขียนไว้ว่า ..





ห้องใจภักดิ์รักกุศล


เราทุกคนต่างตกเป็นเป้านิ่งของวิบากกรรมที่ตามล่าให้ผลลัพธ์อยู่เสมอ..อย่างไม่มีที่หลบซ่อนพ้นได้
ด้วยเพราะกรรมที่ต่างทำมาเองในอดีตชาติ

จึงทำให้ชีวิตตนนั้นระคนเคล้าไปด้วยเรื่องราวทั้งสุขทุกข์
และทำให้เกิดความรู้สึกยินดีพอใจและไม่พอใจเสียใจในเรื่องที่เข้ามาสู่ชีวิตตลอดมา

บางครั้งก็ถูกกล่าวว่าหาความ ทั้งๆที่ตนมิได้ผิด
แต่ทว่ามุมมองที่แคบทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมองไม่สบายใจเกิดขึ้น

แต่เมื่อใดทัศนวิสัยที่กว้างด้วยปัญญาเกิดได้
และรู้ไปถึงผลของอกุศลที่ตนทำไว้ได้ในอดีตกำลังมาก่อกวนชีวิตได้แล้ว

มุมมองที่กว้างนี้เอง จะทำให้เราสามารถยอมรับวิบาก
และสงบใจจากการถูกพาดพิงกล่าวหาได้

เพราะรู้ว่าถึงจะแก้ไขตนอย่างไรก็ไม่สามารถพ้นวิบากกรรมได้
จึงต้องปล่อยให้เวลานำพาวิบากร้ายนั้นให้ผ่านพ้นไป
และมีชีวิตอย่างสุขใจในเส้นทางแห่งปัญญาเท่านั้น คือผู้ชนะใจตนเองได้

บุษกร เมธางกูร

๑๔ กันยายน ๒๕๕๑



โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ก.ย. 2551 , 21:53:17 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11



โดยการวิจัยด้วยปฏิจจสมุปบาทบอกไว้ว่า พระสหกะนี้เกิดปุญญาภิสังขารคือเจตนาในการทำรูปฌาน แล้วเจตนานี้ก็ปรุงแต่งให้มโนวิญญาณคือการรับรู้ทางใจเกิดขึ้นหมายถึงมีการรับรู้รูปฌานจิต

ครั้นเกิดมโนวิญญาณแล้วก็เกิดสุขเวทนา จากสุขเวทนาก็เกิดภวตัณหาคือความอยากเกิดในรูปภพ และก็เกิดทิฏฐุปาทานคือความยึดมั่นในทิฏฐิ เกิดทิฏฐุปาทานแล้วก็เกิดสีลัพพตุปาทานคือความยึดมั่นในสีลพรต และยังเกิดอัตตวาทุปาทานคือความยึดมั่นในเรื่องอัตตา

ความยึดมั่นดังกล่าวนั้นแม้จิตจะตกภวังค์แล้วก็ยังเกิดอยู่โดยการยึดมั่นในอารมณ์ของรูปฌาน (ภ น ท มโน บริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฯลฯ ฌ ฌ ภ ภ น ท ม ช ช ช ช ช จุติ / ปฏิ ภ ภ ภ ภ ภ ภ) และก็ส่งผลให้ปฏิสนธิวิญญาณในรูปภพ จึงมีชาติคือการเกิดนามรูป(ชีวิต) ใหม่ในรูปภพเป็นรูปพรหม

เราก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องของกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต และคตินิมิตจากแผนผังของจิตว่า

กลุ่มของอกุศลจิต ๑๒ และมหากุศลจิต ๘ เป็นกลุ่มสุ่มเสี่ยง
กลุ่มของมหัคตกุศลจิต ๙ เป็นกลุ่มสร้างเสก
กลุ่มของมรรคจิต ๘ คือกลุ่มสว่าง-สงบ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:10:42 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 12



กลุ่มสุ่มเสี่ยง คือ กลุ่มของพวกเราผู้เป็นสัตว์ในกามภูมิทั้งหลาย เพราะยังเลือกอารมณ์ใกล้ตายไม่ได้ แล้วเราก็ต้องสุ่มมาว่าเราจะติดอยู่ในกรรมไหน ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีในกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอามณ์ และคตินิมิตอารมณ์

ดังนั้นกรรมที่เราทำไว้ในอกุศลและมหากุศลที่เราเคยชินก็มีสิทธิ์ที่จะมาปรากฏได้ทั้งหมดเพื่อให้เราสุ่ม แล้วอะไรล่ะจะแหลมเปี๊ยบมาปรากฏในมรณาสันนกาลนี้ แล้วทั้งฝ่ายดีและไม่ดีก็จะมีทั้งดีชั่วเองหรือมีอุปกรณ์กรรมทั้งดีชั่วนั้นมาให้เห็น เช่น ถ้าหากเป็นคนที่ชอบฆ่าก็อาจเห็นดาบมาปรากฏ

อารมณ์ทั้งสามนี้ก็เหมือนปลามาที่มาปรากฏตอนที่เราโยนขนมปังลงไปในน้ำ ฝูงปลาก็จะพากันมาหนาแน่นชุลมุนแล้วก็หน้าตาเหมือนๆ กัน นานๆ ครั้งที่โยนขนมปังลงไปแล้วจะมีปลาสีเผือกว่ายเข้ามาตัวนึง เราก็จะเห็นชัด หรือใครที่เถียงว่าปลาหน้าไม่เหมือนกันเพราะมีลักยิ้ม ..ก็นั่นแหละที่เมื่อใดเราเห็นปลาเผือกหรือลักยิ้มของปลาได้ นั่นก็คืออารมณ์หนึ่งในสามที่มาปรากฏ

เราจึงเป็นกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงมากๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอารมณ์อะไรตอนใกล้ตาย ตรงนี้แหละที่บอกว่า พระก็ช่วยลื้อไม่ได้ เพราะทำมาเอง เราจึงต้องหัดเป็นคนอารมณ์ดี มีน้ำใจ แล้วก็หลีกชีวิตจากภัยตนเองมาอยู่ตรงมหากุศลจิตเสียโดยต้องอาศัยจิตกลุ่มนี้ในประเภทที่ประกอบไปด้วยปัญญา แม้ว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์สุ่มเสี่ยงแต่ปริมาณที่มากกว่าของกุศลย่อมมีอำนาจมากกว่าอกุศล ในเวลาที่ใกล้ตายเราก็จะตายแล้วไปสู่สุคติ

กลุ่มสร้างเสก คือ กลุ่มของผู้ได้มหัคตกุศลจิตที่สร้างอารมณ์ใกล้ตายให้ตนเองได้ ซึ่งท่านอาจารย์มนต์ทิพย์ จึงให้เน้นการทำฌานวิถี(เข้าฌาน)ของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นพรหมตรงนี้ว่า เป็นการสร้างกรรมนิมิต เพราะเป็นผู้ที่สร้างได้แล้ว และมีกรรมนิมิตปรากฏได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นเองที่เกิดขึ้นแล้วก็สร้างได้ด้วย เมื่อสร้างได้ดีแล้วถามว่าจะได้ไปดีไหม?...ได้ไปดี

ท่านเหล่านี้จึงมีที่หมายแน่นอนตามองค์ฌาน แต่ก็ยังมีเยื่อใยมาจากอวิชชา ไม่ว่าจะไปมีความสุขอยู่ที่ภพภูมิไหนนานเท่าใด ทุกอย่างก็มีขอบเขตจำกัด คือต้องตายแน่นอน

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:03 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 13



กลุ่มสว่าง-สงบ คือ กลุ่มของพระอริยะบุคคลผู้หมดจากกรรม

พระโสดาปัตติมรรค/ผล ท่านสงบจากอบายภูมิเพราะมีความสว่างขึ้นมาทำลายสังโยชน์ได้ ๓ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตปรามาส) แล้ว

พระสกกทาคามิมรรค/ผล ท่านสงบแล้วจากการเกิดเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง คือจะเกิดเป็นมนุษย์อีกก้อย่างมากเพียงครั้งเดียว และมนุษย์ครั้งเดียวของท่านนั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างเราด้วย เพราะท่านเป็นมนุษย์ที่มีตาสามตาคือมีตาปัญญาด้วย คือตาที่รู้ว่าเป็นรูปเป็นนาม รู้ละกิเลส

พระอนาคามิมรรค/ผล ท่านสงบจากกามภูมิไม่มาท่องเที่ยวเกิดอย่างพวกเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา

พระอรหัตตมรรค/ผล ท่านมีแสงสว่างสงบจากขันธ์เลย คือสิ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ก็จะเห็นว่าแผนผังจิตนี้ถ้าหากเราเข้าใจและรู้จักใช้ก็จะเป็นประโยชน์มากในการสร้างความรู้และสนุก พอไปอ่านพระสูตรมาปุ๊บเราก็เอามานั่งเขียนใส่องค์ธรรมว่าอยู่ตรงไหนบ้าง

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:20 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 14



มนุษย์ตายแล้วไปเกิดเป็นอรูปพรหม

จากการวิจัยโดยเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เราก็จะเห็นว่า อวิชชา ปัจจยาสังขาร แค่สองตัวนี้ไม่ใช่เล่นๆ เลย เพราะความโง่ไม่รู้ความจริงนี่แหละเป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดปุญญาภิสังขาร แล้วปุญญาภิสังขารนี้ก็มีบริวารตามมาอีกเป็นขบวนเลยทั้งอุปาทานที่เกิดมาจากตัณหาอันเนื่องมาจากสุขเวทนา

อวิชชาคือความไม่รู้นี้เป็นตัวปัจจัยเข้าไปปรุงแต่งปุญญาภิสังขารคือปรุงแต่งให้ทำดี(มหากุศลจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๕) อปุญญาภิสังขารคือปรุงแต่งให้ทำบาป (อกุศลจิต ๑๒) และยังปรุงแต่งให้เกิดอเนญชาภิสังขาร (อรูปาวจรกุศลจิต ๔) ฉะนั้นทั้งบุญ ทั้งบาป และบุญที่พิเศษก็ยังมาจากอวิชชา

เมื่อทำไปแล้วทุกชีวิตนั้นไม่ว่าจะได้สังขารชนิดไหนมาล้วนต้องตาย แม้กระทั่งได้อรหัตตมรรคก็ยังต้องตาย แต่ตายแล้วไปที่ต่างกัน และในเรื่องของอรูปพรหมนั้นก็มีอยู่ว่า อสิตดาบสได้บรรลุอรูปฌาน อรูปฌานคืออะไร? คำจจำกัดความสั้นๆ ก็คือฌานที่ไม่มีสิ่งที่เป็นรูปเป็นอารมณ์

อสิตดาบสนั้นมีความชำนาญในการเข้า-ออกอรูปฌานมาก เมื่อถึงคราวที่ท่านจะมรณภาพ ท่านก็ได้เข้าอรูปฌาน(สร้างกรรมนิมิต) และเมื่อออกจากอรูปฌานแล้วจิตก็ตกภวังค์ และท่านก็มรณภาพในขณะนั้นเอง

ด้วยอำนาจของวิบากของอรูปฌานจิต ส่งผลให้ถือปฏิสนธิ(เกิดใหม่) เป็นอรูปพรหม คือพรหมที่ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิต(นาม) อยู่ในพรหมโลก

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:43 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 15



ตรงนี้ก็วิเคราะห์ได้ว่า อสิตดาบสเกิดอเนญชาภิสังขาร คือเจตนาในอรูปฌาน แล้วอเนญชาภิสังขารนั้นก็ปรุงแต่งให้เกิดมโนวิญญาณ คือการรับรู้ทางใจ หมายถึงรู้ถึงการมีอรูปฌานจิตเกิดขึ้น ก็รู้อยู่ในอรูปฌานจิตนั้น

ครั้นมโนวิญญาณเกิดแล้วก็เกิดอุเบกขาเวทนา อุเบกขาเวทนาได้เป็นปัจจัยให้เกิดภวตัณหาคือความอยากในอรูปภพ วิภวตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดทิฏฐุปาทานคือความยึดมั่นในทิฏฐิ สีลัพพัตตุปาทานคือความยึดมั่นในสีลพรต และอัตตวาทุปาทานคือความยึดมั่นในอัตตาเกิดติดตามมา

ความยึดมั่นนั้นมีพลังอันรุนแรงเป็นปัจจัยให้แก่จิต แม้จะตกภวังค์แล้วก็ยังมีอำนาจในวิถีต่อไปโดยมีอารมณ์ของอรูปฌานเป็นอารมณ์ เมื่อจุติจิตดับแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิตต่อไป คือ การเกิดของนามใหม่ในอรูปภพเป็นอรูปพรหม

นี่คือสิ่งที่นำมาบอกให้ทราบ และก็จะเห็นว่าเมื่อเราศึกษาแล้วกลับมามองปฏิจจสมุปบาทเพื่อทบทวนก็จะเห็นถึงความน่ากลัวมากมาย ไม่ว่าจะสร้างกรรมได้หรือสร้างกรรมไม่ได้ สู้สงบจากกรรมดีกว่าคือ นำชีวิตไปสู่กลุ่มของผู้สว่าง-สงบด้วยความเพียรพยายาม

ซึ่งก็เข้ากับเรื่องที่นำมาฝากไว้ในห้องใจภักดิ์รักกุศลดังที่อธิบายไปข้างต้นแล้วซึ่งจะขอเน้นว่า บางครั้งเราก็ถูกกล่าวว่าหาความ ทั้งๆที่ตนมิได้ผิดเลย ..การคิดอย่างนี้ต้องใส่วงเล็บต่อท้ายด้วยว่า (ในชาตินี้) เช่นรู้ตัวเองว่า สิ่งเลวร้ายรู้ใจมิใช่ผู้ก่อ (ชาตินี้)

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:12:01 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 16



เราต้องมีคำว่า ชาตินี้ ไว้เตือนตน แต่ชาติที่ผ่านมานั้นเราไม่รู้ แต่ถ้าเราไม่ได้มองว่า เราไม่ได้ทำผิดเฉพาะในชาตินี้ มุมมองของเราก็จะแคบแล้ว โดยเราจะเข้าข้างตัวเอง พอเราเข้าข้างตนเองปุ๊บทั้งทิฏฐิมานะก็จะมาเป็นแถวเลย แล้วเราก็จะโทษผู้อื่นว่า ไม่เข้าใจเรา ไม่เห็นใจเรา ทำเรา

แล้วก็ร้องเพลงว่า ..เมตตาเธอเห็นว่าเธอเคยถูกรัก ควักใจให้แหลกลาญ จึงได้สงสารรับพยาบาลหัวใจให้เธอ เอายากลั่นจากดวงใจเอากายอุ่นคอยปรนเปรอ ด้วยรักเสมอฉันยอมมอบให้เธอทุกยาม ทำไมถึงทำกับฉันได้

หรือบางครั้งเขาก็พูดจนเรารู้สึกคร่ำครวญขึ้นว่า .. ฆ่าฉันตายแล้วความเจ็บเธอจะหายแค้นใจได้หรือ โลกคงระบือร่ำลือว่าเธอแก้แค้นยิ่งใหญ่ ปล่อยคนผิดให้ลอยนวลส่วนฉันสิเธอทำลาย สาสมใจไหม ฉันรักเธอรักเธอเหนือใคร ทำไมถึงทำกับฉันได้

เราก็จะร้องแต่เพลง ทำไมถึงทำกับฉันได้ ทั้งๆ ที่ฉันไม่ผิด ..นี่เป็นการมองในมุมแคบ ดังนั้น ถ้าเรามองในมุมสว่างก็จะพบทางสงบก็คือ เมื่ออารมณ์ขุ่นมัวเหล่านี้เกิดขึ้นเราก็มีทัศนวิสัยที่กว้างไกลว่า ทำไมถึงทำกับฉันได้? อ๋อ อดีตชาติเราทำมาเอง เราเคยหลอกลวงเขา เราก็เลยถูกหลอกลวง เราเคยหักหลังเขา เราก็เลยถูกหักหลัง เราเคยไม่จริงใจกับเขา เขาก็เลยไม่จริงใจกับเรา

ให้เรานำผลของอกุศลกรรมบถ ๑๐ มาเป็นตัวตั้งเป็นโจทย์แล้วก็มองตนเอง เช่น ทุพพลภาพ รูปไม่งาม มีผู้เกลียดชังมาก ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด เหล่านี้เป็นผลของอกุศลทั้งสิ้น แล้วเราก็มีคู่มืออยู่แล้วเมื่อพบกับสิ่งเหล่านี้ปุ๊บเราก็เปิดคู่มือเปิดโฉนดดูว่า เป็นผลมาจากอะไร แล้วเราก็จะร้องอ๋อ ! และสามารถพูดใหม่ได้เลยว่า ทำไมไม่ทำกับฉันอีก วิบากจะได้หมดเร็วๆ แทนที่จะพูดว่า ทำไมถึงทำกับฉันได้

ก็ขอให้ท่านสามารถอยู่เย็นเป็นสุข ทุกข์ร้อนหมดไป มีจิตแก้ไขได้ด้วยสติปัญญา มีชีวิตชีวาด้วยความร่มเย็น นึกเห็นอะไรขอให้เป็นไปเพื่อทางมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน สวัสดีค่ะ



โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:12:22 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )


  สลักธรรม 17

ดูชื่อกระทู้แล้วเร้าใจมากเลยครับ ทำให้ต้องเข้ามารีบอ่านเพื่อจะได้รู้ถึงมุมชีวิตของตนเอง ว่าแคบอยู่ หรือ มีความกว้างมากขึ้นนะครับ

อ่านแล้วก็ตอบตนเองได้ว่า ไม่แน่เลย เพราะในบางอารมณ์นั้นก็สามารถเข้าใจถึงกรรมและวิบากได้ แต่มากอารมณ์ที่คล้อยตามเนื่อเรื่องไปอย่างชนิดน่าหวั่นใจ เพราะมาสำรวจตรวจดูแล้ว ก็จะเห็นความยากในการดำรงตนให้อยู่ด้วยสติปัญญาครับ

แต่โชคดีที่พี่เณรมีวันเวลาที่อยู่ลำพังมากกว่าการอยู่กับผู้คนครับ อาทิตย์หนึ่งจะมีเวลามากถึงสี่ห้าวันที่จะครองกายใจให้สงบ และอาศัยความสงบนั้นสังเกตวิบากที่โคจรเข้ามาได้ดีขึ้นครับ

นี่ละหนาหลวงพ่อท่านจึงเตือนเสมอว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด เพราะเราจะคิดผิดไปมากมายเกินรูปเกินนาม คือเป็นตนเป็นของๆตนไปมากจริงๆ ส่วนเวลาอยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด เพราะเวลาได้พูดส่วนมากอำนาจกิเลสบงการสนิทเลย ทำให้เกินการเพ้อเจ้อได้ง่ายๆเลยครับ

มาอ่านแล้วทบทวนตนก็จะเห็นเงาอดีตที่ผ่านมาว่า เดินทางมาด้วยความไม่รู้จักชีวิตจริงๆมากมายเลยครับ และความไม่รูนี้ทำให้การกระทำผิดพลาดไปครับ นี่ไงจึงเป็นเงาอโศกชีวิตจริงๆเลย

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆ ที่เสียสละเวลาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีมีค่านี้มาลงกระทู้ให้อ่านเตือนใจตนเสมอครับผม.

