| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมาก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถาม ทำไมจึงกล่าวว่าผู้ที่เรียนพระอภิธรรมแล้วจะสามารถตอบคำถามได้ทุกคำถาม ?
ตอบ เพราะพระอภิธรรมนั้นสอนให้รู้จักชีวิต องค์ประกอบของชีวิต กระบวนการของชีวิตสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด ....รวมทั้งการรู้ถึงรากเหง้าของชีวิตที่เป็นกิเลสอนุสัย....ที่ทุกคนล้วนมีไม่ต่างกันยกเว้นพระอริยบุคคล
สิ่งที่ปรากฏเป็นปัญหาของชีวิตนั่นก็มีต้นตอมาจากกิเลสสามตระกูลใหญ่ แล้วก็กลายมาเป็นวิบากให้ได้รับ ..จากนั้นก็กระทำกรรมตอบโต้ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ไม่เคยขาดจากกัน
และก็หมุนวนไปเช่นนี้เวียนเกิดเวียนตายไปในภพภูมิต่างๆทั้ง ๓๑ ภูมิ วิทยาการทางโลกไม่สามารถเข้ามารับรู้ความเป็นไปของวัฏฏเหล่านี้ได้ว่า ที่แท้แล้วสรรพสิ่งล้วนมีสภาพเกิดแล้วก็ดับไป
เช่น เรื่องของกระแสไฟฟ้า ที่เรามองเห็นว่ามีแสงไฟสว่างอยู่เสมอ แต่ทางวิทยาศาสตร์ปฏิเสธว่ามิได้มีการติดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็บอกได้เพียงทฤษฎีว่า กระแสไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างขั้วบวกกับขั้วลบ ซึ่งไม่สามารถให้ความรู้ลึกซึ้งเข้าไปความเป็นอณูและปรมาณูของรูปธรรมที่เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกนี้ จึงสามารถให้ความรู้แก่ผู้ศึกษาได้ ลึกซึ้งถึงรากฐาน และกระบวนการที่เป็นไปอย่างสุขุมคัมภีรภาพ
เมื่อรู้จักว่าชีวิตตนเป็นเช่นใดแล้ว ชีวิตผู้อื่นก็ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะมีองค์ประกอบที่เหมือนกันนั่นเอง คือ รูปและนาม
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:55:40 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 2
ถาม คิดเห็นอย่างไรกับคำว่า พระพุทธศาสนาเสื่อม และทิศทางของพระพุทธศาสนาควรเป็นเช่นไร ?
ตอบ เห็นว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไป เพราะเชื่อในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะที่ทรงมีพุทธทำนายในเรื่องนี้ไว้แล้วเป็นลำดับกาล ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครจะเป็นผู้ที่ทำให้เสื่อมสิ้นไปบ้าง
จึงไม่เห็นว่าจะต้องวิตกทุกข์ร้อนอะไร เพียงแต่ต้องพยายามตั้งตนเองไว้ให้ชอบ อย่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ทำลายพระพุทธศาสนา ด้วยการศึกษาพระอภิธรรมให้เกิดความเห็นถูกตรงตามสภาพธรรมที่ทรงสอนไว้
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:55:56 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 3
ถาม พระอภิธรรมช่วยเหลือสังคมและชุมชนได้อย่างไรบ้าง?
