| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รักษาจิตให้ฉลาด
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 11![]()
เราเกิดมาต่างคนต่างก็มีพ่อแม่ ที่มานั่งกันอยู่ตรงนี้ก็ต่างคนต่างมา ต่างมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายของตนเอง แล้วเราก็มาประชุมมาสมาคมกันในสถานที่แห่งนี้ ตอนที่มาใหม่ๆ คนใหม่ก็มองคนเก่าว่าที่นี่มีแต่แปลกหน้า คนเก่าก็มองคนใหม่ว่ามีคนแปลกหน้ามา จึงต่างก็เป็นแปลกหน้าของกันและดัน
แต่พอเวลาล่วงเลยไปจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นสองเดือน ....จากการพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะกันทำให้เราเหมือนเป็นคนที่ไม่แปลกหน้ากัน ซึ่งเดิมที่ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ต่างก็มีลีลาชีวิตของตนเองกันทั้งนั้นเลยคือมีฟอร์ม แต่เมื่อเราคบกันจนคุ้นแล้วก็พากันถอดฟอร์มถอดหน้ากากชีวิตออกไป แล้วก็มีอะไรอีกสารพัดที่นำออกมาให้แก่กันได้ จากคนแปลกหน้าก็เลยการเป็นคนที่มีเรื่องแปลกๆ มาบอกกัน มาแสดงแก่กัน
บางคนดูภายนอกเรียบร้อยแต่นิสัยจริงๆนั้นช่างคุยจนไฟแลบ บางคนดูแล้วไฟไม่น่าแลบเลยแต่ชอบโกรธขี้โมโหชะมัด บางคนดูนิ่งๆ แต่มีโลภะมากชะมัด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเพราะแต่ละคนต่างก็มีจริตหลายๆ อย่าง อยู่ที่ว่าในแต่ละขณะนั้นจะแสดงอะไรออกมา
ดังนั้นเพราะความคุ้นคบนี่แหละที่ทำให้สิ่งแปลกๆ ตามออกมา ซึ่งบางครั้งก็ดูแสนดีนะคนนี้ เช่นเราก็แสนดี๊แสนดี แต่บางครั้งก็ฉุนเฉียวง่าย ซึ่งดูแปลกๆ เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย แสดงออกมาได้อยู่เสมอๆ ซึ่งเป็นไปตามอารมณ์ของคนที่ไม่ฉลาดไม่สำรวม
ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบอกว่า ธรรมที่ทำให้เกิดความสง่างามคือขันติและโสรัจจะ ขันติคือความอดกลั้นต่อความลำบาก อดกลั้นต่ออารมณ์ โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยมเจียมตน มีความสำรวมกาย วาจา ใจ และรู้จักพูดในเวลาที่ควรพูด รู้จักเงียบในเวลาที่ควรเงียบ รู้จักใช้เสียงในขณะที่ควรใช้เสียง
ผู้ที่มีขันติและโสรัจจะนั้นนอกจากจะมีบุคลิกที่สง่างามแล้ว ก็จะเป็นคนฉลาดด้วย แต่ทุกวันนี้เรายังขาดขันติโดยมีขันแตกอยู่บ่อยๆ และเราก็ขาดโสรัจจะเพราะเราโสมมคือจิตของเรามีความสกปรมโสสมมากกว่าโสรัจจะ จึงแสดงอาการที่ไม่ฉลาดออกไป
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:30:49 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 12![]()
แต่ถ้าหากยามใดที่เกิดความฉลาดขึ้นมา เราก็จะพบว่าความโกรธง่ายของเราไม่ได้เกิดจากคนอื่นเลย ไม่มีใครทำให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง ไม่มีใครพูดให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง เพราะความโกรธเหล่านี้เกิดจากความคาดหวัง เช่น ครูก็คาดหวังให้ศิษย์มีความรู้หรือได้รับได้เก็บเกี่ยวความรู้ไป แล้วก็ตั้งใจเรียน ..นี่คือความหวังของครู แต่ถ้าหากครูหวังมาก ครูก็ผิดหวังมาก เพราะเราบังคับใจใครไม่ได้
ส่วนลูกศิษย์ก็หวังในครูว่า ตนเองจะเป็นที่รักของครู เป็นที่เสน่หาของครู แล้วครูจะไม่ดุไม่ว่าเรา ..ถ้าเราหวังมาก เราก็ผิดหวังมาก เพราะถ้าหากเราทำผิดเราก็ต้องถูกครูดุแน่นอน เพราะความมีระเบียบวินัยก็เหมือนกับกฎหมายชนิดหนึ่งที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ
ฉะนั้น ความโกรธจึงเกิดจากความคาดหวังที่เราเองอยากจะให้คนอื่นเขาเป็นไปตามที่เราต้องการ อยากให้นักเรียนเป็นเหมือนอย่างที่ใจเราคิด อยากให้ครูเป็นเหมือนใจเราคิด อยากให้คนทั้งหมดเหมือนใจเราคิด ..เมื่อความคาดหวังประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดเราจึงโกรธ
และการโกรธนี้ก็เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย เพราะเราคิดแต่เรื่องของตนเอง มองแต่ใจของตนเอง แล้วก็อยากให้ใจของตนเองสมปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในข้อคิดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ มองมุมแคบ ไม่ได้มองมุมกว้าง
ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับใครเลยถ้าเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละคนได้ แล้วทำอย่างไรล่ะที่เราจะสามารถเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละบุคคลได้ ...ก็ต้องเรียนพระอภิธรรม เพราะการเรียนรู้เรื่องตนคนเดียวก็รู้เรื่องคนอื่นทุกคนเลย ซึ่งมีความเหมือนกัน เช่นเราเห็นของดี ของสวย ของน่ารับประทาน เราก็อยากได้
แล้วเราอยากได้ มีอะไร เช่น มีโสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตวิปปยุตตัง อสังขาริกัง หรืออยากได้แล้วก็มีความเห็นผิดร่วมเข้ามาทันทีเลยว่าได้มาแล้วเราจะเป็นสุข เราก็มี โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง แล้วเรากับเขาถ้าหากเกิดอารมณ์เช่นนั้นก็จะมีปรากฏการณ์ของจิตประเภทเดียวกันเกิดขึ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:35:42 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 13![]()
และถ้าหากโกรธล่ะ ..ก็เป็นปฏิฆะ แล้วถ้าเราโง่ล่ะ..ก็เป็นวิจิกิจฉา และอุทธัจจะ และถ้าหากเรามีจิตเลื่อมใสมีใจศรัทธาเห็นพระพุทธรูปงามก็มีความผ่องแผ้วมีความปิติเบิกบาน ได้อ่านพระอานนท์เถระเจ้าก็ซึ้งใจ สภาพเช่นนั้นก็คือ โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง หรือได้อ่านเพราะถูกชักชวนมาก็จะเป็น โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง สสังขาริกัง เรากับเขาก็เป็นเหมือนกันหมด
พระอภิธรรมจึงตอบได้ทุกอย่างว่าสภาพจิตของเขาของเราในขณะนั้นคืออะไรมาทำงานกัน นี่แหละ เราจะสามารถมองเห็นแก่นแท้ภายในจิตของชีวิตแต่ละคนได้
และนอกจากนั้น จิตเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาค้างสต๊อก เกิดมาแล้วก็ดับ มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ..เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะถือสาหาความทั้งเราและเขาได้ไหม? ไม่ได้ จึงต้องเลิกคิดเสียแล้วอภัยให้เขา เราเลิกนิสัยเก่าๆ แล้วอภัยให้คนก่อนๆ
คือเลิกนิสัยเก่าๆ ที่ยึดมั่นว่าอารมณ์นี้มั่นคง และคิดจะโกรธค้างสต๊อกก็ไม่ทำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เราและเขาล้วนเกิดแล้วก็ดับไปหมดไปแล้ว เราจึงต้องมีปัญญารู้ทันใจของเรา ให้อภัยและให้โอกาสผู้อื่น ..นี่แหละสันติสุขจึงจะเกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้
อย่าไปสนองตอบสิ่งเร้ามากเกินไป สิ่งเร้าก็คือการที่เราเห็นไม่ดีแล้วเราก็จ้องอยู่นั่นแหละ แล้วก็ไปนึกและพิจารณาอยู่ในเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ..นี่แหละเป็นการสนองตอบสิ่งเร้า บางครั้งเขาพูดนิดเดียวหรือแสดงอาการนิดเดียวแต่เราเก็บไปคิดหนึ่งอาทิตย์..เป็นการสนองตอบสิ่งเร้าที่เก่าไปแล้วด้วยจิตที่ไม่ฉลาดเลย เราจึงควรรักษาจิตให้ฉลาดจะดีกว่า นี่ก็คือสิ่งที่นำมาบอกท่านในวันนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:36:01 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 14![]()
ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ก็มีกันหลายชีวิต และแต่ละชีวิตก็เกิดกันมาหลายชาติมาก แล้วเราก็ต้องเดินทางต่อไปจากภพนี้สู่ภพหน้า สิ่งที่ส่งให้เราไปภพโน้นก็มีอยู่สองอย่างคือ กรรมดีกับกรรมชั่ว แล้วเราเลือกคุ้นกับกรรมชนิดไหน เพราะกรรมชั่วส่งไปทุคติภพ ส่วนกรรมดีก็เป็นผู้ผลักเราไปสู่สุคติภพ ชีวิตจึงน่ากลัว
นั่งอยู่ตรงนี้ก็มีกันหลายชีวิต สัตว์ในโลกนี้ที่ตายไปก็หลายชีวิต แต่ละชีวิตในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นไทยจีนแขกฝรั่งหรือใครก็แล้วแต่ ต่างก็เกิดมาใช้กรรมปางก่อน
เมื่อเราต้องใช้กรรมแล้วเราก็ต้องเลือกหากรรมใหม่ให้ดีให้ได้ ก็คือทำความดีให้ถึงพร้อม ละความชั่วให้หมดไป และทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ..นั่นก็คือทางที่ควรดำเนิน
เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องพิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่า ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร แล้วใครเป็นผู้ได้รับ ...ก็เรานี่แหละที่เป็นผู้ได้รับทั้งสิ้น เพราะเราเกิดมาใช้กรรมปางก่อน
ก่อนที่จะจากกันไปในวันนี้ ก็อย่าลืมว่า วัฏสงสารของเรานี้มี ได้ (อดีตเหตุ) - มา (ปัจจุบันผล) -หา (ปัจจุบันเหตุ) -ไป (อนาคตผล) อย่างที่หลวงพ่อเคยบอกอยู่เสมอ
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:36:50 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 15![]()
อดีตเหตุเราได้ทำอะไรมา ..เราได้ทำดีทำชั่ว เราได้ทำมา
แล้วก็มารับในปัจจุบันผล ..เป็นคนเป็นสัตว์มีสุขทุกข์ต่างๆ
เมื่อมาแล้วก็มาอยู่ในปัจจุเหตุคือหาอีกแล้ว ..ทำกรรมใหม่ หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว
แล้วก็มีอนาคตผลเป็นไปในวัฏฏสงสารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉะนั้น ได้ มา หา ไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือภัยอันไม่มีที่สิ้นสุด ก็ขอให้อำนาจคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพประกอบกับคุณงามความดีของท่านที่ได้พากเพียรเรียนรู้มาจนถึงวันนี้ จนมีจิตใจเกรงความชั่ว กลัวผลบาป และมีความสะดุ้งหวาดเสียวที่จะเปลี่ยนหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า ด้วยการสะสมความดีมีจิตเป็นกุศลและนำตนให้พ้นบาปธรรมทั้งหลาย
ขอความตั้งใจด้วยศรัทธาปสาทะนั้น จงทำให้ท่านสามารถหลีก ละ ลด แล้วเลิกสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร และสิ่งที่ประหารชีวิตให้ตกต่ำอยู่ตลอดเวลานั้นจงหมดไปจากชีวิต ขออำนาจเหล่านั้นคือคุณงามความดีจงพยุงโอบอุ้มและเป็นปัจจัยอันสำคัญสิ่งให้ท่านนั้นพ้นภัยในชาตินี้จนวันตาย ได้มีความเบิกบานในธรรม มีความแจ่มใสในธรรม และเป็นผู้ตื่นอยู่ในธรรมได้ตลอดเวลา มีความสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา และมีที่ไปคือสุคติภพได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน และถึงจุดหมายปลายทางคือพระนิพพานโดยไวชาติ ขอนุโมทนาค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2551 , 22:37:11 น.] ( IP = 58.9.92.29 : : )
สลักธรรม 16เป็นการกระเทาะชีวิตที่มากไปด้วยความทารุณโหดร้ายมากจริงๆครับ จนทำให้พี่เณรขยาดในอาหารแต่ละมื้อไปได้มากจริงๆครับ เฮ้อ..กินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้กินเพื่อแก้ยากอร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกันนั้น ดีมากเลยครับสำหรับการเดินทางไปเพื่อพ้นทุกข์
แต่ด้วยกิเลสในชีวิตนั้นมีมากจริงๆเลยเป็นทุกข์เพราะกิเลสไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากนี่ซิครับ ต้องหัดๆๆกันอีกมากเลย
และมีอีกมุมมองชีวิตที่สามารถอ่านใจตนเองและคนอื่นออกได้ด้วยพระอภิธรรมคำสอนในเรื่องจริงที่สุดของชีวิตได้ดีเลยครับ และการมีความรู้นี้สร้างคุณค่าให้จิตได้มากมากนะครับผม
ขอบพระคุณในความกรุณาจิตของน้องกิ้ฟจริงๆ ที่นำมาเพื่อให้ได้อ่านทั่วถ้วนกัน และขออนุโมทนาในกุศลกรรมที่น้องกิ้ฟได้ทำมาอย่างสม่ำเสมอจริงๆครับ.โดย พี่เณร [22 ก.ย. 2551 , 10:28:35 น.] ( IP = 58.9.136.190 : : )
สลักธรรม 17
ทุกวันนี้เวลาเข้าตลาดสด ก็เลี่ยงที่จะไม่เดินผ่านแผงขายเนื้อสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว ยิ่งได้มารับฟังและอ่านซ้ำอีก ก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ สงสารทั้งสัตว์ที่ถูกทารุณมาก และก็ให้รู้สึกสงสารทั้งผู้ที่กระทำทารุณกรรม และสงสารตัวเองด้วย ที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏจักรเหล่านี้อีกนับภพชาติไม่ถ้วน ก็ด้วยกิเลสที่ยังหนาแน่นอยู่
......ได้เห็นซึ้งถึงอำนาจของกรรมที่มิได้สูญหายไปไหน ช่างน่ากลัวสยดสยองมากทีเดียว....และก็มาให้เห็นสัจจธรรมในช่วงท้ายว่า..... จะไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับใครหรอก หากเราสามารถมองเห็นแก่นแท้ของชีวิตภายในจิตของแต่ละคนได้ แม้กระทั่งตัวเอง
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่ให้ความรู้ ให้ได้เห็นสภาพผลของกรรมที่เกิดขึ้น และเน้นให้พวกเราได้เข้าใจในชีวิต และรู้จักรักษาจิตของตนให้ฉลาดด้วยการอย่าตอบสนองสิ่งเร้ามากเกินไป
ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมของน้องกิ๊ฟค่ะโดย พี่ดา [22 ก.ย. 2551 , 18:26:16 น.] ( IP = 124.121.178.92 : : )
สลักธรรม 18มาทบทวนในสาระธรรมอีกครั้ง มาครั้งนี้สยดสยองกว่าทุกครั้ง และเป็นทางเดินที่ไม่ควรนิยมชมเชยเลย
มุมมองของคนแปลกหน้า กับ ความคุ้นเคย จนกลายเป็นคนไม่แปลกหน้า แต่ก็ยังพบเห็นความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งเขากับเราก็คงไม่แตกต่างกัน
คงหันมามองตนเองก่อนเป็นประการแรกว่าเรามีธรรมอะไรมาคุ้มครองใจบ้างแล้ว
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และน้องกิ้ฟมากค่ะโดย น้องอุ๊ [22 ก.ย. 2551 , 18:45:57 น.] ( IP = 125.24.18.149 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |