มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


โลกสามคืออะไร








ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว




ถาม โลกสามคืออะไร

ตอบ โลกสามที่คุณถามมานั้นได้แก่

๑. โอกาสโลก ได้แก่ สถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ ได้แก่ ภูมิ ๓๑

๒. สัตวโลก หมายถึงหมู่สัตว์ที่เกิดมาจากกรรมที่แตกต่างกัน และมีการกระทำกรรมที่แตกต่างกัน

๓. สังขารโลก สังขารธรรม คือ จิต เจตสิก รูป ที่มีลักษณะ เกิดดับ อธิบายเรียงลำดับดังนี้

สังขารธรรม คือ จิต เจตสิก รูป เป็นสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป เรียกว่า สังขารโลก

จิต เจตสิก รูป ที่เกิดจากกรรมที่แตกต่างกัน สมมติกันว่าเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ และมีการกระทำกรรมที่แตกต่างกัน เรียกว่า สัตวโลก

สถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์เหล่านั้น เรียกว่า โอกาสโลก (โดยปรมัตถธรรม ได้แก่ รูปปรมัตถ์)

สังขารธรรม คือ จิต เจตสิก รูป คือ สังขารโลก เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีสังขารโลก ก็ไม่มีโลกประการอื่นๆ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [22 ก.ย. 2551 , 12:20:02 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ถาม คำว่าปริญญา ๓ คือ อะไรครับ และแต่ละปริญญาต่างกันอย่างไรครับ

ตอบ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และ ปหานปริญญา ในปริญญาทั้ง ๓ นั้น มีเหตุและผลที่ควรทำความเข้าใจดังนี้นะ

ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะ ๆ แห่งสภาวธรรมเหล่านั้น ๆ ด้วยการเห็นตามความจริงว่า รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นชื่อว่า ญาตปริญญา

วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ หมายถึง ยกสามัญลักษณะแห่งสภาวธรรมเหล่านั้น ๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า รูป อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เวทนา อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญา

วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละวิปลาสทั้งหลาย มีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเสียได้นั่น ชื่อว่า ปหานปริญญา

บรรดาปริญญาทั้ง ๓ นั้น ตั้งต้นแต่สังขารปริจเฉทญาณ ญาณในการกำหนดสังขารธรรม จนถึงปัจจยปริคคหญาณ ญาณในการกำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย เป็นภูมิของญาตปริญญา เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดลักษณะโดยเฉพาะ ๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้

ตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณ ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดยกลาปจนถึงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งการเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เป็นภูมิของตีรณปริญญา เพราะในระหว่างนี้..ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้

ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2551 , 12:20:27 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม คำว่า กัมมัฎฐาน กับคำว่า ภาวนา ต่างกันอย่างไรคะ ? เพราะบางที่ก็เรียกว่า กัมมฐาน ๔๐ บางที่ก็เรียกว่า ภาวนา ๔๐

ตอบ คำว่า กัมมัฎฐาน นั้นมาจากศัพท์ที่ว่า กมฺมสฺส ฐานํ ค่ะ

กมฺมฏฐานํ แปลว่าเป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง ฉะนั้นเรียกว่ากัมมัฎฐาน ได้แก่จำนวนของกัมมัฎฐานทั้ง ๔๐ องค์ และรวมวิปัสสนากัมมัฎฐานทั้ง ๓ องค์ด้วยค่ะได้แก่ อนิจจกัมมัฎฐาน ทุกขกัมมัฏฐาน และอนัตตกัมมัฎฐาน

ส่วนภาวนา มีวิเคราะห์ศัพท์ว่า ภาเวตพพฺพาติ ภาวนา แปลว่า ควรพึงเจริญเนืองๆดังนั้นชื่อว่า ภาวนา แปลว่า ได้แก่สมถภาวนาและวิปัสสนา

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2551 , 12:20:47 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม ผู้เพ่งกัมมัฏฐาน กับผู้เพ่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทั้ง ๒ คนนี้ต่างกันอย่างไร ?