ตอบ พระอภิธรรมให้ความรู้อันเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง ผู้ที่ศึกษาแล้วก็จะมีวิธีเลือกการกระทำที่เป็นอริยทรัพย์ และทอดทิ้งทรัพย์ภายนอกที่ไม่มีค่า เพราะทุกคนเรียนแล้วก็จะรู้ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ..จะตายที่ไหน ..เมื่อไหร่ ..ตายด้วยโรคอะไร..ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน...ก็ไม่มีใครรู้
การหวงแหนนั้นเป็นกิเลสร้ายตัวหนึ่งที่ผูกชีวิตไว้กับการเวียนว่ายตายเกิด..เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายแน่นอน แต่ก่อนที่จะตายไปนั้น เราสามารถแปรทรัพย์ภายนอกให้เป็นอริยทรัพย์ได้ประการหนึ่ง ..และเพียรสร้างทรัพย์ภายในที่ประกอบไปด้วยปัญญาคือ การประพฤติตนอยู่ในธรรม
นอกจากนี้ทุกคนก็ย่อมทราบดีว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ทั้งเราและเขา เมื่อมีโอกาสที่สามารถแบ่งเบาความทุกข์จากใครได้ก็ควรที่จะให้โอกาสแก่เขาเหล่านั้น...ทั้งด้านการรักษาพยาบาล ..สถานสงเคราะห์ ..การศึกษา ..หรือการช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติต่างๆ
ดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหรือภัยพิบัติครั้งต่างๆ
เมื่อเราได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วเราก็จะทราบว่ามีการกระทำกรรมประเภทต่างๆที่ให้ผลแตกต่างกัน ..แม้ในทางดีก็จะมีระดับที่ต่างกัน ..เช่นที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี อุปบารมี เป็นต้น
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:56:13 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 4
ถาม ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมากเหลือเกินแทนที่จะมีโทสะลดลง?
ตอบ ขออธิบายตามกลุ่มของจริตก่อนว่า ปกติจริตหรือการปฏิบัติจนเป็นความเคยชินของนิสัยนั้นพระพุทธองค์ทรงแบ่งไว้ ๖ จริต คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต และพุทธิจริต ซึ่งอธิบายโดยย่อแล้วก็คือ
ผู้ที่มีราคจริตเป็นส่วนใหญ่ก็จะมีนิสัยรักสวยรักงามปรากฏออกมาจนเด่นชัด ฯ
ผู้ที่มีโทสจริตก็จะเป็นพวกหงุดหงิดโกรธง่าย รำคาญ อิจฉาริษยา ไม่ชอบเรื่องหยุมหยิมฯ
ผู้ที่มีโมหจริตก็จะเป็นผู้ที่เซื่องซึม ช่างกังวลสงสัย ฯ
ผู้ที่มีวิตกจริตก็จะเป็นผู้ที่ชอบคิดแล้วคิดอีก คิดไปในทางกามคุณ ความพยาบาท ความเบียดเบียนผู้อื่นฯ
ผู้ที่มีสัทธจริตก็จะเป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความเลื่อมใสง่าย ถูกชักจูงได้ง่ายฯ
ผู้ที่มีพุทธิจริตก็จะเป็นผู้ที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยปัญญาฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:56:31 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 5
ปกติแล้วคนเราไม่ได้มีนิสัยกันเพียงจริตเดียว แต่มีหลายจริตปะปนกันไป เพียงแต่จะมีอยู่จริตหนึ่งที่มีความเคยชินชำนาญจนแสดงออกมาเด่นชัดกว่าจริตอื่น
ฉะนั้น เมื่อเรามาสงเคราะห์จริตเป็นพวกแล้วก็จะได้ว่า ราคจริต เข้าพวกได้กับสัทธาจริต เพราะมีลักษณะแสวงหาและติดอยู่ในสิ่งที่ต้องการเหมือนกัน เพียงแต่ราคจริตนั้นแสวงหาสิ่งที่เป็นโทษ ส่วนสัทธาจริตจะแสวงหาในสิ่งที่เป็นกุศล
โทสจริต เข้าพวกได้กับ พุทธิจริต เพราะลักษณะไม่ชอบ เบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่ต้องการเหมือนกัน เพียงแต่โทสจริตนั้นเบื่อเพราะอำนาจของความโง่คือโมหะ ส่วนพุทธิจริตเบื่อเพราะอำนาจของปัญญา
โมหจริต เข้าพวกได้กับ วิตกจริต เพราะมีลักษณะไม่แน่ใจลังเลสงสัยคล้ายกัน เพียงแต่โมหจริตนั้นลังเลสงสัยเพราะไม่รู้อะไรแน่ ส่วนวิตกจริตจะไม่แน่ใจคิดแล้วคิดอีกในสิ่งที่จะทำ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการแบ่งการเข้าพวกของจริตแล้ว ก็จะเห็นว่าโทสจริตเข้ากันได้ดีกับพุทธิจริต นั่นคือ มีความร้อนระอุในอารมณ์เป็นพื้นฐานคล้ายกัน และพวกโทสจริตนี่แหละพอเบื่อมากๆแล้วก็จะพยายามหลีกหนีสิ่งที่ไม่ต้องการเหล่านั้น
เมื่อได้มาพบกับเรื่องราวของเหตุผลแล้วเห็นประโยชน์ก็จะมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจ พอเรียนรู้ทำความเข้าใจดีแล้วก็จะมีความรู้สึกชนิดหนึ่งระอุขึ้นมา คือ ต้องการที่จะบอกทางสว่างที่ตนได้พบนี้ให้แก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นอำนาจของปัญญาที่ได้เริ่มสั่งสมขึ้นมาแล้วนั่นเอง
และจะไม่ค่อยคิดเรื่องหยุมหยิมว่า ใครพร้อมจะรับฟังหรือไม่ แต่มีไฟแรงที่จะถ่ายทอดความรู้นั้นออกไป มีความเร่งร้อนที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้น และมีความประสงค์จะกำจัดจุดอ่อนในชีวิตของตนเองและของผู้อื่นให้หมดไป
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:56:49 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 6
จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยนะคะที่ผู้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วจะมีความกระตือรือร้นต้องการแสดงเหตุผลออกไปตามโอกาสที่มาถึง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความใจร้อนหรือมีความไม่พอใจในขณะที่แสดงเหตุผลนั้นร่วมด้วย ก็เพราะแต่ละท่านนั้นยังไม่สามารถละกิเลสเป็นสมุจเฉทได้สักประการเดียว และอย่าว่าแต่โทสะกิเลสเลย คือยังไม่มีใครสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแม้ขั้นพระโสดาบันนั่นเอง
สำหรับผู้ที่ฝึกฝนมาทางสายสมาธินั้นก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีโทสะเพราะด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองคือยังมีกิเลสอยู่ และการฝึกสมาธินั้นเป็นเพียงการข่มกิเลสเอาไว้ เช่น เมื่อมีความโกรธขึ้นมาก็หนีไปนั่งหลับตาภาวนาคาถา ซึ่งเป็นการหลบหนีเรื่องราวไปชั่วคราว พอลืมตาขึ้นมาแล้วก็กลับมาสู่ความรุ่มร้อนใจอีกวนเวียนอยู่อย่างนี้ เพราะไม่รู้วิธีกำจัดให้เด็ดขาด
ส่วนผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะรู้โทษภัยของโทสะ แม้จะมีการแสดงออกที่ดูเจ้าอารมณ์ แต่ก็เป็นความเร่งร้อนที่ต้องการหนีไปให้พ้นจากสภาพของโทสะนั้นนั่นเองค่ะ
การที่นำความรู้ทางปริยัติมาทบทวนถึงโทษภัยในการกระทำกรรม การเตือนตนเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงวิบาก การนึกคิดเช่นนี้เป็นการกำจัดอารมณ์โทสะในขณะนั้นโดยตรง เพราะเป็นการน้อมใจให้ยอมรับในเรื่องของเหตุผลมาแทนที่นั่นเอง