โดย พี่เณร [15 ก.ย. 2551 , 15:01:48 น.] ( IP = 58.9.142.160 : : )


  สลักธรรม 18

ได้เข้าใจกระบวนการเกิด-ตาย ตาย-เกิด ในภพภูมิทั้งที่คุ้นเคยแต่จำไไม่ได้ และไม่คุ้นเคยที่ยากจะจำได้

ปฏิจจสมุปบาท ในมรณะวิถีเป็นเช่นนี้เองหรือหนอ

กรรม กรรมนิมิต กรรมอารมณ์ ในขณะเปลี่ยนผ่านจากผัสสะ เวทนา ถูกตัณหา ๓, อุปปาทาน ๔ เสียบเข้าเป็นเนื้อเดียว เมื่อถึงกรรมภพจึงเป็นอื่นไปไม่ได้

การมองมุมแคบ เพียงช่วงอารมณ์ต่ออารมณ์ อาจตอบโจทย์ด้านวิบากได้ไม่ดีนัก

ส่วนทัศนวิสัยที่ดีหมายถึง ความสามารถมองเห็นทั้งแนวกว้าง-แนวลึก ได้ตลอดกระบวนการ (จากอดีต ถึงปัจจุบัน) เป็นความรู้สึกชัดเจนที่ลืมไม่ลงจริง ๆ ค่ะ

ชอบมากนะคะ การปล่อยให้เวลานำพาวิบากร้ายนั้นให้ผ่านพ้นไป

แม้จะวางใจลำบาก เพราะเรามีปกติไม่ปล่อย และ รู้สึกเสียหน้าถ้าจะปล่อยให้วิบากร้ายลอยนวลอยู่โดยไม่ทำอะไร....

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ผู้นำเสนอ+สื่อสาร

และขอบพระคุณน้องกิ๊ฟผู้ถ่ายทอดมาให้อ่านค่ะ

โดย herb [15 ก.ย. 2551 , 17:42:51 น.] ( IP = 202.28.181.200 : : 10.7.160.135 )


  สลักธรรม 19

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
มาอ่านแล้ว เสมือนได้เดินไปในวงเวียนอะไรสักอย่าง


เห็นชีวิตที่มีความหลากหลาย และวัฏฏะสังสารที่สืบเนื่อง ทั้งฝ่ายทางต่ำและสูง


แต่ทุกอย่างก็ซ่อนไปด้วยความน่าหวาดหวั่น ที่ยังมีต้นเหตุแห่ง อวิชชา หนุน
และมีความต่อเนื่องด้วยเหตุและปัจจัย ตามปฎิจจสมุปบาท ด้วยคำอธิบายอันปราณีตและชัดเจน


อ่านประเด็นมุมมองแคบ และทัศนวิสัยที่กว้างแล้ว
ทำให้พัฒนาการวางใจได้เป็นอย่างดี ก็หวังว่าจะทำให้ยอมรับต่อวิบากและวางใจให้ถูกตรงขึ้น


เพราะเวลามีมุมมองแคบๆ เกิดทุกข์ โทษ ภัย เสมอๆ

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟเป็นอย่างยิ่งค่ะ


โดย น้องอุ๊ [15 ก.ย. 2551 , 21:02:56 น.] ( IP = 125.24.36.38 : : )


  สลักธรรม 20

การอธิบายการเวียนว่ายตายเกิด ในแง่ของปฎิจจสมุปบาท ทำให้เห็นชัดว่าเพราะอวิชชาทำให้มีการทำบาปหรือทำบุญแบบวัฎฎะ ชีวิตจึงต้องเวียนวนแต่ละชาติ

ดังนั้น การมองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดกับชีวิตทั้งกรรมและวิบากกรรม จึงต้องมองมุมกว้าง มองย้อนไปชาติก่อนๆ ด้วย จะได้วางใจถูกและไม่ทุกข์ใจมาก

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

อนุโมทนากับกุศลกรรมของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [16 ก.ย. 2551 , 15:20:19 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org