| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รักษาจิตให้ฉลาด
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
ท่านอาจารย์บอกกับทุกคนว่า วันนี้เราได้มาร่วมกันสร้างสรรค์ความดีมีการสวดมนต์ในบทที่เราไม่ค่อยได้นำมาสวดกันบ่อยนัก ก็เพื่อจะได้สร้างเสริมคุณงามความดีให้มีมากขึ้น และถ้าหากท่านใดมีเวลาว่างแล้วก็น่าจะมาอ่านคำแปลของบทสวดมนต์เหล่านี้ดูบ้าง เพราะการรู้คำสวดที่เป็นภาษาบาลีนั้นแม้จะจัดว่าดีแล้ว แต่ถ้าหากเราได้ทราบถึงความหมายหรือคำแปลด้วย ก็จะเกิดความรู้และความเข้าใจได้มากขึ้น
วันนี้ได้ชักชวนท่านสวดบทโอวาทปาฏิโมกขคาถาอะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร การสำรวมในปาติโมกข์ มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง การนอน การนั่งในที่อันสงัด อะธิจิตเต จะ อาโยโค ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง เอตัง พุทธานะ สาสะนันติ ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายฯ
ก็เพราะว่า ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พาท่านท่องไปในโลกกว้างแห่งภพภูมิ คือภพภูมิที่ตายจากมนุษย์แล้วไปเป็นเปรต ไปเป็นเทวดา ไปเป็นพรหม ไปเป็นอรูปพรหม ก็ยังเหลืออีกหลายภพซึ่งในวันนี้ก็จะพูดถึงภพที่ตายจากมนุษย์แล้วไปเป็นสัตว์นรก
จึงได้ยกพระโอวาทปาฏิโมกข์ขึ้นมา เพราะพวกเราที่ได้มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ ..ในขณะนี้เราไม่ได้ทำบาปใดๆ ทั้งปวง แล้วเรายังทำกุศลให้ถึงพร้อมด้วย คือถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ และเพียรพยายามชำระจิตตนให้ผ่องแผ้ว ก็คือการได้ฟังธรรม ได้ฟังคำอธิบาย รู้เหตุรู้ผลว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรที่เป็นมลทินของใจ อะไรที่เป็นธุลีของชีวิต
มลทินของใจก็คือบาปต่างๆ ธุลีของชีวิตก็คือความเปื้อนเปรอะที่ถูกอาบฉาบทาไว้ด้วยอาสวะอนุสัย สิ่งเหล่านี้พระพุทธองค์ทรงสั่งและสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายไม่ให้ทำบาปทั้งปวง ให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม และให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้วเพื่อจะได้มีสันติสุขเกิดขึ้น คือพระนิพพาน ..นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง นิพพานัง ปรมัง สุญญัง การดับเชื้อกิเลสโดยสูญสิ้นไม่เหลือแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:26:58 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 2![]()
การดำรงชีวิตจึงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ในการฝึกหัด เราต้องมาปรับระดับชีวิตของเราให้เป็นไปด้วยความรู้และความเข้าใจ คือรู้สภาพธรรมทั้งหลายว่า สภาพธรรมอะไรเป็นอกุศล สภาพธรรมเป็นใดเป็นกุศล และเราก็สามารถเอาความรู้นั้นมาสอบสวนตนเองว่า จิตใจของเราที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เป็นสภาพธรรมชนิดใด ถ้าหากเรามีความโกรธอยู่เราก็สามารถระลึกได้ว่า สภาพธรรมชนิดนี้คืออกุศล ถ้าหากเรามีความเลื่อมใสศรัทธาฟังแล้วมีความรู้ความเข้าใจ สภาพธรรมของจิตใจในขณะนั้นก็คือกุศล