แม้ในภายหลังจะระลึกถึงเหตุการณ์ที่เหล่านี้ได้ก็จะไม่มีความโกรธเกิดขึ้นมากมาย เมื่อทบทวนปริยัตินี้บ่อยๆเข้า ก็จะกล่อมเกลาจิตใจให้คลายจากความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากความโง่หรือโมหะลงไปได้ค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:57:04 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 7
ถาม ที่กล่าวว่า โทสะโทษมากแต่คลายเร็ว โลภะโทษน้อยคลายช้า แล้วโมหะล่ะเป็นอย่างไร
ตอบ เรื่องของโลภะ - โทสะ - โมหะ- นี้ต้องอาศัยการศึกษาและสังเกตค่ะจะทราบได้ชัดนะคะ
โมหะโทษมากด้วยคลายช้าด้วย นี่คือพิจารณาจากอาการปรากฎ
เวลาที่โทสะปรากฎทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ตัวเองก็เร่าร้อน เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นว่าโทสะนี่มีโทษมาก แต่ว่าเวทนาที่เกิดขึ้นกับโทสะเป็นเวทนาที่ไม่มีใครปรารถนาเลยเป็นโทมนัสเวทนา เป็นใจที่ไม่ดีเป็นจิตที่เสีย เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ปรารถนาโทสะ จึงคลายได้เร็ว ทุกคนพยามที่จะหนีโทสะ โทสะเกิดขึ้นก็พยายามจะเปลี่ยนอารมณ์แล้ว ไม่ใช่ไปแสวงหาทำอะไรอย่างอื่น เพราะฉะนั้นโทสะจะมีโทษมาก แต่ว่าคลายเร็ว
แต่สำหรับโลภะ ไม่ค่อยมีใครเห็นโทษ แต่ความจริงแล้วโลภะมีโทษมาก เวลาโลภะเกิดขึ้นทุกคน ยินดีพอใจ ยิ่งสวยยิ่งชอบ ยิ่งสนุกยิ่งดี ยิ่งเพลินยิ่งสนุก ดังนั้นความเพลิดเพลินความพอใจและเวทนาที่เกิดร่วมกับโลภะเป็นโสมนัส เป็นอารมณ์ที่เป็นสุข หรืออุเบกขาก็เป็นความประณีต ทุกคนจึงติดจึงพอใจ ในโลภะ จึงคลายช้า
ส่วนโมหะนั้น.. โลภะเกิดก็ต้องมีโมหะ โทสะเกิดก็ต้องมีโมหะ เพราะฉะนั้นโมหะเป็นต้นเหตุ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นเลย โมหะจึงมีโทษมากยิ่งกว่าโมหะ คลายช้าด้วยเพราะว่าทุกคนไม่เห็นเลย เราไม่รู้หรอกว่าโมหะเกิดตอนไหนบ้าง โมหะจึงมีโทษมากด้วยคลายช้าด้วยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:57:22 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 8
ถาม เมื่อโทสะเกิดขึ้นแล้วพยามที่จะหนีโทสะ โดยพยายามเปลี่ยนอารมณ์ไปทำอะไรอย่างอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่?
ตอบ การกระทำอย่างนั้นจะทำให้ไม่เห็นโทษของโทสะนะคะ แต่เกิดจากความไม่ชอบโทสะค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ชอบอย่างไรก็คงจะโกรธอยู่นั่นเองเพราะว่ามีเชื้อของโทสะ และไม่มีปัญญาในการที่จะละโทสะ
สำหรับผู้ที่เห็นโทษของโทสะจะมีปัญญาในการอบรมกุศลซึ่งทำให้โทสะนั้นคลาย สามารถที่จะละได้ แต่ว่าไม่ใช่ละได้เด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เป็นการอบรมวิปัสสนาภาวนา ถ้าเจริญเมตตาโทสะก็จะเบาบางได้ จึงต้องทำความเห็นให้ถูกตามสภาพธรรมค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 11:57:39 น.] ( IP = 125.27.170.77 : : )
สลักธรรม 9
วันนี้ได้เข้าใจสภาพจิต ทั้งของตนเองและผู้อื่น ดดยเฉพาะผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นผู้เรียนพระอภิธรรมมาแล้ว รู้ด้วยว่าอกุศลให้ผลอย่างไร โดยเฉพาะโทสะ
แต่อย่างที่ท่านตอบไว้นั้นชัดเจนดีครับ เอาจริตมาวินิฉัย และก็จะเห็นได้ว่า เฮ้อ..มีมากด้วยกิเลสนานาพันธ์จริงๆ ยากต่อการแก้ไขระงับบังคับได้ ต้องฝึกจิตจริงๆเลย
พี่เณรเองก็เป็นครับและยังเป็นอยู่จนทุกวันนี้ เมื่อวานนี้ก็ยังลุกพล่านเลยครับ แต่ดีนะข่มได้ให้มันก่อกวนได้เฉพาะใจไม่กล่าวออกมา
แหม ! จะไปทนได้อย่างไรกันที่จะไม่ให้จิตหวั่นนไป เพราะพี่เณรอุส่าห์นำเรื่อง พระอานนท์พุทธอนุชามาลง ให้อ่านกัน จะได้เห็นความละเมียดละไมและสมบรูณ์พร้อมไปด้วยสติปัญญาบารมีของท่าน เพื่อนำมาเป็นแบบในการฝึกชีวิตตน หวังอย่างนั้นจริงๆครับ
แต่เวณกรรมจริงๆ พี่เณรพยายามช่วยเหลือแก้ไขความเห็นผิดให้เพื่อนร่วมทุกข์ โดยการ copy ลิ้งค์นั้นไปให้อ่าน ผลคือ..เขาตอบพี่เณรว่า เขาก็เพิ่งได้คุยกับพระอานนท์มาเร็วๆนี้เอง และคุยถามทุกๆอย่างและพระอานนท์ก็ตอบทุกอย่างด้วย แถมยังคุยกับพระสารีบุตรด้วยนะเมื่อสัปดาห์ก่อน เฮ้อ..พี่เณรละกลั่นใจแทบแย่ อยากจะบอกไปตรงๆกับความรู้ที่เล่าเรียนมา แต่ก็สุดความสามารถแล้ว เพราะเคย นำพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ให้อ่าน เขาก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า..ไม่เกิดแล้วก็จริงแต่พระญาณยังอยู่ ท่านส่งพระญาณมาคุยนะครับ แหมเท่านี้ละจริตไม่ดีของพี่เณรกระพือเลยครับ
อ่านถามตอบในกระทู้นี้แล้วก็เข้าใจตนและคนอื่นๆมากขึ้นครับ และปลงแล้วว่า การไม่เห็นโทษภัยของกิเลสนี้น่ากลัวมากๆเลย และยิ่งเป็นความไม่รู้จริงคือมีโมหะอวิชชาครอบงำแล้ว ชีวิตนอกจากจะตกเป็นเหยื่อของผู้อื่นแล้ว ยังถล่ำทำบาปได้มากมาย จะโทษใครนะครับ โง่เอง ไม่มีใครชวนใครโง่ได้
ขอคุณและอนุโมทนากับน้องกิ้ฟมากๆครับ ที่นำการถามตอบนี้มาให้อ่าน เพื่อปรับทิฏฐิให้ดีให้ตรงขึ้นครับ.โดย พี่เณร [19 ก.ย. 2551 , 15:12:31 น.] ( IP = 58.9.145.168 : : )
สลักธรรม 10สวัสดีค่ะพี่เณร
น่าเห็นใจนะคะที่ต้องพบกับเรื่องขุ่นข้องหมองใจอันเนื่องมาจากความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อ่านความรู้สึกของพี่เณรแล้วก็ได้แต่ต้องกลับมาสำรวจตนเองว่ายังมีความบกพร่องเรื่องศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้างหรือไม่ ? และต้องย้อนกลับไปอ่านที่สลักธรรม ๔- ๕ - ๖ ครั้งในเรื่องของจริตที่เป็นสมบัติส่วนตัว
ความเชื่อของแต่ละคนนั้นคงเป็นไปตามสติปัญญาที่มีอยู่น่ะค่ะ ทั้งผู้ส่งความปราถรถนาดีและผู้ที่ต้องการให้รับความปรารถนาดีอาจมีธงคำตอบอยู่ในใจคนละธงกัน จึงได้รับความรู้สึกที่ต่างกันไป
บางครั้งความเชื่อที่หลายคนเชื่อแล้วคิดว่าเป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนากลายเป็นความเชื่อของพวกมิจฉาทิฏฐิก็มี ซึ่งเป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก
ขอให้พี่เรณมีความสุขใจกับการทำงานกุศลในการเผยแผ่ธรรมเป็นทานนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2551 , 19:55:23 น.] ( IP = 58.9.107.184 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |