มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รักษาจิตให้ฉลาด








รักษาจิตให้ฉลาด


"ขอให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เหมือนเรามีนัดประชุมสภาตรงนี้เป็นสถานที่ที่เรามาร่วมกันสร้างสรรค์ความดี ฉะนั้น เราก็ต้องประพฤติและปฏิบัติให้สมกับเจตนาของเราหรือตรงกับเป้าหมายของเราให้ได้ ด้วยการมั่นคงต่องานที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นคือ การสวดมนต์ทำวัตรเช้า และการกระทำในลำดับต่อๆ ไป คือมีการฟังธรรมะ การเรียนพระอภิธรรมปิฎก

ฉะนั้น จิตที่มั่นคงต่อคุณงามความดีย่อมต้องได้รับผลดีแน่นอน ขอให้ทุกคนประนมมือขึ้น แล้วมองไปยังองค์พระปฏิมาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพสักการะเทิดทูนไว้เหนือชีวิต เพราะด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณนั้น ที่องค์พระศาสดาจารย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานไว้ให้แก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รู้และประฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้

เราทั้งหลายจึงมีวันนี้วันที่เราสร้างความดีได้ด้วยใจศรัทธาปสาทะ ด้วยความเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา เพื่อให้กาย วาจา ใจของเรานั้นสงบ บริสุทธิ์จากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมองให้ได้ จึงขอให้ทุกคนน้อนรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่นั้นแล้วกล่าวคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังคัง สรณัง คังฉามิ ฯลฯ"

นั่นคือคำกล่าวของอาจารย์ที่นำทุกคนเข้าสู่การสวดมนต์ทำวัตรเช้าในวันนี้ และหลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าและการกล่าวคำแผ่เมตตาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้อนุโมทนากุศลกับทุกคนแล้วก็นำเข้าสู่การเปิดเผยความเป็นไปของชีวิตที่เวียนว่ายไปในภพภูมิต่างๆ อันเป็นช่วงเวลาแห่งกุศลในลำดับต่อมา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 ก.ย. 2551 , 22:26:35 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11



เราเกิดมาต่างคนต่างก็มีพ่อแม่ ที่มานั่งกันอยู่ตรงนี้ก็ต่างคนต่างมา ต่างมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายของตนเอง แล้วเราก็มาประชุมมาสมาคมกันในสถานที่แห่งนี้ ตอนที่มาใหม่ๆ คนใหม่ก็มองคนเก่าว่าที่นี่มีแต่แปลกหน้า คนเก่าก็มองคนใหม่ว่ามีคนแปลกหน้ามา จึงต่างก็เป็นแปลกหน้าของกันและดัน

แต่พอเวลาล่วงเลยไปจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นสองเดือน ....จากการพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะกันทำให้เราเหมือนเป็นคนที่ไม่แปลกหน้ากัน ซึ่งเดิมที่ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ต่างก็มีลีลาชีวิตของตนเองกันทั้งนั้นเลยคือมีฟอร์ม แต่เมื่อเราคบกันจนคุ้นแล้วก็พากันถอดฟอร์มถอดหน้ากากชีวิตออกไป แล้วก็มีอะไรอีกสารพัดที่นำออกมาให้แก่กันได้ จากคนแปลกหน้าก็เลยการเป็นคนที่มีเรื่องแปลกๆ มาบอกกัน มาแสดงแก่กัน

บางคนดูภายนอกเรียบร้อยแต่นิสัยจริงๆนั้นช่างคุยจนไฟแลบ บางคนดูแล้วไฟไม่น่าแลบเลยแต่ชอบโกรธขี้โมโหชะมัด บางคนดูนิ่งๆ แต่มีโลภะมากชะมัด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเพราะแต่ละคนต่างก็มีจริตหลายๆ อย่าง อยู่ที่ว่าในแต่ละขณะนั้นจะแสดงอะไรออกมา

ดังนั้นเพราะความคุ้นคบนี่แหละที่ทำให้สิ่งแปลกๆ ตามออกมา ซึ่งบางครั้งก็ดูแสนดีนะคนนี้ เช่นเราก็แสนดี๊แสนดี แต่บางครั้งก็ฉุนเฉียวง่าย ซึ่งดูแปลกๆ เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย แสดงออกมาได้อยู่เสมอๆ ซึ่งเป็นไปตามอารมณ์ของคนที่ไม่ฉลาดไม่สำรวม

ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบอกว่า ธรรมที่ทำให้เกิดความสง่างามคือขันติและโสรัจจะ ขันติคือความอดกลั้นต่อความลำบาก อดกลั้นต่ออารมณ์ โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยมเจียมตน มีความสำรวมกาย วาจา ใจ และรู้จักพูดในเวลาที่ควรพูด รู้จักเงียบในเวลาที่ควรเงียบ รู้จักใช้เสียงในขณะที่ควรใช้เสียง

ผู้ที่มีขันติและโสรัจจะนั้นนอกจากจะมีบุคลิกที่สง่างามแล้ว ก็จะเป็นคนฉลาดด้วย แต่ทุกวันนี้เรายังขาดขันติโดยมีขันแตกอยู่บ่อยๆ และเราก็ขาดโสรัจจะเพราะเราโสมมคือจิตของเรามีความสกปรมโสสมมากกว่าโสรัจจะ จึงแสดงอาการที่ไม่ฉลาดออกไป

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:30:49 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )


  สลักธรรม 12



แต่ถ้าหากยามใดที่เกิดความฉลาดขึ้นมา เราก็จะพบว่าความโกรธง่ายของเราไม่ได้เกิดจากคนอื่นเลย ไม่มีใครทำให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง ไม่มีใครพูดให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง เพราะความโกรธเหล่านี้เกิดจากความคาดหวัง เช่น ครูก็คาดหวังให้ศิษย์มีความรู้หรือได้รับได้เก็บเกี่ยวความรู้ไป แล้วก็ตั้งใจเรียน ..นี่คือความหวังของครู แต่ถ้าหากครูหวังมาก ครูก็ผิดหวังมาก เพราะเราบังคับใจใครไม่ได้

ส่วนลูกศิษย์ก็หวังในครูว่า ตนเองจะเป็นที่รักของครู เป็นที่เสน่หาของครู แล้วครูจะไม่ดุไม่ว่าเรา ..ถ้าเราหวังมาก เราก็ผิดหวังมาก เพราะถ้าหากเราทำผิดเราก็ต้องถูกครูดุแน่นอน เพราะความมีระเบียบวินัยก็เหมือนกับกฎหมายชนิดหนึ่งที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ

ฉะนั้น ความโกรธจึงเกิดจากความคาดหวังที่เราเองอยากจะให้คนอื่นเขาเป็นไปตามที่เราต้องการ อยากให้นักเรียนเป็นเหมือนอย่างที่ใจเราคิด อยากให้ครูเป็นเหมือนใจเราคิด อยากให้คนทั้งหมดเหมือนใจเราคิด ..เมื่อความคาดหวังประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดเราจึงโกรธ

และการโกรธนี้ก็เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย เพราะเราคิดแต่เรื่องของตนเอง มองแต่ใจของตนเอง แล้วก็อยากให้ใจของตนเองสมปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในข้อคิดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ มองมุมแคบ ไม่ได้มองมุมกว้าง

ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับใครเลยถ้าเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละคนได้ แล้วทำอย่างไรล่ะที่เราจะสามารถเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละบุคคลได้ ...ก็ต้องเรียนพระอภิธรรม เพราะการเรียนรู้เรื่องตนคนเดียวก็รู้เรื่องคนอื่นทุกคนเลย ซึ่งมีความเหมือนกัน เช่นเราเห็นของดี ของสวย ของน่ารับประทาน เราก็อยากได้

แล้วเราอยากได้ มีอะไร เช่น มีโสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตวิปปยุตตัง อสังขาริกัง หรืออยากได้แล้วก็มีความเห็นผิดร่วมเข้ามาทันทีเลยว่าได้มาแล้วเราจะเป็นสุข เราก็มี โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง แล้วเรากับเขาถ้าหากเกิดอารมณ์เช่นนั้นก็จะมีปรากฏการณ์ของจิตประเภทเดียวกันเกิดขึ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:35:42 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )


  สลักธรรม 13



และถ้าหากโกรธล่ะ ..ก็เป็นปฏิฆะ แล้วถ้าเราโง่ล่ะ..ก็เป็นวิจิกิจฉา และอุทธัจจะ และถ้าหากเรามีจิตเลื่อมใสมีใจศรัทธาเห็นพระพุทธรูปงามก็มีความผ่องแผ้วมีความปิติเบิกบาน ได้อ่านพระอานนท์เถระเจ้าก็ซึ้งใจ สภาพเช่นนั้นก็คือ โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง หรือได้อ่านเพราะถูกชักชวนมาก็จะเป็น โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง สสังขาริกัง เรากับเขาก็เป็นเหมือนกันหมด

พระอภิธรรมจึงตอบได้ทุกอย่างว่าสภาพจิตของเขาของเราในขณะนั้นคืออะไรมาทำงานกัน นี่แหละ เราจะสามารถมองเห็นแก่นแท้ภายในจิตของชีวิตแต่ละคนได้

และนอกจากนั้น จิตเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาค้างสต๊อก เกิดมาแล้วก็ดับ มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ..เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะถือสาหาความทั้งเราและเขาได้ไหม? ไม่ได้ จึงต้องเลิกคิดเสียแล้วอภัยให้เขา เราเลิกนิสัยเก่าๆ แล้วอภัยให้คนก่อนๆ

คือเลิกนิสัยเก่าๆ ที่ยึดมั่นว่าอารมณ์นี้มั่นคง และคิดจะโกรธค้างสต๊อกก็ไม่ทำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เราและเขาล้วนเกิดแล้วก็ดับไปหมดไปแล้ว เราจึงต้องมีปัญญารู้ทันใจของเรา ให้อภัยและให้โอกาสผู้อื่น ..นี่แหละสันติสุขจึงจะเกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้

อย่าไปสนองตอบสิ่งเร้ามากเกินไป สิ่งเร้าก็คือการที่เราเห็นไม่ดีแล้วเราก็จ้องอยู่นั่นแหละ แล้วก็ไปนึกและพิจารณาอยู่ในเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ..นี่แหละเป็นการสนองตอบสิ่งเร้า บางครั้งเขาพูดนิดเดียวหรือแสดงอาการนิดเดียวแต่เราเก็บไปคิดหนึ่งอาทิตย์..เป็นการสนองตอบสิ่งเร้าที่เก่าไปแล้วด้วยจิตที่ไม่ฉลาดเลย เราจึงควรรักษาจิตให้ฉลาดจะดีกว่า นี่ก็คือสิ่งที่นำมาบอกท่านในวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:36:01 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )


  สลักธรรม 14



ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ก็มีกันหลายชีวิต และแต่ละชีวิตก็เกิดกันมาหลายชาติมาก แล้วเราก็ต้องเดินทางต่อไปจากภพนี้สู่ภพหน้า สิ่งที่ส่งให้เราไปภพโน้นก็มีอยู่สองอย่างคือ กรรมดีกับกรรมชั่ว แล้วเราเลือกคุ้นกับกรรมชนิดไหน เพราะกรรมชั่วส่งไปทุคติภพ ส่วนกรรมดีก็เป็นผู้ผลักเราไปสู่สุคติภพ ชีวิตจึงน่ากลัว

นั่งอยู่ตรงนี้ก็มีกันหลายชีวิต สัตว์ในโลกนี้ที่ตายไปก็หลายชีวิต แต่ละชีวิตในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นไทยจีนแขกฝรั่งหรือใครก็แล้วแต่ ต่างก็เกิดมาใช้กรรมปางก่อน

เมื่อเราต้องใช้กรรมแล้วเราก็ต้องเลือกหากรรมใหม่ให้ดีให้ได้ ก็คือทำความดีให้ถึงพร้อม ละความชั่วให้หมดไป และทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ..นั่นก็คือทางที่ควรดำเนิน

เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องพิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่า ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร แล้วใครเป็นผู้ได้รับ ...ก็เรานี่แหละที่เป็นผู้ได้รับทั้งสิ้น เพราะเราเกิดมาใช้กรรมปางก่อน

ก่อนที่จะจากกันไปในวันนี้ ก็อย่าลืมว่า วัฏสงสารของเรานี้มี ได้ (อดีตเหตุ) - มา (ปัจจุบันผล) -หา (ปัจจุบันเหตุ) -ไป (อนาคตผล) อย่างที่หลวงพ่อเคยบอกอยู่เสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:36:50 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )


  สลักธรรม 15



อดีตเหตุเราได้ทำอะไรมา ..เราได้ทำดีทำชั่ว เราได้ทำมา

แล้วก็มารับในปัจจุบันผล ..เป็นคนเป็นสัตว์มีสุขทุกข์ต่างๆ

เมื่อมาแล้วก็มาอยู่ในปัจจุเหตุคือหาอีกแล้ว ..ทำกรรมใหม่ หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว

แล้วก็มีอนาคตผลเป็นไปในวัฏฏสงสารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ฉะนั้น ได้ มา หา ไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือภัยอันไม่มีที่สิ้นสุด ก็ขอให้อำนาจคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพประกอบกับคุณงามความดีของท่านที่ได้พากเพียรเรียนรู้มาจนถึงวันนี้ จนมีจิตใจเกรงความชั่ว กลัวผลบาป และมีความสะดุ้งหวาดเสียวที่จะเปลี่ยนหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า ด้วยการสะสมความดีมีจิตเป็นกุศลและนำตนให้พ้นบาปธรรมทั้งหลาย

ขอความตั้งใจด้วยศรัทธาปสาทะนั้น จงทำให้ท่านสามารถหลีก ละ ลด แล้วเลิกสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร และสิ่งที่ประหารชีวิตให้ตกต่ำอยู่ตลอดเวลานั้นจงหมดไปจากชีวิต ขออำนาจเหล่านั้นคือคุณงามความดีจงพยุงโอบอุ้มและเป็นปัจจัยอันสำคัญสิ่งให้ท่านนั้นพ้นภัยในชาตินี้จนวันตาย ได้มีความเบิกบานในธรรม มีความแจ่มใสในธรรม และเป็นผู้ตื่นอยู่ในธรรมได้ตลอดเวลา มีความสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา และมีที่ไปคือสุคติภพได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน และถึงจุดหมายปลายทางคือพระนิพพานโดยไวชาติ ขอนุโมทนาค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:37:11 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )


  สลักธรรม 16

เป็นการกระเทาะชีวิตที่มากไปด้วยความทารุณโหดร้ายมากจริงๆครับ จนทำให้พี่เณรขยาดในอาหารแต่ละมื้อไปได้มากจริงๆครับ เฮ้อ..กินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้กินเพื่อแก้ยากอร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกันนั้น ดีมากเลยครับสำหรับการเดินทางไปเพื่อพ้นทุกข์

แต่ด้วยกิเลสในชีวิตนั้นมีมากจริงๆเลยเป็นทุกข์เพราะกิเลสไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากนี่ซิครับ ต้องหัดๆๆกันอีกมากเลย

และมีอีกมุมมองชีวิตที่สามารถอ่านใจตนเองและคนอื่นออกได้ด้วยพระอภิธรรมคำสอนในเรื่องจริงที่สุดของชีวิตได้ดีเลยครับ และการมีความรู้นี้สร้างคุณค่าให้จิตได้มากมากนะครับผม

ขอบพระคุณในความกรุณาจิตของน้องกิ้ฟจริงๆ ที่นำมาเพื่อให้ได้อ่านทั่วถ้วนกัน และขออนุโมทนาในกุศลกรรมที่น้องกิ้ฟได้ทำมาอย่างสม่ำเสมอจริงๆครับ.

โดย พี่เณร [22 ก.ย. 2551 , 10:28:35 น.] ( IP = 58.9.136.190 : : )


  สลักธรรม 17


ทุกวันนี้เวลาเข้าตลาดสด ก็เลี่ยงที่จะไม่เดินผ่านแผงขายเนื้อสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว ยิ่งได้มารับฟังและอ่านซ้ำอีก ก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ สงสารทั้งสัตว์ที่ถูกทารุณมาก และก็ให้รู้สึกสงสารทั้งผู้ที่กระทำทารุณกรรม และสงสารตัวเองด้วย ที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏจักรเหล่านี้อีกนับภพชาติไม่ถ้วน ก็ด้วยกิเลสที่ยังหนาแน่นอยู่

......ได้เห็นซึ้งถึงอำนาจของกรรมที่มิได้สูญหายไปไหน ช่างน่ากลัวสยดสยองมากทีเดียว....และก็มาให้เห็นสัจจธรรมในช่วงท้ายว่า..... จะไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับใครหรอก หากเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละคนได้ แม้กระทั่งตัวเอง

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่ให้ความรู้ ให้ได้เห็นสภาพผลของกรรมที่เกิดขึ้น และเน้นให้พวกเราได้เข้าใจในชีวิต และรู้จักรักษาจิตของตนให้ฉลาดด้วยการอย่าตอบสนองสิ่งเร้ามากเกินไป

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมของน้องกิ๊ฟค่ะ

โดย พี่ดา [22 ก.ย. 2551 , 18:26:16 น.] ( IP = 124.121.178.92 : : )


  สลักธรรม 18

มาทบทวนในสาระธรรมอีกครั้ง มาครั้งนี้สยดสยองกว่าทุกครั้ง และเป็นทางเดินที่ไม่ควรนิยมชมเชยเลย

มุมมองของคนแปลกหน้า กับ ความคุ้นเคย จนกลายเป็นคนไม่แปลกหน้า แต่ก็ยังพบเห็นความเปลี่ยนแปลง

ซึ่งเขากับเราก็คงไม่แตกต่างกัน
คงหันมามองตนเองก่อนเป็นประการแรกว่าเรามีธรรมอะไรมาคุ้มครองใจบ้างแล้ว

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และน้องกิ้ฟมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ [22 ก.ย. 2551 , 18:45:57 น.] ( IP = 125.24.18.149 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org