แล้วกุศลให้ผลอย่างไร? จากการที่เราได้ศึกษาแล้วเราก็รู้ว่า กุศลให้ผลไปในทางเจริญ ชีวิตจะเจริญขึ้น และถ้าพูดถึงเรื่องวิบาก ก็เป็นวิบากดี แล้วเราก็จะรู้ว่าอกุศลให้ผลเป็นอย่างไร? อกุศลให้ผลไปในทางเสื่อม แล้ววิบากของอกุศลนั้นทำให้เราได้รับโทษภัยต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโทษภัยที่เกิดจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่จะขอยกตัวอย่างในเรื่องการฆ่าสัตว์ว่า
เราก็ได้เรียนรู้แล้วว่าการฆ่าสัตว์ให้ผลในปวัตติกาลได้ ๙ ประการ คือ ร่างกายทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่ายฆ่าตนเอง หรือถูกฆ่า โรคภัยเบียดเบียน ความพินาศของบริวาร อายุสั้น ทั้ง ๙ประการนี้เป็นของบาปที่สัตวโลกผู้กระทำนั้นย่อมต้องได้รับผลของกรรม ดังเรื่องที่จะนำมาเล่าในวันนี้
เรื่องของบาปเป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่าหวาดเสียว เมื่อก่อนในห้องนี้เราเคยเปิดวีดีโอเทปเรื่องชีวิตที่ร่ำไห้ให้นักศึกษาได้ดูกันทั้งห้อง และเมื่อดูจบแล้วแต่ละคนก็พากันรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ลงแล้วก็จะเลือกแต่เมนูอาหารผักผลไม้ เพราะได้เห็นความทารุณกรรมของชีวิตที่จะถูกนำมาเป็นอาหารของเรา หลวงพ่อท่านให้ทุกคนนั่งดูแล้วก็ห้ามหลับตาเมื่อพบภาพที่น่าหวาดเสียวสยดสยองด้วย
ซึ่งภาพที่ได้เห็นเหล่านั้นทำให้สะเทือนใจจนทำให้เราพากันเลือกรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่พอวันเวลาผ่านไปนานเข้าเราก็ลืมทั้งที่เรายังไม่ทันไปตายกันไปเลย เราลืมเรื่องราวเหล่านั้นแล้วปรับชีวิตเข้าสู่สภาพกิเลสที่มันชินกับเรา
ก็จะเห็นว่า เรื่องต่างๆ ที่เราเคยพบมาเรายังลืมได้ง่ายเลย แล้วอดีตชาติเราจะไปนึกออกได้อย่างไร เพราะมันนานไกลโพ้น ฉะนั้นการที่มันลืมง่ายแล้วนึกไม่ได้นี้ ทำให้เราไม่มีหิริโอตตัปปะได้ง่ายๆ เพราะความเกรงกลัวต่อบาปและสะดุ้งกลัวต่อบาปนั้นมันเกิดอยู่ชั่วขณะนิดเดียว แล้วเวลาก็พาอาสวะอนุสัยที่ยังมีอยู่ให้มีการแสดงพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ซ้ำซ้อนด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ และโมหะ โดยเฉพาะอำนาจของโลภะที่ทำให้เราเลือกกิน เลือกหา เลือกสารพัดสิ่งที่จะมาปรนเปรอกิเลสจากคำเดียวที่เรียกร้องคือ "อร่อย"
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:27:29 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 3![]()
คำว่า "อร่อย"นี้เป็นสภาพปรนเปรอกิเลส คือโลภะกิเลส และถ้าหากไม่อร่อยโทสะกิเลสก็เกิดขึ้น แล้วมันก็พยายามดิ้นรนหนีไปหาทางไปสู่สภาพความมีกิเลสอีก ชีวิตของเราจึงคละเคล้าไปด้วยกิเลส เราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เราต่างทำดีมากันคนละน้อยๆ แต่เราต่างทำชั่วมากันคนละมากๆ ซึ่งดูได้จากจิตใจที่พร้อมจะไหลลงต่ำเพราะความชินและตื้นเขิน
ภาพกิเลสนั้นทำให้ตื้นเขินเพราะพอแหย่ลงไปนิดเดียวความขุ่นใจก็เกิดขึ้นแล้ว ใครพูดผิดหูนิดนึงก็ขุ่นใจแล้ว เพราะขี้โคลนคืออาสวะนี้มันมีอยู่มากและฟูอยู่ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของความดี เช่นมีใครมาชวนให้เราตื่นไปสวดมนต์ กว่าเราจะลืมตากว่าจะขยับเขยื้อนไปได้ก็นานหรือไม่ก็หลับตาทำเสียงอือออเสียงในคอแล้วก็หลับต่อ จะจี้ก็แล้วจะจี๋ก็แล้วจะชวนก็แล้วกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็ต้องกระตุ้นเตือนมากๆ
จะเห็นว่าสภาพความเคยชินของเรานี้ต้องบอกจริงๆ ว่าจากสภาพของการเวียนว่ายตายเกิดนี้เราชินมาในเรื่องชั่วๆเยอะมาก จะพิสูจน์ได้เลยที่ "คำหยาบ" นั่งอยู่ที่นี่ก็คงรู้จักคำหยาบกันทุกคนแต่พูดเป็นกับพูดไม่เป็นเท่านั้นเอง เมื่อไปฟังใครเขาด่าเราก็แปลออกว่าหมายความว่าอะไร แต่จะให้เราด่าอย่างนั้นเราพูดไม่ออก
แต่ถามว่าเรารู้คำหยาบเหล่านั้นไหม? เรารู้ นั่นก็หมายความว่าจิตของเรานั้นหยาบช้าเพราะที่เข้าใจคำหยาบง่ายนั่นก็เพราะว่ามีของเก่า แต่พอพระท่านบอกว่า อนูปวาโท อนูปปะฆาโต ปาฏิโมกเขจะสังวะโร ..เราก็ทำหน้าเหรอหลาไม่เข้าใจ ไม่รู้จักเลย นั่นก็เพราะเราไม่คุ้นกับการทำดี แต่ทำชั่วนั้นชอบคบ ชีวิตแต่ละคนจึงเรียกว่าหมักดองมาด้วยอาสวะอนุสัยจึงเป็นไปในสังโยชน์คือเครื่องร้อยรัดพันธนาการชีวิตไว้
คำสอนของพระพุทธองค์จึงเพียรพยายามแคะแกะเกาให้เราเกิดความสะดุ้งกลัวต่อบาป มีความละอายต่อบาปเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพระสูตรและคาถาธรรมบท ล้วนนำเรื่องต่างๆ ที่เป็นไปของสัตวโลกมาสั่งสอนและชี้แจงแสดงเหตุโดยพระอภิธรรมได้ทั้งหมดสิ้น ดังเช่นเรื่องของนายจุนทะพ่อค้าสุกรที่จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:27:48 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 4![]()
มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
นายจุนทะเป็นพ่อค้าหมูชาวเมืองราชคฤห์ เวลาที่จะฆ่าหมู เขาจะมัดหมูตัวที่จะฆ่านั้นจนแน่น มัดขาหน้าขาหลังตรึงไว้กับหลัก จากนั้นเขาก็เอาฆ้อนสี่เหลี่ยมทุบๆ ลงไปที่ลำตัวของหมูจนทั่ว(ทำเหมือนเราทุบกระท้อน) เพื่อที่จะให้เนื้อหมูมีความเกร็งตึงและหนาเพราะเลือดจะสูบฉีดไปทั่วตัวนั่นเอง โดยที่นายจุนทะนี้ไม่เคยใส่ใจว่า หมูจะเจ็บปวดแค่ไหนและส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารสักเพียงใดด้วยความรักชีวิตและกลัวตาย
เมื่อเห็นว่าหมูคงจะมีเนื้อหนาแล้วคือเห็นว่าตัวหมูแดงไปหมดแล้ว เขาก็จับหมูอ้าปากเอาน้ำร้อนๆ กรอกลงไป เพื่อให้น้ำร้อนไปขับอุจจาระออกมา ซึ่งตรงนี้ปกติที่มีความกลัวนั้นแม้กระทั่งเราเองก็ยังมีอาการปวดอุจจาระปวดปัสสาวะขึ้นมา หมูที่ถูกทุบนี้ก็มีความกลัวและก็มีความเจ็บทรมานจนทำให้ถึงกับธาตุแตก อุจจาระปัสสาวะจึงไหลออกมาได้ง่ายๆ นายจุนทะกรอกน้ำร้อนใส่ปากหมูเพื่อล้างลำไส้ขับไล่อุจจาระออกจนพอใจแล้ว
ต่อจากนั้นเขาก็เอาน้ำร้อนที่ต้มไว้จนเดือดราดลงไปที่หลังหมูเพื่อลอกหนังดำๆ ที่เราเรียกว่าขี้ไคลออก เราก็คงเคยเห็นว่าหนังหมูขาวสวยเชียวนั่นก็เพราะถูกน้ำร้อนลวกมาเพื่อขจัดความด่างๆ ดำๆ ของหนังกำพร้าออกไปจนหนังลอกเป็นสีชมพูสีขาว หมูที่ถูกน้ำร้อนลวกซ้ำนี้ก็จะดิ้นทุรนทุรายส่งเสียงร้องแต่ก็หนีไปไหนไม่ได้เพราะถูกไว้กับปลักจนแน่น
เมื่อลวกน้ำร้อนแล้วพิธีกรรมต่อไปก็คือเขาจะเอาฟางมาจุดไฟทำเป็นแบบคบเพลิงขี้ไต้แล้วไล้ไปตามผิวหนังของหมูเพื่อเผาขนออก จากนั้นเขาก็เอาดาบที่ทำจากเหล็กแหลมแทงลงไปคอหมูให้เลือดพุ่งออกมาโดยมีภาชนะมารองรับเลือดหมูไว้ ก็คือเลือดหมูที่เรานำมากินนี่แหละ เป็นเลือดสดๆ จากคอหมูที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเขาจะนำเลือดเหล่านั้นมาใส่ภาชนะสี่เหลี่ยมให้รอให้แข็งแล้วก็ตัดออกมาต้ม และเอามาทำเป็นต้มเลือดหมู เป็นต้น จนในที่สุดเมื่อหมูทนความทรมานจากความเจ็บปวดไม่ไหวและเลือดออกมามากเกินไปหมูก็ตาย
เราก็ลองนึกภาพกันอีกครั้งว่า เอาหมูเป็นๆ มาผูกไว้แล้วเอาฆ้อนทุบๆๆๆ ไปตามทั่วให้เนือหนา พอทุบได้ที่แล้วก็เอาน้ำร้อนกรอกปากเพื่อล้างท้องขับอุจจาระปัสสาวะออกมาให้หมด จากนั้นก็เอาน้ำลวกหนังให้สวย เอาไปเผาขนให้เกลี้ยง แล้วก็เอามีดแทงคอ ..ท่านบอกว่า พิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมที่ทารุณที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:28:06 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 5![]()
เมื่อหมูตายแล้วก็นายจุนทะก็จะตัดคอหมูออกมา อย่างหัวหมูที่เราเห็นเขาเอามาไหว้เจ้ามีหน้ายิ้มแฉ่งนั้น นั่นคือหน้าที่ร้องไห้ ไม่ใช่หน้ายิ้มหรอก และหลังจากตัดหัวหมูออกมาแล้วนายจุนทะก็เริ่มชำแหละหมูด้วยส่วนหนึ่งจะกันเอาไว้ขาย อีกส่วนก็จะเก็บไว้รับประทานกับบุตรภรรยา
ส่วนที่เก็บไว้รับประทานี้เขาก็จะแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ แล้วก็เอามาคลุกขยำกับเลือดที่รองใส่ภาชนะไว้ก่อนที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร ที่ทำเช่นนี้เพราะเนื้อที่มันช้ำมากแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงๆเขียวๆ เขาก็เลยเอามาขยำกับเลือดสดเพื่อให้เนื้อมีสีแดงแล้วก็เอามาปรุงซึ่งในสมัยนี้อาจจะเรียกว่าลาภเลือด หรือหมูน้ำตก หรือก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก
นายจุนทะได้ทำอาชีพนี้มายาวนานถึง ๕๐ ปี ก็ลองคิดกันดูว่า เขาได้ฆ่าหมูด้วยวิธีการนี้มานานมากขนาดไหน? ชีวิตเขาอยู่กับบาปกรรม อยู่กับการทรมานสัตว์ และการฆ่าสัตว์มาถึง ๕๐ ปี
เมื่อมาถึงคราวที่เขาจะตาย กรรมที่เขาทำไว้นี้ก็ปรากฏขึ้นมาแก่เขา ไฟที่เคยจุดเผาหมูปรากฏเป็นเป็นความร้อนรุ่มเหมือนมีไฟมาเผาไหม้ตัวเขาเองที่นอนป่วยอยู่ ..เราก็จะเห็นว่า มันเป็นความเจ็บปวดที่น่าจะทรมานมากเพราะเพียงแค่เราถูกน้อร้อนลวกนิดหน่อยเราก็ยังรู้สึกเจ็บปวดมาก ถ้าหากต้องโดนธุปจุดไฟแล้วจี้ลงมาที่เนื้อของเราสักสองนาทีก็คงจะทนไม่ไหว
แต่นายจุนทะนี้ทั้งเอาน้ำร้อนลวกทั้งเอาไฟเผาหมูกรรมจึงมาปรากฏเหมือนมีไฟมาเผาตัว จนรู้สึกเร่าร้อนและส่งเสียงร้องครวญครางดิ้นทุรนทุราย คนในบ้านจะพยายามช่วยกันจับเขาไม่ให้ดิ้นซึ่งก็เป็นอาการเดียวที่เขาจับหมูไม่ให้ดิ้นนั่นแหละแต่เขาก็ดิ้นพราดๆ และแม้จะช่วยกันเอามือปิดปากไม่ให้เขาร้องโวยวายก็ไม่สำเร็จ เพราะแรงกรรมนั้นมีอำนาจพลังมากมาย
เขาทรมานอยู่ด้วยความทุรนทุรายปวดแสบปวดร้อนเหมือนไฟไหม้นี้อยู่ ๗ วันจึงสิ้นชีวิตลง แล้วไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้รับทุกข์ทรมานอยู่ในอเวจีมหานรกอย่างยาวนาน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:28:25 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 6![]()
นี่ก็คือตัวอย่างเรื่องของการทำบาปของมนุษย์ที่ตายแล้วไปตกนรก เราก็มาวิเคราะห์กระบวนการไปเกิดเป็นสัตว์นรกของนายจุนทะนี้ด้วยปฏิจจสมุปบาทกันว่า
นายจุนทะมีกรรมภพเกิดขึ้น คือกรรมที่ไม่ดีที่เคยฆ่าหมู โดยที่เขามีความพยายามมากจากวิธีการฆ่าของเขา คือทั้งอุปกรณ์การฆ่าเช่น หลักที่ผูก มีดแหลมสำหรับแทงคอ กระทะต้มน้ำ คบไฟ มีภาชนะสำหรับรองเลือดหมู รวมทั้งวิธีการฆ่าต่างๆ ที่เขาทำมาตลอดเวลา
กรรมภพของเขานี้เกิดจากอุปาทาน คือความยึดถือต่างๆ ในอาชีพของตนเอง ในอุปกรณ์ที่ใช้ว่าเป็นของเขา การฆ่าก็คือวิธีการของเขา ซึ่งความยึดมั่นนี้มีทั้งอัตตวาทุปาทาน กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน
และอุปาทานก็เกิดมาจากตัณหา คือความต้องการต่างๆ ซึ่งมีทั้งกามตัณหาคือความอยากได้ในสิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจ และภวตัณหา คือความอยากให้สิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจที่ได้มาแล้วอยู่กับตนตลอดไป
ตัณหาเกิดขึ้นมานี้เกิดจากสุขเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข
เวทนาเกิดมาจากผัสสะ เช่น จักขุสัมผัส คือการได้เห็นเนื้อหมู และชิวหาสัมผัส คือได้ลิ้มรสอาหารที่ปรุงแต่งจากเนื้อหมู รวมถึงสัมผัสอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมา
สัมผัส(ผัสสะ) เกิดมาจากอายตนะ คือ แดนติดต่อซึ่งเป็นฐานของทั้งทางตา ทางลิ้น และทางทวารที่เหลือ
อายตนะเกิดเพราะมีนามรูป
นามรูปเกิดเพราะมีวิญญาณ คือการรับรู้ต่างๆ
วิญญาณเกิดมาจากอปุญญาภิสังขารคือเจตนาทำบาป
อปุญญาภิสังขารเกิดมาจากอวิชชา
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:28:44 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 7![]()
ก็จะเห็นว่า วัฏจักรแห่งปฏิจจสมุปบาทของนายจุนทะเกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างนี้ และเมื่อนายจุนทะทำกรรมตามกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทตามที่กล่าวนี้แล้วก็ย่อมเกิดอุปปัตติภพ คือ มีวิบากขันธ์ คือ เวทนา สัญญา และสังขาร เกิดสะสมอยู่
จนเมื่อใกล้ตายคือมรณาสันนกาลนั้นวิบากขันธ์ก็ปรากฏเป็นกรรมนิมิต และคตินิมิตให้นายจุนทะได้เห็นเป็นเปลวไฟลุกไหม้ตัวเขาเอง ทำให้เขาเร่าร้อนทุกข์ทรมาน และเมื่อมรณาสันนวิถีเกิดขึ้นคือตาย เขาก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้รับทุกข์ทรมานอีกนานแสนนานเพราะความอร่อยและความเคยชินนั่นเอง
และตรงที่บอกว่า กามตัณหา คือความอยากได้สิ่งที่น่าพอใจ และภวตัณหา คือความอยากให้สิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจที่ได้มาแล้วอยู่กับตนตลอดไป ...ตรงนี้ท่านอาจารย์มนทิพย์บอกว่าเราทุกคนมีอยู่ โดยท่านยกเอาเรื่องสมบัติมาอธิบายและในอาชีพของตนเองด้วย เช่น ฉันเป็นหมอ ฉันเป็นนักวิชาการ ฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ..นี่คือความยินดีที่ยึดติดไว้ ทั้งหลงในอาชีพด้วย และหลงในเงินทอง แม้กระทั่งหลงในบ้านเรือนก็จัดเป็นภวตัณหา
เช่น บ้านเราต้องสะอาด ต้องสวย สีเก่าแล้วต้องทาใหม่ ..อำนาจของตัณหาที่มีอยู่ทำให้ก่อเกิดการกระทำเหล่านี้ขึ้นมา ดังที่เคยบอกว่า " อันตัณหาลวงล่อให้ก่อเกิด ตรองดูเถิดจับสิ่งชั่วตัวตัณหา ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา ว่าตัณหามันเป็นของให้หมองใจ"
ในเรื่องการทำบาปของนายจุนทะหรือผู้ที่การอย่างนี้ เมื่อจะต้องในรับผลในปวัตติกาลภายหลังจากที่ไปปฏิสนธิในนรกมาแล้วก็เช่นเวลาเจ็บป่วยก็จะป่วยด้วยโรคที่มีความทรมานมาก และโอกาสที่ปฏิสนธิในนรกแล้วจะมีสุคติอีกนั้นก็ยากเย็นเหลือเกิน เพราะการได้รับความทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นทำให้มีที่ไปไม่ดี แม้จะสิ้นภพจากอเวจีมหานรกแล้วเขาก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกขุมต่างๆ นั้น
แต่ถ้าหากเขามีเหตุอดีตที่ทำไว้ดีมีกุศลในชวนะดวงที่สองถึงดวงที่หกมีโอกาสส่งผลให้เขาในนรกจนเขาได้มาเกิดเป็นมนุษย์ แม้จะได้มาเกิดเป็นคนก็จริงเขาก็จะมีอาชีพและนิสัยแบบเดิมอีกนั่นแหละ ..คือนักฆ่า ตรงนี้ไม่ใช่ความเที่ยงนะแต่เป็นเพราะความคุ้นที่เป็นปกตูปนิสยปัจจัยก็จะทำให้เขาหาทางไปเป็นนักฆ่าเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:29:04 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 8![]()
เราก็จะเห็นว่ามีคนมากมายที่ร่ำรวยแต่ชอบทำร้ายสัตว์ เช่น ตกปลาชอบล่าสัตว์เป็นกีฬา บางคนไปตกปลาหรือไปยิงมาแล้วก็ไม่ได้กินเองชอบนำไปแจกให้คนอื่น หรือไม่กรรมก็จะนำให้ไปเกิดอยู่ในแวดวงนักฆ่า เช่นเป็นลูกชาวประมง เป็นลูกเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
อำนาจกรรมนี้ชินอย่างไรก็จะไปอย่างนั้น นิสัยเราปลูกฝังไว้อย่างไรก็จะเป็นไปแบบนั้น เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปตามเหตุ ฉะนั้นเหตุที่เราสร้างกันทุกวันนี้คืออะไร? เรามาที่นี่เราได้วางศาสตราวุธต่างๆ แม้กระทั่งปากหรือวาจาที่เคยใช้เป็นอาวุธ เช่น การส่อเสียดผู้อื่น การด่าผู้อื่น เราได้หยุดแล้วมาสำรวมกาย วาจา และใจเพื่อผลิตชีวิตของเราไปในเส้นทางสายใหม่ก็คือ อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนันติ.
ก็คือ การหยุดว่ากล่าว การหยุดทำร้าย หยุดเบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ยินดีอยู่ในที่สงบสงัด กินน้อยใช้น้อย กินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก แล้วเราก็มาหากำไรชีวิต ก็คือ มาหาปัญญาเพื่อสร้างสะสมอุปนิสัยของตนเองให้คุ้นและเคย เพื่อจะได้ให้ความคุ้นและเคยนี้กลับมาเป็นที่คบของเราในอารมณ์สุดท้าย เราก็จะได้เลือกว่าอะไรควรคบ ภาพต่างๆ ก็จะมาเป็นกรรมนิมิต คตินิมิต และเป็นกรรมอารมณ์ของเราเองคนเดียว
ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง การมีชีวิตอยู่ที่ยังไม่ถึงจุดจบคือยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานนี้โอกาสที่เราจะไปดีนั้นมีน้อย เพราะการไปทางสูงก็เหมือนเขาของวัวที่มีแค่สองเขา แต่ถ้าหากจะไปทางต่ำก็เหมือนขนของวัวที่มีจำนวนมากนับไม่ถ้วน
ฉะนั้น ทางลงจึงสะดวกแต่ทางขึ้นนั้นลำบาก แต่วันนี้และโอกาสชีวิตของเราก็ต้องพยายามดันเขาของตนเองให้สูงขึ้นมาแล้ว และเราก็ไม่ได้ขึ้นเขาแบบวัวนะ แต่เราจะขึ้นเขาพระสุเมรุให้ได้ เพื่อจะได้รักษาระดับชีวิตของเราให้มีความชอบประกอบไปด้วยคุณงามความดี
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:29:22 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 9![]()
เรื่องของนายจุนทะที่นำมา คือเรื่องของมนุษย์ที่ตายแล้วไปเกิดในนรกนี้ ก็ได้จบลงแล้ว แต่ยังเหลืออีกภพหนึ่งที่จะอธิบายในสัปดาห์หน้าคือ เรื่องของมนุษย์ที่ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน วันนี้เราได้ฟังแล้วก็ต้องนำไปรับปรุงจิตใจของเราอย่าให้เราตกไปในความชั่ว
และถึงเราจะไม่ได้เป็นนักฆ่าแต่ก็ไม่ควรเป็นนักฆ่าทางอ้อมด้วย คือ ไปชี้ไปสั่งสัตว์ที่มีชีวิตมากินเป็นอาหาร ขอให้หยุดเสียเถิดโดยการหลีก ละ ลด แล้วก็เลิก เพราะอร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน
จึงขอชวนทุกท่านมาตั้งใจกันเถอะว่า เราจะกินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน เพราะถ้าเราเป็นพวกชอบลิ้มลองแล้วโอชะที่เราติดนี้โอกาสที่เราจะไปชี้นิ้วสั่งก็จะมีมาก เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วก็สะเทือนใจว่า การกินนี่แหละนำไปสู่นรกได้ แม้บางครั้งเราคิดว่า เราเป็นคนใจเย็นไม่โกรธ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าสิ่งที่นำไปสู่นรกได้นั้นจะเป็นโทสะจากความโกรธเพียงอย่างเดียว การฆ่านี่ก็ด้วยเหมือนกันมีอำนาจนำไปเกิดในนรกได้
เรามาตั้งเจตนาเช่นนี้เพื่อที่จะได้ปลีกชีวิตออกจากการสุ่มเสี่ยงในการทำชั่วออกมา ไม่กลัวบาป เพราะสิ่งเหล่านั้นมันจะมาเป็นอารมณ์เวลาใกล้ตายของเราได้ และเมื่อถึงเวลานั้นแล้วก็ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง
เช่นเดียวกันกับห้องใจภักดิ์รักกุศลในวันนี้ที่มีของฝากประจำสัปดาห์มาบอกกับท่านว่า
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:30:09 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 10![]()
ห้องใจภักดิ์รักกุศล
เราทุกคนต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่อาศัยความคุ้นเคยเราจึงต่างดูเหมือนรู้จักกันสนิมสนม
และความสนิมชิดใกล้กันนี่แหละ ต่างจึงแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ออกมา บางครั้งแสนดี บางครั้งแสนร้าย ซึ่งเป็นไปตามอารมณ์ที่ไม่ฉลาด
แต่ยามใดที่เกิดความฉลาดได้ เราก็จะพบว่า " ความโกรธของเราไม่ได้เกิดจากคนอื่นหรอก แต่มันเกิดจากความคาดหวัง ที่เราเองอยากให้คนอื่นเป็นไปตามที่ต้องการ แต่กลับไม่เป็นไปตามนั้นต่างหาก"
จะไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับใครหรอก หากเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละคนได้ แม้กระทั่งตัวเอง
อย่าสนองตอบสิ่งเร้ามากเกินไป จงรักษาจิตให้ฉลาดจะดีกว่า
ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร
๒๑ กันยายน ๒๕๕๑
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:30:30 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |