| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สร้างทุนไปค้าบุญขายกิเลส
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้า การแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสตว์ทั้งหลายจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้ให้เปิดเพลง สมเด็จพระพุทธเจ้า ขึ้นมาในท่ามกลางที่ทุกคนยังอยู่ในความสงบ ณ เบื้องหน้าองค์พระปฏิมา โดยหลังจากที่เพลงจบลงแล้วนั้นท่านได้หันมากล่าวคำสวัสดีและบอกกับทุกคนว่า ..
วันนี้ได้นำเพลงสมเด็จพระพุทธเจ้ามาเปิดให้ฟังกันตรงนี้ก็เพราะว่า มีความซาบซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแต่ก่อนก็มีความซาบซึ้งมากอยู่แล้ว แต่เพราะต้องรับผิดชอบงานอภิธรรมออนไลน์ต่อจากคุณมาลีซึ่งก็คิดว่าเมื่อต้องรับผิดชอบแล้วก็จะทำงานนั้นให้สุดกำลังความสามารถคือคิดไว้ว่าจะทำไปตลอดชีวิตเท่าที่มีโอกาส
โดยจะต้องเข้าไปดูแลตรวจดูกระทู้และนำงานธรรมะไปลงเผยแพร่ไว้ทุกๆ วัน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาได้มีอะไรใหม่ๆ อ่านได้ทุกวัน ซึ่งจะมีทั้งหนังสือของท่านอาจารย์บุญมีที่นำมาพิมพ์ลงเป็นตอนๆ เพื่อเผยแพร่งานของท่าน ซึ่งตอนนี้ก็จะมีเรื่องของการถาม-ตอบบ้าง รวมทั้งเรื่องปกิณกะสิ่งละอันพันละน้อยที่มีประโยชน์ ซึ่งในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นี้นำเรื่องพระอานนท์พุทธอนุชามาลงให้อ่านกันในลานธรรม
หนังสือเรื่องนี้ได้อ่านมาแล้วสามรอบ และได้ฟังเสียงจากเทปที่มีการเผยแพร่รประมาณรอบครึ่ง ส่วนที่เลือกอีกครึ่งหลังนั้นไม่ได้ฟังเพราะมีการซ่อมแซมบ้านพอย้ายข้าวของแล้วก็หาไม่เจอ จนกระทั่งสองสัปดาห์มานี้จึงได้นำประวัติพระอานนท์มาลงเป็นตอนๆ และได้ลงไปแล้ว ๑๒ ตอน ทุกตอนที่อ่านนั้นมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และซาบซึ้งในพระอานนท์เถระผู้ทรงคุณอันเลิศนี้
และความซาบซึ้งนี้ก็เป็นแรงอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่า เราโชคดีจัง และก็จะอาศัยความโชคดีนี้ทำความดีต่อไปให้สุดความสามารถเลย ไม่ว่าจะมีงานภารกิจต่างๆ อะไรก็แล้วแต่พอถึงตอนเช้าของแต่ละวันก็จะรีบนำงานมาลงลานธรรมแล้ว และก็ลงอย่างประณีตที่สุดดวยการจัดหน้า เว้นวรรค ใส่สีให้ตัวอักษรให้อ่านได้อย่างสบาย เพื่อใครก็ตามที่เข้ามาในลานธรรมของมูลนิธิแล้วจะได้รับความสบายตาและได้รับความสบายใจ
ด้วยแรงบันดาลใจที่มีนี้ทำให้รู้ว่า ความโชคดีไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และความโชคดดีนี้ถ้าหากไม่ได้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้วเราก็จะไม่ได้รับความโชคดีที่เป็นเช่นนี้ แต่อาจเป็นความโชคดีเพราะได้รับวิบากดีจากการทำทานและการรักษาศีลจึงได้มีการกินอยู่อย่างสบาย มีบุคลิกลักษณะที่เข้ากับสังคมได้ง่ายมีความพร้อมที่จะไปตามคำเชิญชวนของใครต่อใครได้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:52:38 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 2![]()
แต่ความโชคดีที่จะทำให้เราอิ่มเอิบใจและรู้สึกว่าทางนี้เป็นทางจริงสติล้ำค้ำจุนเจือ จึงขอตั้งมโนมอบขอบคุณพระคุณให้ ด้วยรักและมั่นใจตราบชีวิตนิจนิรันดร์ และเมื่อได้เข้าไปศึกษาพระอภิธรรมก็ได้เห็นพัฒนาการของตนเองว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งละเอียดลออโดยเฉพาะช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ที่ได้ศึกษาวงจรของปฏิจจสมุปบาทอย่างลึกซึ้งแล้วนำมาถ่ายทอดให้ท่านฟังโดยการนำวงจรปฏิจจสมุปบาทในอารมณ์มรณาสันนกาลซึ่งยังไม่มีสอนที่ไหนหรือเผยแพร่อยู่ในหนังสือเล่มใด
ที่นำมาเล่าให้ท่านทราบไปแล้วในเรื่องของมนุษย์ที่ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอรูปพรหม เป็นสัตว์นรก ซึ่งยังคงเหลือการตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ...การได้ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ได้เกิดความเข้าใจ และประจักษ์ด้วยตนเองว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกมาก เมื่อได้เข้าไปสัมผัสโดยการศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้วได้นำมาเขียนมาทำความเข้าใจมาวิจัยวิจารณ์กันนั้นก็มีความอิ่มเอิบใจที่ทำให้รู้ถึงพัฒนาการของตนเอง
ซึ่งเมื่อมาร่วมนั่งฟังการสอนอยู่ในห้องเรียนนี้แล้วก็จะหันไปบอกกับหลวงพ่อแสวงที่รูปของท่านว่า หลวงพ่อ..ตรงนี้ลูกจำได้ ลูกเข้าใจ ซึ่งเป็นการบอกด้วยความภูมิใจเหมือนจะบอกกับผู้ปกครองว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นแบบนี้แล้วนะ เป็นอย่างนั้นแล้วนะ เพราะถ้าหากท่านยังอยู่ท่านก็คงอิ่มเอิบใจไปกับเรา และก็เช่นเดียวกันกับทุกท่านที่มาศึกษาแล้วก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นก็อย่านึกเลยว่าหลวงพ่อเสือท่านไม่อิ่มเอิบใจ เพราะท่านเป็นต้นตระกูลธรรมของสถานที่แห่งนี้
ท่านทราบถึงพัฒนาการของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร และเป็นไปในทางไหน หรือเป็นไปอย่างที่ท่านจาระไนไว้ว่าการเรียนมีหลายแบบคือ แบบฟังจบ ..คือฟังจบแล้วทั้ง ๙ ปริจเฉท แบบจดจบ แบบจำจบ แบบท่องจบ ..แต่หลวงพ่อท่านต้องการความเข้าใจอย่างเจนจบ
เพราะความเข้าใจเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นวัฏฏสงสารได้ มิใช้เห็นได้ว่าเป็นคำๆ แต่ถ้าเราเข้าใจถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาทเราก็จะมองเห็นถึงวงจรของวัฏฏสงสารได้ ..นี่ก็คือความอิ่มเอิบใจและปิติใจที่ตนเองได้รับ ซึ่งก็คิดว่าผู้อื่นก็ย่อมต้องได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก
พระอภิธรรมปิฎกเป็นปิฎกที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพราะยากมากจึงจะเรียกว่าสำคัญมาก แต่สำคัญมากเพราะเป็นปิฎกที่ว่าไว้ถึงเรื่องราวของชีวิตและจิตใจว่า ธรรมชาติเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เช่น การเห็นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? การได้ยินเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ความตายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ภพชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? พระอภิธรรมปิฎกจึงเป็นการแสดงทุกอย่างออกมาด้วยความรอบรู้จริงๆ ที่เกิดขึ้นจากพระสัพพัญญุตญาณ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:53:03 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 3![]()
วันนี้ก็จะพาท่านก้าวเข้าสู่มิติแห่งภพอีกมิติหนึ่ง ก็คือชีวิตภายหลังความตายของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมาเป็นตอนอวสานของการเวียนว่ายตายเกิด
ซึ่งก็ยังไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นเพราะยังมีความคิดว่า ยังจะไปถามท่านอาจารย์มนทิพย์อีกว่า อารมณ์ใกล้ตายของพระอรหันต์เป็นอย่างไร? วงจรปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร? ในเมื่อปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดแต่ของพระอรหันต์เจ้านั้นเป็นอย่างไร ..ก็จะไปศึกษาต่ออีก
การที่เรามีความอิ่มเอิบใจ เรามีความรู้ดีๆ เกิดขึ้น คือรู้เรื่องชีวิตของเราเอง เราก็จะต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วนำสิ่งที่เป็นโทษเอามาละ
ฉะนั้น ชีวิตเราจะต้องมีทุน การที่เรามาเรียนนี้เป็นการทำทุน เพราะเราจะเห็นตัวเราหรือคนที่มาใหม่ๆ พอก้าวเข้ามาวันแรกก็จะงงกับผังจิตและตัวเลขที่เขียนกำกับไว้เยอะแยะไปหมด
เช่นในกลุ่มของโลภมูลจิตเขียนตัวเลขไว้ว่า ๑๙ ตรงเครื่องหมายบวก เราเห็นแล้วก็นึกว่าอะไรก็ไม่รู้ ? แล้วอะไรบวกล่ะ? หรือตัวเลข ๕๑ ตรงปีติเจตสิกล่ะคืออะไร? ที่งงเพราะเราไม่มีทุน แต่การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการเริ่มทำทุน ทุนก็คือความรู้
พอท่านศึกษาแล้วท่านก็มีทุนพอที่จะมองออกว่า ตัวเลข ๑๙ นี้คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกเจตสิก ๔ โลภเจตสิก ๑ ทิฏฐิเจตสิก ๑ รวมเป็น ๑๙ ที่เรารู้เช่นนี้เพราะเรามีทุนแล้วเอาทุนคือความรู้นั้นมาพูด แต่ถ้าหากเราไม่เคยมีทุนเลยพอมาเห็นเลข ๑๙ เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:53:33 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 4![]()
ฉะนั้น การที่มาที่นี่..เรากำลังทำทุน แล้วเรากำลังเอาทุนของเรานี้ไปค้าขาย ค้าอะไร? ..พอเรามีทุนแล้วเราก็ไปเข้าสมาคมค้ากุศล ขายกิเลสได้ แต่ถ้าหากเราไม่มีทุนเราก็จะไม่สามารถละกิเลสแล้วทำกุศลที่ดีกว่า
เช่น ถามว่ามหากุศลญาณวิปปยุตที่เป็นอุเบกขาและเป็นสสังขารดวงสุดท้ายคือดวงที่ ๘ นั้นดีไหม? ดี แต่กุศลที่ดีกว่านั้นมีไหม? มี คือดวงที่ ๗ แล้วดีกว่านั้นมีไหม? มี คือดวงที่ ๖ และดีมากๆ เลย มีไหม? มี คือดวงที่หนึ่ง โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ที่เราตอบอย่างนี้ได้เพราะเรามีทุน แต่ถ้าหากเราไม่มีทุนเราก็จะเอาออกมาค้าขายไม่ได้
และการลงทุนหรือการหาทุนของท่านตรงนี้จึงไม่เหนื่อย มีทั้งห้องหับ มีสิ่งประดับให้ร่างกายอยู่ได้ มีอาหารการโภชนาที่จัดว่าดี แล้วก็มีทุกอย่างที่รองรับเป็นสัปปายะที่ดีมากต่อการศึกษา การสร้างทุนจึงไม่ยากเลยขอเพียงใส่ใจเท่านั้น
และก่อนที่จะไปสู่มิติแห่งภพนั้นก็จะขอพูดถึงสิ่งที่อยู่บนกระดานคือห้องใจภักดิ์รักกุศลเสียก่อน เพราะการที่เรามาสร้างทุนเพื่อไว้ค้ากุศลขายกิเลส ค้ากุศล...คือทำมหากุศลมากๆ ทำดีได้ดี ขายกิเลส..คือละอกุศลจิต ละชั่วออกไป ละมากหมดมาก
เป็นเรื่องของเราที่เราจะต้องทำ เพราะชีวิตเป็นของไม่แน่ จิตใจของเราบังคับบัญชาไม่ได้ ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะคิดให้สำเร็จเลยนั้นไม่ได้แต่ต้องค่อยๆ ฝืน แล้วค่อยๆ แก้ไข ผลิตตนเองให้ไปในทางดี
ทุกคนต้องการความสงบไม่ต้องการความวุ่นวาย ทุกคนต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์ แต่เราไม่ค่อยสุขและไม่ค่อยสงบก็เพราะเราไม่รู้ว่า ความสงบนั้นจะทำขึ้นได้อย่างไร ในห้องในภักดิ์รักกุศลจึงได้ให้ทางแก่ท่านได้ไปคิดและเลือกดำเนินเองเพราะใครทำใครได้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:55:00 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 5![]()
ห้องใจภักดิ์รักกุศล
ความสงบของจิตใจนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากความต้องการ โดยเฉพาะการที่จะเปลี่ยนคนที่อยู่รายรอบตัวเรา
แต่ความสงบนั้นเกิดได้อย่างง่ายดาย.. เพียงแต่เรายอมรับเขาตามที่เขาเป็น
การยอมรับที่ดีนั้น คือ การไม่เรียกร้องสิ่งใดจากใคร และการไม่คาดหวังอะไรจากผู้ใดนั่นเอง
เมื่อเราไม่คาดหวังสิ่งใดจากใครแล้ว
การกระทำใดๆ ของใครก็ไม่สามารถมาขัดแย้งกับความรู้สึกของเราได้
นี่แหละเรียกว่า จิตที่สงบ
บุษกร เมธางกูร
๒๘ กันยายน ๒๕๕๑
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:55:23 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 6![]()
ก็จะเห็นว่าโอกาสที่จะกระทำจิตใจของเราให้สงบนั้นมียาก เพราะเราเลี้ยงลูกก็หวังให้ลูกได้ดี เพียรพยายามคาดคั้นให้เรียนให้ทำงานต่างๆ ให้ดูหนังสือ ให้ทำการบ้าน และเราก็ถูกฝึกมาให้อยู่ในประเพณีของการคาดคั้นที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาว่า เรียนต้องดี มีต้องมาก ลำบากไม่ต้องการ
เราจึงเป็นผู้สืบทอดความไม่สงบกันมา และเรามีความต้องการปรารถนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการปรารถนาให้ "เขา" เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งครู..ซึ่งตัวเองก็เป็น
เช่น เวลาอยู่ในห้องเรียนแล้วก็ต้องการให้ทุกคนตั้งใจฟัง พอมีใครไม่สนใจฟังหรือเขียนอะไรอยู่ก็จะสั่งให้กอดอกจะได้เลิกเขียน หรือพอเห็นใครไม่สนใจปุ๊บ หรือคุยกันอยู่ ..ครูก็จะหยุดนิ่งทันที
และเวลาที่ครูนิ่งก็ขอให้รู้ด้วยว่า ครูเขารู้สึกแล้วว่า เธอหยุดคุยได้แล้ว! ฉะนั้น เวลาที่เห็นครูหยุดนิ่งไปนี้ก็ให้รู้สึกตัวเลย หรือถ้าเราไม่ได้คุยก็ขอให้มองคนข้างๆ แล้วเตือนเลยว่า ครูหยุดแล้ว .. เงียบได้แล้ว ก็จะเห็นว่า เรายังมีความต้องการอยู่แต่ก็ไปด้วยความปรารถนาดี
การที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงคนรอบตัวเรานั้นเป็นความไม่สงบ ซึ่งขอถามตรงๆ ว่า ใครเคยรู้สึกบ้างว่า คนที่เรารู้จักในสถานที่แห่งนี้ เพื่อนสหายพระอภิธรรมของเรานี้ เขาไม่ได้อย่างใจเราเลย ขอให้ยกมือขึ้น? ก็ยกมือกันหมดทุกคน
จะเห็นว่าเราต่างต้องการให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งก็ใช่นะถ้าเขาเป็นอย่างที่เราคิดแล้วเขาจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในระหว่างนั้นจิตเราก็ไม่สงบเพราะเขายังไม่เป็นอย่างที่เราคิด ยังไม่เป็นไปตามรูปลักษณ์แบบที่เราต้องการ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:56:00 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 7![]()
แต่ความสงบจะเกิดขึ้นได้ง่ายก็เพียงแต่การยอมรับตามที่เขาเป็น เพราะหลวงพ่อท่านก็สอนอยู่เสมอว่า เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุขเราจะทุกข์ เขาจะสุขเขาจะทุกข์ ก็ต่างคนต่างทำต่างคนต่างได้ ..นี่คือการยอมรับที่เขาเป็น เพราะแก้เขาไม่ได้แต่แก้ที่ใจเราดีกว่า
แล้วการยอมรับที่ดีนั้น ก็ไม่ใช่ว่า ..ไม่เอาแล้ว ไม่พูดแล้ว ต่อไปนี้จะไม่เตือนแล้ว ไม่แตะแล้ว ..นั่นเป็นการยอมรับที่ไม่ดีเพราะยอมรับแบบเก็บกด คือ ต่อไปนี้เธอจะทำอะไรฉันไม่สนแล้ว แต่พอไปเห็นเขาทำแล้วก็เกิดอาการฮึดฮัดหน้าตาบึ้งตึงแต่กัดฟันไม่พูด...อย่างนี้เป็นอาการที่ยอมรับที่ไม่ดี
การยอมรับที่ดีก็คือ การไม่เรียกร้องสิ่งใดจากใคร และไม่คาดหวังอะไรจากผู้ใด ซึ่งถ้าหากจะพูดให้เห็นชัดก็คือ เห็นเขาเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายแล้วเขาก็จะกลายเป็นอากาสธาตุในชั่วขณะที่เห็นเท่านั้นเองคือ บุคลิก ลักษณะ อาการ หรือกิริยาของเขาไม่อยู่กับเรานาน
ในเมื่อเราไม่คาดหวังสิ่งใดจากใครแล้ว การกระทำของใครไม่ว่าว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้จิตเราขุ่นมัวหงุดหงิดได้ ไม่สามารถมาขัดแย้งกับความรู้สึกสงบของเราได้เอง ..นี่ก็คือเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ว่า ความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตน
ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ตนทั้งสิ้น การหยุดกิเลสของตนจะให้ใครมาหยุดแทนได้ไหม? ไม่ได้ แต่ต้องหยุดที่เรา สังสารวัฏของเราให้ใครหยุดแทนได้ไหม? ไม่ได้ เราต้องหยุดเอง ฉะนั้น หยุดที่เราเสียเถิด ความสงบก็จะเกิดขึ้น เพราะเราทุกคนต่างเกิดมามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท และมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กรรมนำเกิด กรรมทำให้เราเป็นไปในวัฏฏสงสารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตายแล้วต้องเกิดแน่นอน จากการตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเปรต เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอรูปพรหมเราก็ทราบแล้ว คราวนี้เราจะมาศึกษาเรื่องตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานโดยจะขอยกเป็นบุคคลาธิษฐานขึ้นมาแล้วอธิบายโดยวงจรของปฏิจจสมุปบาทต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:57:26 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 8![]()
มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
นายโกตุหสิกะเป็นชาวเมืองอัลลกัปปะ ในสมัยหนึ่งเกิดการข้าวยากหมากแพงเพราะธรรมชาติผันผวนผิดฤดูกาล เขาได้ตัดสินพาภรรยาเดินทางไปยังเมืองโกสัมพี เพราะเป็นเมืองที่เหมาะจะไปทำมาหากินอยู่ที่นั่น
เมื่อไปถึงเมืองโกสัมพีแล้วเขาได้พาภรรยาของเขาไปขออาศัยอยู่บ้านเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของคอกวัวหลายคอก วันที่สองสามีภรรยาไปถึงนั้นเป็นวันที่เศรษฐีเจ้าของบ้านจัดให้มีงานทำบุญรับขวัญแม่โคนมพอดี
เมื่อเศรษฐีเห็นสองสามีภรรยาแล้วก็จำได้ แล้วรู้ว่าเดินทางมาไกลก็เกิดสงสาร จึงสั่งให้จัดอาหารให้ทั้งสองคนรับประทานจนอิ่มหน่ำสำราญ ฝ่ายนายโกตุหสิกะนั้นแม้จะได้กินอาหารที่เศรษฐีจัดมาให้จนอิ่มแล้ว แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้กินอาหารมาเป็นเวลานานถึง ๘ วัน เขาก็ยังรู้สึกอยากจะกินอีก
และที่รู้สึกอยากจะกินอีกนี้ไม่ใช่อยากกินอาหารที่เขาได้กินไปแล้ว แต่เป็นเพราะเขาได้มองดูเศรษฐีรับประทานอาหารซึ่งอาหารที่เศรษฐีรับประทานนั้นเป็นข้าวปายาสคือข้าวหุงผสมนมชนิดเลิศ จึงอยากกินบ้างและยิ่งได้เห็นเศรษฐีแบ่งข้าวนั้นให้แก่สุนัขที่นอนอยู่ใต้ที่นั่งนั้นได้กินด้วย จึงคิดไปว่า สุนัขนี้ช่างมีบุญจริงหนอ ที่มาได้กินข้าวดีขนาดนี้
ความอยากกินอาหารผสมกับความคิดเรื่องเห็นสุนัขได้กินอาหารที่ดีๆ ไม่หายไปจากจิตใจ เขาคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา พอตกกลางคืนอาหารที่เขากินมากไปไม่ย่อยกลับเป็นพิษ เขาตายเพราะอาหารเป็นพิษ และเป็นเพราะจิตที่เขาคิดถึงสุนัขด้วยความชื่นชมนั่นเอง จึงส่งผลให้เขาไปเกิดในท้องนางสุนัขตัวนั้น เพราะในคืนนั้นนางสุนัขนี้ได้มีการไปผสมพันธุ์อยู่พอดี และนางสุนัขตั้งท้องประมาณ ๗ เดือน ก็เกิดลูกมาเป็นสุนัขตัวผู้ซึ่งเมื่อโตก็กลายมาเป็นสุนัขแสนรู้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 19:59:33 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 9![]()
วิเคราะห์ด้วยปฏิจจสมุปบาทได้ว่า นายโกตุหสิกะเกิดชิวหาวิญญาณ คือ การรับรู้รสอาหาร
เมื่อเกิดชิวหาวิญญาณ ก็เกิดตัณหา คือเกิดความยินดีติดใจก็เกิดขึ้น และอยากในรสอาหาร (รสตัณหา)
ต่อมาเขาก็เกิดจักขุวิญญาณ คือเห็นเศรษฐีให้ข้าวแก่นางสุนัข แล้วตัณหา (รูปตัณหา) ก็เกิดขึ้นอีก
จากนั้นอุปาทาน (กามุปาทาน) คือ ความอยากในอาหารนั้นก็เกิดขึ้นมาอีก ครั้นแล้วก็เกิด กรรมภพ คือ ความคิดอยากได้อาหารนั้นก็เกิดขึ้นวนเวียนอยู่ตลอดเวลา
นายโกตุหสิกะทำกรรม (มโนกรรม) คือ คิดอยากได้อาหารและในขณะเดียวกันเขาก็คิดถึงนางสุนัขคืออยากเป็นอย่างนางสุนัขอยู่ตลอดเวลา
การที่นายโกตุหสิกะคิดอยากได้อาหารก็ดี คิดถึงนางสุนัขก็ดี จัดเป็นมโนกรรม (แท้จริงแล้วมโนกรรมนั้นก็คือ มโนวิญญาณ คือการรับรู้ทางใจ หมายถึงการนึกคิดนั่นเอง การนึกคิดนั้นคือมโนกรรม)
เมื่อเกิดกรรมภพแล้วอุปัตติภพ (วิบาก) ก็เกิดขึ้นตามนั้น คือความติดใจในรสอาหารและการนึกคิดถึงนางสุนัขที่เป็นมโนกรรมนั้น บัดนี้ได้มีผลตกค้างเป็นผลอยู่ในภวังควิญาณ
เมื่อถึงคราวจะตาย.. โดยเหตุที่มโนวิญาณ มีอาหารและสุนัขเป็นอารมณ์อย่างแรงกล้า แม้ตกภวังค์เป็นภวังควิญญาณแล้วก็ยังมีอารมณ์อยู่เช่นเดิม ดังนั้น จุติจิตซึ่งเกิดต่อจากภวังค์ก็ยังมีอาหารและนางสุนัขเป็นอารมณ์
และเมื่อจุติจิตดับ ปฏิสนธิวิญาณ ซึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตก็ยังมีอารมณ์เป็นอย่างเดียวกัน อารมณ์(กรรมอารมณ์) คือ อาหารและนางสุนัข มีพลังส่งผลให้ปฏิสนธิวิญญาณของนายโกตุหสิกะไปเกิดในท้องสุนัข ..นี่คือการตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 20:00:20 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : )
สลักธรรม 10![]()
เราก็จะเห็นได้ว่าในขณะที่นายโกตุหสิกะได้กินอาหารนั้นหากเราจะเขียนภาพวิถีขึ้นมาก็คือ ตี น ท ป ชิวหาวิญญาณ สํ ณ โว ชชชชชชช ตทา ตทา ภ แล้วก็ต่อด้วยวิถีทางมโนทวารที่ยินดีในรสตัณหาก็เกิดขึ้น คือ น ท ม ชชชชชชช ภ ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากแล้วก็เกิดกามุปาทาน
เมื่อเขาได้เห็นนางสุนัข วิถีที่เกิดขึ้นก็คือ ตี น ท ป จักขุวิญญาณ สํ ณ โว ชชชชชชช ตทา ตทา ภ แล้วก็ต่อด้วยมโนทวารวิถีที่มีความยินดีติดใจอยากจะได้อยากจะเป็นแบบนางสุนัขนั้นด้วยความยินดีในรูปตัณหาก็เกิดขึ้น คือ น ท ม ชชชชชชช ภ ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกันแล้วก็เกิดกามุปาทาน
และเมื่อเวลาเขาใกล้จะตายมรณาสันนกาลที่เกิดขึ้นนี้เป็นอารมณ์ทางใจ จึงเป็นมโนกรรมโดยมีชวนะเป็นอกุศล(คือมีความยินดีในรสอาหารและการเป็นสุนัข) ส่วนมรณาสันนวิถีที่รับอารมณ์ต่อจากมรณาสันนกาลที่แม้จะมีการตกภวังค์ท้ายวิถีไปแล้ว แต่อารมณ์นั้นก็ยังส่งต่อมาอยู่เป็นอกุศลชวนะแล้วจึงจุติ/ปฏิสนธิเป็นสุนัข
การกระทำของนายโกตุหสิกะนั้นมีปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการได้กินการได้เห็น แต่จะมาชี้ให้เห็นความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทในมรณาสันกาลนี้ให้เห็นเท่านั้นเองว่า
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ นี้คือตากระทบรูปแล้วก่อให้เกิดการกระทำทางใจที่คร่ำครวญวนเวียนอยู่ด้วยเวทนาที่เป็นสุขเวทนาเพราะมีความยินดีในอารมณ์นั้น
และในการอธิบายครั้งที่ผ่านมาในการไปเกิดเป็นรูปพรหมและอรูปพรหมนั้นได้เน้นถึงเรื่องเวทนาว่า เป็นสุขเวทนา(โสมนัส) เป็นอุเบกขาเวทนา แต่ในการไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนี้แม้ท่านไม่ได้เจาะจงไว้ในเรื่องของเวทนาแต่สามารถอธิบายได้ว่า เป็นสุขเวทนาเพราะมีความยินดีในอารมณ์ที่ได้รับ
ถ้าหากคนไม่เข้าใจก็อาจคิดว่า สุขเวทนานี้เป็นความรู้สึกที่ดีน่าจะทำให้ไปเกิดในสุคติมากกว่า เพราะถ้ามองผิวเผินแล้วในเมื่อไม่มีความทุกข์ทำไมจึงไม่ไปเกิดสุคติภูมิล่ะ ถามว่าสุขอันนี้เป็นสุขอะไร? คือโสมนัสในโลภะจิตอันข้องไปด้วยกามนั่นเอง
จากนั้นสุขเวทนาก็ทำให้ตัณหาเกิดขึ้นคือ รสตัณหาคือความยินดีที่ติดในรสชาติอาหารอยากจะได้กินอาหารของเศรษฐี หรือรูปตัณหา คือยินดีที่อยากจะเป็นสุนัขเพราะคิดว่าเป็นสุนัขก็ดีนะ แล้วก็เกิดอุปาทาน คือกามุปาทานเพราะยึดในอารมณ์ที่เป็นกามอยู่ในกามภูมิ
เพราะฉะนั้นชวนะใกล้ตายของเขาจึงเต็มไปด้วยความต้องการในอารมณ์กามคือ เขาได้ทำกรรมคืออกุศลมโนกรรมเป็นโลภะชวนะ ดังนั้น เมื่อจุติเกิดขึ้นแล้วเขาจึงได้ภพใหม่เป็นเดรัจฉานคือสุนัข นี่คือวงจรปฏิจจสมุปบาทในมรณาสันนกาลสู่มรณาสันนวิถี ซึ่งโดยปกติในการเรียนปฏิจจสมุปบาทของเรานั้นเราไม่เคยนำมาเกี่ยวข้องกันในมรณาสันนกาลและมรณาสันนวิถี
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2551 , 20:00:44 น.] ( IP = 58.9.105.21 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |