มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ที่นี่สอนให้ทำอะไรบ้าง?





หลังจากการสนทนาธรรมจากห้องใจภักดิ์รักกุศลได้จบลงแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องมาพบกับนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งทันที ซึ่งนักข่าวท่านนี้เป็นผู้สนใจเรื่องของธรรมะและติดตามเรื่องราวมาจากเว็บไซด์ของมูลนิธิ โดยในการพบกันครั้งนี้เป็นการตอบข้อซักถามตามแต่ผู้สัมภาษณ์จะตั้งข้อสงสัยมาซึ่งใช้เวลาในการพูดคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมงแต่ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

ในฐานะที่ได้ร่วมรับฟังอยู่ด้วยนั้นเห็นว่า หลายคำถามนั้นน่าจะให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ และก็คงจะไม่เป็นการผิดกฎแต่อย่างใดที่จะนำเรื่องราวนั้นมาเผยแพร่ไว้ในลายธรรมแห่งนี้ด้วย เผื่อว่าหลายท่านที่ไม่มีโอกาสซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจะได้ไม่เสียประโยชน์ไป


ถาม เรียนพระอภิธรรมไปเพื่ออะไร?

ตอบ มูลนิธิที่เปิดขึ้นมานี้ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ที่มอบปัญญาให้ผู้ที่สนใจ ก็ศึกษาพระอภิธรรมก็เหมือนกับการมอบอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่คนทั่วไป แต่ผู้ที่รับไปแล้วก็จะต้องไปรับประทานเองจึงจะได้ประโยชน์จากอาหารนั้น การทำงานตรงนี้ก็คือการให้หลักธรรมเพื่อชี้แนะทางสว่างให้กับชีวิตซึ่งเป็นทางตรงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบไว้นั่นคือ สติปัฏฐานสี่

การศึกษาพระอภิธรรมจึงเป็นการศึกษาเรื่องราวของชีวิต เพราะถ้าหากเราไม่รู้จักชีวิตของตนเองหรือไม่รู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไรแล้ว เราก็จะหาประโยชน์ให้กับชีวิตไม่ได้ ฉะนั้น การที่มาเรียนก็เพื่อจะได้ทราบว่า สภาพที่เกิดขึ้นมาของชีวิตแต่ละคนนั้นแท้จริงคืออะไรกันแน่? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ทำไมคนเราจึงไม่เหมือนกัน? ทำไมสภาพจิตใจของคนเราจึงแตกต่างกันออกไป? ท ำไมฐานะความเป็นอยู่จริงไม่เท่ากัน? ทำไมจึงมีเพศต่างกัน? ซึ่งความต่างกันที่มีเหล่านี้ก็ล้วนมาจาก "เหตุ" ทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ที่เราได้รับอยู่ก็คือ "ผล" และ "ผล"นี้ก็ย่อมต้องมาจาก "เหตุ" แต่เพราะเราไม่รู้ "เหตุ" เราจึงอาศัยแต่ "ผล" แล้วเดินหน้าตลอดเลยแบบที่ไม่รู้เลยว่า เรามาจากไหน? เมื่อเราย้อนไปดู "เหตุ" สักนิดว่า เราทำดีมานะ เราจึงได้รับสิ่งที่ดีอย่างนี้ ดังนั้น คุณภาพและคุณลักษณะของแต่ละชีวิตจึงไม่เหมือนกัน

และถ้าเราทราบลึกลงไปถึงเหตุอีกระดับหนึ่งว่า เราเคยฆ่าสัตว์มาเราก็จะได้รับความทุพพลภาพ ร่างกายไม่งาม เป็นต้น และถ้าหากเราทำบุญทำทาน ชีวิตของเราก็จะเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งหลาย เป็นต้น แม้เราจะยังต้องทำงานประกอบอาชีพก็จริงแต่งานของเราก็จะก้าวหน้าได้รับเงินเดือนที่สูง ..นี่ไงคะความเป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง

ดังนั้นเมื่อเราเรียนรู้เข้าใจถึง "เหตุ" ได้ เราก็สามารถเดินต่อไปในวันนี้ด้วยการสร้างเหตุดีได้เพราะเรารู้ว่า เหตุเหล่านั้นจะมีผลอย่างไรในอนาคต นี่แหละคือการให้หลัก

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [23 ก.ย. 2551 , 09:30:24 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ถาม อาจารย์คิดว่า คนไทยที่ไม่มีความรู้ในเรื่อง "เหตุ" จะช่วยบอกเขาอย่างไร?

