| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มุมมองที่แคบ ทัศนวิสัยที่กว้าง
สลักธรรม 11![]()
โดยการวิจัยด้วยปฏิจจสมุปบาทบอกไว้ว่า พระสหกะนี้เกิดปุญญาภิสังขารคือเจตนาในการทำรูปฌาน แล้วเจตนานี้ก็ปรุงแต่งให้มโนวิญญาณคือการรับรู้ทางใจเกิดขึ้นหมายถึงมีการรับรู้รูปฌานจิต
ครั้นเกิดมโนวิญญาณแล้วก็เกิดสุขเวทนา จากสุขเวทนาก็เกิดภวตัณหาคือความอยากเกิดในรูปภพ และก็เกิดทิฏฐุปาทานคือความยึดมั่นในทิฏฐิ เกิดทิฏฐุปาทานแล้วก็เกิดสีลัพพตุปาทานคือความยึดมั่นในสีลพรต และยังเกิดอัตตวาทุปาทานคือความยึดมั่นในเรื่องอัตตา
ความยึดมั่นดังกล่าวนั้นแม้จิตจะตกภวังค์แล้วก็ยังเกิดอยู่โดยการยึดมั่นในอารมณ์ของรูปฌาน (ภ น ท มโน บริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฯลฯ ฌ ฌ ภ ภ น ท ม ช ช ช ช ช จุติ / ปฏิ ภ ภ ภ ภ ภ ภ) และก็ส่งผลให้ปฏิสนธิวิญญาณในรูปภพ จึงมีชาติคือการเกิดนามรูป(ชีวิต) ใหม่ในรูปภพเป็นรูปพรหม
เราก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องของกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต และคตินิมิตจากแผนผังของจิตว่า
กลุ่มของอกุศลจิต ๑๒ และมหากุศลจิต ๘ เป็นกลุ่มสุ่มเสี่ยง
กลุ่มของมหัคตกุศลจิต ๙ เป็นกลุ่มสร้างเสก
กลุ่มของมรรคจิต ๘ คือกลุ่มสว่าง-สงบ
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:10:42 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 12![]()
กลุ่มสุ่มเสี่ยง คือ กลุ่มของพวกเราผู้เป็นสัตว์ในกามภูมิทั้งหลาย เพราะยังเลือกอารมณ์ใกล้ตายไม่ได้ แล้วเราก็ต้องสุ่มมาว่าเราจะติดอยู่ในกรรมไหน ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีในกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอามณ์ และคตินิมิตอารมณ์
ดังนั้นกรรมที่เราทำไว้ในอกุศลและมหากุศลที่เราเคยชินก็มีสิทธิ์ที่จะมาปรากฏได้ทั้งหมดเพื่อให้เราสุ่ม แล้วอะไรล่ะจะแหลมเปี๊ยบมาปรากฏในมรณาสันนกาลนี้ แล้วทั้งฝ่ายดีและไม่ดีก็จะมีทั้งดีชั่วเองหรือมีอุปกรณ์กรรมทั้งดีชั่วนั้นมาให้เห็น เช่น ถ้าหากเป็นคนที่ชอบฆ่าก็อาจเห็นดาบมาปรากฏ
อารมณ์ทั้งสามนี้ก็เหมือนปลามาที่มาปรากฏตอนที่เราโยนขนมปังลงไปในน้ำ ฝูงปลาก็จะพากันมาหนาแน่นชุลมุนแล้วก็หน้าตาเหมือนๆ กัน นานๆ ครั้งที่โยนขนมปังลงไปแล้วจะมีปลาสีเผือกว่ายเข้ามาตัวนึง เราก็จะเห็นชัด หรือใครที่เถียงว่าปลาหน้าไม่เหมือนกันเพราะมีลักยิ้ม ..ก็นั่นแหละที่เมื่อใดเราเห็นปลาเผือกหรือลักยิ้มของปลาได้ นั่นก็คืออารมณ์หนึ่งในสามที่มาปรากฏ
เราจึงเป็นกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงมากๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอารมณ์อะไรตอนใกล้ตาย ตรงนี้แหละที่บอกว่า พระก็ช่วยลื้อไม่ได้ เพราะทำมาเอง เราจึงต้องหัดเป็นคนอารมณ์ดี มีน้ำใจ แล้วก็หลีกชีวิตจากภัยตนเองมาอยู่ตรงมหากุศลจิตเสียโดยต้องอาศัยจิตกลุ่มนี้ในประเภทที่ประกอบไปด้วยปัญญา แม้ว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์สุ่มเสี่ยงแต่ปริมาณที่มากกว่าของกุศลย่อมมีอำนาจมากกว่าอกุศล ในเวลาที่ใกล้ตายเราก็จะตายแล้วไปสู่สุคติ
กลุ่มสร้างเสก คือ กลุ่มของผู้ได้มหัคตกุศลจิตที่สร้างอารมณ์ใกล้ตายให้ตนเองได้ ซึ่งท่านอาจารย์มนต์ทิพย์ จึงให้เน้นการทำฌานวิถี(เข้าฌาน)ของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นพรหมตรงนี้ว่า เป็นการสร้างกรรมนิมิต เพราะเป็นผู้ที่สร้างได้แล้ว และมีกรรมนิมิตปรากฏได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นเองที่เกิดขึ้นแล้วก็สร้างได้ด้วย เมื่อสร้างได้ดีแล้วถามว่าจะได้ไปดีไหม?...ได้ไปดี
ท่านเหล่านี้จึงมีที่หมายแน่นอนตามองค์ฌาน แต่ก็ยังมีเยื่อใยมาจากอวิชชา ไม่ว่าจะไปมีความสุขอยู่ที่ภพภูมิไหนนานเท่าใด ทุกอย่างก็มีขอบเขตจำกัด คือต้องตายแน่นอน
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:03 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 13![]()
กลุ่มสว่าง-สงบ คือ กลุ่มของพระอริยะบุคคลผู้หมดจากกรรม
พระโสดาปัตติมรรค/ผล ท่านสงบจากอบายภูมิเพราะมีความสว่างขึ้นมาทำลายสังโยชน์ได้ ๓ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตปรามาส) แล้ว
พระสกกทาคามิมรรค/ผล ท่านสงบแล้วจากการเกิดเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง คือจะเกิดเป็นมนุษย์อีกก้อย่างมากเพียงครั้งเดียว และมนุษย์ครั้งเดียวของท่านนั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างเราด้วย เพราะท่านเป็นมนุษย์ที่มีตาสามตาคือมีตาปัญญาด้วย คือตาที่รู้ว่าเป็นรูปเป็นนาม รู้ละกิเลส
พระอนาคามิมรรค/ผล ท่านสงบจากกามภูมิไม่มาท่องเที่ยวเกิดอย่างพวกเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา
พระอรหัตตมรรค/ผล ท่านมีแสงสว่างสงบจากขันธ์เลย คือสิ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
ก็จะเห็นว่าแผนผังจิตนี้ถ้าหากเราเข้าใจและรู้จักใช้ก็จะเป็นประโยชน์มากในการสร้างความรู้และสนุก พอไปอ่านพระสูตรมาปุ๊บเราก็เอามานั่งเขียนใส่องค์ธรรมว่าอยู่ตรงไหนบ้าง
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:20 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 14![]()
มนุษย์ตายแล้วไปเกิดเป็นอรูปพรหม
จากการวิจัยโดยเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เราก็จะเห็นว่า อวิชชา ปัจจยาสังขาร แค่สองตัวนี้ไม่ใช่เล่นๆ เลย เพราะความโง่ไม่รู้ความจริงนี่แหละเป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดปุญญาภิสังขาร แล้วปุญญาภิสังขารนี้ก็มีบริวารตามมาอีกเป็นขบวนเลยทั้งอุปาทานที่เกิดมาจากตัณหาอันเนื่องมาจากสุขเวทนา
อวิชชาคือความไม่รู้นี้เป็นตัวปัจจัยเข้าไปปรุงแต่งปุญญาภิสังขารคือปรุงแต่งให้ทำดี(มหากุศลจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๕) อปุญญาภิสังขารคือปรุงแต่งให้ทำบาป (อกุศลจิต ๑๒) และยังปรุงแต่งให้เกิดอเนญชาภิสังขาร (อรูปาวจรกุศลจิต ๔) ฉะนั้นทั้งบุญ ทั้งบาป และบุญที่พิเศษก็ยังมาจากอวิชชา
เมื่อทำไปแล้วทุกชีวิตนั้นไม่ว่าจะได้สังขารชนิดไหนมาล้วนต้องตาย แม้กระทั่งได้อรหัตตมรรคก็ยังต้องตาย แต่ตายแล้วไปที่ต่างกัน และในเรื่องของอรูปพรหมนั้นก็มีอยู่ว่า อสิตดาบสได้บรรลุอรูปฌาน อรูปฌานคืออะไร? คำจจำกัดความสั้นๆ ก็คือฌานที่ไม่มีสิ่งที่เป็นรูปเป็นอารมณ์
อสิตดาบสนั้นมีความชำนาญในการเข้า-ออกอรูปฌานมาก เมื่อถึงคราวที่ท่านจะมรณภาพ ท่านก็ได้เข้าอรูปฌาน(สร้างกรรมนิมิต) และเมื่อออกจากอรูปฌานแล้วจิตก็ตกภวังค์ และท่านก็มรณภาพในขณะนั้นเอง
ด้วยอำนาจของวิบากของอรูปฌานจิต ส่งผลให้ถือปฏิสนธิ(เกิดใหม่) เป็นอรูปพรหม คือพรหมที่ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิต(นาม) อยู่ในพรหมโลก
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:11:43 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 15![]()
ตรงนี้ก็วิเคราะห์ได้ว่า อสิตดาบสเกิดอเนญชาภิสังขาร คือเจตนาในอรูปฌาน แล้วอเนญชาภิสังขารนั้นก็ปรุงแต่งให้เกิดมโนวิญญาณ คือการรับรู้ทางใจ หมายถึงรู้ถึงการมีอรูปฌานจิตเกิดขึ้น ก็รู้อยู่ในอรูปฌานจิตนั้น
ครั้นมโนวิญญาณเกิดแล้วก็เกิดอุเบกขาเวทนา อุเบกขาเวทนาได้เป็นปัจจัยให้เกิดภวตัณหาคือความอยากในอรูปภพ วิภวตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดทิฏฐุปาทานคือความยึดมั่นในทิฏฐิ สีลัพพัตตุปาทานคือความยึดมั่นในสีลพรต และอัตตวาทุปาทานคือความยึดมั่นในอัตตาเกิดติดตามมา
ความยึดมั่นนั้นมีพลังอันรุนแรงเป็นปัจจัยให้แก่จิต แม้จะตกภวังค์แล้วก็ยังมีอำนาจในวิถีต่อไปโดยมีอารมณ์ของอรูปฌานเป็นอารมณ์ เมื่อจุติจิตดับแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิตต่อไป คือ การเกิดของนามใหม่ในอรูปภพเป็นอรูปพรหม
นี่คือสิ่งที่นำมาบอกให้ทราบ และก็จะเห็นว่าเมื่อเราศึกษาแล้วกลับมามองปฏิจจสมุปบาทเพื่อทบทวนก็จะเห็นถึงความน่ากลัวมากมาย ไม่ว่าจะสร้างกรรมได้หรือสร้างกรรมไม่ได้ สู้สงบจากกรรมดีกว่าคือ นำชีวิตไปสู่กลุ่มของผู้สว่าง-สงบด้วยความเพียรพยายาม
ซึ่งก็เข้ากับเรื่องที่นำมาฝากไว้ในห้องใจภักดิ์รักกุศลดังที่อธิบายไปข้างต้นแล้วซึ่งจะขอเน้นว่า บางครั้งเราก็ถูกกล่าวว่าหาความ ทั้งๆที่ตนมิได้ผิดเลย ..การคิดอย่างนี้ต้องใส่วงเล็บต่อท้ายด้วยว่า (ในชาตินี้) เช่นรู้ตัวเองว่า สิ่งเลวร้ายรู้ใจมิใช่ผู้ก่อ (ชาตินี้)
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:12:01 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 16![]()
เราต้องมีคำว่า ชาตินี้ ไว้เตือนตน แต่ชาติที่ผ่านมานั้นเราไม่รู้ แต่ถ้าเราไม่ได้มองว่า เราไม่ได้ทำผิดเฉพาะในชาตินี้ มุมมองของเราก็จะแคบแล้ว โดยเราจะเข้าข้างตัวเอง พอเราเข้าข้างตนเองปุ๊บทั้งทิฏฐิมานะก็จะมาเป็นแถวเลย แล้วเราก็จะโทษผู้อื่นว่า ไม่เข้าใจเรา ไม่เห็นใจเรา ทำเรา
แล้วก็ร้องเพลงว่า ..เมตตาเธอเห็นว่าเธอเคยถูกรัก ควักใจให้แหลกลาญ จึงได้สงสารรับพยาบาลหัวใจให้เธอ เอายากลั่นจากดวงใจเอากายอุ่นคอยปรนเปรอ ด้วยรักเสมอฉันยอมมอบให้เธอทุกยาม ทำไมถึงทำกับฉันได้
หรือบางครั้งเขาก็พูดจนเรารู้สึกคร่ำครวญขึ้นว่า .. ฆ่าฉันตายแล้วความเจ็บเธอจะหายแค้นใจได้หรือ โลกคงระบือร่ำลือว่าเธอแก้แค้นยิ่งใหญ่ ปล่อยคนผิดให้ลอยนวลส่วนฉันสิเธอทำลาย สาสมใจไหม ฉันรักเธอรักเธอเหนือใคร ทำไมถึงทำกับฉันได้
เราก็จะร้องแต่เพลง ทำไมถึงทำกับฉันได้ ทั้งๆ ที่ฉันไม่ผิด ..นี่เป็นการมองในมุมแคบ ดังนั้น ถ้าเรามองในมุมสว่างก็จะพบทางสงบก็คือ เมื่ออารมณ์ขุ่นมัวเหล่านี้เกิดขึ้นเราก็มีทัศนวิสัยที่กว้างไกลว่า ทำไมถึงทำกับฉันได้? อ๋อ อดีตชาติเราทำมาเอง เราเคยหลอกลวงเขา เราก็เลยถูกหลอกลวง เราเคยหักหลังเขา เราก็เลยถูกหักหลัง เราเคยไม่จริงใจกับเขา เขาก็เลยไม่จริงใจกับเรา
ให้เรานำผลของอกุศลกรรมบถ ๑๐ มาเป็นตัวตั้งเป็นโจทย์แล้วก็มองตนเอง เช่น ทุพพลภาพ รูปไม่งาม มีผู้เกลียดชังมาก ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด เหล่านี้เป็นผลของอกุศลทั้งสิ้น แล้วเราก็มีคู่มืออยู่แล้วเมื่อพบกับสิ่งเหล่านี้ปุ๊บเราก็เปิดคู่มือเปิดโฉนดดูว่า เป็นผลมาจากอะไร แล้วเราก็จะร้องอ๋อ ! และสามารถพูดใหม่ได้เลยว่า ทำไมไม่ทำกับฉันอีก วิบากจะได้หมดเร็วๆ แทนที่จะพูดว่า ทำไมถึงทำกับฉันได้
ก็ขอให้ท่านสามารถอยู่เย็นเป็นสุข ทุกข์ร้อนหมดไป มีจิตแก้ไขได้ด้วยสติปัญญา มีชีวิตชีวาด้วยความร่มเย็น นึกเห็นอะไรขอให้เป็นไปเพื่อทางมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน สวัสดีค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2551 , 22:12:22 น.] ( IP = 58.9.95.109 : : )
สลักธรรม 17ดูชื่อกระทู้แล้วเร้าใจมากเลยครับ ทำให้ต้องเข้ามารีบอ่านเพื่อจะได้รู้ถึงมุมชีวิตของตนเอง ว่าแคบอยู่ หรือ มีความกว้างมากขึ้นนะครับ
อ่านแล้วก็ตอบตนเองได้ว่า ไม่แน่เลย เพราะในบางอารมณ์นั้นก็สามารถเข้าใจถึงกรรมและวิบากได้ แต่มากอารมณ์ที่คล้อยตามเนื่อเรื่องไปอย่างชนิดน่าหวั่นใจ เพราะมาสำรวจตรวจดูแล้ว ก็จะเห็นความยากในการดำรงตนให้อยู่ด้วยสติปัญญาครับ
แต่โชคดีที่พี่เณรมีวันเวลาที่อยู่ลำพังมากกว่าการอยู่กับผู้คนครับ อาทิตย์หนึ่งจะมีเวลามากถึงสี่ห้าวันที่จะครองกายใจให้สงบ และอาศัยความสงบนั้นสังเกตวิบากที่โคจรเข้ามาได้ดีขึ้นครับ
นี่ละหนาหลวงพ่อท่านจึงเตือนเสมอว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด เพราะเราจะคิดผิดไปมากมายเกินรูปเกินนาม คือเป็นตนเป็นของๆตนไปมากจริงๆ ส่วนเวลาอยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด เพราะเวลาได้พูดส่วนมากอำนาจกิเลสบงการสนิทเลย ทำให้เกินการเพ้อเจ้อได้ง่ายๆเลยครับ
มาอ่านแล้วทบทวนตนก็จะเห็นเงาอดีตที่ผ่านมาว่า เดินทางมาด้วยความไม่รู้จักชีวิตจริงๆมากมายเลยครับ และความไม่รูนี้ทำให้การกระทำผิดพลาดไปครับ นี่ไงจึงเป็นเงาอโศกชีวิตจริงๆเลย
ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆ ที่เสียสละเวลาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีมีค่านี้มาลงกระทู้ให้อ่านเตือนใจตนเสมอครับผม.
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [15 ก.ย. 2551 , 15:01:48 น.] ( IP = 58.9.142.160 : : )
สลักธรรม 18ได้เข้าใจกระบวนการเกิด-ตาย ตาย-เกิด ในภพภูมิทั้งที่คุ้นเคยแต่จำไไม่ได้ และไม่คุ้นเคยที่ยากจะจำได้
ปฏิจจสมุปบาท ในมรณะวิถีเป็นเช่นนี้เองหรือหนอ
กรรม กรรมนิมิต กรรมอารมณ์ ในขณะเปลี่ยนผ่านจากผัสสะ เวทนา ถูกตัณหา ๓, อุปปาทาน ๔ เสียบเข้าเป็นเนื้อเดียว เมื่อถึงกรรมภพจึงเป็นอื่นไปไม่ได้
การมองมุมแคบ เพียงช่วงอารมณ์ต่ออารมณ์ อาจตอบโจทย์ด้านวิบากได้ไม่ดีนัก
ส่วนทัศนวิสัยที่ดีหมายถึง ความสามารถมองเห็นทั้งแนวกว้าง-แนวลึก ได้ตลอดกระบวนการ (จากอดีต ถึงปัจจุบัน) เป็นความรู้สึกชัดเจนที่ลืมไม่ลงจริง ๆ ค่ะ
ชอบมากนะคะ การปล่อยให้เวลานำพาวิบากร้ายนั้นให้ผ่านพ้นไป
แม้จะวางใจลำบาก เพราะเรามีปกติไม่ปล่อย และ รู้สึกเสียหน้าถ้าจะปล่อยให้วิบากร้ายลอยนวลอยู่โดยไม่ทำอะไร....
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ผู้นำเสนอ+สื่อสาร
และขอบพระคุณน้องกิ๊ฟผู้ถ่ายทอดมาให้อ่านค่ะ
โดย herb [15 ก.ย. 2551 , 17:42:51 น.] ( IP = 202.28.181.200 : : 10.7.160.135 )
สลักธรรม 19กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
มาอ่านแล้ว เสมือนได้เดินไปในวงเวียนอะไรสักอย่าง
เห็นชีวิตที่มีความหลากหลาย และวัฏฏะสังสารที่สืบเนื่อง ทั้งฝ่ายทางต่ำและสูง
แต่ทุกอย่างก็ซ่อนไปด้วยความน่าหวาดหวั่น ที่ยังมีต้นเหตุแห่ง อวิชชา หนุน
และมีความต่อเนื่องด้วยเหตุและปัจจัย ตามปฎิจจสมุปบาท ด้วยคำอธิบายอันปราณีตและชัดเจน
อ่านประเด็นมุมมองแคบ และทัศนวิสัยที่กว้างแล้ว
ทำให้พัฒนาการวางใจได้เป็นอย่างดี ก็หวังว่าจะทำให้ยอมรับต่อวิบากและวางใจให้ถูกตรงขึ้น
เพราะเวลามีมุมมองแคบๆ เกิดทุกข์ โทษ ภัย เสมอๆ
ขอบพระคุณน้องกิ้ฟเป็นอย่างยิ่งค่ะ
โดย น้องอุ๊ [15 ก.ย. 2551 , 21:02:56 น.] ( IP = 125.24.36.38 : : )
สลักธรรม 20การอธิบายการเวียนว่ายตายเกิด ในแง่ของปฎิจจสมุปบาท ทำให้เห็นชัดว่าเพราะอวิชชาทำให้มีการทำบาปหรือทำบุญแบบวัฎฎะ ชีวิตจึงต้องเวียนวนแต่ละชาติ
ดังนั้น การมองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดกับชีวิตทั้งกรรมและวิบากกรรม จึงต้องมองมุมกว้าง มองย้อนไปชาติก่อนๆ ด้วย จะได้วางใจถูกและไม่ทุกข์ใจมาก
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
อนุโมทนากับกุศลกรรมของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะโดย เซิ่น [16 ก.ย. 2551 , 15:20:19 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |