มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไม่อาจลืมเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นได้ ทำอย่างไรดีคะ








ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว



ถามคำว่าจิตเดิมคืออะไร ? จิตเดิม..หรือจิตแท้นแท้นั้นคือพุทธะ มีหมายความว่าอย่างไรขอให้ช่วยอธิบายด้วยครับ

ตอบจิตเดิมแท้ไม่มีในพระไตรปิฎก เพราะว่าในพระไตรปิฎกใช้คำว่าจิตประภัสสรเท่านั้น บาลีใช้ว่า อิทัง จิตตัง ปภัสสรัง แปลว่า จิตประภัสสร คือจิตผ่องใส แต่คนยุคหลังไปเติมเข้ามาว่า จิตเดิมแท้

จิตเดิมอยู่ที่ไหนในเมื่อจิตเกิดขึ้นทีละขณะ แล้วก็ดับไปแล้วเงื่อนต้น เงื่อนปลาย ก็ไม่ปรากฏ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจิตขณะแรกมาจากไหน เพราะว่าไม่มีประโยชน์ ขณะนี้มีสภาพธรรมปรากฏก็ยังไม่รู้ แล้วสภาพธรรมที่ดับไปแล้วจะรู้ได้อย่างไร

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ต.ค. 2551 , 14:05:35 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ถามกรรมนี้จะแก้ได้อย่างไรครับ คือผมมีปัญหาคาใจอยู่ครับในเรื่องของกรรมที่เคยทำไว้ในตอนเด็ก ผมเคยขโมยเงินทำบุญจากต้นผ้าป่า(1ครั้ง) และขอปลากระป๋องจากพระสงฆ์ว่าขอไปกินแต่ผมเอาไปขาย(หลายครั้งและหลายวัด) ตอนนั้นผมยังไม่รู้อะไรมากเรื่องของกรรม(ยังเด็ก) ตอนนี้ผมสำนึกได้แล้ว ผมกลัวกรรมนั้นมากและรู้สึกว่าผิดเป็นอย่างมาก อยากแก้ไขโดยการเอาไปคืน แต่ก็มีหลายวัดเหลือเกิน(จำได้ไม่หมดและพระที่ผมเคยไปขอท่านก็ไม่ทราบไปอยู่ไหนหมดแล้ว) ผมรู้สึกว่าเป็นหนี้สงฆ์

ขอเรียนถามผู้รู้ครับว่าในเรื่องอย่างนี้ผมควรทำอยางไรที่จะแก้ไข จะไปขอขมาลาโทษของตัวเอง ได้อย่างไรที่ไหน ปัจจุบันผมเป็นผู้ศึกษาธรรมคนหนึ่งและพยายามปฏิบัติอยู่ แต่สิ่งนี้ในอดีต ผมเสียใจในการกระทำของตัวเองจริงๆ ต้องขออภัย ที่ตั้งกระทู้เรื่องที่ค่อนข้างหนักใจ และขอความกรุณาช่วยออกคำแนะนำด้วยครับ

ตอบเข้าใจความรู้สึกนะคะ ว่าคงทำให้เกิดความไม่สบายใจมากอยู่ เพราะมารู้เรื่องบาปบุญคุณโทษแล้ว และก็ขออนุโมทนาในจิตที่เป็นกุศลด้วยค่ะที่คิดอยากจะแก้ไขสิ่งต่างๆที่ทำไม่ดีไว้

อดีต คือวันเวลาที่ผ่านมาแล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรๆในอดีตได้ เช่นเดียวกับกรรม ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมไม่ดีที่ได้ทำไปแล้วนั้น เราจะหวนไปแก้ไขไม่ได้เหมือนกัน

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งน่าอันตรายเท่ากับความไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษหรอกนะคะ เพราะความไม่รู้ทำให้เราทำชั่ว ทำบาปได้อีกเสมอๆบ่อยๆ

แต่วันนี้คุณได้มีเข็มทิศชีวิตแล้ว ก็ไม่ควรไปวิตกกับแผลเก่านั้นหรอกค่ะ เพราะเหมือนไปสะกิดให้เกิดความเจ็บขึ้นมาอีก แล้วคุณเองก็ต้องเจ็บอีกคนเดียว (นึกไปในเรื่องไม่ดี จิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เศร้าหมองเป็นอกุศลอีกนั่นเอง)

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หาทางเจริญชีวิตในกุศลเสมอๆ โดยเฉพาะกุศลที่จะนำออกจากวัฏฏสงสาร คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเองเถิดค่ะ ชีวิตที่เจริญอยู่ในความดี ความดีย่อมคุ้มครองรักษาแน่นอน

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:06:03 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 2



ถามรู้ว่าการต้องเกิดและตาย ตายและเกิดอีกเป็นความลำบากที่ว่าเป็นทุกข์นั้น พระเรียกว่าสังสารวัฏ อยากรู้ว่าเมื่อไหร่สังสารวัฏถึงจะสิ้นสุดลงเสียทีละครับ

ตอบเรื่องนี้จะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่ายนะคะ

ที่ง่ายเพราะมีความรู้ความเข้าใจว่า การได้เรียนพระอภิธรรมแล้วจะเข้าใจพระธรรมคำสอนอย่างละเอียดรอบคอบ และเริ่มมีความรู้เรื่องของจิตมากขึ้น และก็เข้าใจเรื่องจุติ-ปฏิสนธิได้อย่างดีว่ามีได้เพราะอะไรและยังจะรู้ด้วยว่า จิตขณะใดเป็นเหตุ คือกุศลจิตและ อกุศลจิต จิตขณะใดเป็นจิตซึ่งรับผล ที่เรียกว่าวิบากจิต ของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว

จิตที่เป็นประธานในการงานทั้งปวงนี้ละค่ะมีความสำคัญยิ่ง ที่จะสะสมอำนาจกรรมไว้ให้เกิดเป็นผลได้ จิตเป็นสภาพรู้ อาการรู้ และเกิดดับอย่างรวดเร็วต่อเนื่องเป็นกระแสไปโดยตลอด เพราะจิตมีสภาพเป็นอนันตรปัจจัย คือ เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างรวดเร็วนั้น จิตดวงเก่าที่ดับไปนั่นเองเป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงใหม่ขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

เมื่อใครก็ตามได้มีความเพียรในการอบรมเจริญสติปัฏฐาน เจริญปัญญาจนละอกุศลธรรมทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้นั้นได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอรหันต์ เมื่อนั้นอกุศลธรรมก็จะหมดไปด้วยค่ะ

และเมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้ายของสังสารวัฏเกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นเหตุให้จิตดวงต่อๆ ไปเกิดขึ้นอีกเลย เพราะจุติจิตของพระอรหันต์ไม่เป็นอนันตรปัจจัย เป็นการแสดงถึงความสิ้นสุดของสังสารวัฏ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เมื่อนั้นละค่ะสังสารวัฏฏ์ที่น่ากลัวยิ่งก็จะจบลงทันที

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:06:25 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 3



ถามคนทุกคนล้วนผ่านเรื่องราวมานับไม่ถ้วน บางคนต่างพบเจอเรื่องราวมากมาย บ้างก็อยากจะจดจำไว้ แต่บางเรื่องก็อยากที่จะลืมมันไป แต่ทำอย่างไรเราถึงจะลืมได้ ในเรื่องที่อยากจะลืม เพราะคิดทีไรก็เกิดความไม่สบายใจ อาลัยอาวรณ์เรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้น เพราะว่าเรายึดติดกับเรื่องราวเหล่านั้นใช่หรือไม่

ที่อยากจะลืมซะให้ได้เพราะยังไงเรื่องที่ผ่านมาก็ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมได้ ยึดติดกับคนใช่หรือไม่ ที่อยากจะให้เขากลับมาเหมือนดั่งเดิม แต่ในความเป็นจริงเรื่องราวจะกลับไปเหมือนดั่งเดิมไม่ได้อยู่ดี เพราะต่างคนก็มีคนที่เราได้พบเจอ ได้รู้จัก และในที่สุดจากคนแปลกหน้า ก็กลายมาเป็นคนสนิท แต่ถึงแม้คนที่ได้พบจะได้เป็นคนสนิท เราก็ยังคงไม่อาจลืมเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นได้ ทำอย่างไรดีคะช่วยตอบทีนะคะ

ตอบในหลักธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้นั้นมีว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยย่อมเกิดขึ้น เช่น เมื่อจิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เกิดขึ้นสัญญาเจตสิกทำกิจจำในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่มีใครสามารถจะไม่ให้จำก็ไม่ได้ ใช่ไหมคะ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราก็ไม่ควรไปหาทางทำลายอะไรเลยนะคะ เพราะทำลายไม่ได้แน่ เพียงแต่มีหน้าที่ศึกษา และก็ควรอบรมปัญญา พื่อรู้ตามเป็นจริงว่าทุกๆ ขณะในชีวิตเป็นเพียงธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรา

พระอริยสาวกทั้งหลาย ที่ท่านละกิเลสหมดแล้ว เมื่อท่านคิดถึงเรื่องเก่าๆ ท่านไม่เดือดร้อนใจ ไม่ใช่ท่านหมดสัญญา คือความจำได้หมายรู้ ไปเสียเมื่อไหร่ ท่านยังมี ผัสสะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่เหมือนๆเราท่านนี่แหละค่ะ แต่เพราะท่านรู้ว่า...เป็นเพียงธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นทำกิจเท่านั้น แล้วก็ดับไป

การรู้เช่นนั้นละค่ะที่เราท่านควรหาทางให้เกิดขึ้นมาในชีวิตให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทุกข์ร้อนเศร้าโศกกับสิ่งใดเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:06:44 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 4



ถามมีพระพูดธรรมะ แล้วพูดว่า..ก็บุคคลสองตา...แล้วท่านก็จบเพราะเวลาหมด อยากทราบว่าก็บุคคลสองตาเป็นอย่างไรครับ?

ตอบคำว่า ดวงตา ในทางธรรมะนี้หมายถึงปัญญานะคะ

ขอนำคำตอบมาจาก พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต ที่ว่าไว้ถึงเรื่องนี้นะคะคือเรื่องที่ว่าด้วยคนตาบอด ตาเดียว สองตา

บุคคลบางคนในโลกนี้ มีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้ได้โภคทรัพย์ อันยังไม่ได้ก็ดี เป็นเหตุจะทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีขึ้นก็ดี ทั้งมีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล อันมีโทษและไม่มีโทษ อันหยาบและละเอียด อันเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว นี่ ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตเรียกว่า บุคคลสองตา

ตรงนี้ละค่ะ การที่มีดวงตาธรรม ที่สามารถรู้ทั่ว ในสิ่งที่ควรละ และในสิ่งที่ควรเจริญ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:07:01 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 5



ถามแล้วสองตา ตาเดียว กับตาบอดเป็นอย่างไรคะ

ตอบที่ว่าตาเดียวนั้นคือ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้ได้โภคทรัพย์อันยังไม่ได้ก็ดี เป็นเหตุจะทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีขึ้นก็ดี แต่ไม่มีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล อันมีโทษและไม่มีโทษ อันหยาบและละเอียด อันเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว นี่ ภิกษุตถาคตทั้งหลาย เราเรียกว่า บุคคลตาเดียว

และที่ว่าตาบอดก็หมายถึงอย่างนี้ค่ะ ..บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้ได้โภคทรัพย์อันยังไม่ได้ก็ดี เป็นเหตุจะทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีขึ้นก็ดี ทั้งไม่มีดวงตา (คือปัญญา) ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล อันมีโทษและไม่มีโทษ อันหยาบและละเอียด อันเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว นี่ ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตเรียกว่า บุคคลบอด

ตอบให้หมดแล้วนะคะ ทั้งสองตา ตาเดียวและตาบอด

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:07:21 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 6



ถามมหาวิโลกนะ ๕ คืออะไรครับ และมีอะไรบ้างครับ

ตอบก่อนจะไปทราบถึงมหาวิโลกนะ ๕ นั้นจะขอยกเรื่องมาตอบก่อนนะคะว่า... ก่อนนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีในพระชาติที่เป็นพระเวสสันดรจุติแล้วก็ปฏิสนธิในสวรรค์ชั้นดุสิต เทพทั้งหลายพากันไปทูลว่าถึงเวลาที่ควรประสูติ เพื่อตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระบารมีที่ได้ทรงบำเพ็ญแล้ว

พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณามหาวิโลกนะ (ความเหมาะสม) ๕ คือ กาล ๑ ทวีป ๑ ประเทศ (คือสถานที่ที่จะประสูติ) ๑ ตระกูล ๑ กำหนดพระชมมายุพระชนนี ๑

บรรดามหาวิโลกนะ ๕ นั้น พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณา กาลเป็นอันดับแรกว่า เป็นกาลสมควรหรือยัง คือ ถึงแม้ว่าจะได้ทรงบำเพ็ญบารมีพร้อมแล้ว แต่ถ้าไม่ใช่กาลที่สมควรบังเกิด ก็จะไม่เป็นประโยชน์เลย

เมื่อสัตว์โลกในกาลนั้นไม่พร้อมหรือไม่สมควรแก่การที่จะได้รับฟังพระธรรมเทศนา เพราะถ้าเป็นกาลที่คนอายุเกิดแสนปีก็ไม่ใช่กาลที่สมควร เพราะชาติ ชรา มรณะ จะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายค่ะ

พระธรรมเทศนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่พ้นไปจากไตรลักษณ์ คือ อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา ฉะนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่สำคัญพระพุทธดำรัสที่ควรฟัง ที่ควรเชื่อแต่นั้นอภิสมัย คือ การตรัสรู้ของสัตว์ทั้งหลายก็จะไม่มี

เมื่ออภิสมัยไม่มีคำสอนก็จะไม่นำออกจากทุกข์ กาลนั้นจึงไม่ใช่กาลที่สมควร แม้ในกาลที่อายุคนต่ำกว่า ๑๐๐ ปี ก็ยังไม่ใช่กาลที่สมควรค่ะ เพราะว่า ในกาลนั้นสัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น โอวาทที่ประทานแก่สัตว์ที่มีกิเลสหนาแน่น ก็จะไม่คงอยู่ในฐานะควรเป็นโอวาท จะขาดหายไปเร็วเหมือนรอยไม้ที่ขีดในน้ำ ฉะนั้น จึงไม่ใช่กาลที่สมควร


โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2551 , 14:07:42 น.] ( IP = 125.27.172.247 : : )


  สลักธรรม 7


คงเป็นเพราะการสร้างสมบารมีเพิ่งเริ่มต้น...จึงไม่เคยคิดเลยค่ะว่าการหลุดรอดออกจากสังสารวัฏฏ์นั้น เป็นเรื่องง่าย แค่หลุดพ้นจากสิ่งที่เราๆติดอยู่สักอย่างก็นับว่ายากมากแล้ว

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [3 ต.ค. 2551 , 10:22:46 น.] ( IP = 124.121.172.175 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org