ตอบ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจธรรมทั้งสี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์นั้นเรามีอยู่ โดยมีทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ เช่น พอคนเราเกิดมาแล้วก็จะต้องมีความแก่มีความโทรม แต่เราไม่ต้องการความแก่ ไม่อยากพบความเสื่อม ไม่ต้องการไปหาหมอ แต่เราต้องเดินไปถึงจุดนั้น ..นี่ก็คือ มันอยู่ทนสภาพเด็กไม่ได้ ทนอยู่ในสภาพของความแข็งแรงไม่ได้ ทุกข์แปลว่าทนไม่ได้ จึงต้องไปแก่ แล้วในที่สุดก็ต้องตาย

ทุกข์นี้จึงของที่มีอยู่แท้จริงที่ทุกคนพิสูจน์ได้เลยแต่ไม่มีใครรู้จักเพราะไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยหาเหตุผลว่าทุกข์นั้นคืออะไร? มีแต่การแก้ไขทุกข์ประจำวันกันเท่านั้น เช่น ไม่มีจะกิน ไม่สมปรารถนาในอารมณ์ ก็จะพากันมาแก้ไขตรงนี้กันหมด เอาเวลาไปแก้ไขในสิ่งเหล่านี้จนหมดโดยหารู้ไม่ว่า ชีวิตนี้ต้องแก่ เสื่อม ชรา และใกล้ตายไปทุกวัน

ทุกข์นี้มีสภาพเป็นผลที่มาจากเหตุคือสมุทัย สมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เราไม่ได้ละแล้วยังกลับเพิ่มทุกข์เข้าไปอีก เช่น ทุกคนไม่รู้เลยว่าที่เราจะต้องทำ จะต้องออกเสียง จะต้องดิ้นรนไปนี้มันเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้จักเพราะไม่มีปัญญา

อำนาจของความไม่มีปัญญาคือแสงสว่างของชีวิตนั้นจึงทำให้คิดไปว่า ดี สวย สุข แต่ที่จริงไม่ใช่เลย เพราะไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน เราก็ต้องเมื่อย นั่งนานๆ เราก็ต้องเมื่อย พอมีฝนตกมีแดดออกเราก็ร้อนเราก็หนาว การที่เราหาเครื่องนุ่งห่มมาปิดป้องก็แก้ไขได้ชั่วคราวแล้วทุกข์ใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นมาอีก เพราะนั่งนานๆ ก็เมื่อหรือง่วงมากๆ เราก็ต้องนอน พอนอนแล้วเราก็ต้องตื่น ชีวิตเราก็เวียนวนอยู่อย่างนี้ ..แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เราทำไปทำไม?

เหมือนกับความหิวน่ะ ที่พอหิวขึ้นมาก็หาข้าวกินเลย แต่เราไม่รู้ว่ากินก็เพราะแก้หิว ถ้าหากเรารู้ก่อนว่า เราจะทำไปทำไม เราก็จะเจอความซ้ำซาก คือเห็นว่าเดี๋ยวก็กินอีกมื้อหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็กินมื้อหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นการทำเพื่อแก้หิวทั้งนั้นเลย เพราะความทุกข์มาบีบคั้นให้เราต้องทำ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:31:53 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 2

ถาม อย่างที่เกิดปัญหาเรื่องการชุมนุมอยู่ในขณะนี้เพราะเป็นทุกข์กันใช่ไหม?

ตอบ คงจะไม่พูดไปถึงเรื่องราวแต่ในสภาพเหล่านั้นเขาเรียกว่า ทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่เพราะไม่รู้จัก จึงเกิดความสุขปลอมๆ ขึ้น แต่ที่จริงแล้วทุกชีวิตต่างก็ต้องกิน ต้องนอน ต้องยืน ต้องเดิน ต้องขับถ่ายเอง

แม้จะมีใครมาให้อะไรเราได้ แต่ให้สิ่งเหล่านี้แก่เราไม่ได้เลย หรือใครจะมีเส้นสายช่วยฝากงานให้เราเข้าทำงานได้ แต่เวลาที่เราเมื่อยเขาก็ทำแทนเราไม่ได้ ปวดท้องปวดหัวแทนเราไม่ได้ ..ความเป็นไปเหล่านี้แหละที่เป็นทุกข์แท้ๆ แต่เราไม่รู้จัก

เวลาที่ออกไปโดนแดดจัดเราก็ร้อนคนเดียว เวลาเมื่อยเราก็เมื่อยคนเดียว แล้วทำไมล่ะเราจึงต้องไปทนอยู่ในสภาพนั้นต่อไป เมื่อเรารู้สาเหตุแล้วก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ แต่ทำไมล่ะเขาจึงต้องไปอยู่ในที่เดียวกันทั้งที่ยังมีที่ว่างอยู่อีกมาก ..ก็เพราะความไม่รู้

ถ้าหากเรารู้ว่าสิ่งที่ทำนี้นอกจากจะเป็นทุกข์แล้วมันยังเป็นรอยเท้าใหม่ที่เราจะต้องไปรับผลในอนาคตเหมือนกับเงาตามตัว ถ้าหากเราสร้างรอยเท้าหรือเงาไว้ดีก็จะมีผู้ชื่นชมและได้ก้าวไปในทางที่ดี เดินไปด้วยความไม่เสียเวลา ทำไมอย่างไม่เสียประโยชน์

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:33:09 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม คนส่วนใหญ่ที่มาเรียนที่นี่ มาเรียนเพราะอะไร มาเพราะมีความทุกข์หรือเปล่า?

ตอบ มีหลายแบบ เช่นมีอยู่คู่หนึ่งเป็นสามีภรรยากันมีฐานะมั่นคงมากและไม่ต้องทำงาน ชีวิตในระหว่างสัปดาห์ก็จะอยู่อย่างมีความสุขมีการหมุนเวียนไปพักบ้านของตนเองหรือคอนโดมิเนียมที่ซื้อไว้ทั้งในกรุงเทพและหัวหิน พอวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมาเรียนพระอภิธรรมที่มูลนิธิ ..นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ได้มาเรียนเพราะมีความทุกข์ และก็ยังมีอีกหลายคนมากที่เป็นเช่นนี้

แต่ความทุกข์นั้นก็มีส่วนที่ผลักดันให้เข้ามาเรียน เพราะเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นก็ต้องพยายามหาทางดับทุกข์กัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับอุปนิสัยที่เคยฝึกฝนมาด้วยจึงจะมาศึกษา ถ้าถามว่าทำไมชอบเป็นนักข่าว? คำตอบก็คือ "ชอบ" ดังนั้น ความชอบนี้แหละที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน

ถามว่าทำไมมาเป็นผู้สอนธรรมะ? ก็เพราะชอบ นิสัยเดิมจึงต้องมีมา ต่อให้ทุกข์อย่างไรถ้าหากไม่มีนิสัยเดิมแล้วก็ไม่มา คนที่มีทุกข์มากเป็นยากจนแต่นิสัยเดิมไม่มีมาในทางดีก็จะไปปล้นเขา ..สิ่งเหล่านี้จึงต้องมีนิสัยเดิมที่ดีมาเป็นพื้นฐานของจิตใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:35:35 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 4



ถาม แล้วพวกคนที่พอทุกข์ก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ พอสุขก็ไม่เห็นจะมาสนใจล่ะ?

ตอบ
ผู้ที่มาเรียนพระอภิธรรมก็เหมือนกัน เขามาเรียนแล้วก็นำไปปฏิบัติกัน ไม่ใช่ว่าพอมีทุกข์เขาก็มา พอมีสุขเขาก็ไป ..แต่เขาสุขจากการมีปัญญาแล้วเขาก็ไปนำเดินชีวิตของเขาให้สุขต่อไปได้ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ตลอดเวลา


ถาม คิดว่าคนไทยคิดเรื่องบาปกรรม รู้เรื่องบาปกรรมหรือเปล่า?

ตอบ ก็คิดว่าเขารู้กันนะ ก็เหมือนกับพอมีเสียงด่าว่ามา เรารู้จักไหม? รู้จัก และก็แปลได้ด้วย แต่เราด่าเป็นไหม? เราไม่กล้าด่า

เช่นเดียวกันที่ทุกข์คนก็รู้นะว่าทำอย่างนี้ไม่ดี แต่อำนาจฝ่ายไหนล่ะที่มีกำลังมากกว่ากันที่มันจะมาทำให้อยู่หรือไป นี่แหละจึงอยู่ที่อำนาจใจของเราคนเดียว

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:36:04 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 5



ถาม การที่มานั่งฟัง นั่งเรียนนี้ เป็นการทำให้พ้นทุกข์อย่างไร?

ตอบ เป็นการมาชี้ให้เห็นเหตุว่าทำแล้วจะเป็นอย่างไร ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และก็มีมากมายหลายเรื่องที่น่าสนใจ บางคนขาดธรรมะในบางข้อพอศึกษามาถึงตรงนี้เขาก็ได้พบข้อที่เขาขาดไป พอพบแล้วก็จะเป็นปัจจัยให้เขาอยากรู้อย่างอื่นมากขึ้นไปอีก

เพราะชีวิตของเราที่กว่าจะแก่และตายไปนั้นต้องใช้เวลาจากวันเป็นสองวัน ..เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี เป็นอายุนี้ต้องผ่านการเจริญเติบโต ธรรมะก็ต้องอาศัยการเพาะบ่มเช่นกัน จะมาเรียนแล้วได้ครบถ้วนเลยนั้นไม่มี

เหมือนกับการบอกว่า ให้ไปทำดีนะ ..ก็เพียงแค่รู้ว่าให้ไปทำดี แต่เราไปทำดีหรือยัง? ยัง และถ้าพอไปทำแล้วก็เกิดมีอุปสรรค์ขึ้นมา เช่นความไม่พร้อมของทั้งตนเองและของผู้อื่น ก็ต้องศึกษาต่อไปอีกว่า มีวิธีใดอีกที่จะมาแก้ไขความไม่พร้อมนั้น และถ้าหากมีความพร้อมแล้วแต่จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ทานกุศลนั้นมีผลดีกว่าเดิม ..ซึ่งจะมีระดับที่สูงขึ้นในแต่ละเรื่อง

การมาศึกษาอยู่เสมอจึงเป็นการพัฒนาจิตใจ รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และที่ทำแล้วให้ผลอย่างไร ซึ่งตัวเองจะต้องเป็นผู้ได้รับ เมื่อรู้แล้วแต่ละคนก็ต้องเลือกไปทำกันเอง

การที่เราได้คุยกันในเรื่องดี อย่างที่คุยกันอยู่ตอนนี้ก็จะทำให้ใจเราเบิกบาน แต่ถ้าเราได้ฟังเรื่องไม่ดีใจเราก็ร้อน เหมือนกับการอ่านหนังสือที่จะพาใจของเราให้ดีเช่นหนังสือของอาจารย์วศิน อินทสระ ของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภพาที่อ่านแล้วทำให้เราสบายใจ แต่พาเราเปลี่ยนไปอ่านข่าวแล้วใจเราก็ร้อนรุ่มไปด้วยเลย

ดังนั้น คนที่มาที่นี่ก็เพราะเขามีเรื่องสบายใจ เขาก็เลยมาซ้ำ และก็เป็นทรรศนะของแต่ละคน แต่มันก็ต้องมีอุปนิสัยบวกกับทรรศนะนั้นด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:36:24 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม ถ้าผู้ที่ไม่มีอุปนิสัยที่จะมาเรียนอย่างนี้ แต่อยากพ้นทุกข์จะทำอย่างไรให้เขามีความสุขและพ้นทุกข์จากสิ่งเหล่านั้นได้

ตอบ ความทุกข์นั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่นคนจน คนจนนั้นมี ๒ จน คือ จนเพราะไม่มี กับจนเพราะไม่พอ คนที่จนเพราะไม่มีนั้นมีโอกาสหมดความจนลงไปได้ แต่คนจนเพราะไม่พอนั้นแก้ไขให้เขาไม่ได้เลย

ความทุกข์ก็มีทั้งทุกข์ประจำ และทุกข์จร ทุกข์ประจำมี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ..เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีการที่ทำให้สิ้นสุดจากการเกิด จึงต้องเรียนก่อนว่า ทำไมจึงเกิด? และทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด? เมื่อมาเรียนแล้วแต่ละคนก็จะนำวิธีการไปทำ

แต่ความทุกข์จรที่เกิดจากการหาเรื่องเองนั้นเป็นนิสัยที่แก้ยาก แต่ก็มีทางแก้ได้เพราะทุกอย่างมีความสุกงอมมีความสิ้นสุด คนเรานั้นจะทนอะไรได้ก็แค่ทนซึ่งจะมีลิมิตของมันอง และก็เป็นเพราะอีกเหตุหนึ่งด้วยคือ กรรมยังไม่หมด เพราะแต่ละคนมีกรรมเป็นส่วนตัวทั้งดีและไม่ดี

อย่างตัวเองนั้นมีกรรมดีหลายอย่างที่ทำให้อยู่ได้อย่างสบายและสดชื่น ทั้งที่อายุห้าสิบกว่าปีแล้วแต่ไม่ต้องไปทำงานอะไร แต่บางคนนั้นยังต้องไปทำมาหากินอยู่ ซึ่งเราก็มีอาชีพที่เราเลือกต่างๆ กัน เราเลือกที่จะเสียสละมาเป็นครูก็จะมีลูกศิษย์ลูกหา ที่มูลนิธินี้ก็มาอยู่กันอย่างพี่น้องช่วยกันบริจาคช่วยกันทำอาหารทานกันเอง เรียกว่าเป็นครอบครัวใหญ่ๆ ที่อยู่กันอย่างมีความสุข

และก็ไม่มีเรื่องให้รกหูรกตา ที่นี่ไม่เน้นเรื่องการแต่งกายว่าต้องเป็นสีนั้นสีนี้ แต่ให้แต่งตัวตามสบาย

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:36:40 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 7



ถาม คนไทยมาเรียนอภิธรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่?

ตอบ มีเพิ่มขึ้นเยอะมากแต่เราไม่ได้ทำสถิติตรงนี้ไว้ แต่ในการสอนจากอดีตสู่ปัจจุบันนั้นมีคนมาเรียนเยอะมาก ก็คงเหมือนกับการทำโพลโดยสถาบันต่างๆ ที่มีการเจาะถามเป็นกลุ่มๆ ในประเด็นต่างๆ แต่การเรียนพระอภิธรรมนั้นไม่มีใครมาทำโพล แต่ถ้าทำขึ้นมาก็อาจจะรู้ก็ได้ว่ามีมากมายมหาศาลซึ่งมีอยู่ตามที่ต่างๆ ในประเทศ แต่ถ้าเรียกให้เขามารวมกันที่ท้องสนามหลวงก็คงจะมีเยอะมาก

และก็ไม่มีใครมาปักธงว่า ธงนี้เป็นธงของคนเรียนอภิธรรม เราก็เลยไม่รู้ว่ามีใครบ้างและก็คิดว่าน้อย แต่ที่จริงนั้นไม่น้อยหรอกเพราะชีวิตคนทั่วๆ ไป ที่มีการหันเข้ามาหาพระ มีการหันหน้ามาเข้าวัด เราไม่เคยมีการบันทึกไว้เป็นสถิติ ที่เรารู้ก็จะเป็นประเภทที่เข้ามาเพราะมีทุกข์จึงดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของคนทุกข์ หรือเวลาที่เราไปถามเราก็มักจะได้พบแต่คำตอบว่า "มันเป็นความทุกข์ก็เลยไปเข้าวัด" แต่เราไม่เคยไปถามเจอคนที่มีความสุขจนล้นแล้วไม่รู้จะทำอะไรแล้วก็เลยมาเข้าวัด

และที่นี่ก็ไม่ได้เฉพาะคนแก่ ที่นี่มีการสอนให้ตั้งแต่เด็กจนตอนนี้โตกันหมดแล้ว เรียนจบแล้ว และก็ทำงานแล้วแต่ก็ยังแชทสอนธรรมะกันอยู่แม้จะอยู่ต่างประเทศ เพราะชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน เราจึงไม่อาจรู้ได้ว่าวันนี้จะมีฝนตก มีฟ้าร้อง มีไฟไหม้ มีน้ำท่วม มีไฟดับหรือเปล่า

ฉะนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นก็อาจทำให้ตั้งตัวไม่ทันจนทำให้จิตตกไปแล้ว ก็เลยมีการนำเรื่องที่เป็นปัญหานี้มาซักถามเพื่อหาวิธีการแก้ไขหากเกิดปัญหาเช่นนี้ในคราวต่อไป ซึ่งตัวของผู้ที่แชทธรรมะกันอยู่เสมอนี้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นสามารถละความยึดมั่นได้มาก

การแชทสอนธรรมะนี้ก็จะสอนทุกวันที่มีโอกาสในวันธรรมดา และเสาร์-อาทิตย์ก็จะมาสอนที่มูลนิธิแห่งนี้ เพราะที่นี่จะเปิดสอนกันเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เนื่องจากครูผู้สอนที่ปลุกปั้นมานั้นในวันธรรมดาก็ต้องไปทำงานอาชีพกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:37:11 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 8



ถาม ตอนแรกก็คิดว่า จะมาที่นี้ต้องใส่เสื้อผ้าสีขาว

ตอบ ที่นี่เน้นความสะอาดใจ สบายตา

ถ้าหากมีพิธีรีตองแต่ใจหม่นหมองก็จะไม่มีความสุข บางคนอาจจะต่างฐานะกันแต่เมื่อมาเข้าเรียนแล้วก็จะอยู่ในระดับเดียวกัน นั่งเก้าอี้เหมือนๆ กัน แต่เรื่องของเสื้อผ้าอาภรณ์นั้นเป็น "แฟนซีชีวิต"


ถาม ที่นี่สอนให้ทำอะไรบ้าง?

ตอบ นอกจากการสอนพระอภิธรรมแล้วก็มีการสอนภาคปฏิบัติด้วย คือที่สำนักงานใหญ่จะเป้นการเรียนการสอนให้เกิดความเข้าใจ ส่วนที่สำนักงานสาขาอ้อมน้อยนั้นเป็นที่สำหรับปฏิบัติ ซึ่งพอใครที่มีเวลาว่างในวันหยุดติดต่อกัน เขาก็จะไปฝึกหัดตามทฤษฎีที่ได้ศึกษาไป แล้วไปอยู่ด้วยความสันโดษ

คือ กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก ไม่ว่าจะมีปิ่นโตมาส่งอย่างไรก็กินไป แล้วก็อยู่คนเดียว และเมื่ออยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด ต้องคอยควบคุมความคิดไว้ และเมื่อมาอยู่กับหมู่มิตรก็ให้ระวังคำพูด เพราะพูดมาผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย

การไปเข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อยจึงเป็นการบริหารตัวเองให้ยินดีตามมียินดีตามได้ และมีความสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่ทำบาปทั้งปวง

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:37:29 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 9



ถาม ได้ทราบว่าอาจารย์เข้ารับการผ่าตัดหลายครั้งแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงเพราะธรรมะใช่หรือไม่?

ตอบ ก็เพราะว่ายอมรับความจริง เมื่อเรายอมรับความจริงแล้วเรื่องนั้นก็ไม่ทำให้เราเศร้าหมอง พอเกิดความเจ็บป่วยขึ้นก็ยอมรับเพราะเราทำมาเอง และถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว

เมื่อชดใช้แล้วมันก็เหมือนกับหมดหนี้แล้วได้เป็นไทแก่ตัวเอง แต่ถ้าทุกคนหวงหนี้กลุ้มกับหนี้แล้วก็ไม่ใช้หนี้แล้วก็ยังเป็นผู้มีหนี้ คือมีโรคภัยสุมอยู่ด้วยความกลุ้ม แต่ถ้ายอมรับได้ก็เหมือนกับการใช้หนี้แล้วได้เป็นอิสระ


ถาม ปกติที่ไม่ได้มาสอนนั้นอาจารย์ทำอะไร?

ตอบ ทำงานให้มูลนิธินี่แหละค่ะ เพราะเรายังมีสถานที่ปฏิบัติคืออ้อมน้อยที่มีคนเข้าปฏิบัติไม่น้อยเลย บางคนก็เข้าปฏิบัติสามวันห้าวัน บางคนก็เข้าหนึ่งพรรษา และบางคนก็ตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วก็จะไปเข้าสักหนึ่งเดือน ที่อ้อมน้อยนั้นไม่มีการเรียนแต่เป็นภาคปฏิบัติ คือสอนให้เขาเรียนรู้ตอนที่อยู่ที่นี่แล้วเช่น สอนว่าปรุงอาหารให้ได้รสนี้ต้องปรุงอย่างไร พอไปเข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อยก็คือการไปปรุงอาหารด้วยตนเอง

ที่นี่ก็มีการสอนให้นั่งสมาธิบ้างแต่เราไม่ได้เน้น เพราะเราจะเห็นการพิจารณาอารมณ์หรือการดูด้วยปัญญาว่าทำไมจะต้องนั่ง ..เพราะเมื่อยใช่ไหม? ก็กำหนดรู้ก่อน

หลักสำคัญก็คือไปดูว่าคนเราทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร ตรงนี้แหละเป็นตัวยืนเป็นไฮไลท์ของชีวิตเลยว่า จะทำเพื่ออะไร? จะไปเข้าห้องน้ำเพราะอะไร? ซึ่งโดยปกตินั้นเราก็เดินกันแบบไม่รู้สึกตัว ขาดสติขาดปัญญา จึงต้องคิดก่อนทำ เช่น จะเข้าห้องน้ำก็เพราะปวดปัสสาวะ ..ก็มีความจำเป็นละจึงต้องไปเข้า ให้ตัดความไม่จำเป็นออกจากชีวิตไป..นั่นคือการตัดกิเลส

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:37:46 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )


  สลักธรรม 10



ถาม คนที่อยากจะเข้ามาศึกษา ควรจะเข้ามาช่วงไหนบ้าง?

ตอบสามารถเข้ามาศึกษาได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องมาเพราะความสุขหรือทุกข์ เพราะพระอภิธรรมไม่ได้สอนคนตอนสุขหรือสอนคนตอนทุกข์ แต่สอนว่าคนเราคืออะไร

ฉะนั้น คนสุขมาจากไหน? คนทุกข์มาจากไหน? เมื่อเรารู้จักตัวเองแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ทุกข์นี้มาจากไหน แล้วสิ่งที่สุขมาจากไหน เช่น สุขมาจากผลของทานของศีลของภาวนา ทุกข์มาจากการเบียดเบียนคนอื่น จากการก้าวร้าว จากพูดไม่ดี ...ที่นี่จะเป็นที่บอกเหตุของสุขของทุกข์ให้ทราบจึงมาได้ตลอดเวลา


ถาม อยากฝากอะไรให้กับคนไทยที่ตอนนี้อยู่ในช่วงของการชุมนุมขับไล่กันบ้าง เพื่อจะได้มีความสามัคคีสงบสุข?

ตอบ ก็คิอว่าสิ่งที่ควรขับไล่นั้นก็คือ ไล่ความไม่รู้ของตนเอง เพราะเราไม่รู้ว่าที่ทำไปนี้ในที่สุดแล้วจะได้อะไร และคนเราก็ไม่สามารถเอาชนะได้หมดทุกอย่าง ชัยชนะที่มีค่ามากที่สุดคือการชนะใจตนเอง ถ้าคนเราทุกคนในประเทศไทยชนะกิเลสคือ มีความอดกลั้นไว้เพราะคนเราโดยปกตินั้นไม่มีใครทำอะไรโดยไม่เห็นแก่ตัวเอง แต่ความเห็นแก่ตัวนี้ก็เปฌนเรื่องธรรมดา แต่อย่าเห็นแก่ได้ เพราะถ้าเห็นแก่ได้แล้วก็คงต้องบอกว่าโลกบรรลัย

จึงต้องมีเมตตาจิต เมื่อเรารักตนเองอย่างไรเราก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็รักตัวเขาเช่นนั้น ทุกคนต่างก็คิดว่าตนเองทำดีและแน่ แต่เคยรู้ไหมว่าดีจริงๆ นั้นคืออะไร ก็คือความไม่วุ่นวาย ก็ขอให้ข้อคิดว่า ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตน.


โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2551 , 09:38:05 น.] ( IP = 125.27.173.67 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org