ตอบ การเพ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ต่างกันค่ะ ผู้เพ่งกัมมัฏฐาน บางคนต้องการสมาธิ บางคนต้องการฤทธิ์ มี ๒ อย่างค่ะ ผู้ต้องการสมาธิเมื่อได้สมาธิแล้ว เลยไปทางวิปัสสนาและเป็นอริยบุคคลไปก็มีค่ะ เช่นพระภิกษุที่เพ่งกัมมัฏฐานในสมัยพุทธกาลเป็นต้น ลองอ่านดูในพระสูตรต่างๆ เช่น ในธรรมบทมีมากค่ะ พี่ดอกแก้วเคยอ่านมาหลายครั้งเลยคุณพ่อท่านให้อ่านแทนหนังสืออ่านเล่นค่ะ เลยพอทราบว่ามีอยู่ในพระสูตรมากมายนะคะ ....แต่พระฤาษีที่นอกศาสนานั้น ต้องการฤทธิ์ หรือ ต้องการเกิดเป็นพรหมค่ะ

ส่วนผู้เพ่งวิปัสสนาล้วนๆนั้น ท่านต้องการแต่ปัญญา คือโลกุตตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นวิปัสสนาภาวนา เรียกว่า..ปัญญาภาวนาค่ะ แต่บางคนที่มีบุรพาธิการแล้ว เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้สำเร็จฌานและอภิญญาด้วยก็มีค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2551 , 12:21:02 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : )


  สลักธรรม 4



ถามนามรู้กับนามรู้สึก เมื่อกระทบกับอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายใน จะใช้ต่างกันอย่างไร และรู้กับรู้สึก อะไรเกิดก่อนกัน?

ตอบ ต้องทราบนะคะว่า... การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มุ่งหมายให้ไปดูอะไรและดูเพื่ออะไร ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่สงสัยเลยค่ะ

เพราะท่านให้ไปดูความรู้สึก เพราะ"ความรู้สึก" เป็นสภาพปรมัตถ์ที่มีอยู่จริง โดยสัตว์ที่ได้รับวิบากเป็นผลจะดีก็ตาม-จะไม่ดีก็ตาม จะปรากฎที่รูปกับนาม เท่านั้น

ผลของวิบากย่อมทำให้ได้รับความรู้สึกปรากฎที่ขันธ์เป็นผลค่ะ ... แต่การที่จะสุขหรือทุกข์นั้นเป็นการรู้เฉพาะตนเท่านั้น

เหตุเพราะการปรุงแต่งและเสพอารมณ์ไม่เหมือนกันและแต่ว่าบุคคลนั้นมีอุปสัยอย่างใด เช่นบางคนชอบความรุนแรง และจะมีความสุข.. เช่นนักมวยไงค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2551 , 12:21:20 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : )


  สลักธรรม 5



จะเห็นได้ว่าความรู้ที่จะเป็นอภิฌชาหรือโทมนัสนั้น ..ไม่ได้เป็นสภาพธรรมที่เป็นพระปรมัตถ์ แต่เป็นสัญญาอันเกิดจากการปรุงแต่งจิตจากอุปนิสสยปัจจัยของตนๆค่ะ จึงจะต้องโยนิโสที่ความรู้สึกค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องนำไปเป็นความกังวลนะค่ะเพราะเหตุอดีตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะทันปัจจุบันได้เร็วจากการฝึกฝนมามาก... และบางคนก็มีเหตุมาพอสมควร แต่ต้องอาศัยการสังเกตอีกหน่อย คงจะสามารถเข้าใจ และทันปัจจุบันได้ไม่ยากหรอกค่ะ

แต่อย่างไรก็ตามควรทราบว่า... ท่านกำลังเพียรถ่ายถอนอัตตาะ ไม่ควรไม่ยึดถือกฎมากจนทำให้เป็นความปรารถนาขึ้นมา

และการที่รู้ว่าเรารู้สึกอะไรนั้นเป็นสภาวะที่นามเข้าไปรู้ในนามรู้สึกอีกที หรือพูดอีกอย่างได้ว่า นามรู้ในสภาวะของนามรู้สึกที่เกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง เพราะนามเกิดรู้ได้เร็วมากๆเลยและนามก็เกิดต่อๆกันเป็นลำดับได้ค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2551 , 12:21:38 น.] ( IP = 125.27.175.200 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากนะครับน้องกิ้ฟ ที่นำการถามตอบปัญหามาให้อ่านครับ ได้ความรู้ที่ละเอียดขึ้นครับผม

แปลกมากนะครับ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นเข้ามาแสดงความเห็นไว้เลยหลังจากที่มีการเข้ามาอ่านนะครับ คงไม่มีปัญหาต่อหรือไม่ก็นึกอะไรไม่ออกนะครับน้องกิ้ฟ แต่พี่เณรก็ขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟด้วยนะครับ

โดย พี่เณร [22 ก.ย. 2551 , 17:20:30 น.] ( IP = 58.9.136.190 : : )


  สลักธรรม 7


เข้ามาติดตามอ่านถาม-ตอบ ต่อค่ะ... คำตอบสั้นและกะทัดรัดดี ง่ายต่อการเข้าใจค่ะ

ต้องขอขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ และอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

หลังจากถูกพี่เณรประท้วง ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยนะคะ ...คือในสลักธรรม ๔....ที่กล่าวว่า บางคนชอบความรุนแรง และจะมีความสุข.. เช่นนักมวยไงค่ะ
...คิดว่า พวกนักมวยขณะที่เขาถูกชก เขาก็น่าจะรู้สึกเจ็บเหมือนกับพวกเราทุกคนนะคะ ไม่น่าจะมีสุข แต่เพราะเขาต้องการลาภที่ได้จากการชกชนะ เขาจึงต้องทน และเขาก็ทนได้ดี เนื่องด้วยอุปนิสัยที่ได้มาค่ะ...ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่าค่ะ

โดย พี่ดา [22 ก.ย. 2551 , 18:01:29 น.] ( IP = 124.121.178.92 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีครับพี่ดา วันนี้พี่เณรลงงานเสร็จแล้วเรื่องพระอานนท์นะครับ เลยแวะมาสังเกตการณ์ที่กระทู้นี้ อิอิ ..มีการแสดงความเห็นด้วยดีใจจัง

จริงครับผม...นักมวยทุกคนเวลาถูกชกเข้าก็เจ็บกันทั้งนั้นละครับ แหมใครจะเฉยๆได้ย่อมต้องรู้สึกเจ็บมากเจ็บน้อยด้วยกันทั้งนั้น เนื้อนะครับ

แต่เนื่องจากความมุ่งหวังในลาภที่ตนคิดไว้ในใจว่าถ้าชนะแล้วจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ เจ้าตัวโลภะนี้เอง มันสร้างความฮึดอดทนได้ไงครับ เพียงเพื่อจะได้มาในสิ่งที่ตนเองหวังคือลาภนั่นเอง ประกอบกับอุปนิสัยที่ชินชาในความเจ็บ (แรงอกุศลวิบาก) โดยปิดบังทุกข์เหล่านั้นไว้นั่นเอง เพราะโลภะแรงกว่าไงพี่ดาครับ

โดย พี่เณร [23 ก.ย. 2551 , 09:12:49 น.] ( IP = 58.9.144.122 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะพี่เณร และพี่ดา

ขอบพระคุณพี่เณรมากนะคะที่เข้ามาอนุโมทนาเป็นกำลังใจให้เสมอๆ และก็ช่วยเปิดประเด็นให้ผู้อ่านมีโอกาสทำกุศลให้ตนเองได้รอบด้านมากขึ้น

เพราะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจจนได้ความรู้นั้นถ้าจัดอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ก็เป็นกุศลกรรมชนิดหนึ่งที่มีเจตนาในเรื่องของการฟังธรรม แล้วถ้ามีการเสวนาธรรมร่วมด้วยก็จะกลายเป็นเจตนาอีกแบบหนึ่งที่มีกุศลกรรมเปลี่ยนไป ซึ่งจะมีทิฏฐุชุกรรมมาร่วมกิจกรรมด้วยตามสมควร โดยที่เจตนากรรมในส่วนนี้จัดเป็นประเภทของ ภาวนา

ส่วนการแสดงมุทิตาจิตร่วมอนุโมทนานั้นจัดเป็นประเภทของ ทาน ซึ่งในขณะที่อ่านและอนุโมทนานี้ก็มีศีลเป็นปกติอยู่แล้วทั้งมีใจที่อ่อนน้อมไม่แข็งกระด้างด้วย ...จึงนับว่าพี่เณรนั้นได้กรุณามาช่วยสงคราะห์ให้สมาชิกลานธรรมได้มีการทำกุศลด้วยความประณีตได้มากขึ้นและมิได้แนะนำเพื่อให้เกิดความโลภในกุศล แต่เป็นการนำความรู้จากการศึกษามาปฏิบัติอันเป็นภาวนามัยคือการทำกุศลให้เจริญยิ่งขึ้นอีก ..กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในเมตตาของพี่เณร และอนุโมทนาในกุศลที่เกิดขึ้นจากการอ่านของพี่ดาไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ

สำหรับเรื่องที่น่าสงสัยในการชอบความรุนแรงนั้นก็เห็นด้วยตามที่พี่เณรบอก และก็ยังทำให้เห็นถึงคำว่า อารมณ์ปริกัปปะที่พิจารณาได้หลายมาตรฐาน และก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบอาหารรสเผ็ดที่รู้สึกอร่อยและมีความสุข

และไหนๆ พี่เณก็อุตส่าห์มาเยี่ยมหลายครั้งในกระทู้นี้แล้ว ก็ขอถือโอกาสปุจฉาในสิ่งที่สงสัยอยู่และยังไม่หายสงสัยว่า ...

ทำไมคนสมัยนี้ชอบอ้างว่าตนเองได้ไปพบกับพระอริยบุคคลมาแล้วทั้งในสวรรค์บ้าง ทั้งในการทำสมาธิบ้าง รวมถึงที่ปรินิพพานไปแล้วที่ได้ไปคุยสนทนาธรรมกับท่านมา บางคนบอกว่าไปพบพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ โน้นก็มี ทั้งที่ในพระธรรมคำสอนนั้นพระพุทธองค์ก็ตรัสว่า พระนิพพานคือการดับสนิทไม่เหลือเชื้อ โดยเฉพาะที่เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ไม่มีกิเลสและไม่มีเบญจขันธ์เหลืออีกแล้ว แต่ทำไมเขายังอ้างว่าไปพบท่านเหล่านั้นมาได้อีก

จึงอยากทราบว่า พี่เณรรู้สึกอย่างไรกับการที่มีคำอ้างเช่นนี้ว่าได้ไปพบกับท่านเหล่านั้นมา เพราะสำหรับตนเองนั้นเห็นว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิประการหนึ่งที่มีความเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง และบางครั้งก็ยึดถืออัตตาภายหลังความตายว่าบางอย่างยังคงอยู่ และอาจมีความเห็นผิดในข้ออื่นๆ ด้วยตามแต่ละบุคคลไป ซ้ำยังเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์อีกด้วย เช่น มีแดนดินถิ่นพิเศษที่นอกไปจาก ๓๑ ภูมิ คือแดนนิพพาน หรืออนุปาทิเสสนิพพานไม่มีจริง รวมถึงพระธรรมบทอื่นๆ ด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 12:29:33 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 10

สวัสดีรอบบ่ายแก่ๆครับน้องกิ้ฟ เข้ามาดูเห็นคำถามที่มีถามพี่เณรไว้ ต้องขอบอกจากความรู้สึกตรงๆว่า..ทุกครั้งที่มีคนพูดอ้างเช่นนั้นทีไร อึดอัดใจมากๆเพราะนอกจากจะเป็นสิ่งมีมิจฉาทิฏฐิมากมายแล้ว ยังเป็นแสดงออกถึงความรู้ของผู้นั้นว่าตื้นเขินขนาดไหน และคนเช่นนี้ละครับที่มักกล่าวอ้างของสูงเสมอเพื่อแสดงออกว่าตนนั้นสูงส่ง ทั้งๆที่คำพูดสามารถฟ้องปัญญาได้จริงๆ

ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เชื่อในสิ่งที่บอกต่อๆกันมา หรือไม่ก็มีพระที่ไม่ได้บวชเรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวะธรรมตามความเป็นจริงนำมาเทศน์ มาสอน รวมถึงมาหลอกให้ญาติโยมเชื่อและเลื่อมใสในตน ว่าเป็นผู้วิเศษสามารถติดต่อกับพระอริยะเจ้าได้

เฮ้อ..เวณกรรมแท้ๆ นับว่าเป็นการหาบาปใส่ตัว แต่จะโทษใครก็ไม่ได้นะครับน้องกิ้ฟ ไม่มีใครชวนให้ใครโง่ได้ต่างโง่เองด้วยกันละครับ

ความจริงแท้มีให้ศึกษาแต่ก็หาเรียนรู้ไม่ ถึงแม้จะผ่านสายตามาบ้างก็จริง แต่ถ้าขาดความรู้ความเข้าใจจริงแล้ว ย่อมเกิดทิฏฐิวิบัติได้ง่ายๆ น้องกิ้ฟรู้ไหมเดี๋ยวนี้พวกมีดีกรีพ่วงท้ายมากมายก็ตกหลุมแห่งความหลงผิดเช่นนี้มากมาย ถึงกับมีการอวดอ้างว่าได้คุยกับพระอานนท์บ้าง พระสารีบุตรบ้าง...น่าสงสารจริงๆ ทั้งๆที่ท่านผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ขวา และพระอานนท์พุทธอุปฐากนั้น ต่างก็ดับขันธ์นิพพานไปนานโพ้นแล้ว ก็ยังถูกผู้มีความเห็นผิด รู้ผิด นำมาอ้างกล่าวเป็นตุเป็นตะ มิหน่ำซ้ำยังบอกว่ามีแดนรวมอริยะอยู่ในเมืองไทยนี้ละ

น้องกิ้ฟ พี่เณรได้ฟังแล้ว ก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าเขาคิดได้อย่างไร ก็ทำได้แต่เพียงตั้งจิตอธิฐานว่าขออย่าให้ข้าพเจ้ามีทิฏฐิวิบัติเช่นนั้นด้วยเทอญ และอย่าให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในความประมาทที่รุนแรงมากโดยการนำชื่อพระอริยะเจ้าผู้พ้นภัยมากล่าวอ้างในทางที่ผิดจากความเป็นจริงเลย

พี่เณรทำได้แค่นี้ละครับน้องกิ้ฟ จะให้พูดสอนบอกเล่าให้เขาเข้าใจถูกคงยากนะครับ เพราะเคยลองๆมาแล้วแต่ก็แพ้ทิฏฐิที่แรงกล้าของคนเหล่านั้นครับ.

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากนะครับ ที่เปิดประเด็นคำถามนี้ไว้เพื่อให้พี่เณรได้มีโอกาสตอบ และแสดงความรู้สึกจากใจออกมา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น พี่เณรก็ใช่จะยอมแพ้แก่คนที่หลงผิดไปเสียทุกคนนะครับ ใครที่พอช่วยจูงกลับมาบนเส้นทางที่ถูกจริงได้ พี่เณรพร้อมเสมอครับ.

โดย พี่เณร [23 ก.ย. 2551 , 15:55:04 น.] ( IP = 58.9.229.9 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org